*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 231668
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
<< มิถุนายน 2012 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 16 มิถุนายน 2555
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 5316 , 09:35:23 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พิธีแต่งงานพุไทย

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๔  กุมภาพันธ์  ๒๕๑๖

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

******************
เรื่อง:
เครือญาติ: 
   ญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไป
   ญาติสืบสายโลหิตโดยตรงลงมา
   ลำดับญาติร่วมสายโลหิตพ่อแม่
   ลำดับญาติส่วนเภ้อ  เขย (ใภ้ เขย)
   ฐานะลูกพี่ลูกน้อง
   ลำดับเครือญาติระหว่างแต่งงาน
   กำหนดเขยสู่ลุงตาสมัยโบราณ
   ลุงตาชั้นเก่าเอาฝ่ายเขยเป็นเมีย
   ก่อนเขยจะเกิดความกับลุงตาต้องย้อมทูเสียก่อน
   ระเบียบลุงตาเหมอเขย  (ไหมเขย)
   ไขความป๊ะ  (ไขความปาก)
   โอมหรือหมั้น


******************

เครือญาติ
 
กล่าวถึงเรื่องเครือญาติ  ดูจะเป็นหญ้าปากคอก  ซึ่งใครๆ  ก็รู้จักกันทั้งนั้น  แต่ที่นี่กล่าวซ้ำไว้กันลืม  และแยกเครือญาติออกเป็น  ๒  อย่างคือ  ญาติสืบสายโลหิต  กับญาติในทางแต่งงาน  เมื่อเข้าใจลำดับญาติดังกล่าวนี้  จะทำให้ท่านอ่านพิธีแต่งงานเข้าใจง่ายเข้า
 

ญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไป

๑.  “พ่อ”  ได้แก่ชายผู้ให้กำเนิดแก่ลูก  ลูกเรียกท่านผู้นั้นว่า  “พ่อ”
๒.  “แม่”  ได้แก่หญิงผู้ให้กำเนิดแก่ลูก  ลูกเรียกท่านผู้นั้นว่า  “แม่”
๓.  “ปู่”  ได้แก่ผู้เป็นพ่อของพ่อ  หลานเรียกท่านผู้นั้นว่า  “ปู่”
๔.  “ย่า”  ได้แก่หญิงผู้เป็นแม่ของพ่อ  หลานเรียกท่านผู้นั้นว่า  “ย่า”
๕.  “ตา”  ได้แก่ชายผู้เป็นพ่อของแม่  หลานเรียกท่านผู้นั้นว่า  “ตา”
๖.  “นาย”  ได้แก่หญิงผู้เป็นแม่ของแม่  หลานเรียกท่านผู้นั้นว่า  “นาย”  (ยาย)
๗.  “ปู่แก่,ปู่ทวด”  ได้แก่ชายผู้เป็นพ่อของปู่  เหลนเรียกท่านผู้นั้นว่า  “ปู่แก่,ปู่ทวด”
๘.  “ย่าแก่,ย่าทวด”  ได้แก่หญิงผู้เป็นแม่ของปู่  เหลนเรียกท่านผู้นั้นว่า  “ตาแก่,ตาทวด”
๙.  “ตาแก่,ตาทวด”  ได้แก่ชายผู้เป็นพ่อของนาย  เหลนเรียกท่านผู้นั้นว่า  “ตาแก่,ตาทวด”
๑๐.  “นายแก่,นายทวด”  ได้แก่หญิงผู้เป็นแม่ของนาย  เหลนเรียกท่านผู้นั้นว่า “นายแก่,นายทวด”


ญาติสืบสายโลหิตโดยตรงลงมา

๑.  “ลูก”  ได้แก่ชายหญิงผู้เกิดจากพ่อแม่  พ่อแม่เรียกชายหญิงนั้นว่า  “ลูก”
๒.  “หลาน”  ได้แก่ชายหญิงที่เป็นลูกของลูก  ปู่,ย่า,ตา,นาย  เรียกชายหญิงนั้นว่า  “หลาน”
๓.  “เหลน”  ได้แก่ชายหญิงที่เป็นลูกของหลาน  ปู่แก่,ย่าแก่,ตาแก่,นายแก่  หรือ  ปู่ทวด,ย่าทวด, ตาทวด,นายทวด  เรียกชายหญิงนั้นว่า  “เหลน”
๔.  “หลอด”  (ลื้อ)  ได้แก่ชายหญิงที่เป็นลูกของเหลน  ปู่,ย่า,ตา,นายสูงกว่าชั้นแก่ชั้นทวดหนึ่งอันดับเรียกชายหญิงนั้นว่า  “หลอด”


ลำดับญาติร่วมสายโลหิตพ่อแม่

๑.  “ชาย”  ที่เกิดก่อนพ่อแม่ร่วมท้องเดียวกัน  พ่อแม่เรียกชายนั้นว่า  “อ้าย”  (พี่ชาย)  ถ้าชายนั้นเป็นลูกหัวปี  พ่อแม่เรียกชายนั้นว่า  “อ้ายเทาะ”  (ลาวสิบสองพุไทยว่าอ้ายทอก)
๒.  “หญิง”  ที่เกิดก่อนพ่อแม่ร่วมท้องเดียวกัน  พ่อแม่เรียกหญิงนั้นว่า  “เอื้อย”  (พี่สาว)  ถ้าหญิงนั้นเป็นลูกหัวปี  พ่อแม่เรียกหญิงนั้นว่า  “เอื้อยเทาะ”  (ลาวสิบสองพุไทยว่าเอื้อยทอก)
๓.  “ชาย”  ที่เกิดทีหลังพ่อแม่ร่วมท้องเดียวกัน  พ่อแม่เรียกชายนั้นว่า  “น้องชาย”
๔.  “หญิง”  ที่เกิดทีหลังพ่อแม่ร่วมท้องเดียวกัน  พ่อแม่เรียกหญิงนั้นว่า  “น้องสาว”
๕.  “ชายหรือหญิง”  ที่เกิดทีหลังพ่อแม่ร่วมท้องเดียวกัน  และเป็นคนสุดท้อง  พ่อแม่เรียกชายหญิงนั้นว่า  “น้องชายหล้า,น้องชายหลอย  หรือ  น้องสาวหล้า,น้องสาวหลอย”
๖.  “ลุง”  ได้แก่ชายที่เป็นอ้ายของพ่อแม่  หลานเรียกชายนั้นว่า  “ลุง”
๗.  “ป้า”  ได้แก่หญิงที่เป็นเอื้อยของพ่อแม่  หลานเรียกหญิงนั้นว่า  “ป้า)
๘.  “น้าบ่าว”  ได้แก่ชายที่เป็นน้องของแม่  หลานเรียกชายนั้นว่า  “น้าบ่าว”
๙.  “น้าสาว”  ได้แก่หญิงที่เป็นน้องของแม่  หลานเรียกหญิงนั้นว่า  “น้าสาว”
๑๐.  “หล้ากวาน,หล้าบ่าว”  ได้แก่ชายที่เป็นน้องของพ่อ  หลานเรียกชายนั้นว่า  “หล้ากวาน,หล้าบ่าว”
๑๑.  “หล้าม้อม,หล้าสาว”  ได้แก่หญิงที่เป็นน้องของพ่อ  หลานเรียกหญิงนั้นว่า  “หล้าม้อม,หล้าสาว”
      (หล้ากวาน,หล้าม้อม   เป็นคำหลวง  ใช้เรียกฝ่ายกษัตริย์)
      (หล้าบ่าว,หล้าสาว   เป็นคำราษฎร์  ใช้เรียกฝ่ายราษฎรทั่วไป)


ลำดับญาติส่วนเภ้อเขย (ใภ้เขย)

๑.  “เมียของอ้าย”  (พี่ชาย)  เรียก  “พี่”  (พี่สะใภ้)
๒.  “ผัวของเอื้อย”  (พี่สาว)  เรียก  “พี่เขย”
๓.  “เมียของน้องชาย”  เรียก  “น้องเภ้อ”  (น้องสะใภ้)
๔.  “ผัวของน้องสาว”  เรียก  “น้องเขย”
๕.  “เมียของลูกชาย”  เรียก  “ลุเภ้อ”  (ลูกสะใภ้)
๖.  “ผัวของลูกสาว”  เรียก  “ลุเขย”  (ลูกเขย)
๗.  “เมียของหลานชาย”  เรียก  “หลานเภ้อ”  (หลานสะใภ้)
๘.  “ผัวของหลานสาว”  เรียก  “หลานเขย”  ฯลฯ
๙.  “เมียของลุง”  เรียก  “ป้า”
๑๐.  “ผัวของป้า”  เรียก  “ลุง”
๑๑.  “เมียของน้าบ่าว”  เรียก  “น้า”  (น้าเภ้อ,น้าใภ้,น้าสะใภ้)
๑๒.  “ผัวของน้าสาว”  เรียก  “น้า”  (น้าเขย)
๑๓.  “เมียของหล้ากวาน,หล้าบ่าว”  เรียก  “โล”  (ลัว)
๑๔.  “ผัวของหล้าม้อม,หล้าสาว”  เรียก  “อาว”  (อาว์)


ฐานะลูกพี่ลูกน้อง

การลำดับฐานะลูกพี่ลูกน้องในที่นี้  หมายถึง  ลูกพี่ลูกน้องเรียกขานกันเอง  เป็นธรรมเนียมสืบมาว่าอย่างไร  คือว่า  ระหว่างญาติร่วมสายโลหิตกับพ่อแม่นั้น  ในชั้นลูกต่อลูกเรียกขานกันตามฐานะ  ดังนี้
๑.  ลูกผู้น้องต้องเรียกลูกผู้พี่  ในฐานะเป็นพี่เสมอไป  โดยไม่คำนึงถึงว่า  ใครเกิดก่อนเกิดหลัง
๒.  ถ้าลูกผู้พี่เรียกลูกผู้น้อง  ก็ต้องเรียกในฐานะเป็นน้องเสมอไป  โดยไม่คำนึงถึงว่าใครเกิดก่อนเกิดหลัง
๓.  ถ้าไม่ใช่ญาติสืบสายโลหิต  ก็เรียกตามอายุอ่อนแก่เป็นสำคัญ  ผู้เกิดก่อนเป็นพี่  ผู้เกิดหลังเป็นน้อง


ลำดับเครือญาติระหว่างแกวดอง

๑.  “เจ้าคึด”  ได้แก่พ่อเจ้าบ่าว
๒.  “ลุงตา”  ได้แก่พ่อเจ้าสาว  (ท่งนาภาช์น์ข้าว)
๓.  “ลุงตาชั้นเก่า”  ได้แก่ชายผู้พี่,  ผู้น้อง  เกิดร่วมท้องผู้แม่นางหญิง  (เจ้าสาว)
๔.  “ลุงตาชั้นใหม่”  ได้แก่ชายผู้พี่,  ผู้น้อง  เกิดร่วมท้องผู้พ่อนางหญิง  (เจ้าสาว)
๕.  “เขย”  ได้แก่ชายผู้เป็นผัวลูกสาวลุงตา  นี่เรียกว่าเขยน้ำนม  นอกจากนี้ก็มีเขยของพี่ของน้องและเขยของลูกของหลานอีก  หากมีงานก็มาพร้อมกัน  (ถ้าเขยตายลูกชายเป็นเขยแทนพ่อ  เป็นเขยต่อจนชั่วสิบดอกเลาเก้าเช่นปู่  คือลูกชายต้องเป็นเขยแทนพ่อต่อๆ  ไปจนสิ้นเก้าชั่วปู่)
๖.  “พ่อตา”  ได้แก่พ่อเมียของเจ้าบ่าว  (เจ้าบ่าวเรียกพ่อเมียว่า  “พ่อตา”)
๗.  “แม่นาย”  (แม่ยาย)  ได้แก่แม่เมียของเจ้าบ่าว  (เจ้าบ่าวเรียกแม่เมียว่า  “แม่นาย”)
๘.  “ผัว”  ได้แก่ชายผู้ทำการสมพงษ์กับหญิง  เรียกชายนั้นว่าเป็นผัวของหญิง
๙.  “เมีย”  ได้แก่หญิงผู้ทำการสมพงษ์กับชาย  เรียกหญิงนั้นว่าเป็นเมียของชาย
๑๐.  “หน่อกล้วยเกิดกลางสวน”  หมายความว่าครอบครัวนั้นมีแต่หญิง  จะหาชายเป็นองค์เฒ่าแก่แทนลุงตาไม่ได้  ท่านให้ไล่เชื้อแซงหาชายที่เกิดในตระกูลนั้น  จากลำดับสูงไปหาต่ำ  เมื่อได้ชายลูกหลานคนใดเห็นสมควรก็ให้หมายเอาลูกเอาหลานคนนั้น  ตั้งให้เป็นประธานแทนลุงตาได้  เรียกว่า “หน่อกล้วยเกิดกลางสวน”
๑๑.  “ล่าม”  ได้แก่คนที่เจ้าคึดตั้งให้เป็นตัวแทน  ให้เป็นผู้ติดต่อกับลุงตาตามฮีตคอง  ในเรื่องจะปลูกแปลงคู่สมพงษ์ให้เป็นผัวเมียกัน  คู่สมพงษ์เรียกล่ามว่า  “พ่อล่าม”  ล่ามเป็นคนกลางไม่เข้านอกออกใน  ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง  ในระหว่างลุงตากับเจ้าคึด  ล่ามมีหน้าที่ผูกพันลูกล่ามตามฮีตคอง  ลำดับไปจนกว่าจะสิ้นสุดฮีตคอง  เวลาล่ามทำการตามหน้าที่  ล่ามก็มีฐานะและหน้าที่เหมือนเป็นเขยของลุงตา  ตลอดเวลาทำหน้าที่ล่าม
ล่ามเป็นคนสำคัญ  เป็นคนกลาง  สมควรเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาด  สามารถเชื่อมแกวกองให้มั่นคง  ปราศจากการแตกร้าว  เช่นสามารถกลบเกลื่อนถ้อยคำ  ทั้งฝ่ายเจ้าคึดและฝ่ายลุงตา  ที่กล่าวสอดไปสอดมาไว้ความแก่ล่าม  เพื่อให้ล่ามนำความนั้นไปถึงฝ่ายลุงตาหรือฝ่ายเจ้าคึด  ให้พึงทราบ  ล่ามผู้ฉลาดมักสามารถกล่อมเกลาถ้อยคำที่ร้ายให้กลายเป็นดี  มีนโยบายคมคายในเชิงพูด  ให้เป็นที่ดูดดื่มโน้มจิตทั้งสองฝ่ายเข้ากลมเกลียว
ล่ามเป็นผู้สมควรได้รับเกียรติก่อนผู้อื่น  ในการที่จะได้รับแจกแบ่งสิ่งของตามฮีตคองด้วยกันหลายคน  เช่น  ควรได้รับก่อนลุงตาชั้นเก่าและลุงตาชั้นใหม่  ตามลำดับ  และแม้มีของสิ่งเดียวที่จำเป็นจะแจก  ก็ควรแจกให้เฉพาะล่ามเท่านั้น
ลักษณะล่าม  สมควรเป็นคนมีสติปัญญาคล่องแคล่ว  มีความโอบอ้อมอารี  มีใจคอกว้างขวาง  ทางลูกเมียก็ควรดีประกอบ  มีความประพฤติชอบประกอบด้วยหลักฐานมั่นคง  สมควรเป็นที่นับถือในหมู่ลูกล่ามทั้งหลาย  และควรเป็นผู้สูงอายุ
ล่ามเป็นที่รวมคน คือ รวมหมู่คณะลูกล่าม  เป็นที่รักใคร่นับถือของหมู่ลูกล่ามทั้งหลาย  หากล่ามมีธุรกิจการใดๆ  บรรดาลูกล่ามย่อมเพียบพร้อมที่จะช่วยเหลือ  และตามปกติลูกล่ามมีความเคารพเชื่อฟังพ่อล่าม  ด้วยความแช่มชื่นใจบาน
การเลือกสุ่มสมัยโบราณ  ท่านนิยมเลือกเอาไทยหอ  ที่เป็นหอหลวง คือ เจ้าหลักคำเป็นล่ามหลวง  ว่าดีมีอายุมั่นยืน  กว้างขวาง  ส่วนหอน้อย  (หอกะจัน)  ท่านห้ามมิให้เอาเป็นล่ามหลวง  แต่เอาเป็นล่ามน้อยได้  กับอีกประการหนึ่ง  ห้ามมิให้เลือกเอาเชื้อเขยเป็นล่าม
(อนึ่งควรสังเกตว่า  ถ้าใคร่ครวญดูแง่การเมืองของบรรพบุรุษโบราณแล้ว  จึงลองมาเทียบดูแง่การเมืองของไทยปัจจุบัน  เราจะรู้สึกว่า  การเลือกเอาเจ้าหลักคำเป็นล่าม  เป็นการเหมาะสมกับวิธีการปกครองบ้านเมืองอย่างยิ่ง  เพราะเจ้าหลักคำเป็นผู้แทนของชาติ  สมควรเป็นที่รวมมติมหาชน  จะได้เป็นกำลังหนุนหลังเจ้าหลักคำ  ผู้ใช้อำนาจหน้าที่ปลดกษัตริย์เหนือกฎหมาย  ตามวิธีปกครองบ้านเมืองของไทยโบราณ  โปรดดูความเกี่ยวพันที่กล่าวไว้ในลาดซะสาดคองเมือง  (กฎหมายโบราณ)  กับที่สัทธิตกช้างฮ้างเมือง  ซึ่งรวมไว้ต่างหากแล้ว


กำหนดเขยสู่ลุงตาสมัยโบราณ

คำว่าเขยสู่ลุงตา  หมายถึง เขยสมสู่อยู่สร้างกับพ่อตาแม่นาย  คือ ทุกๆ  เขยมีเรือนของตนต่างหาก  เรียกว่า  เรือนสู่ (เรือนหอ)  สร้างขึ้นขณะเมื่อเข้ามาเป็นเขยสู่ครั้งแรก  ตั้งอยู่อ้อมแอ้มเรือนพ่อตาแม่นายชิดๆ  กันไป  ว่าถึงการกินก็ทำครัวแห่งเดียวที่เรือนลุงตา  ครั้นถึงเวลาก็แจกแบ่งกันไปกินตามเรือนของตนทุกๆ เขย  การหามาก็เช่นเดียวกัน  เมื่อเขยหามาได้ก็มามอบไว้ที่ครัวลุงตาทุกเขย  ตลอดถึงการทำไร่ไถนาได้ข้าวมา  ก็นำมารวมไว้ที่ครัวพ่อแม่ลุงตาทุกเขย  การจัดหาและได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทอง  ก็อาศัยทรัพย์สินของพ่อแม่ลุงตาเป็นต้นทุนได้  เมื่อได้มาก็เอามารวมไว้ที่พ่อแม่ลุงตาแห่งเดียว  ลุงตาจึงมีอำนาจเหนือครอบครัวใหญ่ทั้งหมด  หากมีการกำหนดให้จับจ่ายใช้สอยอันใดก็ดี  ชดใช้หนี้รัฐบาลก็ดี  ลุงตาเป็นผู้จับจ่ายใช้แทนเขยทั้งหมด  การสมสู่ของเขยเช่นนี้  มีกำหนดตามฮีตคองต้องสู่อยู่  ๓ ปี  ล้ำกว่านั้นไปเขยจะออกเรือนต่างหาก  จะทำครัวกินเองก็ได้  แต่ถ้าเขยสู่ยังไม่ถึงกำหนด  ๓ ปี  มีเหตุจำต้องออกจากลุงตา  เขยต้องมีหน้าที่ชดใช้แทนการสมสู่สุงตาคิดเป็นเงิน ๑๒ บาทก็ได้เขยสู่อย่างนี้เรียกว่า “สู่หาพาห้ำ”
แล้วยังมีเขยสู่อีกประเภทหนึ่งเรียกว่า  “สู่โด่”  คือ สู่ด้วยวิธีออกเรือนต่างหากตากข้าวกินเอง  แต่เขยจะต้องส่งสิ่งของต่อไปนี้  ให้แก่พ่อตาแม่นายปีละครั้งจนครบกำหนด  ๓ ปีก็ได้  คือ ส่งข้าวเปลือกปีละ  ๒ แสน, เกลือปีละหมื่น,  มะเขือขื่นปีละกะต่า (ตะกร้า),  ปลาร้าปีละไห,  ไก่ปีละแม่,  หญ้ามุงเรือนปีละ  ๕ หาบ (๕๐  ลูกหญ้า)  ตามอัตราที่กล่าวนี้เป็นอัตราเก่า  ครั้นพระยาวิเทหราชบัญญัติหลักนางขึ้นเมื่อภายหลัง  จึงใช้หลักนางเป็นเกณฑ์ชดใช้แทนการสมสู่ลุงตา   เป็นจำนวนเงิน  ๑๐  ฮ้อยน้ำสาม  (๓๐ บาท)  ดูเรื่องต้านเมือเฮือนผัว


ลุงตาชั้นเก่าเอาฝ่ายเขยเป็นเมีย

กล่าวความตามที่ห้ามไว้ในฮีตคอง  ท่านห้ามไม่ให้ลุงตาชั้นเก่าเอาฝ่ายเขยเป็นเมีย  ด้วยถือว่าเข็ดขวงเกรงจักตาย  หรือฉิบหายด้วยประการต่างๆ  การห้ามเช่นนี้เรียกว่า  “คะลำ” (หมายถึง ต้องห้าม)  แต่ถ้าในกรณีจำเป็นที่จะต้องปลูกแปลง   ให้ลุงตาชั้นเก่าเอาฝ่ายเขยเป็นเมียจริงแล้ว  ท่านกำหนดฮีตคองไว้ว่า  “ต้องให้มีมีดด้ำแก้วแค่วคำ  ควายเหาเงินเหาคำ”  (ควายเขาเงินเขาคำ)  เอามาใส่ขันคู่กับขันบายศรี  ในเวลาจะทำบายศรีให้แก่คู่สมพงษ์  และให้ได้ผ้าขาวยาวพาดหลังโฮง  (หมายถึง เรือนลุงตาที่เป็นกษัตริย์จึงใช้คำว่าโฮง คือ หอปราสาท)  ให้สองชายผ้าจรดถึงดิน  เพื่อเป็นการแข็งขวัญ,  ข่มเข็ดขวง,  ข่มแข็ง  ให้มีอายุมั่นขวัญยืน
 

ก่อนเขยจะเกิดความกับลุงตาต้องย้อมทูเสียก่อน

ในระหว่างเขยสมสู่อยู่สร้างกับลุงตาก็ดี  หรือออกเรือนต่างหากแล้วก็ดี  มีบางครั้งที่เขยได้กระทำผิดฮีตคอง  เป็นการละเมิดสิทธิของฝ่ายลุงตา  ลุงตารู้สึกโกรธเคือง  แต่มิได้แสดงท่าทีอันใดให้เป็นที่สังเกตได้  มีแต่ท่าทางเคร่งขรึมผิดปกติ  ฝ่ายเขยรู้สึกตัวว่าตนคงทำผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง  แต่ไม่รู้เหตุแห่งความผิด  อดรนทนไม่ได้ใคร่จะรู้เรื่องจึงจำเป็นต้องเชิญล่ามไปถาม  ครั้นล่ามถามไถ่ไล่หาเหตุ  ฝ่ายลุงตาก็จะไม่บอกประการใดเลย  ตามธรรมเนียมลุงตาต้องย้อมทูเสียก่อนจึงจะแจ้งเหตุให้ทราบ  การย้อมทูนั้นฝ่ายเขยจะต้องหาควายมาตัวหนึ่ง  ขนาดอ่อนแก่เขาก่งกำเหล้า  เมื่อได้ควายมาแล้วล่ามก็ไปมอบให้ลุงตา  สุดแท้แต่ลุงตาจะกินทั้งกมหรือกินครึ่งกมก็ได้  (กินทั้งกมคือกินหมดทั้งตัว  กินครึ่งกมหรือกินครึ่งตัว)  เรียกว่าลุงตาย้อมทู คือย้อมไม้ตะเกียบนั่นเอง  เมื่อย้อมทูแล้วลุงตาจึงจะแจ้งเหตุแห่งความผิดให้ทราบ  ต่อนั้นไปก็พิจารณาถึงฐานความผิดของฝ่ายลูกเขยและลูกสาว  เมื่อสมควรจะปรับประการใด  ก็ปรับไหมไปตามฮีตคอง 

(ตามที่กล่าวมานี้ผู้อ่านควรสังเกตว่า  ธรรมเนียมไทยดั้งเดิมรับประทานอาหารด้วยทู  แม้ที่ระเบียบผีมะเหศักดิ์ก็ยังเสวยอาหารด้วยทู  ทูเป็นภาษาพุไทยหรือไทยโบราณเรียกไม้ตะเกียบว่าทู)


ระเบียบลุงตาเหมอเขย  (ไหมเขย)

กล่าวตามฮีตคองที่ท่านบัญญัติไว้  ในเรื่องลุงตาปรับเหมอเขย  ท่านแบ่งวิธีเหมอออกเป็น  ๓  โกฐาก  คือ เหมอเป็น ๓ ส่วนทุกครั้งที่มีการปรับเหมอ  หมายความว่า  เหมอครั้งหนึ่งๆ  ต้องเหมอตามสิทธิของบุคคลทั้งสามคือ  ล่ามเหมอเหล้า,  หมู,  เงินเบี้ย  ลุงตาชั้นใหม่เหมอเหล้า,  ควาย,  เงินฮ้อยน้ำสาม  (๓ บาท)  ลุงตาชั้นเก่าเหมอเหล้า,  หมู  เงิน ๕ บาท  ดังนี้เสมอไป  ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่า  การเหมอเขยครั้งหนึ่ง  ไม่ว่าจะเป็นโทษสถานใด  บุคคลทั้ง ๓  ต้องเหมอไปตามสิทธิดังกล่าวเป็นคนๆ ไป  เว้นแต่ในกรณีกำหนดโทษไว้เป็นอย่างอื่นโดยเฉพาะ  เช่น  “เขยกกน้ำสาม  เขยหามน้ำเบี้ย”  ซึ่งหมายความว่า  เขยกก  (ผัวลูกสาวคนโต)  ขาดหน้าที่หาบบุงปาง,  เขยกลาง (ผัวลูกสาวคนกลาง)  ขาดหน้าที่หามศพ  ลุงตาจึงเหมอเขยกกเงินฮ้อยน้ำสาม (๓ บาท)  เหมอเขยกลางเงินเบี้ย  (๒ บาท)  ดังนี้เป็นตัวอย่าง  การที่เขยขาดปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว  เรียกว่าถ้วยเฆี่ยนหว้ำ (คว่ำ)  คือ ผิดสัญญาแต่งงาน

(ส่วนเงินเบี้ยนับเบี้ยเงินเมือง  เทียบเบี้ยหนึ่งเท่ากับสองบาท  เทียบเงินลาดสี่ลาดเป็นบาท  เงินแปดลาดเท่ากับสองบาท   เงินสองบาทเท่ากับหนึ่งเบี้ย  เงินลาดหล่อด้วยทองเหลืองเป็นแท่งยาวราว      ๓-๔ นิ้ว)


ไขความป๊ะ  (ไขความปาก)

คำว่าไขความป๊ะเป็นภาษาพุไทย  มีความหมายตรงกับไขความปากหรือไขคำปาก  หมายถึง  ล่ามไปไหว้ขอลูกสาวลุงตา  และถามถึงฮีตคองของลุงตา  เพื่อจะสู่ขอมาเป็นนางลูกนางเมีย  ตามธรรมดาลุงตาจะไม่ตอบล่ามประการใดเลย  มีแต่จะพูดเรื่องอื่นเรื่อยไป  จนกว่าล่ามจะมีการไขความปาก  เป็นธรรมเนียมมาอย่างนี้  การไขความปากใช้เงินสองบาท  หรือจะใช้เหล้าขวดหนึ่งแทนก็ได้  ล่ามจะเอาเงินหรือเหล้าขวดนั้นมอบให้แก่ลุงตา  แล้วลุงตาจะเปิดการเจรจาตอบคำถามตามต้องการ  เงินค่าไขความปากนี้  บัญญัติเริ่มแรก  ท่านถือเอาริมปากบนและล่างเป็นหลัก  โดยคิดว่าริมปากละหนึ่งบาท  รวมสองริมปากเป็นเงินสองบาท

การไขความปาก  เราได้ใช้แต่ในกรณีที่หญิงทรงความบริสุทธิ์อยู่  แต่ถ้าหญิงเสียท่าแก่ชายก่อนแล้ว  ฝ่ายชายก็ได้เปรียบ  เวลาล่ามไปสู่ขอก็เป็นอันง่าย  ลุงตายินยอมเจรจาต่อล่ามโดยดี  ไม่ต้องมีค่าไขความปาก


โอมหรือหมั้น

หมั้นเป็นวิธีการของไทยใช้อยู่ทุกวันนี้  ได้แก่ฝ่ายชายมอบสิ่งของอันมีค่าไว้ให้เป็นประกันแก่ฝ่ายหญิง  เพื่อให้หญิงตกลงมั่นใจ  ที่จะรอคอยแต่งงานกับชายตามสัญญาหมั้น  หากฝ่ายใดกระทำผิดสัญญาหมั้น  ก็มีการปรับไหมกันตามที่ได้ตกลงไว้ในสัญญาหมั้น  ในสมัยปัจจุบันเมื่อมีการหมั้นแล้ว  พ่อแม่ก็มีธรรมเนียมไม่ห้ามหวงหญิงชายระหว่างคู่หมั้น  คือว่า  หญิงชายจะไปไหนมาไหนด้วยกันก็ได้  ครั้นถึงเวลาอันสมควร  พ่อแม่ก็จัดการทำพิธีแต่งงานให้เป็นคู่ผัวเมียกันตามประเพณี

ในสมัยโบราณ (หมายถึงพุไทย)  การหมั้นอย่างว่านี้ก็มีเหมือนกัน  แต่ไม่ปรากฏเรียกว่าหมั้น  และน่าจะไม่มีพิธีรีตองในการหมั้นเป็นกิจจะลักษณะนัก  เพราะไม่เคยเห็นหรือเล่าสืบไว้  หรือว่าผู้เขียนอาจบกพร่องในส่วนนี้ก็ได้  แต่มีวิธีการปฏิบัติอย่างเดียวกับที่เรียกว่าหมั้น  ซึ่งอาจแยกได้เป็นสอง คือ  ฝ่ายชายมีแก้วแหวนเงินทอง  สิ่งของอันมีค่า  ฝากหญิงไว้เป็นสินน้ำใจและเป็นเหลักประกันว่า  หญิงจะต้องแต่งงานกับชาย  แล้วทั้งสองฝ่ายต่างก็ถือสัจจะมั่นเที่ยงต่อกัน  จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร  พ่อแม่จึงจะจัดการสู่ขอทำพิธีแต่งแปงให้ตามประเพณี  อย่างนี้ประการหนึ่ง  กับอีกประการหนึ่ง  พ่อแม่ฝ่ายชายกับพ่อแม่ฝ่ายหญิง  หรือว่าต่างฝ่ายก็มีลูกโตแล้ว  พ่อแม่ฝ่ายชายใคร่จะได้หญิงไว้เป็นลูกสะใภ้  แต่ยังไม่ถึงกาละอันควร  และเกรงว่าคนอื่นตจะสู่ขอเอาไว้ก่อนเสีย  ดังนี้เป็นต้นก็ดี  พ่อแม่ฝ่ายชายจึงตกลงขอหญิงไว้ด้วยคำพูดอันมีสัจจะ  เพื่อมีให้ยินยอมมอบหญิงนั้นให้แก่ผู้อื่นหรือว่ามีดอกไม้เทียนคู่มอบให้ล่ามหรือเฒ่าแก่  ไปไหว้สาเจ้าโคตรลุงตา  ว่าฝ่ายเจ้าชายมีจิตใช้ใจประสงค์กับเจ้าหญิง  จึงขอกล่าวต้านโอมเอาเป็นนางลูกนางเมียไว้เสียก่อน  ต่อไปเมื่อหน้าเมื่อถึงเวลาอันสมควร  จึงจะมาสู่ขอแต่งแปงตามฮีตคอง  ดังนี้  เรียกว่า  “โอม”  (โอมสาว)  ดังกล่าวมานี้ทั้งสองวิธีก็มีความหมายเหมือนกับหมั้นในสมัยปัจจุบัน  อย่างแรกหมั้นด้วยวัตถุสิ่งของ  อย่างหลังหมั้นด้วยสัจจะวาจา  แต่มีต่างกันอยู่ที่ว่า  พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะรักษาลูกสาวให้ทรงความบริสุทธิ์อยู่เสมอ  ไม่มีธรรมเนียมให้ไปไหนมาไหนกับคู่หมั้น  จนกว่าจะได้มีการสู่ขอและทำพิธีแต่งแปงตามฮีตคองแล้ว

เมื่อเปรียบวิธีการของโบราณ  กับวิธีการของสมัยปัจจุบัน  ผู้เขียนมีความเห็นว่า  วิธีการของโบราณดีกว่าวิธีการปัจจุบันในข้อที่ว่า  โบราณรอบคอบมาก  ในการสงวนความบริสุทธิ์เผื่อไว้ให้แก่ฝ่ายหญิง  เช่นสมมุติว่าถ้าชายไม่อาจจะได้แต่งงานกับหญิงด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม  หญิงก็ยังคงเป็นหญิงพรหมจารี  คือ  เป็นหญิงทรงความบริสุทธิ์อยู่เสมอ

(แต่ในลาดซะสาดคองเมือง  (กฎหมายโบราณ)  มีเรื่องเกี่ยวกับหญิงชายคู่บ่าวสาว  ในเรื่องคล้ายกับหมั้นแต่ไม่เรียกว่าหมั้น  ใช้บังคับแก่คนไทยทั่วไปดังนี้)
๑.  คันว่า  (ถ้าว่า)  บ่าวสาวเว้า (พูด)  กันแน่นแก่นแต่ปากแต่คอ  บอได้ฝากสิ่งของ  คันว่าแม่นหญิงตัวะ (โกหก)  ชายให้ชายไหมเอาสองบาท  คันว่าชายตัวะหญิงให้หญิงไหมเอาสี่บาท
๒.  คันว่าควายบ้านพ่อตาแสง  คันว่าหญิงตัวะชายให้ไหมเอา  ๖ สลึง  คันว่าชายตัวะหญิงให้หญิงไหมเอา  ๒  บาท
๓  คันว่าคาเมบ้านนอกนั้น  คันว่าหญิงตัวะชายให้ชายไห้ชายไหมเอาบาทหนึ่ง  คันว่าชายตัวะหญิงให้หญิงไหมเอา  ๖  สลึง  โทษฝูงนี้ได้เว้ากันต่อมแต่ทวนแล
๔  คันว่าชายได้เอาก้องแขนแหวนก้อยฝาก  คันว่าหญิงตัวะชายให้ชายไหมเอา  ๒  บาท  ทำขวัญของท่าน  ค่าของมีพ่อ (เฒ่า)  ได้ให้ทำขวัญท่อนั้น  คันว่าชายตัวะหญิงให้ไหมเอา  ๔  บาท
๕  คันว่าเว้าชายหญิงได้ฝากแพตางเนื้อเสื้อตางอิง  คันว่าหญิงบอตัวะให้หญิงไหมเอา  ๔  บาท  คันว่าของมีท่อใดให้ทำขวัญท่อนั้นแล
๖.  คันว่าบ่าวสาวได้เว้ากันแน่นแก่น  ได้เป็นกันเถิงเนื้อเถิงคีง  คันว่าหญิงตัวะชายให้ชายไหมเอา  ๖ บาท  คันว่าชายตัวะหญิงให้หญิงไหมชาย  ๓ ตำลึง  คันว่ามีลูกให้เว้าไว้  ตายให้ใช้ค่าคนแล
๗.  (๑)  คันเว้ากันสองเทื่อ  เป็นแต่ว่าจาหาโทษบอได้แล
     (๒)  คันว่าเว้ากันสามเทื่อ  หญิงสมควรเป็นชู้ ๒ จำพวก  เว้าแต่ลมแต่ทวนชู้ ๓ จำพวก  ได้ฝากก้องแขนแหวนก้อย  จึงสมควรเป็นชู้ ๒ จำพวกแล
     (๓)  ชู้  ๓ จำพวก  ฝากแพตางเนื้อเสื้อตางคีง  อันนี้จึงสมควรเป็นชู้  ๓ จำพวก และชู้ ๔ จำพวกแล

ตัวอย่างประเพณีการแต่งงานของชาวอิสานในปัจจุบัน 1 โดย ฅนภูไท


ขอบคุณภาพจาก Youtube โดย pongsakol32

******************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 16/06/2012 เวลา : 09.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


ข้อมูลการแต่งงานแบบภูไท เพิ่มเติม

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/205269

ขอบคุณเจ้าของ link ด้วยค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน