*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 231923
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
<< กรกฎาคม 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 30 กรกฎาคม 2555
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 2298 , 18:36:06 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พิธีแต่งงานพุไทย

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๔  กุมภาพันธ์  ๒๕๑๖

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

******************
เรื่อง:
พิธีคูณขวัญ
ผูกแขนบ๊ะ
ก่นด้าง
ขันบายศรี
กะหยังหมาย
วิธีมอบกะหยังหมาย
เขยเอาเอื้อยเมียเป็นเมีย
กำหนดข้าวภาช์น์ล่าม

********************************************************

พิธีคูณขวัญ
การคูณขวัญเป็นพิธีใช้สืบมาแต่โบราณ เป็นธรรมเนียมที่ถือว่าช่วยให้อายุมั่นขวัญยืน  ด้วยวิธีเลี้ยงดูขวัญให้สดชื่นเข้มแข็งไม่อ่อนแอ  และเมื่อเกล้าขวัญขวัญหัว  เข้าทรงอยู่ในเนื้อในร่างในคีงแล้ว  คนนั้นก็มักสุขสำราญบานใจ  การทำพิธีคูณขวัญ  คงให้ผลดีเป็นเยี่ยงอย่างมาแล้วจึงมิได้ลดละ  การที่ได้นำมาบรรจุไว้ในภาคพิธีบัญญัติก็ด้วยเหตุว่า  มีกิจเกี่ยวข้องระหว่างลุงตากับเขย  ที่ต้องปฏิบัติตามฮีตคองอยู่ด้วย  เช่น เมื่อถึงคราว  ฝ่ายลุงตาก็ต้องเลี้ยงแก้วเลี้ยงเขย  เหมือนธรรมเนียมอื่นที่ต้องเลี้ยงอยู่แล้ว

การคูณขวัญมักทำกันในคนชั้นแก่เฒ่า  มีอาการง่วมเหงาเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ  หรืออยู่ไม่ดีกินไม่แซบไม่อร่อย  รู้สึกมีอาการว้าเหว่เบาอกเบาใจอะไรเหล่านี้เป็นต้น  บรรดาญาติหรือลูกเต้าก็พร้อมเพรียงที่จะเห็นว่า  เป็นด้วยเกล้าขวัญขวัญหัวออกเที่ยวเทียวไปมา  หรือว่าขวัญอยากกินนั่นกินนี่เป็นอาทิ  จึงทำพิธีคูณขวัญให้  พิธีคูณขวัญหรือเลี้ยงขวัญตามเคยปฏิบัติมาก็มี  กินควาย,  กินหมู,  กินไก่  แล้วแต่ฐานะใครจะควรประการใด  ถ้าแก่เฒ่าฐานะสมควรก็มักเลี้ยงขวัญด้วยควายหรือวัวแทนก็ได้  ต่ำกว่านั้นก็ลดหลั่นลงมาถึงเด็กก็กินไก่  การคูณขวัญทำเป็น  ๒ พิธี  คือ คูณขวัญบ๊ะกับก่นด้าง  ดังกล่าวต่อไปนี้

ผูกแขนบ๊ะ
วิธีผูกแขนบ๊ะ  ได้แก่วิธีให้ผู้ใหญ่สูงอายุอันเป็นที่เคารพนับถือ  เป็นผู้ผูกแขนสัญญาบ๊ะบนให้  โดยใช้ฝ้ายเจ็ดเส้นผูกแขน  และในขณะกำลังผูกแขน  มักกล่าวข้อความตามแต่โวหาร  จะไพเราะเหมาะหมายอย่างไรก็ได้  เช่น จะกล่าวว่า “ฮ้ายกวาดหนีดีกวาดเห้า  ฮานี้ข่อยมาพุแหนฮักซักแหนเอา  ว่าเห้อชื่นกะหยันหันกะย่องและเห้ออยู่ดีมีแฮง  ค่านี้เมือหน้ายังละเลี้ยงเห้อเหลือเกือเห้ออิ่ม  ยังละเห้อกินตับควายนาตาควายบ้าน  มิเห้ออึดเซ็งเงอะเย๊อะเซ็งเสอ  ยังละเลี้ยงเห้อเหลือเกือเห้ออิ่ม  ค่านี้เมือหน้าเห้ออยู่ดีมีแฮง  กินข้าวหวานจานข้าวแซบตาแท้ดาย”

(ร้ายกวาดหนีดีกวาดเข้า  ทีนี้ข้ามาผูกแขนรักชักแขนเอา  ว่าให้ชื่นกะหยันหันกะย่องและให้อยู่ดีมีแรง  แต่นี้ต่อไปภายหน้านะ  ยังจะเลี้ยงให้เหลือเกือให้อิ่ม  ยังจะให้กินตับควายนาตาควายบ้าน  ไม่ให้อดอย่างเงือกไม่ให้อยากอย่างเสือ  ยังจะเลี้ยงให้เหลือเกือให้อิ่ม  แต่นี้ต่อไปภายหน้าให้อยู่ดีมีแรง  กินข้าวหวานจานข้าวอร่อยจริงแท้ดาย)  ดังนี้ก็ได้
ครั้นอยู่ต่อมา  หากปรากฏว่าคนนั้นมีอาการดีขึ้น  ก็จัดการคูณขวัญให้ตามสัญญาบ๊ะบน  โดยหามื้องามยามดีเสียก่อน  แล้วจึงเที่ยวบอกเล่าไปฮอดไปเถิงญาติพี่น้องให้มาในงานนี้  ครั้นถึงวันนัดญาติทั้งหลายจะมีข้าวของมาทักขวัญ  และเจ้าขวัญจะเป็นผู้คอยต้อนรับ  เขาจะทักขวัญว่า  “มีข้าวติบนึง,  ฝ้ายไนนึง  (หรือไหมหรืออะไรต่างๆ  ที่เขามาช่วยงาน)  มาค้ำมาคูณ  ตั้งแต่นี้เมือหน้าความเจ็บยาเห้อได้ความไข้ยาเห้อมี  เห้ออยู่ดีมีแฮงดาย ฯ”  แล้วเจ้าขวัญจะรับทักว่า  “เจ้าขอเห้อป๊ะยำคำเข็ด  ป๊ะนำไทยเห้อ ก้มหน้า  ป๊ะนำข้าเห้อยอมือ  ขอเห้อได้เซ็งคำป๊ะคำคอ ฯ”  และทั้งสองฝ่ายต่างก็ยกกะพุมมือไหว้ซึ่งกันและกัน  พร้อมกับทักและรับทัก  ในขณะเดียวกันนี้ก็มีการตกแต่งภาช์น์ขวัญ  มีพานตั้งรองบายศรี, ฝ้ายไนไหมหลอด,  ข้าวต้ม,  ไก่ต้มหรือหมูต้ม,  พร้อมด้วยเครื่องอุปโภคอย่างอื่นอีก  เสร็จแล้วก็ยกออกมา  เจ้าขวัญจะออกมานั่งประจำที่ภาช์น์ขวัญห้อมล้อมด้วยคณะญาติ  หมอสูดก็จะทำพิธีสูดขวัญเสียก่อน  เมื่อสูดขวัญแล้วก็จ้ำขวัญ  ผู้จ้ำขวัญ (โดยมากก็คือหมอสูดขวัญนั่นเอง)  ก็ทำพิธีจ้ำพร้อมกับกล่าวคำอวยชัยให้พร  ตามแต่โวหารแล้วแต่ใครมี  เมื่อจ้ำขวัญเสร็จก็ผูกแขนและฟายเหล้า  กินเหล้าขวัญ  การกินเหล้าขวัญต้องมีผู้เท่นหรือตวงเหล้า  โดยผูกแขนเอาผู้เฒ่าพอสมควรมาเป็นผู้เท่นเหล้าขวัญ  เมื่อเจ้าขวัญดูดกินเหล้าขวัญซึ่งเป็นเหล้าไห  เหือดแห้งไปจากปากไหไปแล้ว  ผู้เท่นเหล้าก็จะเตรียมเท่นเหล้าและจะกล่าวเป็นพิธีเริ่มแรก  พร้อมกับลงมือเท่นเหล้าครั้งแรกว่า  “๑-๒-๓,  ๔-๕-๖,  ๗-๘-๙  เฒ่ายืน  คืนมามิเห้อตายสักเทื่อ  น้ำมิเฮอเหน้อคอมิเห้อขอกินนำเพิ่นเน้อ”  ต่อนี้ไปก็ตกแต่งภาช์น์ข้าว  สู่ญาติพี่น้องทั้งหลายที่มามนงานนี้กิน  ฝ่ายเจ้าขวัญผู้เป็นลุงตา ก็จะเลี้ยงแก้วเลี้ยงเขยตามธรรมเนียมหรือฮีตคอง  เป็นจบพิธีคั่นแรก

ครั้นอยู่ต่อมาสัก  ๗  วัน  หรือแล้วแต่สมควรก่อน  ๗ วันก็ได้  เจ้าขวัญจะต้องคูณขวัญล้างถ้วยอีกเป็นครั้งที่ ๒  คูณขวัญล้างถ้วยมีกำหนดดังนี้  ถ้าคูณขวัญครั้งแรกกกินควาย  ต้องคูณขวัญล้างถ้วยด้วยหมู  ถ้าคูณขวัญครั้งแรกกินหมูต้องคูณขวัญล้างถ้วยกินไก่  เมื่อคูณขวัญล้างถ้วยเสร็จ  ก็เป็นการสิ้นพิธีคูณขวัญนี้

ก่นด้าง
ก่นด้างเป็นวิธีคูณขวัญคนเฒ่าคนแก่  ผู้มีอายุระหว่าง  ๕๐ ปีขึ้นไป มีสุขภาพไม่ค่อยปกติ  ร่างกายซูบซีดผอมเหลือง  หรือเจ็บๆ ป่วยๆ  กินไม่ได้นอนไม่หลับเหล่านี้เป็นต้น  ท่านผู้ใหญ่มักว่า  “ด้างเก่า”  มาทับมาเต็ง  จึงเป็นดังที่เคยเป็นมาแต่เก่าก่อน  แล้วกลับมาเป็นอีกในชาตินี้  เรียกว่าด้างเก่ามาทับมาเต็ง  จึงมีพิธีก่นด้าง  คือ จุดก่นด้างเก่านั้นออกเสีย  ล้ามาปรับปรุงใหม่จึงจะอยู่ดีมีแฮง
ความเชื่อในเรื่องก่นด้างนั้น  ประกอบด้วยความเข้าใจที่ว่า  มีพระยาแถนเป็นผู้ให้กำเนิด  เป็นผู้หลอมหล่อปุยมนุษย์ให้เกิดมาเป็นคน  เป็นผู้ปลูกแปลงกกมิ่งกกแนนให้เป็นมิ่งขวัญแก่มวลมนุษย์  และคนเราที่เกิดมาแล้ว  เกล้าขวัญหวัญหัวก็มักท่องเที่ยวขึ้นไปหาแถน  และเมืองแถนนั้นเป็นอันสนุกยิ่ง  ขวัญใครขึ้นไปแล้วก็สนุกเพลิดเพลิน  จนหลงลืมร่างเก่าไม่อยากกลับลงมา  อยากอยู่เสียที่เมืองแถนโน้น  หรือบางครั้งแถนก็มักหวงแหนเอาขวัญไว้  จึงทำให้เจ้าขวัญเจ็บไข้ได้ป่วยมีออาการทรุดโทรม  หากขวัญไม่ลงมาก็เป็นอันจะไม่ยั่งยืนต่อไปได้  ฉะนั้นจึงมีพิธีไปนำเอาเกล้าขวัญหวัญหัวลงมา  วิธีนำเอาขวัญลงมาได้แก่พิธีก่นด้าง

การก่นด้างท่านเริ่มพิธีดังนี้  หาเหล้ามาไหหนึ่ง  หรือหากไม่มีเหล้าก็ใช้แกลบยัดใส่ไห  หรือกะบั้ง (บ้อง)  ไม้ไผ่แทนก็ได้  แล้วนำเอาเหล้าไหนั้นไปผูกไว้ที่เสาขวัญ (คือเสาเรือนที่กำหนดแต่แรกตั้งว่าเสานั้นเป็นเสาขวัญซึ่งมีเสาขวัญทุกเรือน)  เมื่อขณะกำลังผูกอยู่นั้นก็พร้อมพูดเป็นสัญญาบนบานไว้ว่า  “คันว่าด้างแต่ปู่มาเต็งด้างแต่เม็งมาทับจึงได้ป่วยได้เป็น  คันพุแล้วเห้อชื่นมายหายพยาธิโรคา  เห้อซื่นกะหยันหันกะย่องจึงละเลี้ยงละเกอ”  ดังนี้เป็นตัวอย่าง  (คำสัญญาบนนานสุดแล้วแต่โวหารผู้พูด  จะกล่าวพลิกแพลงอย่างไรก็ได้  ขอให้เป็นทำนองที่กล่าวนี้ก็เป็นอันใช้ได้)  ครั้นอยู่ต่อมาผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น  จึงเตรียมเครื่องก่นด้างดังนี้
๑.  บุงข้าวหน้า  มีข้าวสารโบ่หนึ่ง (ประมาณครึ่งถัง),  กล่องข้าวหนึ่ง,  ไหมต่อนหนึ่ง,  แพขาวสองวาหนึ่ง, (แพขาวสองวาปันเจ้าขวัญกับหมอเหยาคนละวา)  กงแหน (กำไลแขน) กิ่งนึง ๑ (สำหรับสบจอมกล่องข้าวขวัญ)  ไก่ผู้แนนตัวนึง ๑  (ให้เจ้าขวัญเอาเลี้ยงไว้  ถ้าไก่ตัวนี้ตายให้เอาเลือดไก่ตัวนี้ทาตัวอื่น  แล้วใช้เป็นไก่ผู้แนนต่อไป  ทำอย่างนี้จนสิ้นอายุเจ้าขวัญ)
๒.  บุงข้าวหลัง  มีข้าวเปลือกโบ่ ๑ (ประมาณครึ่งถึง),  พร้าดวงหนึ่ง ๑,  ขวานดวงหนึ่ง ๑,  แพขาวมนหนึ่ง ๑,  ถ้วยเบอหนึ่ง ๑,  ไก่ (ซะฝุ่น) ตัวหนึ่ง ๑,  คราดหนึ่ง ๑,  สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนให้หมอแคน  ไก่ซะฝุ่นหมอแคนเอาเมือเลี้ยง
๓.  คายหมอเหยา  ประกอบด้วยวัตถุต่อไปนี้  เทียนสองแปด ๑  เทียนเล่มบาทคู่หนึ่ง  แพขาววาหนึ่ง  เงินบาทหนึ่ง  หมูตัวหนึ่ง  (สำหรับจำขวัญหมอเหยา),  ข้าวสารใส่คายสองถ้วย  ง้าวดวงหนึ่ง  ฝ้ายไนหนึ่ง  ฝ้ายแส้ม้าสองไน  ไข่ไก่สองหน่วย  ซวยสองแปด  ตาแหลวหน้างัวคู่หนึ่ง  เทียนง่าสองคู่  (เทียนสองเล่มทำเป็นง่า)  เทียนลึมหนึ่ง (เทียนเล่มฟั่นเข้ากัน)  แพฮองคายมนหนึ่ง  ขันน้ำหอมขันหนึ่ง  เหล้าตั้งคายไหหนึ่ง  เหล้าก่นด้างไหหนึ่ง  เงินลาดใส่คายห้าลาด (สิ่งเหล่านี้เมื่อเสร็จพิธีแล้ว  หมอเหยาส่งคืนเจ้าขวัญ  คือ กะโตกหรือพาน,  ง้าว,  เงินลาด,  ถ้วยเท่านั้น  นอกนั้นเป็นของหมอเหยา)
๔.  เครื่องต้อนรับขวัญ  มีไก่เก้าหมก,  ปลาเก้าห่อ,  กล้วยหนึ่งหน่อ,  อ้อยหนึ่งหน่อ,  หินแฮ่ถ้วยหนึ่ง,  ทรายถ้วยหนึ่ง,  น้ำถ้วยหนึ่ง,  ข้าวสารถ้วยหนึ่ง,  ข้าวเปลือกถ้วยหนึ่ง  สิ่งเหล่านี้ใส่ภาช์น์กะเต๊ะ  (เครื่องสานใช้แทนถาด)  เอาหน่อกล้วย,หน่ออ้อยวางไว้กลาง  แล้วเอาสิ่งนอกนั้นวางไว้อ้อมหน่อยกล้วย,  หน่ออ้อย
๕.  ลงมือก่นด้าง  หมอจะเริ่มลงมือเหยาแต่ราวสองทุ่มเป็นต้นไป  การเหยานั้นประกอบด้วยบทขับร้องตาทำนองของหมอ  มีข้อความพิสดารต่างๆ  ชั้นต้นใช้ผีหมอไปนำเอาขวัญจากผีเรือน,  ไปนำเอาขวัญจากตีนที่นอนแล้วไปนำเอาบนที่นอน  ไปนำเอาที่ภาช์น์แลงหงายภาช์น์งานตั้ง  ไปนำเอาที่เตาไฟ  ไปเอาที่ประตูเข้าออก  เอาที่ป่อมป่อลอเฮือน  ไปเอาที่กะได  ไปเอาที่นอกชาน  ไปเอาที่เสาขวัญ  ไปเอาที่เสาแจ่งทางใต้  ไปเอาที่ฟืนสองบ่าตักน้ำสองเบื้อง  ไปเอาที่หินสุมเส้าน้ำเก้าแพ  ไปเอาที่หัวเฮือว้ายท้ายเฮือชุม  ไปเอาที่สิบดอกเลาเก้าเซ่นปู่  ไปเอาที่หินลุมซาผาแค้วเอื้อง  ไปเอาที่ทรายไหลแล้งแก้งไหลเลย  ไปเอาที่ห้ามหอนโหลงเอ๊าะไปเนาะห้ามนอนเด๊าะเอ๊าะไปตาย  (ไปเอาที่ข้ามขอนหลวงออกไปนอก  ข้ามขอนดอกออกไปตาย)  ไปเอาที่สะเง้าเก้าลุน  (ครกคำข้าว)  ไปเอาที่ไม้เฮี้ยลำบางไม้ยางลำคั้ว  เช่นถามว่า  “เจ้าอยู่นี่เห็นเชือกล่ามควายเห็นควายล่ามม้าแก้บ้อ  กกมิ่งมิได้แกวนกกแนนมิได้ย้ายบ้อ  งัวควายมิได้ถกกินยอกช้างม้ามิได้ถอดกินใบบ้อ  (ด้วยประสงค์ว่า  ถ้ากก (ต้น)  มิ่งแกวน  หมายถึง  รากเหง้าปราศจากดินถม  หรือกกแนนย้ายเคลื่อนที่เหล่านี้จะได้ถมเสีใหม่ให้มั่นคงยืนนานต่อไป)  แล้วไปเห็บมะมั่นเห้อได้หน่วยดี  เก็บมะผีเห้อได้หน่วยปอด  มอดมิเห้อชีแมงมิเห้อกัด”

ระหว่างไปถามแถนทาง  หมอเหยาก็ขับกล่อมเอาขวัญคนที่มางันด้างทุกคน  เอาขึ้นไปแถนพร้อมกันหมดและระหว่างที่เอาขวัญขึ้นไปแถนนี้  บรรดาคนที่มาม่วนมางันในงานงันด้าง  จำนวนไม่น้อยล้วนบ่าวๆ สาวๆ ห้ามไม่ให้นอน  ถ้าผู้ใดนอนหลับในระยะนี้เอาขวัญกลับลงมาก  และถ้าผู้ใดเอาขวัญกลับลงมายากก็มักป่วยไข้  เมื่อแล้วเสร็จพิธีก่นด้าง  หมอต้องตัดเคราะห์ไข้ให้  ขวัญที่ขึ้นไปถึงแถนแล้วต้องพาลงมาให้หมด  เพราะอยู่ที่แถนสนุกสบายยิ่งนักไม่อยากลงมา
๖.  แต้ม  การแต้มนั้นใช้สีหรือหมิ่นหม้อหรือปูน ฯ  ลอบทากันเวลาหลับหรือเวลาเผลอตัว  ในเมื่อถึงคราวแต้มโดยมีกำหนดว่า  เมื่อหมอเหยาเอาขวัญลงมาจากแถนแล้วจึงแต้ม  ชั้นต้นแต้มหมอเหยาก่อน  แล้วแต้มหมอแคน  แล้วแต้มเจ้าขวัญ  แล้วจึงแต้มเฒ่าแก่หนุ่มสาว  ที่มาในงานงันด้างนี้ทุกคน  เริ่มแต้มแต่เมื่อยังไม่ทันหลับ  และต่างคนต่างแต้มซึ่งกันและกันจนลักนอนหลับ  เมื่อลักนอนกลับแล้วก็ยังหลอนแต้มอยู่  จะทาแข้งขาตนตัวตีนมืออะไรได้ทั้งนั้น  การแต้มมีพิธีว่า  เพื่อไม่ให้แพ้คนทั้งหลายที่มางันด้างนี้  การแพ้นั้นหมายถึง  การเจ็บป่วยไข้ตาย  เป็นต้น  ตอนแต้มนี้เป็นระยะสนุกร่าเริงอยู่พักหนึ่ง  ตลอดแจ้งสว่างรุ่งเช้าพอดี  จึงเลิกแต้ม
๗.  สืบชาตาเจ้าขวัญ  ใช้ฝ้ายขาว  ๗ เส้น ยาวขนาดวาเจ้าขวัญ  ผูกบนราวห้อยลงมา  กำหนดเป็นของเจ้าขวัญเส้นหนึ่ง  เป็นของหมอเหยาเส้นหนึ่ง  แล้วหมอเหยาก็เริ่มพิธีหับขับกล่อม  และจุดไฟที่ปลายด้ายซึ่งห้อยอยู่พร้อมกันทั้งสองเส้น  ถ้าไฟไหม้เส้นของหมอขึ้นสูงสุดก่อน  แปลว่าได้ขวัญแล้ว  ถ้าไฟไหม้เส้นของเจ้าขวัญขึ้นสูงสุดก่อนแปลว่า  มิได้ขวัญ  ต้องสืบอีก  อย่างมากไม่เกินสามครั้ง
๘.  ม้างหีบม้างโลง  ใช้กาบกล้วยชั่วตีนเจ้าขวัญ  ทำเป็นหีบโลง  แล้วทำรูปตนด้วยกาบกล้วยใส่ในโลงนั้น  แล้วใช้กาบกล้วยแทนฟืนจำนวนเท่าอายุเจ้าขวัญ
๙.  ตัดเคราะห์ไข้  ใช้ฝ้ายขาว  ๔ เส้น  แดง  ๓ เส้น  รวมเป็น  ๗ เส้น  บิดเข้ากันผูกกับไหเหล้า  เวลาหมอทำพิธีตัด  ถ้าเส้นฝ้ายขาวยาวกว่าแปลว่าได้  ถ้าเส้นฝ้ายแดงยาวกว่าแปลว่ามิได้
๑๐.  หมอเหยาฮื้อคาย (เลิกคาย)  แล้วจึงทำพิธีจ้ำขวัญ  การจ้ำขวัญหรือเลี้ยงขวัญนั้น  ใช้ควายหรือวัวเป็นเนื้ออุปกรณ์  การไปบอกเล่าไปฮอดไปเถิงพี่น้องบ้านเมือง  เป็นธรรมเนียมดังกล่าวแล้วในพิธีผูกขวัญบ๊ะ  การมาทักขวัญและรับขวัญก็เป็นทำนองเดียวกันทั่วไป  ในที่สุดก็สูดขวัญ,  จ้ำขวัญ,  ฟายเหล้า,  กินเลี้ยงในงานพร้อมด้วยหมู่คณะญาติ  ฝ่ายเจ้าขวัญผู้เป็นลุงตา  ก็ต้องเลี้ยงเขยเป็นธรรมเนียม
(อนึ่ง การเลี้ยงเขยทุกครั้งไม่ว่าในฮีตคองใดๆ  เขยมีสิทธิเรียกร้องจะกินอะไรที่บกพร่องได้อย่างเต็มที่  ฝ่ายลุงตาต้องมีหน้าที่ปฏิบัติตาม  ไม่มีทางโต้แย้งขัดขวาง  และโดยทำนองเดียวกัน  เวลาเขยปฏิบัติหน้าที่ต่อลุงตา  ก็ไม่มีทางโต้แย้งขัดขวางได้เช่นเดียวกัน)
เมื่อจ้ำขวัญแล้วปล่อยไก่ผู้แนน  ถ้าไก่ผู้แนนโตน คือ กระโดดลงเรือน  หันหน้าออกทางบอกมิดี  ถ้าหันหน้าเข้าหาเรือนดี  เมื่อเสร็จพีธีก่นด้างแล้ว  ต่อมาอีก  ๗ วันกินเหล้าป้องมิ่ง  เครื่องประกอบมีเหล้าไหหนึ่ง,  ดินจากโป๊ะ (จอมปลวก) ก้อนหนึ่ง,  เบอยอ (ใบยอ),  หินแฮ่ (กรวด) ถ้วยหนึ่ง,  ดินทรายถ้วยหนึ่ง,  หน่อกล้วยสองหน่อ,  ข้าวเปลือกถ้วยหนึ่ง,  ข้าวสารถ้วยหนึ่ง,  น้ำขันหนึ่ง,  ถมกกมิ่งกกแนนให้ชุ่มเย็น (ถมต้นกล้วยสองหน่อที่ข้างไหเหล้า)  เมื่อเสร็จพิธีแล้วนำไปประจุไว้นอกบ้าน  ส่วนต้นกล้วยนำไปปลูกไว้เป็นกล้วยมิ่งกล้วยแนนเพื่อให้อายุยืน

ขันบายศรี
ขันบายศรีมี  มะเบ็งคุ่หนึ่ง,  ไก่ต้มตัวหนึ่ง,  หมูต้มตัวหนึ่ง,  เหล้าไหหนึ่ง,  แพขาวรองขันบายศรีมนหนึ่ง,  พลูสี่แลบ,  แซดสี่ตัด,  มะสี่หน่วย,  ข้าวต้มสี่กลีบ,  เงินสามบาท,  เทียนคู่หนึ่ง  จัดใส่ไว้บนพานเรียกว่าขันบายศรี
ขันบายศรีเป็นของเจ้าคึดทำมาบายศรีลุงตา  ก่อนเวลาจัดงานภาช์น์สู่  ขันบายศรีใช้สำหรับลุงตาที่เป็นกษัตริย์หรือเชื้อกษัตริย์   คนอื่นนอกจากฝ่ายกษัตริย์แล้วต้องใช้กะหยังหมายเป็นธรรมเนียม  ดังนั้นเราจึงรู้ได้ว่า  ความแตกต่างระหว่างการแต่งงานวิวาห์มงคล  ตามที่ท่านบัญญัติไว้  มีต่างกันอยู่ก็ขันบายศรีกับกะหยังหมาย  นอกนั้นใช้แบบเดียวกันหมดตลอดคนทุกชั้น  ตามธรรมเนียมเมื่อทำบายศรีลุงตาแล้ว  ลุงตาผู้เป็นกษัตริย์ก็ปลงพระราชทานบรรดาศักดิ์และราชทินนามให้แก่บุตรเขยทุกครั้ง  อย่างเดียวกับตั้งให้ลูกชย  ขอยกตัวอย่างที่สืบกันมาเป็นครั้งสุดท้าย  เช่น  พระธิเบศร์วงศากินรี  เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์  ตั้งให้ลูกชายว่า  “หลวงสิทธิการ,  หลวงศรสิทธิ”  (หลวง  คือ บรรดาศักดิ์,  สิทธิการ - ศรสิทธิ  คือราชทินนาม)  และตั้งราชทินนามให้ลูกเขยว่า  “ไชยะกุมาร”  เป็นต้น

กะหยังหมาย
กะหยังหมายเป็นเครื่องสานด้วยไม้ไผ่หรือไม้ไล่  หญิงมักใช้ใส่ของกะพายไปมาแทนตะกร้าหรือหีบห่อ  กะหยังหมาย  หมายถึงกะหยังที่เจ้าคึดใช้เข้าพิธีเริ่มแรกไปมอบลุงตา  เป็นการสู่ขอลูกสาวลุงตาให้เจ้าบ่าว  กำเนิดกะหยังหมายมีเรื่องเล่าสืบมาว่า  มีแม่หม้ายคนหนึ่งมีลูกสาว  แต่ไม่มีลูกชายที่จะสานกะหยังให้  และมีความต้องการกะหยังไว้ใช้  เมื่อมีเจ้าชายมาขอลูกสาวไปเป็นนางลูกนางเมีย  จึงได้ให้มีกะหยังมาหมายเป็นเริ่มแรก  กะหยังหมายกำหนดให้มี  ๑ หน่วย (ใบ) สำหรับไทหอ,  ๒ หน่วย  สำหรับไทยกกต้อง,  ๔ หน่วย  สำหรับไทยกะแต๊บ  ภายในกะหยังใส่แพขาวมนหนึ่ง,  หับหองฟะ,  เหน็บหองฟะ  ๓ บาท  (เหน็บหูกะหยังซ้ายบาทขวาเบี้ย),  พลูสี่แลบ,  แซดสี่ตัด,  มะสี่หน่วย,  ข้าวต้มสี่กลีบ,  อ้อย,  กล้วย,  มีดน้อยดวงหนึ่ง  ให้ล่ามนำไปไหว้มอบลุงตาตามธรรมเนียม  พร้อมกับมอบหับหองฟะก่อนวันงานภาช์น์สู่  ประชาชนใช้แทนขันบายศรี

วิธีมอบกะหยังหมาย
เมื่อเจ้าคึดจัดกะหยังหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ก็มอบให้ล่ามนำไปไหว้ลุงตาตามระเบียบ  (ครั้งที่ ๑)  พร้อมกับมอบหับหองฟะ  ระเบียบการไหว้นั้นเป็นระเบียบเดียวกันทั่วไป  ต่างแต่โวหารนิยมเท่านั้น  เช่น  ไหว้ว่า  “ความเส้นนึ่งไว้สา  พ่อแม่ท่งนาภาช์น์ข้าว  มื้อนี้เป็นมื้องามยามดี  วันติดถีอะมุตตะโชค  ได้พร้อมพรับกับกัน  ทังเจ้าคึดลุงตาเจ้าพ่อลำแม่  เจ้าตนเจ้าโต  ห้าเลื่อมคึดเห็นคองปองเห็นฮีต  จึงได้มีดอกไม้เทียนคู่  แซะซำนำมาหาพ่อแม่ท่งนาภาช์นฺข้าวเจ้าโคตรลุงตา  ขอทวนไหว้ทวนสาพ่อแม่ท่งนาภาช์น์ข้าว  ขอหมายเภ้อหมายนาง  มีหับหองฟะมะกะหยัง  เครือพลูเยอะหมายสายกะหยังเยอะเกี้ยว  มีกะหยังหน่วยนึ่ง,  แพมนนึ่ง,  หับหองฟะ  เหน็บหองฟะ  ๓ บาท,  พลูสี่แลบ,  แซดสี่ตัด,  มะสี่หน่วย,  ข้าวต้มสี่กลีบ  มามอบเซอประทีดฮีตคอง  ฮีตย้อคองพุไทย  ฮีตเฮามิอยู่เหน้อหนอง  คองเฮามิอยู่เหน้อห้วย  ฮีตอยู่นำเจ้าแฮงแจ่งโฮง  ฮีตอยู่นำรัฐะท้าวพระยา  ความมิหลายไหว้สา”

ลุงตาตอบรับล่ามว่า  “โมทนาสาธุแปะเซอเกล้าเท่าเซอโห  ขอโจมรับจับเอาเด๊าะกวานเจ้าล่ามเอ้ย  มิได้ถิ้มเซอฟะละเซอดิน  แต่ว่าเซ็งลุเซ็งหลานนี้  มิฮู้มิเป็นผะเหลอดาย  เติบน้ำหน้าคว้าน้ำแกง  เติบคอบกินข้าวเฒ่าคอบหลายปี  ต่ำฮุมิเถิงแจ  ต่ำแพกะมิเป็นฝาตาดต้อน  เลี้ยงม้อนกะมิฮู้จักม้อนลุกม้อนนอน  ต่ำฮุมิเถิงหน้า  ต่ำผ้ามิเถิงผืน  เบ๊าะไปตักน้ำพักเอ็ดเต้าไหล  เบ๊าะเห้อดังไฟพัดเอ็ดไฟมอด  เบ๊าะเห้อปั่น หลอดพัดเอ็ดหลอดมาย  เบ๊าะเห้อจูงควายพัดเอาหางไปก่อน  เบ๊าะเห้ออุ้มน้องพัดหย่อนโหลง  เบ๊าะเห้อพายถงพัดเอาก้นหึ้น  หมู่ข่อยกะมิได้ขุดขุมฝังเซอสะหลังไว้  คันอาฮิติว่า  กะฮ้างกว่าอย่าเสียเหน้อเทียนคู่นี้เด๊าะ  กวานเจ้าล่ามเอ้ย”
ล่ามไหว้ขอปลูกเรือนสู่ว่า  “เออแนวเลอ  ความเส้นนึ่งไหว้สา  เครือพลูหมายสายกะหยังเกี้ยวแล้วเพิ่นกะโจมรับจับเอา  ฮานี้ข่อยผู้เป็นทวนไหว้ทวนสานี้  เครือพลูได้หมายสายกะหยังได้เกี้ยวแล้ว  เยอะเห้อชี้เซาะเบ๊าะทาง  บ่อนปุกย้าวแปงเฮือน  เห้อหยับป่าก้วยสวยป่าอ้อยพอได้บ่อนเฮือนแด่”
(ความเส้นหนึ่งไหว้สาทุ่งนาภาช์น์ข้าว  มื้อนี้เป็นมื้องามยามดีวันติดถีอมุตตะโชค  ได้พร้อมพรับกับกันเจ้าคึดลุงตาเจ้าพ่อลำแม่เจ้าตนเจ้าตัว  ฟ้าเลื่อมคิดเห็นคลองปองเห็นรีต  จึงได้มีดอกไม้เทียนคู่  แซะซำนำมาหาพ่อแม่ทุ่งนาภาช์น์ข้าวเจ้าโคตรลุงตา  ขอทวนไหว้ทวนสาพ่อแม่ทุ่งนาภาช์น์ข้าว  ขอหมายใภ้หมายนาง  มีหับของฝากหมากกะหยัง  เครือพลูอยากหมายสายกะหยังอยากเกี้ยว  มีกะหยังใบหนึ่งใบ,  แพบนหนึ่ง,  หับของฝาก,  เหน็บของฝาก ๓ บาท,  พลูสี่แลบ,  สีเสียดสี่ตัด,  หมากสี่ผล,  ข้าวต้มสี่กลีบ  มามอบใส่รีตคลอง  รีตย้อคลองพุไทย  รีตเราไม่อยู่ที่หนอง  คลองเราไม่อยู่ที่ห้วย  รีตอยู่ที่เสาแร้งมุมปราสาท (โฮง)  รีตอยู่ที่รัฐะท้าวพระยา  ความไม่มากไหว้สา) - (เสาแจหรือมุมโฮงเป็นที่อยู่ของผีเรือน)
ลุงตาตอบรับล่ามว่า  โมทนาสาธุยกใส่เหล้าเท่าใส่หัว  ขอโจมรับจับเอาดอกกว่านเจ้าล่ามเอ้ย  ไม่ได้ทิ้งใส่ฟากลากใส่ดิน  แต่ว่าลูกหลานนี้ไม่รู้ไม่เป็นอะไรดาย  ใหญ่น้ำหน้าตว้าน้ำแกง  ใหญ่เพราะกินข้าวเฒ่าเพราะหลายปี  ทอหูกก็ไม่ถึงมุม  ทอผ้าก็ไม่เป็นฝาตาดต้อน  เลี้ยงหม่อนก็ไม่รู้จักหม่อนลุกหม่อนนอน  ทอหูกไม่ถึงหน้าทอผ้าไม่ถึงผืน  บอกไปตักน้ำก็ทำเต้าไหล  บอกให้ดังไฟก็ทำให้ไฟดับ  บอกกรอด้ายก็ทำให้ด้ายคลาย  บอกให้จูงควายก็เอาหางไปก่อน  บอกให้อุ้มน้องกลับหย่อนหัวน้องลง  บอกสะพายถึงกลับเอาก้นถึงขึ้นสะพาย  หมู่ฉันก็ไม่ได้ขุดขุมฝังใส่สะหลังไว้  ถ้าอาริติว่า  ก็ร้างเสียในเทียนคู่นี้ดอกกวานเจ้าล่ามเอ้ย – (สลัง  เครื่องสานสำหรับใส่ของสมัยโบราณ – กวาน  เป็นคำสุภาพใช้เรียกลูกชายผู้มีตระกูล  คู่กับ  ม้อม  ใช้เรียกลูกหญิงผู้มีตระกูล  เช่น  ใช้เรียกแทนชื่อลูกเจ้านาย)
ล่ามไหว้ขอปลูกเรือนสู่  ทำอย่างไรความเส้นหนึ่งไหว้สา  เถาพลูหมายสายกะหยังเกี้ยวแล้ว  อย่าให้ชี้ศอกบอกทาง  ที่ปลูกย้าวแปงเรือน  ให้ขยับป่ากล้วยสวยป่าอ้อยพอได้ที่ปลูกเรือนแด่
(ดังนี้เป็นตัวอย่าง  บางสำนวนบางโวหาร  ก็ไหว้มอบกะหยังหมายต่างกันไปอีก  เช่น 
ล่ามไหว้ว่า  “คววามเส้นนึ่งไหว้สา  ดอกไม้เทียนคู่  เดือนดาวสาวบ่าว  ดุ่งเดินเชิญดิ้น  เกิดใหม่ใหญ่หึ้น  นกหาคู่หนูหาฮัง  จึงได้มีหองฟะกับกะหยังหมาย  มามัสการขอเจาะขอบ่อง  แกะกาบไม้ไง้กาบอ้อยขอข้าวปุ๊ลุ๊แนว  เยอะได้เชื้อติดแถวแนวนำ  มักพ่อมักแม่มักโคตรมักวงศ์  มาขอเป็นตับหลับตาเป็นลุ๊”
ลุงตาตอบล่ามว่า  “สาธุเด๊าะกวานเจ้าล่ามเอ้ย  มิได้อัดทางตันท่าง  ทางหลวงแม่นทางช้าง  ทางก้างแม่นทางนางนั้นแล้ว  ขออนุญาตบาทคำเด๊าะขอเสี่ยงเบิ่งเสียก่อน  คันเสี่ยงได้ฝันดีกะเอา  คันเสี่ยงมิได้ฝันมิดีกะขออย่ากันแต่กว้างฮ้างกันแต่ไกล”
(ความเส้นหนึ่งไห้วสา  ดอกไม้เทียนคู่  เดือนดาวลาวบ่าว  ดุ่งเดินเชิญเล่น  เกิดใหม่ใหญ่ขึ้น  นกหาคู่หนูหารัง  จึงได้มีของฝากกะหยังหมาย  มามัสการขอเจาะขอป่อง (ขอทำให้เป็นรู)  แกะกาบไม้ไง้กาบอ้อย  ขอข้าวปลูกลูกเซื้อ  อยากได้เป็นเชื้อติดต่อด้วย  รักพ่อรักแม่รักโคตรรักวงศ์  มาขอเป็นตับหลับตาเป็นลูก)
(ลุงตาตอบว่ามว่า  “สาธุดอกกวานเจ้าล่ามเอ้ย  ไม่ได้ปิดทางตันท่าง  ทางหลวงใช่ทางช้าง  ทางกว้างใช่ทางนางแล้ว  ขออนุญาตบาทคำดอกขอเสี่ยงเสียก่อน  ถ้าเสี่ยงได้ฝันดีก็เอา  ถ้าเสี่ยงไม่ได้ฝันไม่ดีก็ขออย่าแต่กว้างร้างกันแต่ไกล)
ต่อนี้ไปเป็นระยะเสี่ยงความฝัน  การเสี่ยงความฝันเป็นวิธีที่ดี  เผื่อฝ่ายลุงตาจะได้มีโอกาสพิจารณาตริตรองว่าการจะควรประการใด  หากเป็นที่ตกลงอย่างใดแล้ว  มักใช้หญิงเป็นผู้นำความไปคอบล่ามว่า  “มาคอบไหว้สูเจ้าเด๊าะ  เพิ่นเสี่ยงได้ฝันดีเห้อเอาไปตื่มเสียน้อง”  แล้วหญิงนั้นก็มอบกะหยังหมายคืนให้แก่ล่าม  (การเสี่ยงได้ฝันดีมีที่สังเกต คือ  ลุงตาเก็บหรือกินของที่ใส่ไปในกะหยังหมายนั้น  ถ้าไม่เก็บไม่กินก็แปลว่า เสี่ยงไม่ได้ฝันไม่ดี)  เมื่อล่ามได้รับกะหยังหมายแล้วก็ส่งคืนเจ้าคึด  เจ้าคึดจะจัดของอย่างเดิมเพิ่มเติมขึ้นอีก  แล้วส่งคืนล่ามไปมอบคืนลุงตาอีก  (ครั้งที่ ๒ )  ฝ่ายลุงตาจะรับกะหยังหมายแล้วก็จะเก็บกินของในกะหยังหมายนั้นอีก  แล้วส่งคืนล่ามไปมอบเจ้าคึด  เจ้าคึดก็จะจัดสิ่งของเพิ่มเติมอีก  แล้วส่งคืนล่ามไปมอบลุงตาพร้อมกับหับหองฟะ  (ครั้ง ๓)  นับว่าเสร็จพิธีในตอนสู่ขอหรือขอเจาะขอป่อง  ต่อนี้ไปเป็นระยะทำพิธีแต่งงานฮีตภาช์น์สู่  มีกล่าวไว้ต่างหากแล้ว
(เรื่องหมายสาวข้างบนนี้  เป็นฮีตในพิธีแต่งงาน  ส่วนในลาดซะสาดคองเมือง  (ในห้องโพสาลาด)  กำหนดการหมายสาวไว้เป็นอีกอย่างหนึ่ง  สำหรับใช้บังคับแก่คนไททั่วไปดังนี้ 
“ลักขณะอันไปหมายสาวลูกหญิงท่านเจ้าขุนเป็นดี  เอหังเอาห่อหมากไปหมายเดือนหนึ่ง  บอเอาแท้ดังนั้น  ให้พ่อแม่สาวหาผัวให้ลูกสาวเขาเทอญ,  อันนึ่งผู้ขายอยากมัก (รัก) ลูกสาวท่าน  ตามพ่อแม่สาวรับแล้ว  ท่อลูกสาวบอมักลักหนีไปเฮือนที่มับเพิงใจนั้น  ไหมตามคองเมืองฮ้อยนึ่ง (หนัก  ๑๐ บาท),  สาวผู้ท่านไปหมายของยากนั้น  ลงใจรับห่อหมากไหมแล้ว  วันดีมื้อลุนบอมักหนีไปสู่ที่มัก  ก็ไหมสองฮ้อยเงิน ๑ ห่อหมากให้ขืน,  ผิเจ้าเฮือนที่มันมักมันไปอยู่แล  บอฮู้ (รู้)  ว่าท่านหมายห่อหมากดังนั้น  ให้ใส่ ๖ บาทเงิน,  ผิมันหากฮู้ว่าท่านหมายแล้ว  หากเอาดังนั้น    ให้ไหมสองฮ้อยเงินชอลแล,  ผิสาวบอมักดนหมาย  ลูกสาวท่านหนีไปเอาผัวต่างเฮือน  อย่าว่าสัง  ท่าให้ขืนห่อหมากเทอญฯ)
ข้อควรสังเกต  เรื่องฮีตที่ใช้กะหยังหมาย  ปรากฏว่าผู้ใช้ฮีตนี้  ยังมีข้อเคล็ดใช้อีกหลายหย่างต่างกัน  ข้าพเจ้าผู้เขียนไม่รู้แจ้ง  จึงมิได้นำลงในหนังสือนี้  ต่อไปหากมีโอกาสจะหามาเพิ่มอีก

เขยเอาเอื้อยเมียเป็นเมีย
เขยเอาพี่สาวเมียเป็นเมีย  ท่านให้จัดงานฮีตภาช์น์สู่กับพื้นดิน  ตั้งตูบตั้งผาม คือ ปลูกปรำแล้ว  จ้ำข้าวจ้ำไข่  ขาผัวเมียบนฮางหมู  พร้อมกับเฮะ (เรียก)  หมูมากินฮำ  คือ ทำกลแก้เข็ดขวง

กำหนดข้าวภาช์น์ล่าม
การแต่งภาช์น์ข้าวสำหรับล่าม  ท่านให้แต่งเป็นสองภาช์น์  เจ้าคึดแต่งภาช์น์หนึ่ง  ลุงตาแต่งภาช์น์หนึ่งและให้ใส่ไส้ทั้งโค้งว่าถึงการกินก็ให้ล่ามกินก่อนคือล่ามลงมือกินก่อนคนอื่นจึงค่อยลงมือกินตาหลัง


******************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน