*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 231928
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
<< สิงหาคม 2012 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม 2555
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 1716 , 18:37:00 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พิธีแต่งงานพุไทย

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๔  กุมภาพันธ์  ๒๕๑๖

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

******************
เรื่อง:
อัตราเงินสมัยตั้งพิธีแต่งงาน
ผัวเมียหย่าร้าง
ก่าวลุ๊ (พิธีรับบุตรบุญธรรม)
กำหนดตั้งภาช์น์ขวัญคู่สมพงษ์
หมูลาหมาสั่ง
หมูตัวเดียวเกือสองฮางนางผู้เดียวกินสองค่า
หญิงสู่ชาย
ควายหน้าหม้าย
นิยายยื่นขันผึ้งขันเทียน

***************************************************

อัตราเงินสมัยตั้งพิธีแต่งงาน
เงินฮ้อยหนึ่ง          เท่ากับ  หนักสิบบาท
ทองสองเงินหนึ่ง    เท่ากับ  ฮ้อยน้ำหก (หกสลึง)
เงินสองทองหนึ่ง    เท่ากับ  ฮ้อยน้ำสาม  (สามบาท)
เบี้ยเงินเมืองสี่ลาด  เท่ากับ  หนึ่งบาท
เงินฮางหนึ่ง          เท่ากับ  หกตำลึงหกสลึง
เงินฝักห้า             เท่ากับ  ห้าตำลึง
(รูปร่างเงินฮ้อยเหมือนเงินลาด  แต่มีตุ่มหยดน้ำรอบขอบสองข้าง  ยาวราว  ๕ นิ้ว)

ผัวเมียหย่าร้าง
ในระหว่างผัวเมียไม่มีความปรองดอง  มีจิตประสงค์จะหย่าร้างกันเสียดังนี้  ท่านกำหนดฝ่ายลุงตาส่ง  “ไหปองแปง,  ถ้วยเฆี่ยน,  ถ้วยน้ำสาม,  เงินส้นน้ำสาม”  ให้แก่ล่ามไปมอบคืนเจ้าคึด  เมื่อเจ้าคึด รับรองคืนแล้ว  จึงเป็นอันว่าผัวเมียคู่นั้น  ขาดคองผัวคองเมียกันได้  หากเจ้าคึดไม่รับคืน  ล่ามต้องนำส่งลุงตาตามเดิม  คองผัวคองเมียก็ยังไม่ขาด  (ไหปองแปงและถ้วยเฆี่ยน  ท่านมาตรค่าไว้เท่ากับช้างกับควาญ  ดังกล่าวแล้ว  เหตุฉะนั้นลุงตาต้องเก็บวัตถุสำคัญเหล่านี้ไว้ให้ดี)

ก่าวลุ๊ (พิธีรับบุตรบุญธรรม)
การก่าวลุ๊ คือ  การทำพิธีรับบุตรบุญธรรม  ได้แก่เอาลูกขอมาเลี้ยงเป็นลูกตน  เช่น  ขอเอาลูกคนอื่นมาเลี้ยงก็ได้หรือลูกติดแม่ก็ดี  (หมายถึงชายได้หญิงหม้ายมาเป็นเมีย)  เมื่อใคร่จะให้เป็นลูกของตนโดยชอบแล้ว  ก็ก่าวให้ถูกต้องตามวิธีที่กำหนดไว้จึงจะสมบูรณ์  และมีสิทธิได้รับมรดก  กำหนดเกณฑ์ด่าวลุ๊ที่ท่านบัญญัติไว้มีดังนี้
๑.  ข้าวติบหนึ่ง,  เหล้าไหหนึ่ง,  ดอกไม้เทียนคู่
๒.  ซิ่นผืนแพวาเงินหกตำลึง (ก่าวเอาลูกผู้อื่น)  แต่ถ้าผัวก่าวเอาลูกติดแม่  ก็ใช้ซิ่นผืนแพวาเงินสามบาทเท่านั้น
๓.  “หญิงก่าวควาย  ชายก่าวหมู”  หมายความว่าถ้าก่าวลูกหญิง  ต้องใช้ควายเป็นเนื้ออุปกรณ์  แต่ถ้าก่าวลูกชายต้องใช้หมูเป็นเนื้ออุปกรณ์  ถ้าก่าวลูกติดแม่ท่านให้ถือเอาลูกกก  (หัวปี)  เป็นหลักเกณฑ์  เช่นลูกกกเป็นหญิงก็ถือเกณฑ์ก่าวด้วยควาย  ถ้าลูกกกเป็นชายก็ถือเกณฑ์ก่าวด้วยหมู  จำนวนที่จะก่าวมีกี่คนก็ตาม  ไม่ถือเป็นรายบุคคล  คือ ให้นับรวมกันเข้าเป็นคนๆ เดียว  เนื้ออุปกรณ์ก็ใช้สัตรว์ตัวเดี่ยวเท่านั้น  แต่ถ้าก่าวลูกผู้อื่นต้องถือเอาตัวคนเป็นหลัก  ไม่ใช่ถือเอาลูกกกในท้องแม่เดียวกันเป็นหลักเกณฑ์  การก่าวหญิงหรือชายก็ถือเอาตามเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว

กำหนดตั้งภาช์น์ขวัญคู่สมพงษ์
ธรรมดาคู่บ่าวสาวจะสมสู่เป็นคู่หัวผัวเมียกัน  ในวันงานวิวาห์มงคล  ต่างฝ่ายต่างก็มีภาช์น์ขวัญคนละภาช์น์แห่เข้าไปในเรือนสู่ตั้งไว้เป็นคู่กัน  เพื่อพ่อล่ามจะได้สูดขวัญผัวเมียใหม่  จ้ำข้าวจ้ำไข่  ผู้ข้อต่อแขนให้เป็นผัวเมียกัน  ตามกำหนดท่านให้ตั้งภาช์น์ขวัญไว้สามคืน  เกินสามคืนไปท่านให้รื้อภาช์น์ขวัญได้  แล้วจึงแต่งที่อยู่ปูที่นอนระหว่างที่ยังไม่ได้รื้อภาช์น์ขวัญ  ภายในกำหนดสามคืนนั้น  ท่านให้ปูที่นอนหญิงชายไว้คนละข้าง  ให้ภาช์น์ขวัญตั้งอยู่กลาง  พ่อล่ามเป็นผู้ปัดปูที่นอนให้ในวันเริ่มแรก  เพื่อให้เป็นศิริมงคล


หมูลาหมาสั่ง
หมูลาหมาสั่งเป็นธรรมเนียมที่ดีอันหนึ่ง  ซึ่งหมายความว่า  ลูกเขยที่มาสมสู่อยู่สร้างกับพ่อตาม่านายก็ดี  หรือได้ออกเรือนไปอยู่ต่างหากแล้วก็ดี  ภายหลังต่อมาเมียตายเสียไม่มีคู่สมสร้าง  และใคร่จะไปหาเมียใหม่จึงได้มีดอกไม้เทียนคู่  มามอบให้พ่อล่ามขอลาลุงตาไปหาเมียใหม่  แล้วล่ามจะนำดอกไม้เทียนคู่  ไปไหว้คอบลุงตาท่งนาภาช์น์ข้าว  ให้ทราบตามธรรมเนียม  เรียกว่าหมูลาหมาสั่ง  ล่ามจะไหว้ลุงตาว่า
“ความเส้นนึ่งไหว้สาพ่อแม่ท่งนาภาช์น์ข้าว  เอ็ดแนวเลอแก้วเขยเฮือนชานนั้น  ฮานี้ลุ๊ตายเสียเมียตายจากแล้ว  เห็นผู้สาวกะเยอะเว้าเห็นผู้เฒ่ากะเยอะต่อแย  คนเซอะง้าวมิได้เป๊าะเฮาะมิได้คัน  จึงได้มีดอกไม้เทียนคู่มาขออนุญาตบาทคำ  นำพ่อแม่ท่งนาภาช์น์ข้าวขอลาลุงตา”
(ความเส้นหนึ่งไหว้สาพ่อแม่ทุ่งนาภาช์น์ข้าว  ทำอย่างไรแก้วเขยเรือนชานนั้น  ทีนี้ลูกตายเสียเมียตายจากแล้ว  เห็นผู้สาวก็อยากพูดเห็นผู้เฒ่าก็อยากตอแย  คนนะดาบไม่มีปลอกหอกไม่มีคัน  จึงได้มีดอกไม้เทียนคู่มาขออนุญาตบาทคำ  ต่อพ่อแม่ทุ่งนาภาช์น์ข้าวขอลาลุงตา)

หมูตัวเดียวเกือสองฮางนางผู้เดียวกินสองค่า
คำว่า  “หมูตัวเดียวเกือสองฮางนางผู้เดียวกินสองค่า”  หมายความว่า  หมูตัวเดียวเกือ (ให้อาหารกิน)  สองรางนางผู้เดียวกินสองค่า  อุปมาเหมือนลูกเขยที่สมสู่อย่าสร้างกับพ่อตาแม่นายอยู่ก็ดี  หรืออกเรือนต่างหากไปแล้วก็ดี  บังเอิญเมียตายเสีย  ฝ่ายลุงตาภาช์น์ข้าวยังรักใคร่ห่วงใย  ใคร่จะได้ไว้เป็นเครือญาติอยู่  จึงยกญาติคนใดคนหนึ่ง (พี่หรือน้องเมีย)  ในครอบครัวเดิมนั้นให้เป็นเมียดังนี้ก็ดี  ท่านว่าเขยไม่ต้องแต่งแปงตามฮีตคองอีก  เพราะได้แต่งแปงตาฮีตคองครบถ้วนมาแล้ว  จึงเรียกว่า  “หมูตัวเดียวเกือสองฮางนางผู้เดียวกินสองค่า”  นั้นมิได้  ท่อว่าควรสู่ขวัญผูกแขนเอาตาบูราณ

หญิงสู่ชาย
คำว่า  “หญิงสู่ชาย”  หมายถึง  หญิงสาวลอบลักไปอยู่กินร่วมชาย  ในฐานะเป็นเมียของชาย  โดยมิได้บอกให้พ่อแม่ผู้ปกครองรู้  และไม่มีการสู่ขอตามจารีตฮีตคองเสียก่อน  ท่านว่าเป็นการเข็ดขวงคะลำควรห้าม  ดังกล่าวเปรียบว่า  “หญิงสู่ชายปานควายแมบสีก”  คือ  มีความเข็ดขวงเท่ากับควาย  นอนตีแปลงเกลือกกลั้วเปียกตมน้ำขี้สีก  (น้ำใช้บนเรือนเททิ้งลงคั่งค้างอยู่ใต้ถุนเรือน เรียกน้ำขี้สีก)  ทั้งนี้เมื่อเวลาแต่งแปงตามฮีตคองคู่บ่าวสาว  ท่านกำหนดให้ได้  “เหล้าไหลาย,  ควายเถิกโชด,  โอเงิน,  โอคำ  ตั้งซ้อนกันขึ้นถึงขื่อเรือน”  จึงข่มขวงได้

ควายหน้าหม้าย
เรื่องควายหน้าหม้าย  หมายถึง  ชายหนุ่มได้หญิงหม้ายเป็นเมีย  หรือหญิงสาวได้ชายหม้ายเป็นผัว  หรือชายหม้ายหญิงหม้ายได้เป็นคู่หัวผัวเมียกัน  ท่านกำหนดพิธีไว้ดังนี้
๑.  ถ้าชายหนุ่มได้หญิงหม้ายเป็นเมีย  ฝ่ายชายต้องแต่งข้าวภาช์น์หนึ่ง  ดอกไม้เทียนคู่  มอบให้หญิงหม้ายเป็นผู้จ้ำ  เมื่อหญิงนั้นจ้ำข้าวคำใดให้ทิ้งข้างหัวตนคืนหลัง  พร้อมกับบอกว่า  อย่าให้ผัวที่ตายไปแล้ว มีความคิดคะนึงถึงมาเกี่ยวข้องอีก  ให้ขาดจากความเป็นผัวเมียกัน  สำหรับตนก็จะมีผัวใหม่ต่อไป  เมื่อจวนจบคำกล่าวสุดท้าย  ให้หญิงหน้าหม้ายนั้นทิ้งเทียน  ๑ คู่ข้ามหัวตนคืนหลัง  พร้อมกับคำบอกเล่าว่า  ได้ยื่นขันเผิ้งขันเทียน  ขาดจากความเป็นผัวเมียกันแล้ว  นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  ส่วนหญิงต้องสู่ขวัญด้วยเหล้าหมูเงินเบี้ยเป็นการแข็งขวัญ  โดยทำเอาเองมิใช่ฝ่ายชายหามา
๒.  ถ้าหญิงสาวได้ชายหม้ายเป็นผัว  ฝ่ายชายต้องแต่งสู่ขวัญหญิง  ด้วยเหล้าหมูเงินเบี้ยเป็นการแข็งขวัญ
๓.  ถ้าชายหม้ายหญิงหม้ายได้กันเป็นคู่หัวผัวเมีย  ฝ่ายชายต้องแต่งภาช์น์หนึ่ง  ดอกไม้เทียนคู่  มอบให้หญิงเป็นผู้จ้ำอย่างเดียวกับที่กล่าวในข้อหนึ่ง  ฝ่ายชายต้องเสียสินฮ้างกับเมียตน  มีควายตัวหนึ่งกับขันเผิ้งขันเทียนโดยทำเอง

นิยายยื่นขันผึ้งขันเทียน
พิธียื่นขันผึ้งขันเทียน  ถือว่าเป็นการขาดจากความเป็นผัวเมียกัน  ระหว่างคู่สมพงษ์  มีประวัตินิยายเล่าสืบมาว่า
ยังมีผัวเมียคู่หนึ่ง  มีความปฏิพัทธ์สมัครักใคร่กันอย่างดูดดื่ม  ไม่มีความเบื่อหน่ายเลย  จึงพร้อมกันตั้งสัจจะอธิษฐานปรารถนาร่วมกันไว้ว่า  หากตายจากชาตินี้ไปแล้ว  ก็ขอให้ได้ไปเกิดเป็นผัวเมียกันอีก  เมื่อผัวเมียคู่นี้ตายแล้ว  ผัวไปเกิดเป็นแมว  เมียไปเกิดเป็นนกยาง  สัตว์ทั้งสองต่างก็ออกหากินคนละเวลา  จึงไม่มีโอกาสได้พบกัน  กลางวันนกยางไปหากิน  แมวอยู่ประจำที่  พอตกกลางคืนนกยางมานอนประจำที่  แต่แมวออกหากิน  เป็นอยู่อย่างนี้ไม่มีเวลาได้อยู่ร่วมกัน  ภายหลังเกิดความเบื่อหน่ายจึงปรึกษากันว่า  เราควรขาดจากความเป็นผัวเมียกัน  และทำอย่างไรจึงจะขาดจากความเป็นผัวเมียกันได้  จึงพร้อมกันไปปรึกษากับจอมปลวก  จอมปลวกบอกว่า  ตัวข้าก็มิใช่ผู้สุดขาด  ผู้ที่ยิ่งกว่าตัวข้าขึ้นไปก็ยังมีอีก  คือ ควายตู้  มันยังบังอาจมานอกกลิ้งเกลือกและชนตัวข้าอยู่เสมอๆ  ขอให้ไปปรึกษากับควายตู้นั้นเถิด  จึงไปปรึกษากับควายตู้  ควายตู้บอกว่า  ตัวข้าก็ไม่ใช่ผู้สุดผู้ขาด  ยังมีผู้ยิ่งกว่าตัวข้าไปอีกคือ หนังลิว (เชือกหนัง)  เมื่อเขาเอามาผูกคอข้าแล้ว  ก็ยอมจำนนดิ้นรนเท่าไรก็ไม่ขาด  ขอให้ไปปรึกษากับหนังลิวเถิด  จึงไปปรึกษากับหนังลิว  หนังลิวบอกว่าตัวข้าก็หาใช่ผู้สุดผู้ขาดไม่  ผู้สุดผู้ขาดยิ่งกว่าตัวข้าไปก็ยังมีคือ หนู  ขอให้ไปปรึกษาหนูดูเถิด  เขาทั้งสองจึงไปปรึกษากับหนู  ส่วนหนูก็บอกว่า  ผู้ที่สุดยิ่งกว่าตัวข้าไปก็ยังมี คือ เผิ้ง (ผึ้ง)  ถ้าตอดหรือต่อยเข้าแล้วตัวข้าก็อยู่ไม่ได้  ขอให้ไปปรึกษาดอมเผิ้งเทอญ  เขาทั้งสองจึงไปปรึกษาดอมเผิ้ง  เผิ้งจึงถามความจำนงใจว่า  พวกเจ้าอยากจะขาดจากความเป็นผัวเมียกันแน่แท้หรือ  เขาทั้งสองรับคำว่าแน่แล้ว  แต่นั้นเผิ้งจึงพร้อมกันเป็นกลุ่มๆ ไล่ตอดต่อยแมวและนกยางโดยไม่ขาดระยะ  สัตว์ทั้งสองได้รับความเจ็บปวด  ต่างก็พากันหนีเตลิดเปิดเปิงไปคนละทิศละทาง  จนไม่รู้จักที่อยู่  และไม่สามารถจะมาพบกัน  ณ  ที่ใดที่หนึ่งได้อีก  เพราะลืมสถานที่เสียสิ้น  สัตว์ทั้งสองจึงได้ขาดจากความเป็นผัวเมียกันด้วยเผิ้งนี้  และด้วยเหตุนี้ท่านจึงบัญญัติไว้ว่า  ถ้าผัวเมียจะหย่ากันให้ขาด  จึงต้องยื่นขันเผิ้งขันเทียนเป็นธรรมเนียมสืบมา


*************************************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน