*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 231641
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
<< มิถุนายน 2012 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 21 มิถุนายน 2555
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 2483 , 20:18:05 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตำนานไทย - พุไทยวัง

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๕ สิงหาคม ๒๕๑๙

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

คำนำและสารบัญ
http://www.oknation.net/blog/PhutaiKaowong/2012/05/20/entry-1

**************************************

ตอนที่ 12.2
    หอมะเหศักดิ์
    หมอล่าม
    นางเทียม
    มะเหศักดิ์สมัยยุบเมือง
    วิธีเลี้ยงมะเหศักดิ์ 
 
******************

หอมะเหศักดิ์

ตามธรรมดาสร้างหอมะเหศักดิ์ขนาดเท่าเรือนสองห้อง เวลาเลี้ยงประจำปีจะบรรจุคนการได้เพียงพอ มีนางเทียม, หมอล่าม, คาย, ล่ามไหว้, เจ้านาย, เสนาอำมาตย์, ไหเหล้า, เครื่องเบ็ดเตล็ดอื่นอีก มักสร้างหอมะเหศักดิ์ไว้ในที่ลับ และกำหนดเขตไว้เฉพาะ เพื่อมิให้คนหลงลอดเข้าไป หรือทำการกระเทือนถึงมะเหศักดิ์ซึ่งอาจเป็นภัยเช่นชาวบ้านกุดบอด นำฝูงสัตว์เข้ามาทำตั๋วพิมพ์รูปพรรณ จำเป็นต้องนอนค้างคืนและหลงเข้าไปนอนในเขตมะเหศักดิ์โดยไม่รู้ พอตกกลางคืนก็นอนหลับไหลตายไป ๔ คน คงจะเป็นด้วยช้างพลายวัณดังกล่าวนั่นเอง นอกจากนี้ก็เกรงว่าจะมีผู้ป้อยด่าให้ผีกินเป็นต้น ซึ่งอาจเป็นจริงตามคำป้อยด่าก็ได้

       (ภาพหลักเมืองกุดสิมคุ้มใหม่)

เครื่องมีไว้ประจำหอคือ (๑) แขวนหิ้ง (๒) บันทม (๓) มะพร้าวห้าวทาเลือดควายแทนกะโหลกหัวคน ๒ อัน (แขวนไว้ที่มุมหิ้ง) (๔) เงี่ยง (กะโถน) (๕) หมอนหมูนหัว (๖) หมอนซ้าย – ขวา (๗) น้ำเต้า, ขันหมาก, บุหรี่ (ตั้งไว้ข้างบันทม) (๘) เทียนอาดแปดเล่ม (เคียนฝ้ายขาว, แดง, สิ้วคือเขียว) (๙) เทียนเล่มบาแปดเล่ม (๑๐) เทียนไหว้ ๑ คู่, เหล้าก้องพันก้องหมื่น, เงินฮ้อย, เผิ้งเปี่ยงวางใส่ขัน (เงินฮ้อยไม่มีใช้เงินลาดแทนได้) (๑๑) เทียนสามง่าม ๑ อัน (๑๒) ฝ้ายดอกไม้มนเคียนหัวแปดไน ผูกเป็นหางแปดไน (๑๓) ไม้เท้า ๓ อัน (๑๔) ไม้ค้อนด้ามแปดอัน (๑๕) ไข่พั้ว ๑ คู่ (พั้วละสามใบถักสาแหรกฝ้ายหุ้มทำคันผูกแขวน) (๑๖) ไข่กลอง ๑ คู่ (รอบด้วยเทียนใบละสองเปลาะ ทำหูหิ้วด้วยเทียนผูกคันแขวน ตรงเทียนรอบสองเปลาะเหน็บด้วยข้าวเปลือกจนเต็ม) (๑๗) ค้อนตีไข่พั้วไข่กลอง ๑ คู่ (ปาดเป็นดอกไม้) เมื่อเล่นไข่พั้วไข่กลองแล้วจึงจะเอาไข่นี้เหล็น ถวายมะเหศักดิ์เสวยเป็นเครื่องร้อนก่อนเสวยอื่น ส่วนเปลือกไข่เก็บไว้เล่นได้อีก (๑๘) เครื่องคาย, โตยมือและอื่นของนางเทียม ที่ไม่เอากลับบ้านก็เก็บไว้ที่หิ้ง (๑๙) จ้อง (ร่ม) ขาว – เหลืองอยางละแป (๒๐) หนังสือประวัติมะเหศักดิ์ (๒๑) หม้อน้ำกินสำหรับคน

ตามปกติพระมหากษัตริย์ทรงตั้งพระญาติไว้ให้เป็นผู้ปฏิบัติรักษามะเหศักดิ์ แล้ววางเวรคอยเช็ดถูปัดกวาดถ่ายเทส่วนเสียสับเปลี่ยนใหม่ทุก ๆ เจ็ดวันหรือตามเวลาที่ควรทำ โดยยกเว้นงานโยธาให้เป็นธรรมเนียมสืบมา สมัยเริ่มตั้งเมืองกุดสิมนารายณ์ท่านให้เจ้าสุทธิสาร, เจ้าสุวรรณปัด, พรหมราช (พี่เขยของท่านทั้งสอง) อำเภอ การปฏิบัติเรื่องมะเหศักดิ์ก็พลอยเสื่อมถอยไปด้วยเป็นเงาตามตัว เพราะขาดตัวเจ้าเมืองผู้เป็นประมุข ยังเหลือแต่ทายาทคอยรักษามรดกของบรรพบุรุษอันนี้ไว้เป็นเกียรติ เพื่อมิให้สาบสูญไปเท่านั้น ส่วนความศักดิ์สิทธิ์ก็ยังคงเป็นที่พึ่งของชาวเมืองผู้นับถือเสมอมา


หมอล่าม

หมอล่าม ได้แก่มดหมอหรือหมอเหยาธรรมดา ซึ่งทำการขับร้องเชื้อเชิญผีมะเหศักดิ์ ให้เข้าทรงสิงนางคนใดคนหนึ่ง ซึ่งถ้ามะเหศักดิ์เข้าทรงแล้ว ก็ได้ชื่อว่า “นางเทียม” (นางเทียมคือตัวของผีมะเหศักดิ์)


นางเทียม

ใครจะเป็นนางเทียม ตามธรรมดาจะต้องปรากฎอาการนอนนางมาก่อน แล้วหมอล่ามจึงเชิญให้ออกเป็นนางเทียม อาการนอนนางนั้นคือมะเหศักดิ์เข้าเทียมเข้า ๆ ออก ๆ อยู่ก่อนแล้ว มักมีอาการผิดปกติ เช่น ซบเซาเหงาง่วม ซึมเซื่องเงื่องหงอยบ้าง คล้ายป่วยยืนบ้าง บางครั้งก็ไม่มีอาการผิดปกติ เมื่อหมอล่ามคุมเชิญก็เข้าทรงออกเป็นนางเทียมเลยก็มี

วิธีคุมหรืออัญเชิญให้เข้าเทียมนาง ต้องแต่งคายเหยาไว้สองคาย คายหนึ่งสำหรับหมอล่าม จะได้เหยาขับกล่อมตามเรื่อง อัญเชิญมะเหศักดิ์ให้เข้าเทียมนาง อีกคายหนึ่งสำหรับผู้ที่จะเป็นนางเทียม ขณะหมอล่ามกำลังอัญเชิญมะเหศักดิ์ให้เข้าทรงเข้าเทียมนางนั้น ผู้จะเป็นนางเทียมจะนั่งประจำอยู่ที่คายของตน หรือจะอยู่ที่ใดก็ได้ ครั้นมะเหศักดิ์เข้าสูน (เข้าเทียม, เข้าทรง) นางนั้นก็อยู่ไม่ได้ จำต้องมานั่งประจำที่คายของตนเอง พอรู้ว่ามะเหศักดิ์เข้าเทียมแล้ว หมอล่ามก็ฮือคาย คือเลิกคายของตนเสีย คงเหลือแต่นางเทียมหับขับร้องไปตามเรื่องแต่ผู้เดียว หมอล่ามก็กลายเป็นพวกเพื่อน คอยประคับประคองสนับสนุนนางเทียมเท่านั้น แต่นี้ไปก็นับว่าได้ตัวนางเทียมแล้ว อนึ่งนอกจากหมอล่ามยังมีหมออื่น มาช่วยอัญเชิญอีกมาก สำหรับเหล้าเด็ดเหล้าไหมีใช้ตั้งแต่เริ่มงานไม่ขาดระยะ คนธรรมดาไปอ้อมไปโฮกินเหล้าก็มาก

ดังกล่าวแล้ว การเป็นนางเทียมมิใช่ว่าจะต้องนอนนางเสมอไป ตัวอย่างเช่นหญิงชื่ออีม้อมหรือนางม้อมเมียคนที่ ๒ ของพระธิเบศรวงษา (ด้วง) ซึ่งได้ชื่อประทานใหม่ว่า “มอมกาง” (หม่อมกลาง) กำลังจัดงานตำข้าวกับพวกสาวใช้อยู่ข้างล่างจับกะด้งผัดข้าวได้ก็ตีตบเป็นจังหวะ พร้อมกับกล่าวว่าเสบสูเสบ ๆๆ (เตือนให้เร่งเสบดนตรี) ขึ้นไปบนเรือนนั่งคายเป็นนางเทียมเลย

ผู้เป็นนางเทียมต้องเข้าห้องอยู่เรือนคนเดียวอย่างมิดชิดมองไม่ทะลุข้างนอก จะมองดูสัตว์หรือคนก็ไม่ได้ ถ้ามองดูใครคนนั้นต้องล้มตายลงทันที ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบมาอย่างนี้ แม้แต่มองดูยอดกล้วยก็กะดอนออกจากต้น ปากพูดอยากกินมะพร้าวเท่านั้น ก็ขาดตูมลงทั้งแซง (ทะลาย) ผัวกับลูกหลานผู้กระชั้นชิดเท่านั้นจึงจะอยู่ร่วมเรือนไปมาหาสู่นางเทียมได้ กล่าวกันว่าผัวนางเทียมมักอายุไม่ยืน เพราะลักษณะมะเหศักดิ์ไม่ยอมอยู่ใต้ สมัยโบราณต่อมาตลอดสมัยอยู่เมืองวัง ท่านว่าถ้าลูกหลานใส่ตุ้มหู, สายสร้อย, มะตุ้ม, มะยันสวมคอหรือแขนไปนอนร่วมเรือนนางเทียม เวลาหลับมะเหศักดิ์จะถอดออกมากองไว้ที่ข้างทุกคน ข้าวปลาอาหารจะส่งให้นางเทียมกินต้องจัดเป็นสำรับลอบไปวางไว้ข้างประตู โดยมิให้นางเทียมเห็นตัวเราแล้วรีบหลีกหนีไป นางเทียมจึงจะค่อยมาเอาทีหลัง ญาติพี่น้องลูกหลานป่วยเจ็บนางเทียนจะไปเยี่ยมเยียนไม่ได้ เพราะเท่ากับไปซ้ำให้ตายเสีย หากมีคนตายในบ้านเมือง เวลากลางคืนก็ไม่ได้นอนตลอดคืน เพราะถ้าหลับเมื่อใดมะเหศักดิ์จะนำเอาเนื้อคนที่ตายมาป้อนนางเทียมเมื่อนั้น จะละเมอเพ้อฝันตันปากคอ ต้องไหว้ด้วยเหล้าก้องหมื่นก้องพันถึงขนาดจึงจะพ้นอันตราย จำเป็นนางเทียมต้องนั่งขัดสมาธิ ดาบถอดแล้ววางพาดหัวเข่าทั้งสองข้างไว้ตลอดรุ่ง การกินเหล้าฟายตาเดือนของนางเทียม ก็ต้องจัดการฟายเอาเองภายในบ้าน

นางเทียมคนแรกสมัยเมืองวัง ได้แก่ภรรยาพระยากล้า คนที่สองคือภรรยาเจ้าก่ำ เมื่ออพยพจากเมืองวังมาสร้างเมืองกุดสิมนารายณ์ นางเทียมคนแรกชื่อมอมพอย (หม่อมพอย) ภรรยาคนที่ ๒ ของพระยาธิเบศรวงษากอคนที่ ๒ ชื่อมอมกาง (หม่อมกลาง) ภรรยาคนที่ ๒ ของพระยาธิเบศรวงษาด้วง คนที่ ๓ ชื่อม้อมเกงคำ (ลูกมอมพอย) เป็นนางเทียมคนสุดท้าย ระยะม้อมเกงคำเป็นนางเทียมนี้ รู้สึกว่าไม่สู้เคร่งครัดต่อระเบียบผีมะเหศักดิ์นัก เลี้ยงมะเหศักดิ์ไม่ตามวันกำหนดโบราณ จึงทำให้ไขว้เขวมาถึงบัดนี้ ครั้นม้อมเกงคำถึงแก่กรรมแล้ว จึงว่านางเทียมถึงทุกวันนี้ เพราะระยะเวลาม้อมเกงคำยังเป็นนางเทียมอยู่นั้น ตรงกับสมัยยุบเมืองกุดสิมนารายณ์ลงเป็นอำเภอกุดสิมนารายณ์ ตำแหน่งเจ้าเมืองจึงพลอยสาบสูญไปด้วย วิธีการปกครองตามแบบโบราณดึกดำบรรพ์จึงต้องยุติลงเพียงนี้ สมัยมอมพลอยเป็นนางเทียม ยายแม่เชียงเกดเป็นหมอล่าม, สมัยมอมกาง ฯ ยายแม่แทนเป็นหมอล่าม ตาพ่อสนเป็นล่ามไหว้, สมัยม้อมเกงคำ ฯ ยายแม่บับพาเป็นหมอล่าม แสนบัวบานเป็นล่ามไหว้

เครื่องทรงของนางเทียมมีกะจอมหัว, เสื้อจักคำ, โตยมือ (เครื่องสวมปลายนิ้วมือเพื่อฟ้อน) กะจอมหัวทำด้วยแผ่นผ้าพอดีรอบหัว ปักแซวด้วยไหมคำ ประดับด้วยเครื่องวาวแววดูสวยงาม และผืนผ้าอีกแผ่นหนึ่งทำเป็นรูปใบศรี ปักลวดลายประดับเช่นเดียวกัน เย็บติดแผ่นรอบหัวตรงตีนผมรอบหน้าผาก เมื่อสบกระจอมหัวแล้ว ให้ปลายใบศรีพาดปกหัวไปทางท้ายทอย


มะเหศักดิ์สมัยยุบเมือง

เนื่องด้วยมหิทธิฤทธิ์มะเหศักดิ์ดังกล่าว ทำให้พ่อแม่เฒ่าแก่ผู้สืบต่อมาเคารพยำเกรงอย่างยิ่ง แม้แต่ลูกหลานในครอบครัวจะเอ่ยถึงชื่อมะเหศักดิ์เท่านั้นก็ต้องถูกกำราบห้ามปรามเอาไว้ จนไม่มีใครกล้ากล่าวเล่นเป็นการเลื่อนลอยเลย เว้นแต่มีกิจจำเป็นจึงจะกล่าวถึงชื่อขอร้องไหว้วอนหา ทั้งนี้ด้วยเหตุมะเหศักดิ์ยังผลให้เป็นประจักษ์ตาได้ทันควันนั้นเอง แต่ครั้นมาตกถึงคนรุ่นหลังไม่รู้ทราบซึ้งถึงเรื่องนี้ ทั้งประจวบกับสมัยบ้านเมืองเสื่อมโทรมถูกยุบเมืองลงเป็นอำเภอ เจ้าเมืององค์สุดท้ายก็ล่วงลับไปไม่มีสืบต่อ การปฏิบัติพิธีกรรมจึงเริ่มด้อยถอยไป ไม่มีผู้เป็นแก่นสารบังคับงานนี้ได้ ผู้เฒ่าผู้แก่พ่อแม่จึงพร้อมกันปรึกษาถวายคำมั่นสัญญาเป็นสัจจะไว้ว่า ด้วยเหตุเวลานี้บ้านเมืองลดน้อยถอยฐานะแล้ว จึงไม่อาจปฏิบัติให้คงเส้นคงวาดังแต่ก่อนได้ เจ้าเมืองซึ่งเป็นเจ้าของและบัญชาการนี้ ก็หาตัวไม่ได้เสียแล้ว ขออัญเชิญให้ทะหลาเจ้าผู้ข้า หาอยู่โดยลำพังไปเสียก่อน หากลูกหลานร้องขอจงให้ขานไหว้วานจึงให้ช่วย นับแต่นั้นมาการปฏิบัติพิธีพลีกรรม จึงไม่สม่ำเสมอว่างเว้นมานาน


วิธีเลี้ยงมะเหศักดิ์

การเลี้ยงมะเหศักดิ์เริ่มแรกต้องเลี้ยงเมื่อมะเหศักดิ์เข้าเทียมนางแล้ว คือเริ่มเลี้ยงต้อนรับต่อจากวันเข้าเทียมนาง รวมเวลาเลี้ยงมีกำหนดสองวันสองคืน ต่อจากนั้นจึงจัดเลี้ยงเป็นการประจำปีสืบไปทุกปี โดยจัดพิธีอย่างเดียวกัน ตามธรรมดาการเลี้ยงประจำปีต้องเริ่มพิธีในวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๔ เมื่อเลี้ยงมะเหศักดิ์เสร็จแล้ว จึงเลี้ยงผีอื่นต่อไปได้ เพราะผีมะเหศักดิ์ต้องเสวยก่อนผีอื่นทั้งหมด การเลี้ยงมะเหศักดิ์ต้องมีนางเทียมเสมอ จะสมมุติเอาคนอื่นเป็นนางเทียมแทนไม่ได้ ถ้าขาดนางเทียมจะเรียกว่า เลี้ยงมะเหศักดิ์ไม่ได้เหมือนกัน ติอไปนี้จะกล่าวพิธีพลีกรรมประจำปี

(ลูกสาวคุณตานรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ทั้ง 2 ท่านซึ่งเป็นคุณแม่และคุณน้าของ PhutaiKaowong ก็มาร่วมพิธีนี้ด้วยค่ะ )

เมื่อถึงขวบปีก่อนถึงวันเลี้ยงมะเหศักดิ์ ชาวเมืองก็เตรียมทำเหล้าเด็ดเหล้าไหไว้ให้เพียงพอ เพื่อจะได้เอาไปรวมเลี้ยงที่หอมะเหศักดิ์ ฝ่ายเจ้าเมืองก็ป่าวประกาศโฆษณาบอกวันกำหนดการเลี้ยง ภายในแขวงเมืองกุดสิมนารายณ์ให้ทราบทั่วกัน ให้มาร่วมการเลี้ยงทุกคนที่มาในงานนี้ต้องเตรียมเหล้าติดตัวมาด้วยคนละขวด ทั้งนี้ก็เผื่อว่านางเทียมถามเสวยในขณะที่มะเหศักดิ์เข้าเทียม กำลังขับร้องชุลมุนอยู่นั้นจะได้ยกขวดถวายให้ดื่มได้ทันที มิฉะนั้นก็เกรงภัยจะเกิดแก่ตัวในปัจจุบัน สำหรับเสบียงอาหรจะเลี้ยงแขกในวันงาน ท่านให้ตามหมู่บ้านต่าง ๆ จัดส่งเข้ามาสมทบ ใส่หลังช้างเข้ามารวมทั้งเหล้าเด็ดเหล้าไหด้วย

ส่วนเนื้ออุปกรณ์การเลี้ยง สมัยโบราณก็ไม่สู้ยาก เพราะถึงขวบปีเลี้ยงจะมีควายพลัดมาเอง กินหญ้าเลาเลียบอยู่แถวหอมะเหศักดิ์ ถ้ามีเจ้าของท่านเจ้าเมืองก็ชำระค่าให้ แล้วก็ใช้เป็นเนื้ออุปกรณ์เลี้ยงมะเหศักดิ์ แต่สมัยนี้ก็เตรียมควายไว้ตัวหนึ่ง เพราะมะเหศักดิ์ชอบเสวยควายเป็นอันยิ่ง ผู้มาเข้าร่วมพิธีการเลี้ยง ควรมาให้ถึงตอนเช้าวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๔ จะได้ช่วยงานในตอนกลางวันที่ปรำพร้อม ๆ กัน พอตกตอนกลางคืนมดหมอก็ทำพิธีโฮมพลผีตลอดรุ่ง กินเหล้าเด็ดเหล้าไหสนุกเฮฮา สมาคมกับเพื่อนฝูงและมอหมอหมู่นั้น ไม่มีเวลาว่างเว้น เหล้าจืดไหนี้เอาไหใหม่มาแทนจนตลอดรุ่ง พอตกตอนเช้าวันขึ้น ๑๑ ค่ำ ก็จัดการเลี้ยงมะเหศักดิ์ โดยจัดถวายให้เสวยควายครึ่งกลมก่อน ส่วนควายอีกครึ่งกลมกับหัวนั้น เอาไว้เลี้ยงในวันขึ้น ๑๒ ค่ำ ฉะนั้นท่านจึงว่าวันแรกกินตัววันสองกินหัว (ครึ่งกลมหรือเคิ่งกมคือเคิ่งตัว)

ในตอนเช้าวันขึ้น ๑๑ ค่ำ ที่หอมะเหศักดิ์ต้องแต่งคายเหยาของนางเทียมกับของหมอล่าม และแต่งเครื่องไหว้มะเหศักดิ์ให้แก่ล่ามไหว้และทุกคนจะได้ช่วยกันไหว้ด้วยเครื่องไหว้นี้ร่วมกัน เครื่องไหว้มีขันดอกไม้เทียนคู่, เงินฮ้อย, เผิ้งเปี่ยง, เหล้าก้องหมื่น เหตุใดจึงไหว้ เพราะเหตุว่าเมื่อมะเหศักดิ์เข้าเทียมนางแล้ว  มหิทธิฤทธิ์หรืออำนาจอันยิ่งใหญ่ก็คือตัวนางเทียม เมื่อขัดใจนางเทียมก็คือขัดใจมะเหศักดิ์ อาจเสียหายได้สองทาง ทางหนึ่งหากมารุนแรง เช่น ช้างพลายวัณมาตัวนางเทียมจะแดงก่ำเหมือนมะหว้าสุก ตัวคนแทบทรงตัวไม่ได้อยู่แล้วก็ต้องไหว้ให้ลดหย่อนลง อีกทางหนึ่งกลัวภัยทางเราทุกคน ก็ต้องไหว้ไม่ให้เกิดเหตุต้อนกลางลางต้อนหน้า นางเทียมเฉลียงตาไปทางใด ก็ต้องระวังภัยในทางนั้น ล่ามไหว้กับคนทางนั้นก็หมอบไหว้ เคยมีเอาหัวล่ามไหว้ตีกับพื้นกระดานที่หมอบไม่หยุด ก็จำต้องช่วยกันไหว้ให้หยุด ถ้าเล่นอันใดนานเกินควร ก็ไหว้ให้เลิกลา ผีนอกคุ้มนอกเวียงมักไปทำแก่คนที่มา โดยรับสั่งใช้จากมะเหศักดิ์  ก็ต้องไหว้วอนขอให้มะเหศักดิ์เลิกลา ดังนี้เป็นต้น (ตามปกติล่ามไหว้ทะหลามี ๒ คน ชาย ๑ หญิง ๑ หรือใช้ชายหรือหญิงอย่างเดียวก็ได้) อนึ่งเรื่องพร้าเมืองผีเหล็กชีน้ำแต๊ะมีอยู่ในยุ่งทะหลา เวลาเข้าเทียมนางก็เป็นบ้า ปุ้มโป๊ะป๊ะแต๊ะ ล่ามไหว้ขอนำก็หาย

คายมะเหศักดิ์แต่งดังนี้ (๑) เทียนเล่มบาท ๔ คู่ (๒) เทียนเล่มหมื่น ๑ คู่ (๓) ค้อนด้าม ๘ คู่ ทาชมิ้นเคียนสามปล้อง (๔) ค้อนเหลี่ยม ๘ คู่ยาวศอก (๕) ค้อนหนักหมื่น ๑ คู่ยาวแขนหรือศอก ฝ้ายผูกส้นคล้องคอลงทางหน้า (๖) ฮ่มเหลือง ๘ คู่ (๗) ฮ่มขาว ๘ คู่ (๘) กลองไซ ๔ คู่ (๙) ข้าวสาร ๒ ถ้วย (เทกะโตก ๑ ถ้วย) (๑๐) เทียนเล่มพัน ๑ คู่

เมื่อนางเทียม, หมอล่าม, ล่าไหว้เข้าประจำที่ เริ่มเหยาหับขับกล่อมไปตามหน้าที่และพิธี แต่นี้ต่อไปห้ามไม่ให้นำเด็กเข้าร่วมวงด้วย พวกขับเสบซึ่งเข้านั่งประจำที่อยู่ก่อนแล้วก็ลงมือขับเสบเรื่อยไป มีหมอปี่น้อย ๒ หมอปี่ใหญ่ ๒ นั่งเคียงข้างนางเทียมข้างละ ๒ คน นางเสบหนึ่งก็เอาแป้นล้อฝ้าย กระทบปากหม้อทองเป็นจังหวะให้เข้ากับเสียงปี่ เสียงฆ้องใหญ่ เสียงฆ้องน้อย (เครื่องเสบที่ใช้นี้เคยใช้มาแต่ก่อน แต่มะเหศักดิ์จะเลือกใหม่อีกอย่างไรก็ได้)

กล่าวถึงเจ้านายตามปกติเจ้าเมืองมักไม่ค่อยไปประจำ ไปแรกเริ่มแล้วไป ๆ มา ๆ หรือไม่ไป จึงมีแต่เจ้าอุปฮาด, เจ้าราชวงศ์, เจ้าราชบุตร, เสนาอำมาตย์, ราษฎร ผู้ควรแก่ประธานอำนวยการเลี้ยงอยู่บนหอ คอยติดต่อกับมะเหศักดิ์ทุกด้าน มีการพูดจาปราศัยไหว้วอนถวายเหล้าแก่มะเหศักดิ์ และรับกินเหล้าที่มะเหศักดิ์ส่งมา การกินเหล้าร่วมวงมะเหศักดิ์เช่นนี้ ทุกคนต้องรักษากริยามรรยาทให้สุภาพเรียบร้อย จะนั่งยองย่อหรือนั่งขัดสมาธิกินไม่ได้ มะเหศักดิ์มักติมักเกิดภัย จึงทำให้ท่านเหล่านั้นครองตนอยู่ได้โดยละมุนละม่อม การกินเหล้าไหก็มีหลวงแพ่งผองตามธรรมเนียม

การขับเสบก็ต้องทำให้ดี ทำให้มีจังหวะน่าฟัง และอย่ากลับก่อนเสร็จงาน เคยมีตัวอย่างมาแล้วคราวม้อมเกงคำเป็นนางเทียม พระธิเบศรวงษากินรีเป็นเจ้าเมือง ขณะกำลังทำพิธีอยู่บนหอ นางหัวบี้ (แม่สน) เป็นนางเสบ การขับเสบยังไม่แล้วด่วนกลับบ้านก่อน พอไปถึงกลางทางที่ลำน้ำพะยังก็ล้มตายลงทันที ต้องได้เอาบันไดหามกลับมายังหอ แล้วเป่าด้วยน้ำหอมจึงฟื้นคืนมา, มีอีกรายหนึ่งชื่อนางอิน ขับเสบไม่เข้าจังหวะ คือแป้นล้อฝ้ายกระทบปากหม้อทองไม่ถูกจังหวะ ก็ล้มตายลงที่บนหอนั่นเอง ต้องหามด้วยบันไดขึ้นโฮงอาดญาหลวง เอาเหล้าก้องพันไหว้ถวายจึงฟื้นคืนมา เวลานางเทียมกำลังสูน และบอกว่าเสบสูเสบต้องทันฆ้อง (คือย่ำฆ้องรัวให้เสียงขยับถี่ ๆ)
ตั้งแต่เริ่มพิธีมา หมอล่าม, นางเทียม, ลามไหว้, เจ้านาย, เสนาอำมาตย์, ตลอดพวกเล่นไข่กลอง ต่างก็พากันปฏิบัติหน้าที่เรื่อยมา จนถึงเวลาสมควรกองครัวก็เตรียมเครื่องสังเวย คือเอาควายครึ่งกลมที่กล่าว มาลาบเลือดลาบก้อย, ลาบเพี้ย, ต้มแกงปิ้งจี่ ตามที่เคยเสวย ตกแต่งเป็นภาช์น์ข้าว จำนวนสี่แปดกับสี่ภาช์น์กับเหล้าสี่ไหตามระเบียบ รวมเป็นข้าว ๓๖ ภาช์น์กับเหล้า ๔ ไห ในจำนวนนี้ยกเป็นภาช์น์หัวเสีย ๔ ภาช์น์ เครื่องเสวยประจำพระองค์คือทูและกำเหล้า ต้องฮัดเงินฮัดคำ (เลี่ยมเงิน, เลี่ยมทองคำ, ทูคือไม้ตะเกียบ) แล้วจึงจัดมอบถวายภาช์น์ข้าวแก่มะเหศักดิ์ เมื่อมะเหศักดิ์เสวยแล้วจึงให้ผีนอกคุ้มนอกเวียงกิน ต่อจากนั้นคนทั้งหลายจึงกิน บรรดาคนที่มาร่วมงานก็กินกันที่ผามหรือปรำ ซึ่งปลูกเตรียมไว้รับแขกที่มาร่วมงาน ก่อนวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๔ อันเป็นวันเริ่มพิธี เมื่อกินข้าวอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ทำการประกอบพิธีเหยาและเล่นต่อไปจนค่ำ ในตอนกลางคืนก็โฮมพลผีไปจนตลอดรุ่ง พอรุ่งขึ้นวัน ๑๒ ค่ำ การโฮมพลผีก็เลิก แล้วปฏิบัติการอย่างที่เคยทำในวันก่อนสืบไป ก่อนถึงเวลาเสวยข้าวต้องจัดเครื่องร้อนถวายมะเหศักดิ์เสียก่อน คือเอาไข่พั้ว, ไข่กลองมาเจาะเอาเนื้อในออก แล้วเหล็นให้มะเหศักดิ์เสวย ส่วนเปลือกไข่พั้วไข่กลองคงเอาเล่นต่อไปได้อีก

เมื่อเสวยเครื่องร้อนแล้วก็เสวยควายเป็นลำดับ กองครัวจะเตรียมควายครึ่งกลมกับหัว ทำเป็นเครื่องสังเวย ตกแต่งเป็นภาช์น์ข้าวตามระเบียบดังกล่าว มอบถวายแก่มะเหศักดิ์ เมื่อเสวยควายแล้วก็เสวยเหล้า ๒ – ๔ ไห เสวยเหล้าเด็ดจากเสนาอำมาตย์ราษฎรจัดถวายตามลำดับ แล้วเสวยเหมี้ยง ๘ ห่อ เหล้า ๒ ไห สำหรับครูหลวงครูเค้านี้แหละ เมื่อจืดแล้วก็จัดเป็นเหล้าเสี่ยง คือเสี่ยงแพ้ชนะกันระหว่างมะเหศักดิ์กับกษัตริย์ ว่าในปีนี้ ถ้าฝ่ายกษัตริย์ชนะบ้านเมืองจะอยู่เย็นป็นสุข แต่ถ้าฝ่ายมะเหศักดิ์ชนะบ้านเมืองจะเดือดร้อน วิธีเสี่ยงกำหนดให้เหล้าจืดไหหนึ่งเป็นของกษัตริย์ อีกไหหนึ่งเป็นของมะเหศักดิ์ ใส่น้ำให้เต็มปากไห เสี่ยงทีละไห ใช้เครื่องผองก้นรั่ว เทน้ำใส่ให้ไหลรินลงสู่ไหเหล้าไม่ขาดระยะ ฝ่ายคนก็พากันดูดน้ำเหล้าจืดนั้นพ่นทิ้ง ถ้าฝ่ายใดน้ำล้นเพียบปากไหอยู่เสมอเป็นฝ่ายชนะ ถ้าไหใดน้ำแห้งเป็นฝ่ายแพ้ ตามเคยเสี่ยงมาแต่โบราณ ไหแห้งก็แห้งขอดไม่มีน้ำดูดเลย แม้จะมีน้ำไหลลอดเครื่องผองลงไปไม่ขาดระยะก็ตาม ส่วนไหล้นก็ล้นปากไหเหล้าเพียบ ๆ อยู่เสมออย่างนี้ก็เคยมี หากว่าเหล้าเสี่ยงไม่แพ้ไม่ชนะเสมอกันทั้งสองฝ่าย บ้านเมืองก็ดีร้ายเสมอตัว คือปานกลาง

อนึ่งขอเตือนไว้เป็นสำคัญคือ เครื่องอุปกรณ์การเลี้ยงมะเหศักดิ์ มีเนื้อควายก็ดี, เหล้าก็ดี, เครื่องสังเวยอย่างใดก็ดี ต้องรักษาให้บริสุทธิ อย่าให้บุคคลแตะต้องหยิบแยกกินก่อน แม้แต่เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม เพราะมะเหศักดิ์ไม่เสวยเงื่อนกินหรือเศษเดนของผู้อื่น มิฉะนั้นแล้วจะไม่สำเร็จประโยชน์

ทีนี้กล่าวถึงช้างพลายวัณ ซึ่งเป็นช้างทรงของมะเหศักดิ์ เวลาช้างพลายวัณมาก็นับว่าเป็นระยะรุนแรง ตัวนางเทียมจะแดงแก่กำดังมะหว้าสุก  ดุจชีวาจะมอดม้วย หมอล่าม, ล่ามไหว้และคนทั้งหลาย ก็พร้อมกันไหว้วอนขอให้อ่อนเบาบางลง ช้างพลายวัณจะเล่นน้ำ คือดูดน้ำเหล้าไหอมพ่นทิ้งขึ้นฟ้า เอายอดกล้วย, ยอดอ้อย, ยอดมะพร้าว จุ่มน้ำในไหแล้วสลิดใส่คนทั่วไป และจุ่มน้ำฟาดตัวนางเทียมเองบ้าง (ซึ่งหมายถึงตัวช้าง) เมื่อเล่นอย่างใดนานเกินควร ก็ไหว้วอนขอให้เปลี่ยนไปอย่างอื่น เมื่อช้างพลายวัณเลิกลาแล้ว หมอล่ามก็อัญเชิญช้างพลายวัณไปเผียง (เอาช้างไปปล่อยให้กินหญ้าตามลำพัง) ดังกล่าวว่า “ช้างพลายวัณเผียงเหล่าป่าอ้อ นั่งจ้อก้อสบหมวกแซว คำ” ต่อนี้ไปจึงเอามะพร้าวห้าวทาเลือดควาย ใช้แทนกะโหลกหัวคน ๒ อัน แขวนไว้ที่มุมหิ้งมะเหศักดิ์ เก็บไข่พั้วไข่กลองแขวนไว้ และของอื่นที่เป็นส่วนจะเก็บไว้ที่หอก็เก็บไว้ สำหรับกะดูกหัวควายและกะดูกอื่น เมื่อการเลี้ยงเสร็จพิธีแล้ว ให้เอาไปห้อยไว้ตามต้นหรือตอไม้ที่ข้างหอมะเหศักดิ์  ถึงเจ็ดวันให้ไปเก็บทิ้ง ก่อนเก็บทิ้งต้องบอกความประสงค์ให้มะเหศักดิ์ทราบว่า สิ่งเหล่านี้จะเน่า แมลงวันตอมแร้งกาจะลง เหม็นสาบสกปรกจึงเอาทิ้งเสีย

อนึ่งเวลากำลังถวายภาช์น์ข้าว บรรดาคนภายนอกที่ไม่ได้ร่วมวงในการเลี้ยง หากมีอยู่ภายในเขตสนามหอต้องหลีกหนีไปให้พ้น ส่วนที่อยู่นอกเขตสนามก็ห้ามไม่ให้เข้ามา ทั้งนี้เพราะเหตุว่า เวลาถวายภาช์น์ข้าวเป็นเวลาที่ดุร้ายมาก ผู้ใดขืนดื้อไม่เชื่อฟังก็ล้มตายจริง ๆ ตัวอย่างเช่น ลูกเจ้าราชบุตรขัตติยะราช (เอื้อยแม่ดวงบ้านกุดตอแก่น) สมัยพระธิเบศรวงษาด้วงเจ้าเมือง ระหว่างพ.ศ. ๒๔๐๙ – ๒๔๒๓ ไม่ได้ไปในงานเลี้ยง คือไปตักน้ำกุดปลาแข็งเป็นการส่วนตัว ได้ผ่านทุ่งริม – หอไปเท่านั้น บังเอิญประสบกับเวลาถวายภาช์น์ข้าว คนบนหอเห็นจึงร้องเตือนไป เด็กหญิงนั้นก็ล้มตายลงทันทีพร้อมกับหาบครุ พอคนไปดูถึงที่ก็ขาดใจตายเสียก่อนแล้ว

ในเวลามะเหศักดิ์เสวยเลี้ยง ก็ต้องมีการขับเสบตลอดเวลาเสวย คนทั้งหลายจึงลงมือกินกัน และเมื่อกินอิ่มแล้ว ใครจะแยกย้ายเอาไปกินที่อื่นอีกไม่ได้ จะเป็นภัยดังกล่าว เว้นแต่เอาไปด้วยกลวิธี คือทำเป็นหมากัดกันแย่งเอาเนื้อหรืออาหารนั้นไปจึงได้ กล่าวการเลี้ยงมะเหศักดิ์เริ่มแรกและประจำปี จบเท่านี้


*************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 22/06/2012 เวลา : 14.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


ขอบคุณค่ะ. ด้วยท่านเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยคุ้มครองลูกหลานชาวภูไทมาโดยตลอดจริงๆ เพราะเคยเจอมาด้วยตัวเอง, ครอบครัวและเพื่อนบ้านแล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
กำหนัน วันที่ : 22/06/2012 เวลา : 14.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับ ขอคารวะครับ ข้อมูลแน่นจริงครับ กลัวด้วยครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน