*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 231644
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
<< มิถุนายน 2012 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 19 มิถุนายน 2555
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 2081 , 23:55:06 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตำนานไทย - พุไทยวัง

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๕ สิงหาคม ๒๕๑๙

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html

http://www.kaowong.com/Personal-01.html

คำนำและสารบัญ
http://www.oknation.net/blog/PhutaiKaowong/2012/05/20/entry-1

**************************************

ตอนที่ 12.1
    ตั้งหอมะเหศักดิ์ 
    ประวัติมะเหศักดิ์ 
    ตัวอย่างความศักดิ์สิทธิ์ของมะเหศักดิ์
 
******************

ตั้งหอมะเหศักดิ์

 

เมื่อตั้งเมืองกุดสิมนารายณ์ ตั้งเจ้าเมือง, เจ้าอุปฮาด, เจ้าราชวงศ์, เจ้าราชบุตร ตั้งไทหอตามฮีต และตั้งเสนาอำมาตย์ครบตำแหน่งในครองเมืองแล้ว ก็หันมาจัดการกับคองภายใน ตั้งพระครูหลักคำเป็นเจ้าคณะเมือง แล้วตั้งหอมะเหศักดิ์ ณ สถานที่ตั้งเรือนเจ้าทิตโคตเดียวนี้เป็นแห่งแรก อัญเชิญองค์มะเหศักดิ์ ซึ่งอัญเชิญมาจากหอมะเหศักดิ์ที่กกกะบกบ้านนากะปางแขวงเมืองวังในคราวอพยพ เข้าประทับที่หอมะเหศักดิ์เมืองกุดสิมนารายณ์ตามระเบียบ แล้วพระธิเบศร์วงษา (กอ) จึงตั้งให้เจ้าสุทธิสาร, เจ้าสุวรรณปัด, พรหมราช (พี่เขยของท่านทั้งสอง) เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่คอยดูแลปฏิบัติรักษา ครั้นย้ายเมืองกุดสิมนารายณ์มาอยู่เมืองใหม่ จึงตั้งหอมะเหศักดิ์ลง ณ สถานที่ตั้งสถานีอนามัยเดียวนี้ ต่อนี้ไปขอเล่าประวัติมะเหศักดิ์

 

 

 

ประวัติมะเหศักดิ์

คำว่ามะเหศักดิ์เป็นชื่อผีมิ่งเมือง เป็นผีของพระมหากษัตริย์สำหรับใช้ให้ช่วยในการปกครองบ้านเมือง เป็นผีหัวศึกช่วยในการทำสงครามสมัยโบราณ และช่วยรักษาพระราชอำนาจ, พระเกียรติ, ขนบธรรมเนียมของพระมหากษัตริย์ ไทยเริ่มมีผีมะเหศักดิ์เมื่อบรรพบุรุษผู้ต้นตระกูลส่งลูกออกสร้างบ้านแปงเมืง ก่อตั้งเป็นอาณาจักรมีพระเจ้าแผ่นดินปกครองครั้งแรก ซึ่งเข้าใจว่าตั้งอาณาจักรปกครองอยู่บนเขายุคันธร ในสมัยมีคน ๖ บาทในป่าหิมพานต์ ดังกล่าวในหนังสือปฐมกัปใบลานจารด้วยตัวไท

คน ๖ บ้านที่กล่าวนี้มิใช่ว่า ๖ หลังคาเรือน แต่เป็นคนใน ๖ หมู่บ้านใหญ่ นับหลายล้านหลังคาเรือนในหมู่บ้านหนึ่ง ๆ ซึ่งกล่าวโดยประมาณตามหนังสือนั้น หมู่บ้านทั้ง ๖ มีชื่อดังนี้ (๑) ปัดสาคัวระรา ล้านหลังเรือน (๒) โคลุบปัดสามิกคะลา ๒ ล้านหลังเรือน (๓) วิเทเห ๓ ล้านหลังเรือน (๔) เทเหลียา ๖ ล้านหลังเรือน (มีแจ้งในอัดสัดถี) (๕) ดุดอน ๘ ล้านหลังเรือน (กล่าวตามพระชินนะสาด นักปราชญ์กล่าวไว้วิตถาน) (๖) พะสีหาโพด เป็นหมู่บ้านที่อุดมยิ่งมีตื้อ (๑๐ ล้าน) หลังเรือน (ตามพระโยกล่าวไว้วิตถาน)

ส่วนพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองไพร่พลนั้น ในหนังสือปฐมกัปว่ามี ๔ พระยาแถน ชื่อพระยาทัดตะรัดฐา พระยาวิรุณระหา พระยาวิรุณปะชา พระยาเวสสุวัณ เราไม่อาจทราบลำดับพระราชวงศ์ได้โดยละเอียด จึงเรียกรวมว่ากษัตริย์ราชวงศ์แถน และกษัตริย์ราชวงศ์แถนนี้ได้สืบเชื้อสายขนบธรรมเนียมประเพณีติดต่อกันมา จนถึงสมัยตั้งเมืองหนองแส หรือตั้งอาณาจักรหนองแส (น่านเจ้า) เมื่อประมาณพ.ศ. ๑๑๖๑ ก็ยังมีกษัตริย์ราชวงศ์แถนอยู่ คือแถนหลวงฟ้าคื้นพระเจ้าแผ่นดินเมืองหนองแส ซึ่งเป็นพระบิดาขุนบุรม แถนแต่งเป็นเจ้าอุปฮาด แถนกมเป็นเจ้าราชวงศ์ แถนชั่ง (ชั่งเถิก) เป็นเจ้าราชบุตร และขุนบุรมพระเจ้าแผ่นดินสิบสองจุไทย ก็เป็นแถนรุ่นสุดท้ายด้วย เพราะต่อแต่นั้นมาก็ไม่ปรากฎมีแถนอีก (จากหนังสือขุนบุลมใบลานจารด้วยไท)

เรื่องพระยาแถนทั้ง ๔ นี้ ในหนังสือปฐมกัปว่า เมื่อถึงฤดูแล้วพระองค์ก็ชวนพวกไพร่ลงเล่นแข่งเรือที่แม่น้ำคงคา ด้วยเหตุนี้จึงเข้าใจว่าพระยาแถนทั้ง ๔ เมื่อฟังโดยผิวเผินก็ชวนให้เข้าใจว่าเป็นชื่อของท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ ซึ่งมีชื่อในคัมภีร์ว่าท้าวกุเวร (ท้าวเวสสุวัน), ท้าวธตรฐ, ท้าววิรุฬหก, ท้าววิรุฬปักษ์ ดังนั้นพระยาแถนทั้ง ๔ จึงไม่ใช่ท้าวจตุโลกบาล แม้ชื่อคล้ายกันก็เป็นคนละคน ต่อไปนี้จะเล่าประวัติกำเนิดผีมะเหศักดิ์และขนบธรรมเนียมพระมหากษัตริย์ อัญเชิญเอาผีมะเหศักดิ์ไปช่วยในการปกครองบ้านเมือง

กล่าวสืบมาว่า ณ สถานที่เกิดเป็นดินก้อนแรก ซึ่งเป็นโลกเราทุกวันนี้ ชั้นต้นมีแต่ลมฟ้าอากาศกลางหาวน้ำนองท่วมที่ลาบลุ่มทั่วไป ในปฐมกัปว่ามีดินอยู่เหนือน้ำ ๒ แผ่น แต่ในประวัติผีมะเหศักดิ์ไม่กล่าวถึง คงเริ่มเรื่องตั้งแต่สัตว์เกิดแล้ว และเบียดเบียนซึ่งกันและกันกินกันเป็นอาหาร สัตว์ทั้งหลายได้รับความเดือดร้อนหาความสุขมิได้ กล่าวถึงท่านผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นฟ้าเห็นสัตว์ทั้งหลายได้รับความทุกข์เช่นนั้น จึงให้เทพบุตรกับเทพดาสองตนลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อมาคุ้มครองรักษาสัตว์ทั้งหลายให้อยู่เย็นเป็นสุข ท้าวเทพบุตรมาเกิดเป็นชายรูปร่างเหมือนหมา นางเทพดามาเกิดเป็นหญิงรูปร่างเหมือนคน เกิดและอาศัยอยู่ที่ภูเขากล้า คือดินก้อนแรกดังกล่าวนั่นเอง ครั้นอยู่ต่อมาได้เป็นผัวเมียกันมีลูก ๕ คน ลูกเหล่านั้นเกิดหลานเหลนหลอดทวีมากขึ้น รู้จักทำไร่ไถนาทำเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเป็น เมื่อลูกหลานเหล่านั้นผิดข้องต้องเถียงกันก็มีแต่ด่าว่า “หมาลี้แม่หรือหมาเย็ดแม่” สืบมาเท่าทุกวันนี้

ที่ภูเขากล้าประมาณว่า ไม่ห่างจากที่มนุษย์อาศัยอยู่เท่าใดนัก มีน้ำวังหนึ่งชื่อ “วังสามหมอ” ที่ข้างวังสามหมอมีถ้ำหินเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ที่ไม่รู้จักชื่อ แต่ในที่นี้ขอเรียกว่า เจ้าตนวิเศษพร้อมกับบริวาร เจ้าตนวิเศษนี้มีอิทธิฤทธิ์ใหญ่ยิ่งเหนือสิ่งอื่นใด จำแลงแปงกายหายตัวก็ได้ ให้เห็นเป็นตัวตนก็ได้ แต่ตามปกติไม่มีใครเห็นเป็นตัวตน
กล่าวถึงลูกหลานที่อาศัยอยู่ภูเขากล้าก็พากันทำไร่ไถนา ทำเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม อยู่กินไปตามปกติ ถ้าขาดเขินเงินคำสิ่งใด ก็พากันไปหยิบยืมเอาจากเจ้าตนวิเศษมาใช้สรอยทดลองไปพลางก่อน แล้วจึงนำส่งคืนเจ้าตนนั้นเมื่อภายหลัง ถ้าคราดหักไถคลอนชำรุดเสียหายใช้การไม่ได้ก็พากันนำไปไว้ที่ถ้ำ แล้วไหว้วอนเจ้าตนนั้นโดยไม่เห็นองค์ท่าน ขอให้ท่านช่วยทำคืนดีให้ แล้วก็กลับมายังที่อยู่แห่งตน ภายหลังจึงไปรับเอาของนั้นคืนมา ปรากฎว่าของนั้นกลับคืนดีดังเก่าเสมอ

ฝ่ายหญิงซึ่งมีธุระหน้าที่ทำเครื่องนุ่งห่มสมัยโบราณ ถ้าอิ้วหรือหลา (ไน) ที่ใช้อิ้วฝ้ายหรือเข็นฝ้ายปั่นฝ้าย ชำรุดเสียหายใช้การไม่ได้ ก็พากันนำไปวางไว้ที่ถ้ำ แล้วไหว้วอนเจ้าตนนั้นขอให้ช่วยเหลือดังกล่าว ก็สำเร็จประโยชน์เสมอมา ครั้งหนึ่งมีหญิงคนหนึ่งจะไปในงานหนึ่งแต่ไม่มีซิ่นนุ่ง จึงไปยืมซิ่นที่ถ้ำามาใช้ เมื่อนุ่งไปดูงานบังเอิญซิ่นนั้นเปื้อนเปรอะ เมื่อนำส่งคืนก็ไปพาดไว้ที่ถ้ำตามเคย ปรากฎว่าเจ้าตนนั้นไม่รับเอาคืน คงพาดไว้ที่ถ้ำตามเดิมนั่นเอง ต่อแต่นั้นการหยิบยืมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มทางถ้ำก็ไม่ให้ใครอีก ส่วนการช่วยเหลืออย่างอื่นยังคงมีเช่นเคย และอีกครั้งหนึ่งมีหญิงคนหนึ่งนำอิ้วที่ชำรุดไปไว้ที่ถ้ำ เพื่อไหว้วอนเจ้าตนนั้นให้ทำคืนดีดังเดิม นางคนนี้คงจะแปลกใจสงสัยว่า จะมีอะไรมาช่วยพวกตนดังกล่าว จึงหลบเข้าซ่อนตัวอยู่ในถ้ำอย่างมิดชิด ไม่ช้าเห็นหญิงสาวคนหนึ่งออกมาจากถ้ำยืนอยู่กลางถ้ำ เหลียวซ้ายแลขวาทำท่าจะตรวจดูว่าจะมีอะไรอยู่ในถ้ำนั้นหรือไม่  เมื่อมองไม่เห็นอะไรก็กลับเข้าไปในถ้ำส่วนเจ้าตนวิเศษในขณะนั้นคงเชื่อและวางใจต่อนางสาวใช้ว่าเรียบร้อยปกติตามเดิมอยู่ จึงมิได้เล็งญาณด้วยพระองค์เอง  สักครู่หนึ่งก็เห็นเจ้าตนวิเศษนั้นออกมาและใช้ลิ้นเลียอิ้ว เมื่อเลยไปใกล้เสี้ยนอิ้วที่แตก นางคนนั้นเกรงว่าเสี้ยนอิ้วจะปักลิ้นเจ้าตนนั้น จึงร้องท้วงไปว่า ที่ตรงนั้นอิ้วแตกเสี้ยนอิ้วจะปักลิ้น พอได้ยินดังนั้นเจ้าตนนั้นก็รีบกลับเข้าไปในถ้ำ ด้วยท่าทางตกประหม่าใจคอไม่ปกติ ต่อมาไม่ช้าก็เห็นปรากฎมีทั้งเลือดทั้งอายเป็นควันมืดกลุ้มน่านน้ำวังสามหมอ เข้าใจว่าเจ้าตนนั้นคงกริ้วโกรธสาวใช้เป็นกำลัง ที่ไปทูลเท็จว่าไม่มีอะไรล่วงล้ำเข้ามาในถ้ำจนเป็นเหตุดังกล่าว ต่อแต่นั้นไปเจ้าตนนั้นก็ไม่สิงสถิตอยู่ในถ้ำนั้นอีก คิดแต่จะเข้าเทียมนางออกเป็นบ้านเป็นเมืองสืบไป จึงเข้าสิงสู่นางคนหนึ่งที่ภูเขากล้า นางคนนั้นจึงได้ชื่อว่า “นางเทียม” ซึ่งเป็นตัวแทนเจ้าตนวิเศษนั้นนับแต่บัดนี้สืบไป เราไม่สมมุติเรียกเจ้าตนวิเศษเสียแล้ว คือเรียกตามชื่อใหม่ว่า “ทะหลาเจ้าผู้ข้าเจ้าภูเขากล้าเจ้าฟ้ามุงเมือง” แต่คนทั่วไปมักเรียกสั้น ๆ ว่า “ทะหลา” หรือ “มะเหศักดิ์” อันเป็นชื่อทรงเกียรติ โบราณเรียก “ครูหลวง, ครูเค้า” ก็มี

เมื่อทะหลาเจ้าผู้ข้าเจ้าผู้ข้าเจ้าภูเขากล้าเจ้าฟ้ามุงเมือง เข้าทรงนางเป็นนางเทียมแล้ว ชาวบ้านชาวเมืองที่ภูเขากล้าจึงพร้อมกันสร้างหอสร้างโฮงขึ้นที่ภูเขากล้า  ประดับประดาด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคสำเร็จเรียบร้อยแล้ว  จึงแต่งเครื่องสักการะนำไปอัญเชิญเอาองค์มะเหศักดิ์ที่ถ้ำวังสามหมอให้เสด็จมาประทับอยู่ที่หอนั้น  หอที่พระองค์ท่านประทับจึงได้ชื่อว่า “หอมะเหศักดิ์” ส่วนเครื่องสักการะที่นำไปอัญเชิญ มีดอกไม้เทียนคู่ผึ้งพันน้ำมันหมื่นคำแปดบาท (ทองคำหนัก ๘ บาท)

ทีนี้ย้อนกล่าวถึงสองผัวเมีย (หมากับคน) ที่อาศัยอยู่ภูเขากล้า เมื่อสืบลูกหลานได้หลวงหลายดังกล่าวก็ขยายพงศ์พันธุ์ออกสร้างบ้านแปลงเมือง ปกครองหมู่บริวารเป็นกลุ่มก้อนตามจำนวนผู้เป็นใหญ่คุ้มครอง ซึ่งพ่อแม่ผู้ต้นตระกูลได้แบ่งปันไว้ให้ลูกผู้ที่จะต้องไปเป็นหัวหน้าปกครองทุกคนแล้ว แต่กลุ่มหัวหน้าที่เป็นพี่ชายใหญ่ คือ กลุ่มลูกชายหัวปี ซึ่งพุไทยเรียกลูกชายหัวปีว่า “อ้ายเทาะ” ในที่นี้จึงขอเรียกว่ากลุ่มอ้ายเทาะ ไม่ยอมออกสร้างบ้านแปลงเมืองเหมือนอย่างพวกน้อง ๆ เพราะอ้ายเทาะมีความขลาดกลัว ขออยู่ที่ภูเขากล้ากับพ่อแม่ตามเดิม ด้วยเหตุนี้กลุ่มอ้ายเทาะจึงไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนพวกน้อง ๆ เลยกลายเป็นข่าสืบมาทุกวันนี้

ส่วนพวกน้อง ๆ ที่พ่อแม่แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากลุ่มบริวาร คือให้เป็นเจ้าแผ่นดิน เมื่อจะออกสร้างบ้านแปลงเมืองก็แต่งเครื่องสักการะไปอัญเชิญเอาองค์มะเหศักดิ์ที่หอภูเขากล้าไปเป็นผีมิ่งเมือง ให้ประทับอยู่ที่หอซึ่งตกแต่งไว้คอยถ้าที่บ้านเมืองสร้างใหม่นั้นทุกพระองค์ เป็นธรรมเนียมสืบต่อกันมา

ในประวัติมะเหศักดิ์ กล่าวถึงผู้ต้นตระกูลเกิดมาเป็นหมากับคนอาศัยอยู่ที่ภูเขากล้าอันเป็นดินก้อนแรก แต่ในปฐมกัปกล่าวถึงผู้ต้นตระกูลมีชื่อว่า “อิไคยะสังคะสี” เป็นหญิงเราเรียกย่าสังคะสี และ “บุดถังไคยะสังคะสี” เป็นชายเราเรียกว่าปู่สังคะสา ทั้งสองท่านเป็นเจ้าแผ่นอยู่ดินคนละแผ่นที่น้ำไม่ท่วม อยู่ปนหมู่สัตว์ทั้งหลายระหว่างดินสองแผ่นมีดินเหนือน้ำพอใช้ไต่ไปมาถึงกันได้ ย่าสังคะสาอยู่ที่เขาเสมร (เขามะเหมน) ส่วนปู่สังคะสาอยู่ที่ใดไม่ปรากฎชื่อ ครั้นอยู่นานไปปู่สังคะสาเห็นสัตว์ทับกัน หรือเซิงกันด้วยราคะตัณหา ปู่สังคะสาจึงนึกอยู่แต่ในใจว่า เบื้องลุ่มคือสิ่งฉันกูนี้จะมีพอสองไม่หนอ เมื่อคิดอยู่อย่างนี้ไม่หายสงสัยจึงออกตระเดินเที่ยวแสวงหา ไปพบย่าสังคะสีพำนักอยู่ที่เขาเสมร ก็ชวนย่าให้เป็นเมีย ย่าไม่ยอมจึงตั้งปัญหาให้ปู่แก้และสัญญาว่า ถ้าแก้ปัญหาได้จึงจะยอมเป็นเมีย ปู่ฟังแล้วนึกไม่ออกเลยกลับคืนที่อยู่แห่งตน ครุ่นคิดได้อยู่ได้ ๘ หมื่น ๔ พันกัปก็คิดออก จึงกลับไปตอบแก้ปัญหาให้ย่าฟัง ย่ารับว่าถูกต้องจึงยอมเป็นเมียปู่ด้วยประการฉะนี้ ส่วนปัญหาว่าอย่างไรและปู่แก้ว่าอย่างไร จะไม่กล่าวซ้ำอีก เพราะมีในตอนต้นแล้ว

ครั้นปู่กับย่าอยู่กินด้วยกันต่อมาหลายปีก็มีลูกหลานทวีจำนวนขึ้นหลวงหลาย จึงขยายพงศ์พันธุ์ออกสร้างบ้านแปลงเมือง เป็นพระเจ้าแผ่นดินหรือเป็นกษัตริย์ปกครองพลไพร่ มี ๔ พระยาแถนดังกล่าวข้างต้น สืบต่อกันมามากไม่อาจทราบจำนวนได้ เราเรียกรวมทั้งหมดว่ากษัตริย์ราชวงศ์แถน และกษัตริย์ราชวงศ์แถนสมัยหลังนี้มีประวัติเป็นตัวอย่างให้เห็นได้ชัดว่า ได้อัญเชิญเอาผีมะเหศักดิ์มาเป็นผีมิ่งเมือง เป็นคู่กับการปกครองบ้านเมือง ดังเช่นที่เมืองน้ำน้อยอ้อยหนูก็ตั้งหอมะเหศักดิ์ไว้ที่ศาลากกหว้า เข้าใจว่าขุนบุรมอัญเชิญมาจากเมืองหนองแสแล้วให้ประทับอยู่ที่หอนั้น คือ ท้าวโปง, หาญแดง, หาญแพง, หาญตุ้ย, หาญสุกสุ้ย, หาญปุ้ย, หาญดอกเลา พร้อมด้วยหมู่บริวารอพยพครอบครัวมาสร้างเมืองวังดังกล่าว ก็ยังได้อัญเชิญผีมะเหศักดิ์ที่หอศาลากกหว้ามาประทับอยู่ที่หอมะเหศักดิ์เมืองวังด้วย ซึ่งตั้งอยู่ที่กกกะบกบ้านนากะปางเดียวนี้ ครั้นชาวพุไทยเมืองวังอพยพเข้ามาอยู่ที่ประเทศไทย ก็อัญเชิญเอาผีมะเหศักดิ์ที่หอมะเหศักดิ์เมืองวังเข้ามาตั้งปกครองบ้านเมืองด้วย ทุกหัวเมืองที่มีเชื้อกษัตริย์ราชาวงศ์แถน เช่น เมืองกุดสิมนารายณ์ เมืองเรณูนคร เมืองพรรณา เป็นต้น

เขาเสมรเป็นภูเขาสูงยิ่ง ในหนังสือปฐมกัปกล่าวว่าเป็นที่อยู่ของย่าสังคะสี มีเขาบริวารคือเขาสัตบรภัณฑ์ หรือสัตบัวระภัณฑ์ล้อม ๗ ชั้น มีชื่อเรียงจากเขาเสมรออกไปข้างนอกดังนี้ (๑) เขายุคันธร (๒) เขาอิสินธรา (๓) เขาการะวิกะ (๔) เขาสุทัดสา (๕) เขาเนมินทรา (๖) เขาวินัดตากา (๗) เขาอัสกัณฑ์ ระยะห่างกันระหว่างเขาเหล่านี้มีประมาณเท่าใด แจ้งอยู่ในปฐมกัปแล้ว และยังกล่าวต่อไปอีกว่า ๕ แม่น้ำไหลล้อมเหลี่ยมเสมร คือไหลออกจากปากราชสีห์, ปากช้างกุดซะลอน, ปากม้าอัสดอน, ปากงัวอุดสุพะลาด (สัตว์ทั้ง ๔ นี้ หากมีจริงก็น่าจะเป็นรูปหิน)  เป็นลำน้ำไหลเวียนรอบเขาเสมร ไหลล้อมพื้นวังกว้างหว่างดอย ณ สถานที่แห่หนึ่งเป็นวังน้ำกว้างใหญ่ลึกพื้นราบ เรียกว่า “สระอะโนมมา” ในหนังสือปฐมกัปกล่าวว่าชื่อ “อุบมุงคุงคาน้ำอะโนมมาเป็นที่ยิ่ง” คำว่าอุบมุงคืออุโมงค์ เข้าใจว่าที่ตรงนั้นมีน้ำไหลลอดอุโมงค์หิน วังน้ำตรงนี้แหละย่าสังคะสีแปลงเป็นสระอาบน้ำ มีกะไดหินลงอาบน้ำเป็น ๓ ทาง ตั้งอยู่ที่ภูเขาหิมาลัย ปัจจุบันทราบว่าเป็นน้ำแข็ง และเป็นต้นเกิดแม่น้ำทั้ง ๕ คือแม่น้ำคงคา, ยมมะนา, สาละพู, มะหิงสา, อเจรวดี ไหลผ่านประเทศอินเดียลงสู่มหาสมุทอินเดีย
ด้วยประการฉะนี้จึงยืนยันว่า เขาเสมรก็คือตรงบริเวณยอดสูงที่สุดในโลกของภูเขาหิมาลัย อันมีชื่อว่าเอเวอเรสท์ ดินก้อนแรกก็ต้องเป็นอาณาบริเวณรอบยอดเอเวอเรสท์นั่นเอง เพราะที่ตรงนี้น้ำไม่ท่วมถึง หรือว่าสูงพ้นน้ำกว่าแห่งอื่นทั้งหมดในโลก จึงได้ชื่อว่าดินก้อนแรก, ภูเขากล้าก็ต้องอยู่แถบยอดภูเขาหิมาลัยนี้เอง เพราะอยู่ที่ดินก้อนแรกเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เชื่อว่าบรรพบุรุษผู้ต้นตระกูลไทยเรา ที่กล่าวในประวัติมะเหศักดิ์กับในปฐมกัปก็หมายถึงอาณาบริเวณป่าดงอันหนาทึบ ทั่วเทือกเขาหิมาลัย, เขาบริเวณทั้งหมด อันเป็นสถานที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยพืชผลพันธุ์ไม้และสัตว์สานาสิ่งนานาชนิด
บัดนี้เราได้ทราบเรื่องผู้ต้นตระกูลของเรา, ประวัติกำเนิดผีมะเหศักดิ์, สถานที่เกิด, ป่าหิมพานต์, สถานที่เริ่มก่อตั้งอาณาจักรปกครองครั้งแรก และพระนามของกษัตริย์ราชวงศ์แถนพระองค์แรก นับว่าเรารู้ประวัติความเป็นมาได้พอสมควรแล้ว จึงขอเล่าเรื่องมะเหศักดิ์ต่ออีกดังนี้


ตัวอย่างความศักดิ์สิทธิ์ของมะเหศักดิ์

ดังได้รู้และเห็นมารู้สึกว่า มะเหศักดิ์เป็นผีคล้ายมีชีวิตจิตใจเหมือนคนคอยติดตามองค์กษัตริย์เสมอ  ตัวอย่างที่เห็นได้ก็คือ ถ้าอาดญาหลวง (คือเจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์) ไปบ้านเมืองใด ชาวบ้านชาวเมืองนั้นจะต้องมีเหล้าไหหนึ่งหรือขวดหนึ่ง ดอกไม้เทียนคู่ พร้อมด้วยขันน้ำหมากพลูบุหรี่ และของอื่นแล้วแต่จะมีมาถวายมะเหศักดิ์อย่างรีบด่วนก่อนอื่น ทั้งนี้มิใช่เป็นการปฏิสันฐานต้อนรับอย่างธรรมดา หากเป็นการป้องกันภัยจากมะเหศักดิ์ ที่จะบรรดาลให้ชาวบ้านคนใดคนหนึ่งล้มตายลงทันทีทันใดโดยไม่มีเหตุผล ถ้ามีเหตุเช่นนี้เกิดขึ้นชาวเมืองก็รู้ทันทีว่าเป็นเพราะมะเหศักดิ์ แต่ถ้าได้ถวายเครื่องสังเวยดังกล่าว พร้อมกับขอร้องอย่าให้มีเหตุต้อนกลางลางต้อนหน้า และร้องขอความคุ้มครองให้สวัสดีมีไชยตลอดลูกหลานถ้วนหน้า ก็จะราบรื่นตามปกติ

ผีมะเหศักดิ์ใช่ว่าจะตามรักษาเฉพาะองค์กษัตริย์อย่างเดียวเท่านั้น แต่มะเหศักดิ์ยังคุ้มครองรักษาตลอดลูกหลาน, ข้าราชการและชาวเมืองด้วย จะเห็นได้จากเมื่อลูกหลานข้าราชการผู้ใหญ่ไปบ้านอื่นเมืองใด ก็มีการต้อนรับถวายมะเหศักดิ์เช่นเดียวกัน นี่ก็มิใช่อื่นไกลเกรงภัยจากมะเหศักดิ์นั่นเอง ส่วนราษฎรชาวเมืองบางครั้งก็ติดตามด้วยเหมือนกัน มักจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่หมู่บ้านไปถึง เมื่อชาวบ้านรู้ว่าไทยเมืองมา เขาก็จะรีบจัดการหาเครื่องสังเวยถวาย แล้วจะหายดังปลิดทิ้ง การล้มตายลงทันทีดังนี้เคยมีกรายแล้ว ส่วนในงานทำบุญประจำปีของทุกบ้านแขวงเมืองกุดสิมนารายณ์ เมื่อไทยบุญซึ่งเป็นไทยเมือง จะไปทำบุญในงานบ้านต่าง ๆ ก็ไปพร้อมกันเป็นขบวน โดยทางวัดตีกลองโฮมไทยบุญก่อน และตามธรรมเนียมงานบุญต้องใส่นิมนต์มารวมกันหลายบ้าน ทุกบ้านที่ใส่นิมนต์มาบ้านเจ้าภาพต้องรับเลี้ยงทั้งโยมและพระภิกษุสามเณร โดยแบ่งชาวบ้านเป็นพวกศรัทธา รับรองเป็นบ้าน ๆ เรียกว่า ค้ำบุญ เจ้าศรัทธาผู้ค้ำไทยเมือง จะทำปรำไว้นอกบ้านคอยต้อนรับไทยเมือง เมื่อมาถึงก็ทำพิธีถวายเครื่องสังเวยดังกล่าว เสร็จแล้วจึงเชิญพระผู้อาวุโสขึ้นตะเหลี่ยงหามแห่เข้าวัด คนที่มาจึงเข้าบ้านได้ ถ้าเข้าก่อนถวายเครื่องสังเวย เป็นต้องมีเหตุเกิดขึ้นให้ได้ คือจะมีคนใดคนหนึ่งล้มตายลงโดยไม่มีเหตุผล เรื่องเช่นนี้ข้าพเจ้าผู้เขียนเคยเห็นประจักษ์ตามาแล้วครั้งหนึ่งที่บ้านโคกมะลิ

อนึ่งเมื่อแขกบ้านแขกเมืองมาหาและมาในท่าใหญ่ คือไม่เคารพต่ออาดญาหลวงเสียก่อน เช่นจะมีท่าเหนือกว่า  หรือเพียงแต่นั่งนอนในที่สูงศักดิ์กว่า โดยมิได้รับอนุญาตหรือแสดงออกประการใดก็ตามเป็นไปในทางสบประมาทอาดญาหลวง ก็มักล้มตายลงคาที่นั่นเอง จนกว่าจะได้ไหว้วอนถวายเหล้าก้องพัน ตามธรรมเนียมแล้วจึงจะหายดังปลิดทิ้ง

เรื่องแขกต่างถิ่นผ่านไปมา เช่นพ่อค้าราษฎรหรือเทศาซึ่งเคยมามักจะไม่ค้างคืน หากจำเป็นอย่างอยู่ได้นานก็ไม่เกิน ๕ – ๖ วัน เป็นต้องรีบหนีโดยด่วน เพราะเวลานอนกลางคืนจะปรากฎมีผู้ถืออาวุธคอยรังควานจนนอนไม่ได้ เคยมีฝรั่งมาพักครั้งหนึ่งก็ทนไม่ได้จำต้องหนีไปแต่กลางคืน นอกจากนี้เคยมีมาแล้วหลายรายที่นอนหลับไหลตายด้วยมะเหศักดิ์ ที่รู้ว่าเป็นเพราะมะเหศักดิ์ก็โดยเหตุผู้ป่วยประเภทนี้บางรายช่วยแก้ไขหายฟื้นคืนมา จึงเล่าอาการป่วยสู่ฟัง เช่นเจ้าเมืองกมลาศัยมาพักนอนสมัยพระธิเบศรวงษา (ด้วง) เจ้าเมืองพอตกกลางคืนนอนหลับไหลละเมอเพ้อขนาดหนัก จะปลุกสั่นอย่างไรก็ไม่ได้สติ ชาวเมืองจึงรีบหาเหล้าก้องหมื่นมาไหว้วอนมะเหศักดิ์ ไหว้อยู่จนออกฮุนจึงฟื้นคืนมา แล้วเล่าให้ฟังว่ามีช้างใหญ่ตี่หีครอบตัวไว้ ช้างตัวนี้คือช้างของมะเหศักดิ์ชื่อ “พลายวัณ” ตามปกติเผียงไว้เหล่าป่าอ้อ ดังหมอล่ามกล่าวเมื่อจวนจบการเลี้ยงประจำปีว่า “ช้างพลายวัณเผียงเหล่าป่าอ้อ นั่งจ้อก้อสบหมวกแซวคำ”  ส่วนเจ้าเมืองกมลาศัย ก็กลับเมืองกมลาศัยในตอนกลางคืนนั้นเทียว

เล่าสืบมาว่าเมื่อครั้นยังอยู่เมืองวังการปฏิบัติยังเข้มงวดตามธรรมเนียม ผีมะเหศักดิ์ก็ยังเข็ดยำเต็มที่ ถึงขวบปีเลี้ยงมะเหศักดิ์ก็มีควายมาเองกินหญ้าเลาะเลียบอยู่แถวหอมะเหศักดิ์ เจ้าเมืองก็ประกาศหาเจ้าของ ถ้ามีเจ้าของก็ชำระค่าให้ ถ้าเป็นควายเถื่อนพลัดมาไม่มีเจ้าของก็เอาเลย แล้วจึงใช้เป็นเนื้ออุปกรณ์เลี้ยงมะเหศักดิ์ ปัจจุบันการเลี้ยงมะเหศักดิ์ที่เมืองวังมีผู้ไปเห็นเล่าว่า “ใช้ควายตัวหนึ่ง, วัวตัวหนึ่ง ถ้ามีเจ้าของก็ชำระค่าให้ เอาควายกับวัวที่กล่าวนี้ผูกไว้และจุดเทียนติดไว้ บรรดาหมอที่มาในการเลี้ยงก็หับขับร้องไปตามเพลง ในไม่ช้าสังเกตเห็นวัวควายน้ำตาไหล แสงไฟเทียนสีสิ้วสีแสด ประมาณ ๓๐ นาที ทั้งควายและวัวก็ค่อยยุบตัวลงขาดใจตายกับที่นั้น แล้วคนจึงชำแหละเนื้อจัดเลี้ยงมะเหศักดิ์ การเลี้ยงนี้ทำที่ถ้ำภูเขา ซึ่งต่อจากภูหลวงผาตั้งผาฮอมออกมา จึงถึงถ้ำที่ทำการเลี้ยง”

นอกจากนี้ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า ในขณะที่ผีมะเหศักดิ์เข้าเทียมนางเทียมเต็มที่ ไม่มีเหล้า นางเทียมจะเอาขวดเปล่าห้อยปลายง้าวแกว่งไปมา พร้อมกับคำร้องขอก็จะได้เหล้าตามต้องการ เรื่องนี้จะมีขึ้นในครั้งใดไม่ทราบ

สมัยโบราณพระมหากษัตริย์ใช้ผีมะเหศักดิ์ช่วยปราบข้าศึกศัตรูได้ผลดี คือให้ผู้ถือปะคือชัย (ธงชัย) เดินนำหน้าทัพ เข้าประจันบานกับข้าศึก ถ้าปลายปะคือชัยปลิวชี้ไปทางใด กองทัพต้องเคลื่อไปตามปะคือชัยชี้ เช่น ชี้ไปข้างหน้าก็ต้องรุกเข้าไป ถ้าชี้คืนหลังก็ต้องถอยทัพ
ในคราวเกิดศึกฮ่อที่ทุ่งเชียงคำแขวงเมืองพวน เมื่อปีมะแมพ.ศ. ๒๔๒๖ นับเป็นศึกฮ่อครั้งที่ ๒ บรรพบุรุษชาวเมืองกุดสิมนารายณ์ ก็ได้ไปราชการทัพปราบศึกฮ่อด้วย ได้ใช้มะเหศักดิ์ช่วยในการศึกเป็นครั้งแรก ที่มาอยู่ในประเทศไทย รู้สึกว่าได้ผลเป็นที่พอใจ ผู้ไปปราบศึกฮ่อได้ความปลอดภัย ข้าศึกยิงเจ้าโพธิสาร ถูกผ้าจ่องที่คาดบั้นเอวอยู่ขาดทลุเป็นรังต่อ แต่ตัวคนมิได้ถูกกระสุนแม้แต่นิดเดียว
สมัยโบราณเมื่อเกิดอัคคีภัยแก่บ้านเมือง เช่นไฟป่าไหม้ลุกลามมา ท่านเคยไหว้วอนมะเหศักดิ์ขอให้ช่วยบรรดาลไม่ให้ไฟลุกลามต่อไปอีก ก็เคยได้ผลตามประสงค์

เรื่องมะเหศักดิ์ทุกวันนี้ก็ทรงความศักดิ์สิทธิ์อยู่ ถ้าเราพร้อมกันปฏิบัติให้ถูกต้องตามธรรมเนียม ย่อมไม่มีวันเสื่อมคลาย มีตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๒ ชาวเมืองไปว่าจ้างนางสาวหมู่รำวง บ้านท่าควาย จังหวัดนครพนม  มาเพื่อแสดงในวันทำบุญที่วัด และว่าจ้างรถแสนสุขบ้านหนองญาติมาส่ง ถึงที่แล้วจะกลับบ้าน นางสาวรำวงหมู่หนึ่งอยากกลับพร้อมรถคันนี้ด้วย ฝ่ายผู้จ้างขอให้รอชั่วคราวก่อน ในที่สุดผู้จ้างกลัวจะเสียการ จึงบนบาลมะเหศักดิ์ไว้เป็นการลับ เพื่อมิให้รถเดินไปได้ ครั้นผู้จ้างกับเจ้าของรถตกลงกันดีแล้ว รถก็จะกลับโดยสุจริต ได้เริ่มออกเดินทางแต่เช้ามืด แต่ทำอย่างไร ๆ ไฟรถก็ไม่ติด ใช้เหล็กหมุนแล้วหมุนเล่าไฟก็ไม่ติด ไสรถให้เลื่อนลงมอประมาณทาง ๑๐๐ เมตร ไฟก็ไม่ติด รวมเวลาสตาร์ดรถแต่เช้ามืดถึง ๔ โมงเช้า เจ้าของรถจึงทำตามคำแนะนำของชาวเมืองวัง โดยหาเหล้าขวดหนึ่งดอกไม้เทียนคู่ ไปขอให้ไทยเมืองช่วยไหว้วอนถวายมะเหศักดิ์แก้บะบนให้ พอพูดกล่าวแก้บะบนจบคำลง เสียงรถติดไฟก็ดังปรื้อขึ้นทันควันนั้นเอง เรื่องนี้ผู้เขียนรู้เห็นเหตุการณ์และเฝ้าดูตลอดเวลา เพราะรถคันนี้จอดแรมคืนที่ถนน ใต้ต้นไฮตรงหน้าบ้านผู้เขียน ด้วยเหตุนี้จึงรู้สึกว่าผีมะเหศักดิ์ยังทรงความศักดิ์สิทธิ์อยู่
ยิ่งกว่านี้  มะเหศักดิ์ยังคุ้มครองลูกหลานผู้นับถือได้ทั่วไป เช่นเมื่อเราตกอยู่ในภาวะคับขันสิ้นคิดแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในที่ใดก็ตาม ถ้ามีให้รีบจุดเทียนติดปากขวดเหล้าหรือกำเหล้าไห แล้วไหว้วอนบนบานขอให้ช่วยตามปรารถนา หากสำเร็จประโยชน์หรือพ้นภัยไปแล้ว จึงจัดเครื่องสังเวยถวายตามที่สัญญาบนบานไว้ ถ้าไม่มีเทียนหรือเหล้าในภาวะจำเป็นปัจจุบันทันด่วน ใช้กราบไหว้วอนด้วยมือเปล่าก็เคยมีผู้ทำ เมื่อสำเร็จผลตามต้องการแล้ว ให้รีบจัดถวายตามสัญญาบนบานนั้น มิฉะนั้นเกรงภัยจะมาถึงตัว


*************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 21/06/2012 เวลา : 07.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ คุณตาท่านคงจะดีใจไม่น้อยที่ข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อชนรุ่นหลังๆ อย่างเราที่สามารถนำไปศึกษาต่อได้ค่ะ...


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
suthepphutai วันที่ : 21/06/2012 เวลา : 06.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suthepphutai


ภาพหลักเมืองกุดสิมนารายณ์ที่ผมไปถ่ายมาครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
suthepphutai วันที่ : 21/06/2012 เวลา : 06.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suthepphutai

ในบันทึก สืบค้นหารากเหง้าฯ13; ลำเซเก๊าะกับร่องรอยการเป็นที่ตั้งศูนย์กลางอำนาจเมืองวังเก่า
http://www.oknation.net/blog/suthepphutai/2012/06/20/entry-1
ผมอ้างถึงงานเขียนของ อ.นรเก หลายครั้งครับ
ในตอนนี้ก็มีประโยชน์ ที่ว่าด้วยการเลี้ยงผีมะเหศักดิ์ ซึ่งจะมีการเหยาด้วย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน