*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 231640
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
<< กรกฎาคม 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม 2555
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 2059 , 17:48:43 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พิธีแต่งงานพุไทย

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๔  กุมภาพันธ์  ๒๕๑๖

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

******************
เรื่อง:
สู่ขวัญล่าม
ไขประตูคุ้มประตูเวียง
พิธีล้างลูบสรงศรี
ภาช์น์เฆี่ยน
ลุงตาชั้นเก่าได้กินเนาะควายทางเต้อ  (หนอกควานทางใต้)
แบบแต่งภาช์น์ข้าวฮีตภาช์น์สู่
ฮีตภาช์น์สู่
ฮีตดอง
ฮีตก่าว
ฮีตซอด
ฮีตผี


********************************************************

สู่ขวัญล่าม
การสู่ขวัญลามเป็นฮีตคองอันหนึ่งจะเว้นเสียมิได้  เป็นหน้าที่ของเจ้าคึดจะสู่ขวัญล่าม  เมื่อได้เสียค่านางวางค่าท้าวแล้ว  แต่ถ้าหญิงชายเป็นหม้ายเอากัน  ต้องสู่ขวัญล่ามก่อนปฏิบัติตามฮีตคอง  ส่วนล่ามก็ต้องกะพายง้าวและแบกหอกไป  เมื่อไปถึงบันไดเรือนสู่  จึงเอาหอกอิงไว้ที่บันไดนั้น  ส่วนง้าวต้องกะพายติดตัวไป  ทั้งนี้เพื่อเป็นการข่มขวง  เครื่องสู่ขวัญล่ามต้องมีเงิน  ๓ บาท,  ซิ่นผืน,  แพวา,  หมูตัวหนึ่ง,  (หากไม่มีหมูใช้ไก่สองตัวแทนได้  โดยถือว่าเท่ากับ  ๔ ตีน)

ไขประตูคุ้มประตูเวียง
การไขประตูคุ้มประตูเวียง  เป็นธรรมเนียมอันหนึ่งซึ่งปฏิบัติเป็นฮีตคองมา  ธรรมดาพระมหากษัตริย์ก็ประทับอยู่ในเวียงในวัง  และเวียงวังของพระองค์ก็มีเวรยามเฝ้ารักษา  เพื่อมิให้คนไปมาโดยไม่จำกัด  เป็นการรักษาความปลอดภัยไว้ระเบียบ  ยามเฝ้ารักษาประตูวัง,  เวียงของพระมหากษัตริย์  ตั้งแต่ก่อนมาหรือที่นครหนองแส  ท่านจัดไว้เป็นตำแห่งประจำ  ๔  พระยา  ตามคองเมือง  สำหรับให้รักษาประตูทวารทั้ง  ๔  คือ  ซาบันทม  ๑  ซามะหลัด  ๑  คำเพียงตา  ๑  ระชะราช  ๑  หากผู้ใดจะผ่านเข้าไปในวัง  ก็ต้องได้รับอนุญาตจากคนรักษาประตูเสียก่อน  จึงจะผ่านเข้าได้  มิฉะนั้นนายประตูจะไม่เปิดประตูให้  ด้วยเหตุนี้เมื่อล่ามพร้อมด้วยหมู่พวก  จะเข้าไปจัดการแต่งงานภาช์น์สู่  จึงต้องผ่านนายประตูเสียก่อน  ส่วนนายประตูก็มีท่าเรียกค่าผ่านประตูเป็นสินจ้าง  เป็นฮีตคอง  เป็นจำนวนเงิน  ๖ บาท  หรือเอาควายตัวหนึ่งแทนก็ได้  ดังนั้นจึงเป็นธรรมเนียมสืบมาถึงทุกวันนี้ว่า  เมื่อมีการแห่เจ้าบ่าวไปสู่เจ้าสาว  ก่อนจะเข้าประตูบ้านเจ้าสาว  ฝ่ายเจ้าสาวก็กีดกันเอาไว้  เพื่อเรียกค่าไขประตูคุ้มประตูเวียง

พิธีล้างลูบสรงศรี
กล่าวสืบมาว่า  ถ้าพระมหากษัตริย์มีพระราชประสงค์  จะได้คนใดเป็นลูกเขย  แต่คนนั้นเป็นคนทุกข์ไร้เข็ญใจ  เมื่อท้าวไทจะได้ไว้เป็นลูกเขย  ก็มีพิธีล้างลูบสรงศรีด้วยน้ำอันเป็นศิริมงคล  แล้วจึงตกแต่งตามฮีตคอง  ส่วนเงินทอง พระองค์ไม่เกี่ยวข้อง

ภาช์น์เฆี่ยน
ภาช์น์เฆี่ยนได้แก่ภาชนะสำรับหนึ่ง  ประกอบด้วยไก่ต้มตัวหนึ่ง,  ถ้วยเบอ (ใบ) หนึ่ง  (ถ้วยเฆี่ยน),  เงินสตางค์หนึ่ง,  เหล้าไหหนึ่ง,  ดอกไม้เทียนคู่   จัดใส่ในภาชนะอันนั้น  เราเรียกว่าภาช์น์เฆี่ยน
ภาช์น์เฆี่ยนเป็นของฝ่ายเจ้าคึดจัดทำมา  แล้วให้ล่ามไปไหว้มอบเจ้าโคตรลุงตา  เพื่อให้ลุงตาชั้นเก่าผู้มีหน้าที่เฆี่ยนเขยเป็นผู้เฆี่ยน  (ดูที่ภาคปฏิบัติพิธี)  คำว่า  เฆี่ยนเขย  ก็คือเสนอข้อบังคับสัญญาผูกมัดเขย  ตามฮีตคองที่เคยทำมา  ล่ามเป็นผู้รับรองข้อสัญญา (ความเฆี่ยน)  แทนเขย  แล้วจึงนำความเฆี่ยนนั้น  ไปคอบแก่เจ้าคึดและเขยให้ทราบเป็นคำนับไว้  ถ้าเขยล่วงละเมิดความเฆี่ยนก็เป็นการผิดสัญญา  เรียกว่า  ถ้วยเฆี่ยนหว้ำ (คว่ำ)  ลุงตามีอำนาจปรับไหมได้ตามฮีต

ลุงตาชั้นเก่าได้กินเนาะควายทางเต้อ  (หนอกควานทางใต้)
เรื่องเดิมมีว่า  เวลาเขาแต่งงานหลานสาว  ฝ่ายเจ้าฮีต (คือ น้องเขย, พี่เขย, ลูกเขย)  เว้าฮีตมิเป็น  จึงมอบเห้อลุงตาชั้นเก่าเว้าแทน  ลุงตาชั้นเก่าจึงเรียกเอาค่าเว้า  เจ้าฮีตเลยมอบเห้อกินเนาะควายทางเต้อ  ถ้ามีมีเนาะความทางเต้อใช้เงิน  ๓ บาทแทนได้

ลุงตาชั้นเก่าเปรียบเหมือน  คนหึ้นต้นไม้คอยหมาใน  คือ เขามิเห้อเว้าก็มิได้เว้าฮีต  อุปมาเหมือนนายพรานไปเห็นหมาในขบกวาง  เมื่ออยากไปใกล้ก็ย่านหมาในปล่อยกวางเสีย  จึงหึ้นคอยอยู่บนต้นไม้  คอยถ้าเห้อกวางตายเสียก่อน  เนาะควายทางเต้อได้กิน แต่ทางฝ่ายแม่หญิงชั้นหลานเท่านั้น  ถึงชั้นเหลนก็หมดสิทธิ  ลูกเขย, น้องเขย, พี่เขย  ของเฮา  เป็นผู้กินเนาะควายทางเต้อสืบต่อไป  เนาะควายทางเต้อได้แก่  เนื้อหนอกควายอยู่ริมลำคอควานทางใต้ทั้งสองข้าง  ดังนั้นท่านจึงถือเป็นฮีตสืบมา  เมื่อถึงคราวแต่งงานหลานสาว  เจ้าฮีตจึงต้องส่งเนาะควายทางเต้อ  ให้แก่ลุงตาชั้นเก่าเสมอมิได้ขาด

แบบแต่งภาช์น์ข้าวฮีตภาช์น์สู่
คำว่าแบบแต่งภาช์น์ข้าวฮีตภาช์น์สู่  หมายถึง  ฝ่ายเจ้าคึดแลฝ่ายลุงตา  ต่างฝ่ายต่างก็แต่งภาช์น์ข้าว  ตามที่กำหนดเป็นฮีตคองไว้  คือ ให้เจ้าคึดแต่งมอบลุงตา  แล้วให้ลุงตาแต่งตอบเจ้าคึด  ซึ่งเรียกว่า ตอบดองกัน  ภาช์น์ข้าวที่ทั้งสองฝ่ายแต่งมอบแลแต่งตอบกันนี้  เมื่อเสร็จพิธีแล้ว  ก็เลยจัดเลี้ยงแขกคนที่มาในงานภาช์น์สู่  เป็นการกินกันครั้งใหญ่  เรียกว่า  กินฮีตภาช์น์สู่
การแต่งภาช์น์ข้าวตามแบบ  ท่านกำหนดให้แต่งในฮีตภาช์น์สู่,  ฮีตคอง,  ฮีตก่าว  ส่วนฮีตซอด,  หมูถมฮอย,  ไก่ซะปกนกซะหุ้ม  กำหนดการแต่งภาช์น์ข้าวไว้เป็นพิเศษต่างหากแล้ว  เพื่อให้เข้าใจง่าย  ต่อไปนี้จะแยกอธิบายทีละฮีตเป็นตอนๆ  และเริ่มด้วยฮีตภาช์น์สู่ดังนี้

ฮีตภาช์น์สู่
ฮีตภาช์น์สู่ได้แก  ระเบียบแบบแผน  พิธีแต่งงานวิวาห์มงคลคู่บ่าวสาว  ตามธรรมดาใช้ควายเป็นเนื้ออุปกรณ์ของงาน  สมัยโบราณใช้ควายฝ่ายละตัว  เจ้าคึดตัวหนึ่ง  ลุงตาตัวหนึ่ง  หรือถ้าใช้ควายตัวเดียวก็แบ่ง  เจ้าคึดครึ่งหนึ่งลุงตาครึ่งหนึ่ง  บางครั้งเจ้าคึดใช้ควายลุงตาใช้หมูแทนก็ได้

เมื่อเจ้าคึดเตรียมควายเนื้อเสร็จหมดทั้งตัวแล้ว  ก็ให้ล่ามนำไปไหว้มอบสัตว์หัวตัวเลือด  แก่ลุงตาตามฮีตคอง  ฝ่ายลุงตาก็รับเอาเนื้อทั้งหมด  มาแบ่งแยกเอาไว้ใส่ฮีตคองต่อไป  คือแยกเอาสันควายไว้ ๒ สัน  สันหนึ่งไว้แก่ลุงตา  อีกสันหนึ่งไว้มอบให้แก่ล่าม  เรียกว่า “สันล่าม”  แล้วแยกเอาเนื้อกะโพะควายไว้  ๒  กะโพะ  (สำหรับกินควายทั้งกม)  หรือแยกเอาไว้  ๑ กะโพะ (สำหรับกินควายครึ่งกม)  ต่อไปลุงตาจะแบ่งเนื้อกะโพะควายข้างหนึ่ง  มอบให้เขยใหม่ผู้มาแต่งแปงครึ่งหนึ่ง  อีกครึ่งหนึ่งลุงตาเอาไว้รวมกัน  เนื้อกะโพะอีกข้างของฝ่ายลุงตา  เพื่อเก็บไว้แบ่งแจกแก่เขยเก่าของลุงตาทุกคน  หลังจากเมื่อเสร็จงานพิธีแล้ว  เนื้อที่แจกแก่เขยดังกล่าว  เรียกว่า “ซี้นกะโพะเขย”  (เนื้อตะโพกเขย)  เป็นธรรมเนียมที่ลุงตา  จะต้องส่งข่าวเขยทุกคราวที่มีงานพิธีของลุงตา  จะขาดส่งเนื้อนี้เสียไม่ได้  ถ้าขาดการส่งซี้นกะโพะเขย  เขยมักหาว่าขาดเขยไม่ได้เป็นเขยของลุงตา  ส่วนเนื้อที่เหลือนอกนั้น  ลุงตาให้ล่ามมอบส่งคืนเจ้าคึด  เพื่อฝ่ายเจ้าคึดจะได้บวกแบ่งเป็นอาหาร  จัดเป็นภาช์น์ข้าว (สำรับ)  ตามที่กำหนดไว้ในฮีตคองดังนี้  ให้เจ้าคึดแต่งข้าว  ๘  ภาช์น์กับเหล้า  ๘  ไห  แล้วให้

ล่ามไหว้มอบแก่ลุงตาตามระเบียบ  ในข้าว  ๘  ภาช์น์นี้ให้ยกเป็นภาช์น์หัวเสียภาช์น์หนึ่ง  และข้าวทุกภาช์น์ต้องมีไก่กม (ไก่กรม)  ภาช์น์ละตัว  หากจำเป็นหาไม่ได้แท้  ก็ต้องให้ได้เฉพาะภาช์น์ล่ามกับภาช์น์หัวภาช์น์ละตัว

(ไก่กม  หมายถึง  ไก่ต้มทั้งตัว  ห้ามมิให้แปรรูปทรงไก่เป็นอย่างอื่น  มีไว้เพื่อเฉพาะตัวเจ้ากรม  ที่เป็นญาติลุงตาที่มาในงานพิธีนี้  เพราะเมื่อท่านบัญญัติพิธีนี้เริ่มแรก  ฝ่ายลุงตามีญาติเป็นเจ้ากรม  ๖ องค์  ภาช์น์ล่ามและภาช์น์หัวเทียบฐานะเท่ากับภาช์น์ข้าวของเจ้ากรม  จึงรวมภาช์น์ข้าวทั้งหมดเป็น  ๘ ภาช์น์ มีไก่กม  ๘ ตัว  ส่วนภาช์น์หัวนั้นท่านจัดและถือเป็นภาช์น์เอก  คือ เป็นภาช์น์ที่ ๑  เพราะมีหัวสัตว์ที่มาแต่งแปงอยู่ที่ภาช์น์นี้  จึงเรียกภาช์น์หัว

อนึ่ง  สำหรับเรื่องไก่กม  ถ้าลุงตาแจกยายแก่ญาติ  ๘ ตัวแล้วไม่พอ  ลุงตาก็ขอจากเจ้าคึดโดยทางล่ามอีก  ถ้าเจ้าคึดไม่มีให้ลุงตาจะต้องหาเอาของตัวแทน  (นี่สมมติว่าญาติมากกว่าฮีตที่กำหนดไว้)  และทำนองเดียวกัน  ถ้าเจ้าคึดมีไก่กมแจกยายพี่น้องไม่พอ  ก็จะมาขอจากลุงตาอีก  ถ้าลุงตาไม่มีให้  เจ้าคึดก็ต้องหาแทนเอง  การแจกไก่กมแก่ญาตินั้น  ต้องยายทั้งญาติฝ่ายพ่อ (ลุงตาชั้นใหม่)  และญาติฝ่ายแม่ (ลุงตาชั้นเก่า)  ไก่กมนี้ตามธรรมเนียม  ญาติผู้มีหน้าที่จะได้กินไก่กม เขาจะต้องเอามาช่วย  ต้องมีทั้งติบ ๑  ไก่ตัว ๑  ทุกคน  ปัจจุบันเขาเอาเงินแทนไก่แล้ว  พอเขามาช่วยลุงตาก็เอาเงินมาแทนไก่นั้นส่งคืนให้ทันที  หมายถึง  ส่งไก่กมให้นั่นเอง  การแจกยายไก่กมไม่ได้ใช้ล่าม  เรายายเอาเอง  สำหรับภาช์น์ข้าวที่จะใช้แจกยายไก่กมไม่มีพอจำนวนญาติ  ใช้ภาช์น์ข้าวอันเดียวก็ได้  คือ เมื่อเขาเอาไก่กมแล้ว  เราจึงเอาไก่กมมาวางแทนที่ภาช์น์ข้าวนั้น  จนหมดจำนวนญาติก็ได้  ถ้าจำเป็นแท้แจกไม่ได้ครบจำนวนญาติ  ก็ต้องให้ได้เหง้าคน คือ ผู้ใหญ่ในญาติฝ่ายนั้นคนเดียวก็พอ
เมื่อลุงตารับมอบภาช์น์ข้าวจากล่ามแล้ว  ตามฮีตคองลุงตาต้องมอบส่งคืนแก่เจ้าคึด  ข้าว ๔ ภาช์น์ เหล้า ๔ ไห  (คือ ลุงตามอบคืนให้แก่ล่ามในขณะล่ามมอบให้ลุงตา)

ต่อไปนี้ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายลุงตา  ต้องแต่งภาช์น์ข้าวตอบเจ้าคึด  มีข้าว  ๑๐ ภาช์น์  เหล้า ๑๐ ไห  ข้าวทุกภาช์น์ก็ต้องมีไก่กมใส่ภาช์น์ละตัวเช่นเดียวกัน  หากจำเป็นหาไก่กมไม่ได้  จำคงแท้ก็ต้องให้ได้ภาช์น์ล่ามกับภาช์ห์หัว  ภาช์น์ละตัวเช่นเดียวกัน
เมื่อเจ้าคึด (ล่าม)  รับมอบภาช์น์ข้าวจากฝ่ายลุงตาแล้ว  ล่ามก็มอบส่งคืนภาช์น์ข้าวนั้นแกลุงตา ข้าว ๕ ภาช์น์  เหล้า ๕ ไห

การแต่งภาช์น์ข้าวตามแบบดังกล่าวมานี้เป็นแบบหลักมาตรฐาน  และถือเป็นแบบฉบับสืบมาถึงทุกวันนี้  จะแต่งต่ำกว่าจำนวนที่กล่าวนี้ไม่ได้  แต่ถ้าจะแต่งจำนวนภาช์น์ข้าว  ให้มากกว่าฮีตคองที่กล่าวนี้ฮีตคองไม่ห้าม  อนึ่งเมื่อฝ่ายลุงตาแต่งตอบเจ้าคึด  ก็ต้องแต่งให้มากกว่าฝ่ายเจ้าคึดแต่งมอบลุงตา  จำนวนสองภาช์น์เสมอไป  ธรรมเนียมการแต่งภาช์น์ข้าวเพิ่มเติม  ให้มากกว่าแบบที่กำหนดไว้  ก็ต้องแต่งเพิ่มเป็นจำนวนคู่เสมอไป  ไม่ให้เพิ่มเป็นจำนวนคิ  (คี่ – คึก)

ในฮีตภาช์น์สู่  นอกจากการแต่งภาช์น์ข้าวที่กล่าวแล้ว  ยังมีหับหองฟะ (หับของฝาก)  อีก  หับหองฟะนั้นท่านถือเอาตัวเจ้าสาวเป็นเกณฑ์  ในการกะจำนวนหับหองฟะ  คือ ถ้าเจ้าสาวเป็นลูกสาวกก  (ลูกหัวปี)  กับลูกสาวหล้า (สุดท้อง)  เจ้าคึดต้องมีหับหองฟะ  ๓๒ หับ  แต่ถ้าเจ้าสาวเป็นลูกคนกลาง  ก็ใช้หับหองฟะ  ๑๖  หับเท่านั้น
“หับ”  เป็นเครื่องสานด้วยไม้ไผ่ใหญ่ขนาดเท่า  ๒ กำปั้น  ทำเป็นสายด้วยหวายหรือตอก  ยาวๆ  เรียกว่าหับ  สำหรับใช้ใส่ของฝาก  มีหมาก, พลู, แซด (สีเสียด),  ถุงงา,  ไข่ไก่  ๔ หน่วย  (ใส่หับละ  ๒ หน่วย), ขิง,  ข่า,  มะฝ้าย (เมล็ดฝ้าย),  ดอกฮัก, ไถ้ข้าวสาร ฯ  และเงินเหน็บหองฟะตามจำนวนที่กำหนดไว้ที่ฮีตคอง  หับหองฟะใช้ก่อนอื่นหมด  คือ เริ่มใช้ตั้งแต่ล่ามไปขอและถามฮีตคองฝ่ายลุงตา  ลำดับต่อมาจึงไปไหว้มอบหับหองฟะ  และขอปลูกย้าวแปงเรือนสู่  หับหองฟะเป็นส่วนกำหนดในฮีตผี (เรือน)  และเป็นส่วนหมายถึงเป็นของฝาก  ฝ่ายเจ้าคึดฝากไปหาฝ่ายลุงตา  การใส่วัตถุไว้ในหับดังกล่าวมา  ย่อมมีความหมายไปในทางเป็นศิริมงคล  แต่จะหมายเฉพาะเป็นอันๆ  ว่าหมายถึงอะไรบ้างก็ไม่ทราบ  ครั้นเมื่อลุงตาได้รับหับหองฟะแล้ว  ก็แจกจ่ายแก่ญาติของตนตามที่ควรได้รับ  ได้แก่ลุงตาชั้นเก่าและชั้นใหม่  โดยเลือกวัตถุที่ใส่ในหับนั้นว่าอันใดใครให้แก่ผู้ใด  หับไข่คู่หนึ่งแบ่งให้ล่ามและลุงตาคนละหับ  ท่านจึงว่าหับไข่ฮักลุงตาหับปลาฮักพี่น้อง (หมายถึง ลุงตาชั้นเก่าและชั้นใหม่)  ไทยกลางบ้านหับขิง, ข่า, งาและของอื่น
(ตามฮีตคองที่กล่าวมานี้  ตั้งแต่สมัยโบราณมาตลอดชั้นพ่อแม่  เคยเห็นท่านถือเคร่งครัดมาก  ถ้าเจ้าคึดไม่แต่งตามฮีตหรือผิดฮีตเช่นนี้  ฝ่ายลุงตาจะไม่ยอมตกลงด้วยเลย เคยเห็นท่านเถียงกันมาหลายราย)

ฮีตดอง
ฮีตดอง  เป็นฮีตลำดับสองรองจากฮีตภาช์น์สู่  นับแต่คู่สมพงษ์ได้อยู่กินร่วมกันแล้ว  ไม่กำหนดว่าช้านานเท่าใด  เมื่อได้ลูกหนึ่งก็มีพิธีกินดอง  การกินดองฝ่ายลุงตาถมกินจากเจ้าคึด  จะเนื่องด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง  เช่น  เจ็บป่วย  เมื่อหาหมอมาเหยาดูอาการป่วย  หมอเหยาเขาจะทักท้วงตามที่เขาเสี่ยงข้าวไข่ได้  ว่าฝีอยากกินฮีต  หากระยะนั้นตกอยู่ในระหว่างฮีตดองเขาก็กินดอง  เป็นหน้าที่ของฝ่ายเจ้าคึดจะเตรียมมาตกแต่งให้แก่ลุงตา  การกินดองก็มีแบบพิธีอย่างเดียวกับฮีตภาช์น์สู่  ผิดแต่กินหมูแทนควาย  ส่วนญาติทั้งหลายทั้งสองก้ำสองฝ่าย  ก็มีข้าวของมาช่วยงานอย่างเดียวกับฮีตภาช์น์สู่  กำหนดการแต่งภาช์น์ข้าวก็อย่างเดียวกับฮีตภาช์น์สู่  ล่ามเป็นผู้มีหน้าที่จัดการให้เป็นไปตามฮีตแทนฝ่ายเจ้าคึด  ในฮีตดองไม่ใช้หับหองฟะ  แต่ใช้หองฟะทั้งหมดวางใสภาช์น์กะเต๊ะแทนหับ  หองฟะนั้นมีข้าวสาร,  ไข่ขาว ๒ หน่วย,  ไข่แดง ๒ หน่วย, (ย้อมสี)  พลูสี่แลบ,  แซดสี่ตัด,  มะสี่หน่วย,  เหล้าไหหนึ่ง,  ดอกไม้เทียนคู่ (พลูแลบหนึ่ง  ๔ ใบ  จีบซ้อนกันข้างละ  ๒ ใบ  พับซ้อนสลับหันหน้าเข้าหากันกลัดด้วยไม้)

ฮีตก่าว
ฮีตก่าวเป็นฮีตลำดับสามต่อจากฮีตดอง  ในฮีตก่าวก็ไม่กำหนดว่าจะกินก่าวเมื่อใด  เมื่อได้ลูกสองก็มีพิธีกินก่าว  การกินก่าวก็ฝ่ายลุงตาถามกินจากเจ้าคึด  จะเนื่องด้วยเหตุเจ็บป่วย  และมีหนอเหยาทักท้วงว่าผีอยากกินฮีต  และตกอยู่ในระยะฮีตก่าวก็กินฮีตก่าว  ทำนองเดียวกับที่กล่าวแล้วในฮีตดอง  ในฮีตก่าว กินควาย  คือ หมายความว่าใช้ควายเป็นเนื้ออุปกรณ์ของงาน  เป็นหน้าที่ของฝ่ายเจ้าคึดจะหามาตกแต่งให้แก่ลุงตา  ล่ามต้องทำหน้าที่แทนเจ้าคึดตลอดทั้งงาน  ญาติพี่น้องทั้งสองดอง  ต่างฝ่ายต่างก็ไปฮอดไปเถิงบอกเล่าให้มาในงานนี้  และตามธรรมดาก็มีของมาช่วยงานอย่างเดียวกับฮีตอื่น  การแต่งภาช์น์ข้าวก็แต่งอย่างเดียวกับฮีตดอง  คือ ใช้ภาช์น์กะเต๊ะแทนหับ  อย่างเดียวกับที่ใช้ในฮีตดอง  ใช้ในสิ่งของต่อไปนี้คือ  ข้าวสาร,  มะ ๘ หน่วย,  พลู ๘ แลบ,  แซด ๘ ตัด,  ไข่ขาว ๔ หน่วย,  ไข่แดง ๔ หน่วย,  หม้อทองสระหัว,  โอกางเลือด,  แหลุทอง,  มองลุลอด,  ง้าวถอดดาบแข็งเฮือน,  มะโห,  เกลือก้อน,  ฮ่างพร้า,  เบี้ยซาว

ฝ่ายเจ้าคึดได้ปฏิบัติฮีตดองมาถึงฮีตก่าวเสร็จแล้ว  ก็มีพิธีปลดโข้งในวันนั้นด้วย  โดยใช้หมูเป็นเนื้ออุปกรณ์ของงาน  พอกินฮีตก่าวเสร็จก็กินหมูปลดโข้งต่อในวันนั้น  การแต่งภาช์น์ข้าวก็แต่งอย่างเดียวกับกินดอง  ล่ามก็คงทำหน้าที่ไปตลอดงานเช่นกัน
คำว่า  “โข้ง”  ได้แก่ไม้พาดจากเรือนลุงตามาเรือนเขย  เดินไต่ไปมาได้  หรือบางแห่งใช้ไม้พาดอย่างว่านั้นไม่ได้  ด้วยเรือนห่างไกลกัน  ก็ใช้ไม้ไผ่ตอกติดดินจากเรือนลุงตามาเรือนเขยแทนก็ได้  การถ่ายโข้งเป็นฮีตผี  มีพิธีว่าเหมือนเรือนหลังเดียว  ให้อายแกงเฮ้าอายข้าวฮม  ก่ายโข้งเมื่อทำพิธีแปงเอ๊าะหลังงานภาช์น์สู่แล้ว  ๙ วัน

ฮีตซอด
ฮีตซอดเป็นฮีตลำดับสี่ต่อจากฮีตก่าว  ในฮีตซอดก็ไม่มีกำหนดเวลาว่าจะกินซอดเมื่อใด  เมื่อได้ลูกสามก็มีพิธีกินซอด  ครั้นถึงคราวลุงตาก็ถามกิน  แต่โดยมากมักเกี่ยวกับผีอยากกินฮีต  ดังวิธีที่กล่าวมาแล้ว
ฮีตซอดกิน  “ควายแม่ลุพุถุน”  คือ  ควายแม่กับลูกผูกไว้ใต้ถุน  หมายความว่า  ฮีตซอดใช้ควายแม่กับลูกเป็นเนื้ออุปกรณ์  เป็นหน้าที่ของฝ่ายเจ้าคึด  หามาผูกไว้ที่เสาแจ่งผีเรือนใต้ถุนเรือนลุงตา  เพื่อใช้เป็นเนื้ออุปกรณ์ของงาน  ส่วนล่ามเมื่อควายแม่ลุพุถุนแล้ว  ล่ามก็มีดอกไม้เทียนคู่กับเหล่าไหหนึ่ง  ไปไหว้เจ้าโคตรลุงตาตามระเบียบ  ฝ่ายลุงตาก็จะบอกว่าควายแม่ลุนั้น  “แม่มันพุลุมันไปห้า”  (แม่ควายผูกไว้ให้เอาลูกมันไปฆ่า)  แล้วฝ่ายเขยก็จะเอาลูกควายนั้น  ไปฆ่ามาเป็นเนื้ออุปกรณ์ของฮีตซอด  การกล่าวเล่าถึงญาติวงศ์พงศาของดองทั้งสองฝ่ายก็เป็นธรรมเนียมที่ต้องบอกให้รู้ญาติเหล่านั้นจะมาในงาน  และมีของมาช่วยงานเหมือนอย่างงานอื่น  การแต่งภาช์น์ข้าวกำหนดให้แต่งแต่ภาช์น์เดียว   คือ ภาช์น์เดียวเท่านั้น  เมื่อปฏิบัติฮีตซอดและกินกันเสร็จแล้ว  ลำดับต่อมาก็กินหมู  “หมูถมฮอย”  การแต่งภาช์น์ข้าวกำหนดให้แต่งแต่ภาช์น์เดียว  เช่นเดียวกัน
(คำว่า  “หมูถมฮอย”  ก็คือ หมูถมรอย  มีความหมายว่า  ตั้งแต่กินฮีตภาช์น์สู่,  ฮีตดอง,  ฮีตก่าว, 

ฮีตซอดฝ่ายเขยได้ปฏิบัติมาเป็นอันครบถ้วนแล้ว  และการปฏิบัติตามฮีตทั้งสี่ที่กล่าวนี้  ก็เท่ากับเป็นการปฏิบัติไปตามระเบียบแบบแผน  ของฮีตคองหรือร่องรอยอันท่านบัญญัติไว้  ไม่มีฮีตใดที่จะทำต่อไปอีกแล้ว  เป็นอันจบสิ้นลงเพียงเท่านี้  ธุรกิจลุงตากับลูกเขยก็ถึงคั่นห่างเหินกันไป  เว้นแต่หน้าที่เขยนั้นไม่มีจบสิ้น  กำหนดถึงเก้าเซ่นปู่ดังกล่าวมาแล้ว  แต่ในเรื่องลุงตาหรือผีจะถามกินฮีตจากเขยอีกนั้น  ก็เป็นอันยุติ  จึงมีพิธีให้ไว้เป็นอันว่า  กลบเกลื่อนระเบียบแบบแผนฮีตคองร่องรอย  ที่ได้ทำมาแล้ว  ให้ลบเลือนหายไปอย่าให้ปรากฏอีก  จึงจะไม่ติดส้นตามรอยถามกินอีกได้  จึงให้ชื่อพิธีนี้ว่า  “หมูถมฮอย”  หมายถึง  ถมรอยเดิมนั่นเอง)
เมื่อกินหมูถมฮอยเสร็จแล้ว  ท่านผู้บัญญัติยังไม่ไว้วางใจ  เกรงร่องรอยที่กลบเกลื่อนแล้วจะไม่มิดชิด  จึงยังแถมพิธี  “ไก่ซะปกนกซะหุ้ม”  เป็นพิธีปริโยสานบั้นสุดท้ายม้วนชาดกไว้อีก
“ไก่ซะปกนกซะหุ้ม”  หมายความว่า  ไก่ซะไก่เขี่ยปกปิดไว้  นกซะนกเขี่ยหุ้มห่อไว้  พิธีนี้เจ้าคึดมีเหล้าไหหนึ่ง,  ไก่ต้มตัวหนึ่ง,  ดอกไม้เทียนคู่  ให้ล่ามไปไหว้มอบลุงตาเพื่อจ้ำคอบผีเรือน  ฝ่ายลุงตาก็จะให้แพขาวมนหนึ่งกับไก่ตัวหนึ่งแก่ล่าม  แต่ไก่นั้นเขาจะเอาไปผูกไว้ที่คั่นบันไดคั่นต่ำที่สุด  และผูกโดยวิธีที่จะให้แก้ได้ยากที่สุด  กว่าล่ามจะแก้เอาไก่ไปได้  ก็ต้องให้กินเวลานาน  ส่วนล่ามเมื่อได้ผ้าขาวมนนั้นแล้วก็ใช้ปกหัว  แล้วก็ลงบันไดเรือนไปจะกลับบ้าน  พร้อมกับแก้เอาไก่ตัวที่ผูกไว้นั้น  ขณะที่ล่ามกำลังแก้ไก่อยู่นั้น  บรรดาคนที่อยู่บนเรือน  ก็จะพร้อมกั้นเอาขี้ซาเหล้า (แกลบ)  หรือขี้เถ้าขี้เยื่อขี้ยองอะไรต่างๆ  กำหว่านลงหุ้มหัวตนตัวล่าม  จนกว่าล่ามจะแก้ไก่ได้และหนีไป  ล่ามก็หมดหน้าที่  เป็นอันจบพิธีรีตองตามฮีตคองแต่เพียงเท่านี้

ฮีตผี
ฮีตผีเป็นระเบียบอันหนึ่ง  ซึ่งมีแทรกปนกันกับฮีตอื่นดังกล่าวแล้ว  ขอแยกอธิบายดังนี้
๑.  “หับหองฟะ”  เป็นภาษาพุไทย  ตรงกับภาษากลางว่า  “หับของฝาก”  (ดังได้อธิบายแล้วในฮีตภาช์น์สู่)  หับหองฟะท่านกำหนดไว้ว่า  ถ้าลูกสาวกก (หัวปี)  กับลูกสาวหล้า (สุดท้อง)  ต้องใช้หับหองฟะ  ๓๒ หับ  แต่ลูกสาวกลางใช้  ๑๖ หับ  เป็นหน้าที่ของฝ่ายเจ้าคึดจะหามามอบลุงตาตามฮีตคอง  เมื่อลุงตาได้รับหับหองฟะแล้ว  ตามธรรมเนียมก็ส่งคืนเจ้าคึด  ๔ หับ  เจ้าคึดจะเอา  ๒ หับและให้ล่าม ๒ หับ  ส่วนหับที่เหลือนอกนั้น  ลุงตาก็แบ่งแจกไปในวงศ์ญาติ  คือ  ลุงตาชั้นเก่าและชั้นใหม่  ให้ถูกต้องตามวัตถุที่ใส่ในหับเป็นลำดับ  พร้อมกับบอกเล่าถึงเรื่องแต่งงานด้วย
หับ เป็นเครื่องสานด้วยไม้ไผ่  ขนาดใหญ่เท่ากับ  ๒ กำปั้น  สำหรับใส่หมาก,  พลู,  ไถ้ข้าวสาร, ถุงงา,  ไข่ไก่,  ขิง,  ข่า,  ลีเลียด,  ดอกฮัก,  เหม็ดฝ้าย,  เงินเหน็บหองฟะ  หับหองฟะมีที่ใช้ในฮีตภาช์น์สู่  ส่วนในอีตดอง,  ฮีตก่าว  ใช้หองฟะใส่ภาช์น์กะเต๊ะ  ดังกล่าวแล้วเท่านั้น  หับหองฟะทำเป็นสายด้วยหวายหรือตอกยาวๆ  เวลาล่ามนำไปมอบลุงตา  มีผู้หาบตามหลังล่ามไปด้วย  การหาบนั้นท่านให้ใช้ไม้กำพั้น  คือ ไม้ที่เขาใช้พันผืนผ้าเวลาต่ำหูก (ทอหูก)  เป็นไม้คานหาบ  ทั้งนี้คงมีความหมายว่า  ให้ทั้งสองดองกลมเกลียวกัน  เหมือนไม้กำพั้นพันกลิ้งกล่อมกัน  แกวดองนั้นให้มั่นเหมือนผืนผ้าแผ่นแพรเดียวกัน  อย่างที่เรียกว่าทองแผ่นเดียว
ลูกสาวกกกับลูกสาวหล้า  คือ ลูกสาวหัวปีกับลูกสาวสุดท้อง  ตามฮีตคองถือเป็นสำคัญกว่าลูกสาวกลาง  จึงบัญญัติให้มี  ๓๒ หับ  ส่วนเขยกกกับเขยหล้าก็เช่นเดียวกัน  ท่านถือสำคัญกว่าลูกเขยกลาง  เวลาตาย ท่านให้เขยกกหาบบุงปางไปก่อนหามตน  ส่วยเขยกลางให้มีหน้าที่หามศพ  และเขยกกนั้นในธรรมเนียมงันศพ  ก็ให้เป็นผู้เปิดพิธีก่อนคนอื่น  เช่น  การอ่านหนังสืองันคาบ (ศพ)  ก็ให้เขยกกอ่านเป็นพิธีเริ่มแรกก่อน  แล้วคนอื่นจึงอ่านตามทีหลัง  อนึ่ง เมื่อเขยกกไม่อาจทำหน้าที่ของตนได้  ท่านให้เขยหล้าทำหน้าที่แทน  ดังนั้นเขยกกกับเขยหล้าจึงมีคุณค่าเท่ากัน  สมมติว่าในการตาย  หากเขยขาดทำหน้าที่ดังว่ามาแล้ว  ก็นับว่าเขยทำผิดฮีตคอง  แม้นฝ่ายลุงตาจะปรับไหมใส่โทษ  ก็กำหนดโทษไว้ต่างกันคือ “เขยกกน้ำสาม  เขยหามน้ำเบี้ย”  ได้แก่ไหมเขยกก  ๑ บาท  (ฮ้อยน้ำสาม)  ไหมเขยหาม  ๒ บาท (น้ำเบี้ย)

๒.  “เหน็บหองฟะ”  หมายถึง  เหน็บเงินใส่ในหับเป็นของฝาก  ฮีตกำหนดให้เหน็บในฮีตภาช์น์สู่เท่านั้น  และให้เหน็บตามเกณฑ์ดังนี้
(ก)  นางสินสิบ (ลูกสาวกษัตริย์)  เหน็บหองฟะ  ๖ ตำลึง  (เรียกว่าหองฟะโหลง (ของฝากหลวง)
(ข)  นางสินแปด (ลูกสาวเสนาอำมาตย์)  เหน็บหองฟะ  ๓ ตำลึง  (เรียกว่าหองฟะน้อย)
(ค)  นางสินสี่ (ลูกสาวราษฎร)  เหน็บหองฟะ  ๓ บาท  (เรียกว่าหองฟะน้อย)

๓.  “แปงเอ๊าะ”  (แปงออก)  หมายความว่า  แปงเอานางเมียออกจากผีของลุงตา  แล้วมาเข้าผีข้างผัวให้มาปกปักรักษา  และตอนนี้ต้องก่ายโข้งด้วย  การก่ายโข้งมีความหมายว่า  เหมือนเรือนหลังเดียว  ให้อายแกงเฮ้าอายข้าวฮัม  การแปงออกทำเมื่อเสร็จงานภาช์น์สู่แล้ว  คือ เมื่อจวนจะเสร็จงานภาช์น์สู่  ลุงตารู้และบอกแก่ล่ามให้ปฏิบัติตามฮีตคองว่าดังนี้ “สามมื้อพันชก หกมื้อหนึ่งเหล้า เก้ามื้อแปงเอ๊าะ”  ทั้งนี้ หมายความว่า นัแต่วันแต่งงาน ๓ วัน คู่สมพงษ์จะต้องในข้อห้ามไม่ให้ทำอันใด จะจับมีดพร้าหอกดาบดวงขวานอะไรไมได้ทั้งนั้น เป็นการ “คะลำ”  (ห้าม)  แม้แต่การทำครัวก็ห้าม จึงต้องอยู่เรื่อยๆ เฉยๆ ครั้นพ้น ๓ วันไปแล้วก็หมดคะลำ จะทำการงานอันใดก็ได้  เมื่อเป็นเช่นนี้ฮีตคองท่านจึงกำหนดไว้ว่า “สามมื้นพันชก”  คือเมื่อพ้นกำหนดสามวันเขยพันครก (สำหรับตำข้าว)   และถึงหกวันให้เขยนึ่งเหล้า เพื่อทำเหล้าไห (เหล้าคุ,  เหล้าแกลบ) พอถึงเก้าวันให้จัดการแปงออก
วิธีแปงออกจากผีลุงตา เจ้าคึดต้องหาเหล้าไหหนึ่ง (ไหปองแปง),  ถ้วยเบอนึ่ง (ถ้วยน้ำสาม), เงินส้นน้ำสาม (๖ สตางค์),  ไก่ตัวนึ่ง, ดอกไม้เทียนคู่ มอบให้ล่ามไว้ไปไหว้แปงผีลุงตา เอานางมาเข้าผีข้างผัว
ไหปองแปง ๑ ถ้วย น้ำสาม ๑ เงินส้มน้ำสาม ๑ เป็นวัตถุสำคัญในฮีตคอง ลุงตาต้องเก็บไว้ให้ดี เมื่อมีการหย่าร้างกันเมือหน้า ลุงตาจะต้องส่งคืนเจ้าคึด  จึงจะเป็นอันแล้วได้ มิฉะนั้นก็ยังถือว่าไม่ขาดคองผัวคองเมียคือถือว่ายังเป็นผัวเมียกันอยู่ เฉพาะถ้วยเฆี่ยนไหปองแปง ท่านมาตราค่าไว้แพงเท่าช้างกับควาญ

******************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 18/07/2012 เวลา : 18.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


ติดตามอีกช่องทางที่ Facebook Page โดยกด Liked
http://www.facebook.com/PhutaiKaowong


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน