*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 231641
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
<< กันยายน 2012 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 10 กันยายน 2555
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 2956 , 17:30:20 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พิธีแต่งงานพุไทย

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๔  กุมภาพันธ์  ๒๕๑๖

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

******************
เรื่อง:
เครื่องแต่งมงคลคู่สมพงษ์
แห่ท้าวแห่นาง
ล่ามไหว้ลุงตาขอย้ายตีนนาง
ลุงตาตอบล่ามขอย้ายตีนนาง
คู่สมพงษ์สมมา
ลุงตาเลี้ยงเขย,  กินเหล้าเต้า,  มอบสันล่าม,  และกะโพะเขย
ระเบียบเขยกินเลี้ยงและเหล้าเต้า
ลุงตามอบเหล้าเฒ่าแก่สองไหแก่ล่าม
ล่ามมอบเหล้าสองไหแก่เฒ่าแก่
แปงเอ๊าะ (แปงออก)
ก่ายโข้ง
ล่ามลาลุงตา
ลุงตาตอบล่ามลา
ล่ามลาเจ้าคึด
พรรคพวกนำส่งล่าม
พรรคพวกลาล่ามและเว้นพร
กินล่ามก่อนหมดสิทธิ

ฮีตดอง (ได้ลูกหนึ่งลุงตากินดอง)
ล่ามไหว้มอบหับหองฟะกับสัตว์หัวตัวเลือดแกลุงตา
ล่ามมอบภาช์น์ข้าวแก่ลุงตา
ลุงตาตอบไหว้มอบภาช์น์ข้าว
เหล้าฮักล่าม
เหล้าเสี้ยงเหล้าโหลย


********************************************************

เครื่องแต่งมงคลคู่สมพงษ์
บัดนี้จวนจะถึงฤกษ์งามยามดี  ในขณะที่เจ้าคึดกับลุงตา  กำลังแต่งมอบและแต่งตอบภาช์น์ข้าวกันสับสนอยู่  ฝ่ายเจ้าสาวเจ้าบ่าวก็เตรียมแต่วตัว  แต่งเนื้อแต่งกายหวีหัวผัดหน้าตามประสา  พอถึงเวลาก็จะได้แห่ท้าวแห่นาง  ไปจ้ำข้าวจ้ำไข่ที่เรือนสู่  การแต่งเนื้อแต่งกายของเจ้าสาวเจ้าบ่าวนั้น  เป็นส่วนธรรมดา  สิ่งที่กำหนดให้คู่บ่าวสาวแต่งถือเป็นศิริมงคลยังมีอีก  คือ  ยอดกล้วย  ๒ ยอด,  ยอดอ้อย ๒ ยอด  กับน้ำเต้ามะ  ๑ ผล  (ผลหมากน้ำเต้า)  ซึ่งตามเคยเหมาะที่จะใช้ขนาดเล็ก  ใช้ฝ่ายในทำเป็นสายผูก  สำหรับถือหิ้วไปพร้อมกับยอดกล้วยยอดอ้อย  ถ้าเป็นลูกพระมหากษัตริย์มีเทียนซ้ายขวา  (ทำเป็นเทียนยวงหรือเทียบกาบตั้งบรรจุใส่บนมะพร้าวคู่หนึ่ง)  ด้วย  มะน้ำเต้า  หมายถึง  หมากน้ำเต้าปง  ถือเป็นฮีตมาแต่ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสี

แห่ท้าวแห่นาง
เมื่อได้ฤกษ์งามยามดีแล้ว  ก็จัดการแห่ท้าวไปก่อน  พ่อล่ามเดินนำหน้า  ผู้กะพายถุงกะพายดาบเดินตามหลังพ่อล่าม  เจ้าบ่าวและญาติพี่น้องเพื่อนฝูงแห่เป็นหมู่ต่อมา  ครั้นถึงก็ขึ้นเรือนสู่  ผู้กะพายถุงกะพายดาบก็เตรียมค้อนและสิ่ว  ซึ่งตามปกติมักใส่ไว้ในถุงพร้อมกับหลอดด้ายและไข่ไก่  เพื่อจะตอกเป็นที่
ห้อยถุงและดาบ  ตอกที่เสาขวัญ (เสาเรือนที่กำหนดไว้เป็นเสาขวัญ)  ก่อนที่จะตอกลงไปชายผู้กะพายถุงและดาบจะมีพิธีถามว่า  ตอกที่นี่หรือ  แล้วคนทั้งหลายจะท้วงว่า  ไม่ใช่ที่นั่น  แล้วเขาก็ยักย้ายไปที่อื่น  แล้วถามอีกว่าตอกที่นี่หรือ  คนทั้งหลายก็จะว่าไม่ใช่อีก  แล้วเขาก็จะยักย้ายที่ตอกใหม่อีก  แล้วถามอีก  คนทั้งหลายก็จะขานรับเออนอพร้อมกันเป็นเสียงอวยชัยให้พร  จึงเป็นตอกเอาสิริมงคลที่นั่น  หรือบางทีผู้ผู้ถามใช้ความพันช่องถามตามแต่จะมีก็ได้  เช่น  ถามว่า  นี่บ้อ (หรือ)  งัวแม่ลาย  คนทั้งหลายก็จะบอกว่าไม่ใช่  นี้บ้อควายเขาย่อง  คนทั้งหลายก็ว่าไม่ใช่  นี้บ้อฆ้องเก้ากำ  คนทั้งหลายก็ยังว่าไม่ใช่  นี่บ้อคำเก้าปุ่มอยู่ชุ่มกินเย็น  คนทั้งหลายก็จะขานรับว่านี่แล้ว  พร้อมกับกล่าวอวยพรส่งเสริมตามแต่จะมี  ชายนั้นก็จะตอกลงที่นั้นถือเป็นนิมิตอันดี  แล้วจึงห้อยถุงกับดาบไว้  ส่วนคนที่แห่ท้าวมาทั้งหมดจะต้องยืนอยู่ทุกคน  จะนั่งไม่ได้  จนกว่าจะแห่นางมาถึงที่แล้วจึงจะนั่งได้  และระหว่างนี้ล่ามรู้ดี  เขาจะรีบไปไหว้ลุงตาขอย้ายตีนนางโดยด่วน

ล่ามไหว้ลุงตาขอย้ายตีนนาง
“ความเส้นนึ่งไหว้สา  คือมื้อนี้มื้อสรรวันดี  เออได้มาแต่งฮีตแต่งคองสัจจะภาช์น์สู่  กะแล้วหลายสิ่งหลายอันไปแล้ว  บัดนี้ได้ฤกษ์งามยามดี  มีดอกไม้เทียนคู่กับเหล้าไหนึ่ง  แซะซำนำมาไหว้โคตราภาช์น์ข้าว  ขอยกตีนต้ายย้ายตีนนาง ตามประทีดฮีตคองแต่ปู่ว่าย่าสั่งฯ ความเป็นปะธูปฮูปนั้นไหว้สาดาย”

ลุงตาตอบล่ามขอย้ายตีนนาง
“จ้าโมทนาสาธุ  ฮอดมื้องามยาดีแล้วกะอังเชิญเด๊าะต่อนี้ไป  ฝ่ายเจ้าสาวก็จัดแจงสมมา  พ่อแม่ของนางด้วยดอกไม้เทียนคู่  เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษจากพ่อแม่  เผื่อว่าได้ล่วงเกินพ่อแม่มาก่อนแล้วในหนหลัง  ตามธรรมเนียม  บรรดาญาติพี่น้องเพื่อนฝูงข้างฝ่ายเจ้าสาว  ก็จะเตรียมยกภาช์น์ขวัญแห่นางไปยังเรือนสู่  เมื่อขึ้นบนเรือนแล้ว  พ่อล่ามก็ทำพิธีปัดปูเสื่อสาดอาสนา  วางภาช์น์ขวัญเจ้าบ่าว,  เจ้าสาวไว้ตรงกลาง  ระหว่างที่นอนเขือทั้งสอง  ส่วนคนที่มาเต็มแน่นอยู่ที่เรือนนั้นก็จะพากันนั่งลง
เบื้องต้นเจ้าสาวต้องสมมาเจ้าบ่ายด้วยดอกไม้เทียนคู่  ในขณะนั่งอ้อมภาช์น์ขวัญอยู่นั้นเสียก่อน  แล้วพ่อล่ามหรือหมอสูดก็จะเริ่มทำพิธีสูดขวัญผัวเมียใหม่  (ซึ่งมักใช้ความสูดขวัญผัวเมียใหม่  ที่ท่านแต่งขึ้นใช้  สำหรับสูดขวัญอภิเษกสมพงษ์เจ็ดกษัตริย์  ราชโอรสขุนบุลม  ที่เมืองนาน้อยอ้อยหนู  (แถน,แถง,เดียนเบียนฟู)  ในแว่นแคว้นสิบสองพุไทย  ก่อนออกนั่งบ้านเสวยเมือง)  ฝ่ายเจ้าสาวเจ้าบ่าวต่างก็นั่งประนมมือรับขวัญเรื่อยไปจนจบเรื่อง

ครั้นแล้วพ่อล่ามก็ทำพิธีจ้ำขวัญ  โดยให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวแบมือพาดไว้ที่ภาช์น์ขวัญ  ถ้าทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง  พ่อแม่ยังครบบริบูรณ์  พ่อล่ามก็ให้เอามือเขือทั้งสองซ้อนทับกัน  มือชายอยู่บนมือหญิงอยู่ล่าง  แต่ถ้าฝ่ายใดฝายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายเป็นกำพร้าพ่อหรือกำพร้าแม่  หรือเป็นกำพอยพ่อแม่ตายหมดดังนี้  จะเอามือซ้อนกันไม่ได้  มุรกึดห้าม  ต้องแบมือไว้ต่างหากจากกันจึงควร  ต่อนั้นไปพ่อล่ามก็เริ่มจ้ำขวัญ  คือ ใช้ข้าวเป็นคำ ๆ  พร้อมกับไก่ต้มในภาช์น์ขวัญนั้น  สุดแต่จะหยิบแยกเอาส่วนใด  วางลงบนฝ่ามือเขือทั้งสองทีละคำ  พร้อมกับกล่าวคำให้พรแนะนำสั่งสอนไหในตัวจนจบเรื่อง  ในที่สุดพ่อล่ามมักป้อนไข่หน่วย  คือ ป้อนไข่ที่ต้มสุกและปอกเปลือกแล้ว  ป้อนคนละหน่วย (คนละใบ)  พร้อมกัน  โดยพ่อล่ามไขว้มือขวาป้อนไข่ท้าวมือซ้ายป้อนไข่นาง  ทั้งท้าวทั้งนางคนต่างก็จะเคี้ยวไข่นั้น  ทั้งผงทั้งเหนียวทั้งไม่มีน้ำลาย  ผู้มีความอายหนักเหนียมอยู่บ้าง  กว่าไข่จะรื่นกลืนลงคอได้ก็เหื่อแตก  ส่วนข้าวที่จ้ำไว้ที่ฝ่ามือ  เขือทั้งสองจะเก็บประจุไว้ที่ภาช์น์ขวัญของตัว  เมื่อพ่อล่ามจ้ำข้าวจ้ำไข่เสร็จแล้ว  ก็จะผูกแขนตามพิธี  มีความผูกแขนอีกต่างหาก  ต่างสำนวนต่างโวหาร  ตามที่ท่านได้ร้อยกรองไว้เป็นระเบียบแล้ว  ต่อนี้ไปคู่สมพงษ์ก็จะกินเหล้ากับเหล้าคู่  ซึ่งเป็นเหล้าตามปะทีดฮีตคอง  ฝ่ายเจ้าคึดและลุงตาจะต้องหามา   เตรียมมาฝ่ายละไหเป็นเหล้าสองไห  เมื่อได้เวลาก็หัดเหล้านั้น  คือ เคาะดั่งเหล้าออกแล้วจึงเทน้ำท่าลงจนเต็ม  เอากำเหล้าสักลงไปจนถึงก้นไห  ให้สักไว้  ๓ กำ  เมื่อหัดเหล้าเสร็จแล้วพ่อล่ามก็ฟายเหล้าแก่คู่สมพงษ์  เพื่อสวัสดิมงคลแก่เขือทั้งสอง  ให้แบมือท้าวเทียมที่มือนาง  วางบนพานภาช์น์ขวัญไว้  เอาพลู (ที่โบราณเรียก “ปาน”)  วางไว้บนฝ่ามือคนละแลบ  แล้วพ่อล่ามจะจับเอาพลูทั้งสองแลบ  จุ่มปลายพลูลงในน้ำเหล้าที่ปากไห  สลิดใส่ฝ่ามือเขือทั้งสอง  พร้อมกับกล่าวคำอวยชัยให้พรตามแต่โวหาร  เช่นกล่าวว่า  มื้อนี้แม่นมือสรรวันดี  วันติดถีอมุตตะโชค  พ่อแม่เฒ่าแก่ทั้งหลาย  ได้มาอุดมพรหมจารีเขือเจ้าทั้งสอง  ให้เป็นคู่หัวผัวเมียกัน  และจ้ำหลักฝักฟายเหล้ากับเหล้าคู่  ให้เป็นผัวแก้วเมียทิพย์กัน  ผัวกินอย่าเสียเมีย  กินอย่าฮ้าง  ให้มั่นให้ยืน  เลี้ยงลูกหญิงให้เต็มภาช์น์งาย  เลี้ยงลูกชายให้เต็มภาช์น์ข้าว  เลี้ยงลูกให้ได้หลายปาน  เลี้ยงหลานให้ได้หลายส่ำ  ด้วยน้ำแก้วน้ำทิพย์น้ำค้ำน้ำคูณนี้เท่าวันเทอญ  ต่อนี้ไปจึงกินเหล้ากับเหล้าคู่  คือเหล้า  ๓ กำ  พ่อล่ามกินกำหนึ่ง  คู่สมพงษ์กินคนละกำ  ทั้งสามคนกินพร้อมกัน  กินไหละผอง  (ผอง คือ เครื่องตวงน้ำท่าสำหรับเทแทนที่กินแล้ว  มักใช้ถ้วยผองหรือตวง)  เมื่อกินครบทั้งสองไหแล้วก็เป็นอันสิ้นพิธี  ส่วนเหล้านั้นยังไม่จืด  ก็ส่งสู่ทั้งหลายกินตามใจสมัคร

คู่สมพงษ์สมมา
การสมมาก็คือการขอขมาโทษดังกล่าวแล้ว  บัดนี้คู่สมพงษ์จะได้ทำการสมมา  พ่อแม่ญาติวงศ์เฒ่าแก่ผู้มีอาวุโส  สมควรของดองทั้งสองฝ่าย  การสมมาตามปกติมักใช้ดอกไม้เทียนคู่วางใส่ขันสมมาเท่านั้น  แต่ถ้าผู้มีฐานะพิเศษก็มีวัตถุอื่นเป็นของสมมาเพิ่มขึ้น  เช่น อาสนะ,  หมอน,  ผ้า,  ซิ่น ฯ  เหล่านี้เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้ควรสมมาล่าม  พ่อ,  แม่,  ลุง,  ป้า,  น้า,  อาว์ ฯ  การสมมาถ้าเหมาะคู่สมพงษ์อาจทำพร้อมกันได้ก็จะสะดวก  เช่นผู้ถูกสมมานั่งอยู่ในที่เดียวกันเป็นต้น  แต่ถ้าไม่เป็นการอำนวยความสะดวกให้  คู่สมพงษ์จะแจงกันไปสมมาต่างแห่งกันก็ได้  มุรกึดห้ามไม่ให้สมมาหญิงกำลังตั้งครรภ์  วิธีสมมาเมื่อจัดดอกไม้ใส่ขันเสร็จ  ก็ยกขันสมมาชูเชิดขึ้นแล้ววางลง  นั่งในท่าพับเพียบ  โน้มตัวไปข้างหน้าพอดูงามอย่าก้ม  ประนมมือคอยรับคำอวยชัยให้พรจากผู้ถูกสมมา

ลุงตาเลี้ยงเขย,  กินเหล้าเต้า,  มอบสันล่าม,  และกะโพะเขย
เมื่องานภาช์น์สู่ได้จัดผ่านมาถึงนี่แล้ว  ฝ่ายลุงตาก็เลี้ยงเขยของลุงตา  รวมทั้งเขยเก่าเขยใหม่ทั้งหมด   โดยจัดภาช์น์ข้าวสำหรับเลี้ยงเขยอย่างน้อยสองภาช์น์   (ถ้าไม่พอกับจำนวนเขย  ก็จัดเพิ่มเป็น 
๔ ภาช์น์  ๖ ภาช์น์ ขึ้นไป  ให้จัดเป็นคู่  ห้ามจัดเป็นคิ  และจัดสำหรับเฒ่าแก่ภาช์น์หนึ่ง  ที่ภาช์น์เขยให้ใส่สันล่าม,  กะโพะเขยด้วย  (เนื้อสันล่ามสำหรับมอบให้ล่าม,  เนื้อกะโพะเขยสำหรับมอบให้เขย)  ตามฮีต คอง  นอกจากนี้ก็มีเหล้าไหหนึ่ง,  ไก่ต้มตัวหนึ่ง  แล้วลุงตาก็มอบแก่ล่ามดังนี้

“ไหว้สากวานเจ้าล่ามเด๊าะ  คือ ในราตรีมื้อนี้ได้มาแต่งฮีตแต่งคอง  เอ็ดสัจจะภาช์น์สู่  กินของปังยังของตอบ  กะแล้วทั่วบรบรวรณ์ไปหลายสิ่งหลายอันแล้ว  ฮานี้กะยังฮีตแก้วคองเขย  ส่วยท่งนาภาช์น์ข้าว  กะเป็นแหผืนกว้างน่างผืนยาว  แซะซำนำมา  ข้าวสองภาช์น์เหล้าไหไก่โต  ซี้นข้อหาสัน คือสันล่าม,   กะโพะเขย  ขึ้นบันสันข่าว  เห้อแก่เจ้าผู้เป็นล่ามนายสายคัน  แก้วเขยเฮือนชาน  ตามฮีตตามคองแต่ปู่ว่าย่าสั่ง ฯ  และความเป็นประธูปรูปนั้นไหว้สาดายกวานเจ้าล่ามเอ้ย)


ระเบียบเขยกินเลี้ยงและเหล้าเต้า
ล่ามไหว้ตอบรับลุงตาว่า  “โมทนาสาธุ  ยอเซอเก้าเท่าเซอโห”  ในเวลาต่อไปล่ามและเขยทั้งหมดก็กินข้าว  ในขณะที่กำลังกินข้าวอยู่นี้  ท่านห้ามไม่ให้พูดจาปราศรัยอึกทึกเฮฮา  และให้นั่งในท่าพับเพียบเรียบร้อยเมื่อเขยจวนจะอิ่ม  คนหนึ่งซึ่งเป็นผู้กำกับการเลี้ยงของฝ่ายลุงตา  เขาจะจัดการ  “หัดเหล้าเต้า”  ใส่น้ำจนเต็มปากไห  ให้มีกำเหล้าครบจำนวนคน  เมื่อเขยอิ่มหมดทุกคนแล้ว  ผู้กำกับการเลี้ยงจะเน้วกำเหล้าส่งให้ล่ามกำหนึ่ง  นอกนั้นก็เน้วให้เขยคนละกำ  เขยเหล่านั้นจะพากันดูดเหล้ากินเรื่อยไป  เขยจะปล่อยมือจากกำเหล้าไม่ได้  และทั้งเขยจะเน้วกำเหล้าเอาเองก็ไม่ได้  ต้องให้ผู้กำกับเน้วให้จึงได้  ฮีตคองท่านห้าม  ถ้าเขยจะปล่อยมือ  ก็ต้องให้ผู้กำกับจับรับกำเหล้านั้นเสียก่อน  จึงปล่อยมือได้  การกินเหล้าเต้า  เมื่อดูดกินไปจนแปนซาเหล้า (เห็นแกลบโผล่พ้นน้ำ)  ผู้กำกับจะเอาผลน้ำเต้าใหญ่มา  แล้วใส่น้ำลงไปจนเต็มเต้า  แล้วจึงคว่ำผลน้ำเต้าลงที่ปากไหเหล้าเต้านั้น  น้ำในเต้าก็จะไหลลงแทนที่กินแล้ว  เขยก็ตั้งหน้ากินเรื่อยไป  ระหว่างนี้ผู้กำกับก็จะตักน้ำมารอไว้เมื่อเห็นก้นเต้าแห้ง  ก็เทน้ำรดก้นเต้าลงไปให้เปียกชุ่มอยู่เสมอ  และขณะที่เทน้ำ  ผู้กำกับจะพูดว่าชุ่มเย็น ฯ  ดังนี้เรื่อยไป  ไม่ให้มีเวลาก้นเต้าแห้ง  จนกว่าน้ำภายในเต้าหมดแล้ว  ผู้กำกับจึงจะผองฮักผองแพง  โดยใช้ถ้วยขนาดใหญ่ใบหนึ่ง  ขนาดเล็กใบหนึ่ง  ใช้ดวงน้ำท่าไหละครั้ง  ครั้งละใบ  รวมเรียกเป็นสองผอง  คือ ผองฮักผองหนึ่ง  ผองแพงผองหนึ่ง  เมื่อกินหมดเหล้าผองฮักผองแพงแล้ว  ก็เป็นอันหมดหน้าที่เขย  ผู้กำกับการเลี้ยงจะคอยรับกำเหล้าจากเขยทุกคน  เขยก็เป็นอันปล่อยกำเหล้าได้

อนึ่ง  ในขณะที่คว่ำเต้าเทน้ำปิดปากไหอยู่นั้น  หากเหล้าจืด  ผู้กำกับจะไปเอาไหใหม่มาเปลี่ยนแทนที่  และจัดการคว่ำเต้าต่อไปดังวิธีกล่าวแล้ว  ครั้นเมื่อเขยกินเหล้าเต้าเสร็จพิธี  ล่ามก็ไหว้ลุงตาขอส่งคืนภาช์น์ข้าวดังนี้

“ความเส้นนึ่งไหว้สา  ในราตรีมื้อนี้  ได้มาแต่งฮีตแต่งคองเอ็ดสัจจะภาช์น์สู่  กินของปังยังของตอบ  ทั้งสองก้ำสองฝ่าย  แต่งพอยอแม่น  กะแล้วทั่วบรบวรณ์ไปหลายอันหลายแนว  ฮานี้ยังฮีตแก้วคองเขย  ฝ่ายลุงตาภาช์น์ข้าวกะเห็นแหผืนกว้างน่างผืนยาว  มิข้าวสองภาช์น์กับเหล้าไหนึ่ง  เลี้ยงแก้วเลี้ยงเขย  ตามฮีตตามคอง  แต่งพอยอแม่นคู่อันคู่แนว  อิ่มหนำสำราญเหมิดแล้ว  เหลอท้องฮะ  เหลอป๊ะคาย  ข้าวพัดยังแซบแกบพัดยังหอม  และกะเยอะส่งคืนหืนเห้อแก่ท่งนาภาข์น์ข้าว  ความเป็นปะธูปฮูปนั้นไหว้สาดาย”
(ความเส้นหนึ่งไหว้สา  ในราตรีมื้อนี้  ได้มาแต่งรีตแต่งคลอง  ทำสัจจะภาช์น์สู่  กินของปังยังขอบตอบ  ทั้งสองก้ำสองฝ่าย  แต่งพอยอถูก  ก็แล้วทั่วบริบูรณ์ไปหลายอันหลายอย่าง  ทีนี้ยังรคกแก้วคลองเขย  ฝ่ายลุงตาภาช์น์ข้าว  ก็เป็นแหผืนกว้างน่างผืนยาว  มีข้าวสองภาช์น์กับเหล้าไหหนึ่ง  เลี้ยงแก้วเลี้ยงเขย  ตามรีตตามคลอง  แต่งพอยอถูก  ทุกอันทุกอย่าง  อิ่มหนำสำราญหมดแล้ว  เหลือท้องรากเหลือปากคาย  ข้าวก็ยังอร่อยแกลบก็ยังหอม  แล้วก็อยากส่งคืนขืนให้แก่ทุ่งนาภาช์น์ข้าว  ความเป็นประธูปรูปนั้นไหว้สาดาย)

ลุงตามอบเหล้าเฒ่าแก่สองไหแก่ล่าม
“ความเส้นนึ่งไหว้สากวานเจ้าล่าม  คือ ในราตรีมื้อนี้  ได้เอ็ดสัจจะภาช์น์สู่  กินของปังยังของตอบ  หมายล่ามหมายนาย  ฮีตแก้วคองเขย  คือ เฆี่ยนแก้วเฆี่ยนเขย  เลี้ยงแก้วเลี้ยงเขย  กะแล้วทั่วบรบวรณ์  เหลอท้องฮะ  เหละป๊ะคายแล้ว  ฮานี้ทางท่งนาภาช์น์ข้าว  เจ้าคึดลุงตา  ยังเป็นแหผืนกว้างน่างผืนยาว  คึดมีตีได้เหล้าไหเซอน้ำเต็ม  มาสักการบูชา  พ่อแม่เฒ่าแกเจ้านายทั้งหลาย  เห้อพ้อมพากันดูดกันกิน  และเห้อเจ้าผู้เป็นล่ามนายสายคัน  หุบหอบกอบเขิง  เอาไหสักการบูชาเจ้านายทั้งหลาย  ตามฮีตตามคองแต่ปู่ว่าย่าสั่ง ฯ  และความเป็นปะธูปฮูปนั้นไหว้สาเด๊าะ”

(ความเส้นหนึ่งไหว้สากวานเจ้าล่าม  คือ  ในราตรีมื้อนี้  ได้ทำสัจจะภาช์น์สู่  กินของปังยังของตอบ  หมายล่ามหมายนาย  รครแก้วคลองเขย  คือ เฆี่ยนแก้วเฆี่ยวเขย  เลี้ยงแก้วเลี้ยงเขย  ก็แล้วทั่วบริบูรณ์  เหลือท้องรากเหลือปากคายแล้ว  ทีนี้ทางทุ่งภาช์น์ข้าว  เจ้าคึดลุงตา  ยังเป็นแหผืนกว้างน่างผืนยาว  คิดมีตีได้เหล้าไหใหญ่ใส่น้ำเต็ม  มาสักการะบูชา  พ่อแม่เฒ่าแก่เจ้านายทั้งหลาย  ให้พร้อมพากันดูดกันกลืน  และให้เจ้าผู้เป็นล่ามนายสายคัน  หุบหอบกอบเขิง  เอาไปสักการะเจ้านายทั้งหลาย  ตามรีตตามคลองแต่ปู่ว่าย่าสั่ง ฯ  และความเป็นประธูปรูปนั้นไหว้สาดอก)

ล่ามมอบเหล้าสองไหแก่เฒ่าแก่
ล่ามมอบว่า “ ความเส้นนึ่งไหว้สา  พ่อแม่เฒ่าแก่ทั้งหลาย  คือในราตรีมื้อนี้  ได้มาแต่งฮีตแต่งคอง  กะแล้วทั่วบรบวรณ์ไปหลายสิ่งหลายอัน  ฮานี้ทางท่งนาภาช์น์ข้าว  เจ้าคึดลุงตา  ยังเป็นแหผืนกว้างน่างผืนยาว  คึดมีตีได้เหล้าใหเญอเซอน้ำเต็ม  มาสักการะพ่อแม่เฒ่าแก่ทั้งหลายสองไห  ขอราธนาอังเชิญเจ้านายทั้งหลาย  พาเดียวดูดเดียวกืน  เห้อจืดจางบางบก เมือหากกหากอ ความเป็นปะธูปฮูปนั้นขาบหลอง
ดายอาดญาเจ้านายทั้งหลายเอ้ย”

(ความเส้นหนึ่งไหว้สา  พ่อแม่เฒ่าแก่ทั้งหลาย  คือในราตรีมื้อนี้  ได้มาแต่งรีตแต่งคลอง  ก็แล้วทั่วบริบูรณ์ไปหลายสิ่งหลายอัน  ทีนี้ทางทุ่งนาภาช์น์ข้าว  เจ้าคึดลุงตา  ยังเป็นแหผืนกว้างน่างผืนยาว  คิดมีตีได้เหล้าไหใหญ่ใส่น้ำเต็ม  มาสักการะบูชา  พ่อแม่เฒ่าแก่ทั้งหลายสองไห  ขอราธนาอัญเชิญเจ้านายทั้งหลาย  พากันดูดกันกลืนให้จืดจางบางบก  กลับคืนต้นคืนกอ  ความเป็นประธูปรูปนั้น  กราบฉลองดายเจ้านายทั้งหลายเอ้ย)

แปงเอ๊าะ (แปงออก)
พอจวนจะเสร็จงานภาช์น์สู่  ฝ่ายลุงตาจะบอกแก่ล่ามว่า  “สามมื้อเห้อฟันซก  หกมือเห้อนึ่งเหล้า  เก้ามื้อเห้อแปงเอ๊าะ”  คือ หมายความว่า เมื่อเสร็จงานภาช์น์สู่แล้วสามวัน  ซึ่งพ้นกำหนดเขตคะลำของเขยแล้ว  เพราะภายในสามวันที่กล่าวนี้  เป็นเขตคะลำของเขย  คือ เป็นวันที่ต้องห้ามไม่ให้เขยทำกิจการใดๆ  เขยจะทำอะไรไม่ได้ต้องอยู่เฉยๆ  ต่อจากนั้นไปเขยจะทำอะไรก็ได้  จึงกำหนดให้เขยฟันครกสำหรับตำข้าว  และเมื่อถึงหกวันเขยต้องเตรียมนึ่งเหล้า  เมื่อได้เก้าวันเขยต้องแปงออก  คือ แปงผีลุงตา   เอาภรรยาออกจากผีลุงตามาเข้าผีข้าวผัว
วิธีแปงผีลุงตา  เจ้าคึดต้องหาเหล้าไหหนึ่ง (ไหปองแปง),  ถ้วยใบหนึ่ง (ถ้วยน้ำสาม),  ไก่ตัวหนึ่ง,  เงินส้นน้ำสาม (๖ สตางค์),  ดอกไม้เทียนคู่  มอบให้ล่ามไปไหว้เจ้าโคตรลุงตา  ขอแต่งขอแปงตามฮีตผี  ขอเอานางออกจากการปกปักรักษาของผีฝ่ายลุงตา  เอามาเข้าผีข้าวผัวดังกล่าวแล้ว  ฝ่ายลุงตาก็จะนำเอาเครื่องเซ่นผีเลห้านี้ไปจัดการเซ่น  ไปคอบไปจ้ำให้ผีเรือนกินตามรีต  เมื่อเสร็จพิธีแล้วก็จัดการก่ายโข้ง

ก่ายโข้ง
คำว่า  “โข้ง”  เป็นชื่อเฉพาะ  มีรูปร่างหรือความหมายคล้ายขัวหรือสะพาน  การก่ายโข้งได้แก่เอาไม้ทำเป็นขัวสะพาน  พาดก่ายจากเรือนลุงตามาเรีอนเขย  คนไต่ไปมาก็ได้  ถ้าเรือนเขยห่างจากเรือนลุงตาและไม่อาจจะพาดไม่ได้  หรือเราไม่ต้องการจะพาดไม้เป็นโข้งก็ดี  ท่านกำหนดให้ใช้ไม่ไผ่เจาะเป็นรู  แล้วจึงตอกติดดินจากเรือนลุงตามาเรือนเขย  พอได้ฮีตคือพอเป็นพิธีก็ได้  การก่ายโข้งย่อมมีความหมายว่า  เหมือนอยู่เรือนหลังเดียว  ให้อายแกงเฮ้าอายข้าวฮม

ล่ามลาลุงตา
ล่ามไหว้ลุงตา  “ความเส้นนึ่งไหว้สา  พ่อแม่ท่งนาภาช์น์ข้าว  ในราตรีมื้อนี้  ได้มาคึดเอานางถางเอาข้าง  แต่งฮีตแต่งคองกะได้เซ็งมักเซ็งผล  มิได้เป็นฮูดเนอเลาเป็นเปาเนอข้าง  ฮาบเฮียงเพียงงาม  ฮาบ คือหน้าเตียงเพียงคือหน้าต้าง  กว้างคือหน้ากลองศรีกลองชัย  บัดนี้กะจนค่ำต่ำคล้อย  และขออำลาคลาจากท่งนาภาช์น์ข้าว  เมือหาสายคาภาช์น์คำ  ความเป็นปะธูปฮูปนั้นไหว้สาเด๊าะ” (กลองชัยคือกลองตีสัญญาณรบศึก)

ลุงตาตอบล่ามลา
เมื่อล่ามลาจบความลง  ลุงตาก็ตอบว่า  “ราธนาอังเชิญ”  ต่อนี้ไปล่ามก็จะพาพรรคพวก  ไปเที่ยวกินตามเรือนญาติวงศ์ของฝ่ายลุงตาจนครบ  และเมื่อกินตามเรือนญาติฝ่ายลุงตาหมดแล้ว  ล่ามจะพาไปลาเจ้าคึด

ล่ามลาเจ้าคึด
ฝ่ายเจ้าคึดเมื่อเห็นล่ามมา  ก็ย่อมแต่งต้อนรับตามธรรมเนียม  ล่ามและพรรคพวกก็มีเล่นไปกินไปให้สนุก  เจ้าคึดจะมอบเหล้าไหหนึ่งแก่ล่ามว่า  “ไหว้สากวานเจ้าล่าม  เออคือเฮาได้ปแต่งโตแต่งคอง  คึดเอานางถางเอาช้าง  ฮานี้กได้เซ็งมักเซ็งผล  มาหาย้าวหาเฮือน  ฮานี้เจ้าผู้เป็นล่ามนายสายคัน  ได้มาหึ้นตั่งนั่งเฮือนกะมิเห้อก้มหน้าอยู่ดายหงายตาอยู่เปล่า  ได้เหล้าไหเญอเซอน้ำเต็มไหหนึ่ง  มาสักการะบูชา  ถมนาบุญคุณเจ้าผู้เป็นล่ามเป็นนาย  ความมิหลายไหว้สาเด๊าะ”

เมื่อล่ามและพรรคพวกกินเหล้าจืดจางแล้ว  สมควารแก่เวลาล่ามก็จะลาเจ้าคึดว่า  “ความเส้นนึ่งไหว้สา  คือในราตรีมื้อนี้  ได้ไปแต่งฮีตแต่งคอง  คึดเอานางถางเอาช้าง  กะได้เซ็งมักเซ็งผล  มิได้เป็นฮูดเหน้อเลาเป็นเปาเหน้อข้าง  ฮาบเฮียงเพียงงาม  ฮาบดังหน้าเตียงเพียงหน้าต้าง  กว้างดังหน้ากลองศรีกลองชัย  ฮานี้มาฮอดย้าวเถิงเฮือน  เจ้าคึดลำตามกะยังเป็นแหผืนกว่างน่างผืนยาว  ได้เหล้าไหเญอเซอน้ำเต็ม  มามอบหมายถวายเซ่นสักการบูชา  แก่ข่อยผู้เป็นล่ามนายสายสมร  กะจืดจางบางบกเมือหากกหากอ  ฮานี้กะจนค่ำต่ำคล้อย  และเยอะอำลาเจ้าคึดลำตาม  เมือหาสายคาภาช์น์คำ  ความเป็นปะธูปฮูปนั้นไหว้สาเด๊าะอาดญาเจ้าคึดเอ้ย”
เมื่อล่ามลาเจ้าคึดแล้ว  ล่ามก็จะพาพรรคพวก  ไปเที่ยวกินตามเรือนญาติฝ่ายเจ้าคึดจนครบถ้วน  แล้วพรรคพวกจึงจะนำส่งล่าม

พรรคพวกนำส่งล่าม
ดังได้กล่าวไว้ในภาคพิธีบัญญัติว่า  สมัยแต่งตั้งพิธีแต่งงานครั้งแรกที่นครหนองแสนั้น  แม้ชาติไทยเราจะเจริญ  ถึงกับสามารถแต่งตั้งประเพณีนี้ขึ้นได้ก็ดี  แต่ภูมิประเทศของบ้านเมืองยังเป็นป่าเป็นดงอยู่  จึงปรากฏว่า  เมื่อกลับบ้านก็กลัวเสือ  จึงจำต้องนำส่งล่ามถึงเรือน  เลยถือเป็นประเพณีนำส่งล่ามสืบมาถึงทุกวันนี้  ฝ่ายล่าม เมื่อพรรคพวกนำส่งถึงเรือนแล้ว  ก็มอบเหล้าไหหนึ่งแก่พรรคพวกกิน  หากไม่พอจะมอบกว่าไหหนึ่งก็ได้  เมื่อกินเหล้าเหล่านี้หมด  ก็เป็นอันสุดสิ้นฮีตภาช์น์สู่
อนึ่งตามธรรมดาจัดงานฮีตภาช์น์สู่  เราจัดวันเดียวก็เสร็จ  แต่การที่ล่ามจะติดต้อยห้อยตาม  กินตลอดเครือญาติแกวดองทั้งสองฝ่าย  จนหมดครบถ้วนตามระเบียบมาแต่โบราณแล้ว  ก็ต้องกินเวลาถึง  ๒-๓  วัน  กะนั้น  เมื่อนำกินวันแรกค่ำเสียก่อน  วันรุ่งขึ้นจึงจัดการกินต่อไปก็ได้

พรรคพวกลาล่ามและเว้นพร
เมื่อพรรคพวกกินอิ่มหนำสำราญ  จากการต้อนรับของล่ามแล้ว  พรรคพวกก็จะลาล่ามกลับบ้านเรือนของตน  ตามธรรเนียที่เคยปฏิบัติมา  การลาล่ามก็ย่อมมีพิธีรีตองจากการล้ำการลา  ซึ่งแล้วแต่ใครจะมีโวหารสันทัดทางการพูดด้วยสำนวนใดก็ได้  พอหอมปากหอมคอดังต่อไปนี้

“สาธุเด๊าะ  เจ้านี้เกิดใหม่ใหญ่หึ้น  เขาหาเป็นพ่อเป็นแม่  ไปผูกข้อต่อแขนเป็นคู่หัวผัวเมีย  เกลี้ยงรอดปลอดงาม  มิได้เป็นฮูดเหน้อเลาเป็นเปาเหน้อข้างกะแล้วทั่วบรบวรณ์แล้ว  บัดนี้ตูข้าทั้งหลายกะได้นำส่งล่ามส่งนาย  มาเถิงย้าวเถิงเฮือนแล้ว  กะมิได้เห้อก้มหน้าอยู่ดายเหงายตาอยู่เปล่า  ได้เหล้าไหเญอเซอน้ำเต็ม  สักการบูชาพ่อแม่ลุงตาทั้งหลาย  กินอิ่มแก่คอพอแก่ท้อง  เหลอท้องฮะเหลอป๊ะคาย  บริบูรณ์สมควรแล้ว  ฮานี้เมือหน้าเห้อล่ามเจ้ามั่นเจ้ายืน  เฒ่าโหหาวปานนกกอก  โหหงอกปานนกลาง  เห้อสูงปานลำพร้าวม้าวปานลำดาล  ฮานี้เห้อสูเจ้าค้ำสูเจ้าคูณ  เห้อมั่นแสนปีมีแสนชั่ว  เห้อมั่นปานง่ามเขากวาง  เห้อมั่นปานคางหมูพลาย  เห้อมั่นปานหนายช้างน้ำ  เห้อมีผู้หลักขอเห้อผู้เบ้อขอปัน  นอนหลับเห้อได้เงินพัน  นอนฝันเห้อได้เงินหมื่น  นอนตื่นเห้อได้คำแสน  แบมือเห้อได้แก้วมณีโชติ  โทษฮ้ายอย่าเห้อพาล  มารฮ้ายอย่าเห้อเบียดเบียน  ทังหลายทกข์เห้อเจ้าช่างได้  ทั้งหลายขี้ไฮ้เห้อเจ้าช่างฮั่งช่างมี  เพิ่นขายหลาเห้อแล่นมาห้อย  เพิ่นขายข่อยเห้อแล่นมาโฮม  เลี้ยงลุ๊เห้อเจ้าได้หลายปาน  เลี้ยงหลานเห้อเจ้าได้หลายส่ำ  เป็นกอคือกอข่า  เป็นป่าคือหญ้าอยู่สวน  ฮานี้เมือหน้าเสาเฮือนเจ้าอย่าเห้อแต๊ะ  เสาแฮะเจ้าอย่าเห้อแหง  เสาเฮือนเจ้าเป็นใบช้างลาก  ฟากเฮือนเจ้าเป็นไม้ช้างเข็น  เฟนเฮือนเจ้าเป็นใบก้านก่อง  สองป่องเยี่ยมเจ้าเป็นแป้นกระดาษคำ  สองสายคาเห้อเป็นแถวดอกไม้  เออเห้อเจ้าค้ำเจ้าคูณ  เห้อมีเงินขาวคำแดง  เห้ออายะปานขุยตุ่น  จูนพู้นปานกองทราย  ไหลมาปานทรายไหลแล้ง  ปานแก้งไหลเลย  ฮานี้เมือหน้า  ขอเห้อ แกบเจ้าเป็นคำ  น้ำเจ้าเป็นเงิน  โจกนึ่งขอเห้อเป็นงัวแม่ลาย  โจกสองขอเห้อเกิดเป้นควายเขาย่องเห้อเจ้า  โจกสามขอเห้อเป็นฆ้องเก้ากำเห้อเจ้า  โจกสี่ขอเห้อเป็นคำเก้าหมื่นเห้อเจ้า  โจกห้าขอเห้อได้ข้าวมาหมื่นเยียเห้อเจ้า  โจกหกขอเห้อเจ้าได้เมียน้อยมานอนเทียมข้างเห้อเจ้า  โจกเจ็ดขอให้เจ้าได้ขี่ช้างแก้วขึ้นสู่โฮงคำ  เห้อเจ้าค้ำเจ้าคูณ  ฮานี้ละขาบลาคลาจากเมือหาห้องท้องสัญญา  ความมิหลายลาดายล่ามเอ้ย”

(สาธุดอกเกจ้านี้เกิดใหม่ใหญ่ขึ้น  เขาหาเป็นพ่อเป็นแม่  ได้ผูกข้อต่อแขนเป็นคู่หัวผัวเมีย  เกลี้ยงรอดปลอดงาม  มิได้เป็นฮูดในเลาเป็นเปาในข้าง  ก็แล้วทั่วบริบูรณ์แล้ว  บัดนี้ตูข้าทั้งหลายก็ได้นำส่งล่ามส่งนายมาถึงย้าวถึงเรือนแล้ว  ก็มิได้ให้ก้นหน้าอยู่ดาย  หงายตาอยู่เปล่า  ได้เหล้าไหใหญ่ใส่น้ำเต็ม  สักการบูชาพ่อแม่ลุงตาทั้งหลาย  กินอิ่มแก่คอพอแก่ท้อง  เหลือท้องรากเหลือปากคาย  บริบูรณ์สมควรแล้ว  ทีนี้ต่อไปข้างหน้า  ให้ล่ามเจ้ามั่นยืน  เฒ่าหัวขาวปานนกยาง  หัวกงอกปานนกลาง (เค็ด)  ให้สูงปานลำพร้าวม้าวปานลำตาล  ทีนี้ให้สูเจ้าค้ำสูเจ้าคูณ  ให้มั่นแสนปีมีแสนชั่ว  ให้มั่นปานง่ามเขากวาง  ให้มั่นปานคางหมูพลาย  ให้มั่นปานหนายช้างน้ำ  ให้มีผู้หลักขอให้ผู้ใบ้ขอปัน  นอนหลับให้ได้เงินพัน  นอนฝันให้ได้เงินหมื่น  นอนตื่นให้ได้คำแสน  แบนมือให้ได้แก้วมณีโชติ  โทษร้ายอย่าให้พาล  มารร้ายอย่าให้เบียดเบียน  ทั้งหลายทุกข์ให้เจ้าช่างได้  ทั้งหลายขี้ไร้ให้เจ้าช่างมั่งช่างมี  ท่านขายไนปั่นฝ้ายให้แล่นมาห้อง  ท่านขายข้าให้แล่นมารวม  เลี้ยงลูกให้เจ้าได้หลายชุด  เลี้ยงหลานให้เจ้าได้หลายส่ำ  เป็นกอคือกอข่า 
เป็นป่าคือหญ้าอยู่สวน  ทีนี้ต่อไปข้างหน้าเสาเรือนเจ้าอย่าให้แตก  เสาแรกอย่าให้ (แตก) ระแหง  เสาเรือนเจ้าเป็นใบช้างลาก  ฟากเรือนเจ้าเป็นไม้ช้างเข็น  เซนเรือนเจ้าเป็นใบก้านก่อง  สองป่องเยี่ยมเจ้าเป็นแป้นกระดาษคำ  สองชายคาให้เป็นแถวดอกไม้  เออให้เจ้าค้ำเจ้าคูณ  ให้มีเงินขาวคำแดง  ให้อายะปานขุยตุ่น  จูนพู้นปานกองทราย  ไหลมาปานทรายไหลแล้ง  ปานแก้งไหลเลย  ทีนี้ต่อไปข้างหน้า  ขอให้แกลบเจ้าเป็นคำ  น้ำเจ้าเป็นเงิน  โจกหนึ่งขอให้เป็นวัวแม่ลาย  โจกสองขอให้เกิดเป็นควายเขาย่องให้เจ้า  โจกสามขอให้เป็นฆ้องเก้ากำให้เจ้า  โจกสี่ขอให้เป็นคำเก้าหมื่นให้เจ้า  โจกห้าขอให้ได้ข้าวมาหมื่นเยียให้เจ้า  โจกหกขอให้เจ้าได้เมียน้อยมานอนเทียมข้างให้เจ้า  โจกเจ็ดขอให้เจ้าได้ขี่ช้างขึ้นสู่ปราสาทคำ  ให้เจ้าค้ำเจ้าคูณ  ทีนี้จะกราบลาคลาจาก  ไปหาห้องท้องสัญญา  ความไม่มากลาดายล่ามเอ้ย)

กินล่ามก่อนหมดสิทธิ
เมื่อล่ามลาลุงตาแล้ว  ถ้าพรรคพวกนำไปกินที่เรือนล่ามก่อนอย่างนี้ก็ได้  แต่ล่ามอาจหยุดชะงักเสียเพียงนั้นก็ได้  โดยไม่นำพรรคพวกไปเที่ยวกิน  ตามจารีตเครือญาติของดองทั้งสองฝ่าย  ดังกล่าวแล้ว  ซึ่งล่ามอาจพูดไพล่แผลแก้ลอยเสียอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นต้น  คนเหล่านั้นก็ไม่อาจไปกินเองได้  ถ้าหากล่ามไป่เป็นผู้พาไป  เพราะอาจไม่ได้รับการต้อนรับตามธรรมเนียม  แต่ถ้าล่ามเป็นผู้พาไปแล้ว  บรรดาเครือญาติทั้งหลาย  ซึ่งเขาเตรียมการอยู่แล้ว  ก็จะยินดีต้อนรับตามประเพณี


ฮีตดอง
(ได้ลูกหนึ่งลุงตากินดอง)
นับตั้งแต่งานวิวาหะมงคลคู่สมพงษ์ได้เสร็จสิ้นลง  คู่สมพงษ์ก็ได้อยู่กินเป็นผัวเมียกัน  สมสู่อยู่สร้างกับพ่อตาแม่นายสืบมา  จนว่าได้ลูกหนึ่งลุงตาจึงจะถามกินดอง  ตามฮีตคอง  คือ ในระยะนี้หากมีการป่วยเจ็บขึ้น  ฝ่ายลุงตาจะรักษาเหยายตามฮีตผี  ในที่สุดเมื่อหมอเหยาเสี่ยงข้าวไข่ของหมอแล้ว  จะท้วงว่าฝีอยากกินฮีต  จึงเป็นเหตุให้มีการเจ็บป่วย  ครั้นแล้วลุงตาก็จะปฏิบัติตามเพื่อให้หายเจ็บป่วย  จึงถามกินฮีตจากลูกเขย  ฝ่ายลูกเขยก็จะหาหมูมาเป็นเนื้ออุปกรณ์ของงาน  นอกจากนี้ก็มี  “หับหองฟะ”  ซึ่งท่านให้จัดเครื่องสี่  มีไข่  ๔ หน่วย (ขาวสองแดงสองย้อมสี)  พลูสี่แลบ,  แซด (สีเสียด)  สี่ตัด,  มะ (หมาก) สี่หน่วย,  ดอกไม้เทียนคู่,  เหล้าไหหนึ่ง  (หองฟะไม่มีหับ  วางไว้บนภาช์น์กะเต๊ะ  คือเครื่องสานให้ช้แทนถาด)  แล้วให้ล่ามไหว้มอบลุงตาตามระเบียบดังนี้

ล่ามไหว้มอบหับหองฟะกับสัตว์หัวตัวเลือดแกลุงตา
ล่ามไหว้ความว่า  “ความเส้นนึ่งไหว้สา  ในราตรีมื้อนี้เป็นมื้องามยามดี  จึงได้นำปะทีตฮีตคอง  มาขอแต่งแปง  นำท่งนาภาช์น์ข้าว  คือผีถามจ้ำต้ำถามกิน  ฮีตคองมีดอกไม้เทียนคู่  หองฟะมะหลบ  แต่งพอยอได้  มาถวายเซอฮีตเซอคองพ่อแม่ท่งนาภาช์น์ข้าว  กับทังสัตว์โหโตเลอด  มาขอมอบขอถวายท่งนาภาช์น์ข้าว  ความเป็นปะธูปฮูปนั้นไหว้สาเด๊าะ”
ฝ่ายลุงตาเมื่อรับไหว้ว่า  “จ้าวโมทนาสาธุ  ยอเซอเก้าเท่าเซอโห”  แล้ว  ก็เอาภาช์น์กะเต๊ะไปคอบแก่ผีเรือนว่า  เน้อพ่อแม่เอ้ย  ว่าเยอะกินฮีตกินคองนำหลานสาวผู้นั้น (ออกชื่อ)  เขามาแต่งมาแปงมื้อนี้ละ  ว่าแล้วก็วางภาช์น์กะเต๊ะไว้ที่แจ่งผีเรือนนั้นก่อน  ครั้งกองครัวจัดปรุงอาหารเสร็จ  เขาเอามาแต่งเป็นภาช์น์ข้าวแบบเดียวกับแต่งในฮีตภาช์น์สู่  ลุงตาจึงเอาไข่ในภาช์น์หองฟะ  ๔ หน่วยนั้น  ส่งให้ไทกองครัวคั่วไข่  เมื่อเสร็จแล้วจึงเอาไปใส่ในภาช์น์หัว  แล้วให้ล่ามมอบภาช์น์ข้าวแก่ลุงตาดังนี้

ล่ามมอบภาช์น์ข้าวแก่ลุงตา
“ความเส้นนึ่งไหว้สา  ในราตรีมื้อนี้มื้องามยามดี  จึงได้นำปะทีดฮีตคองมาแต่งมาแปง  แกงฮ่มต้มสุก  แต่งโตกภาช์น์  มีข้าว  ๘ ภาช์น์มามอบหมายถวายเซ่น  เห้อแก่ลุงแก่ตา  ตามปะทีดฮีตคองแต่ปู่แต่ย่านำมา  ความเป็นปะธูปฮูปนั้นไหว้สาดาย”

ลุงตาตอบไหว้มอบภาช์น์ข้าว
“โมทนาสาธุ  คือ แต่งพอยอแม่น  มีข้าว  ๘ ภาช์น์มอบหมายถวายเซ่น  เห้อแก่ตนแก่โตผู้เป็นท่งนาภาช์น์ข้าว  กะโมทนาสาธุเด๊าะ”
ต่อแต่นั้นลุงตาก็จ้ำให้ผีเรือนกิน  จ้ำไข่แล้วจึงจ้ำภาช์น์หัว  สลับกันไปจนจบเรื่องพูด  แล้วจึงเอาเหล้ามาฟอยให้กินทีหลังเป็นเสร็จพิธี  ต่อนี้ไปบรรดาคณะญาติที่มาในงานพิธีแต่งดอง  ก็พร้อมกันกินข้าวฮีตดอง  ดังที่เคยปฏิบัติมาในฮีตภาช์น์สู่  เราเรียกว่า  “กินดอง”

เหล้าฮักล่าม
เหล้าฮักล่าม (รักล่าม)  เป็นเหล้าของฝ่ายลุงตาหามาสำหรับมอบให้ล่ามฮีตคอง  ด้วยว่าล่ามเป็นของเจ้าคึดหามา  ลุงตาจึงหมายล่ามด้วยเหล้าไหหนึ่ง  เป็นการร่วมล่ามเดียวกันในฮีตภาช์น์สู่  ครั้นมาถึง
ฮีตคอง  ลุงตาจึงมีเหล้าฮักล่าม  สำหรับมอบให้แก่ล่ามอีกไหหนึ่ง

เหล้าเสี้ยงเหล้าโหลย
เหล้าเสี้ยงเหล้าโหลย  เป็นเหล้าไหหนึ่งของเจ้าคึด  ให้ล่ามมอบแก่ลุงตาตามระเบียบดังกล่าวมา  ในที่นี้จะย่อเอาแต่ใจความคำไหว้ของล่ามว่า  “ย้านลิ้นกะด๊วะ  ป๊ะกะซง  ลุกมิช่างย่างมิงาม  ปุ่มเห้อเหลา  เปาเห้อลิดฯ”  ดังนี้เป็นต้น  ทั้งนี้คงมีความหมายว่า  ตั้งแต่เขยมาสมสู่อยู่สร้างกับพ่อตาแม่นายนั้น  ฝ่ายเจ้าคึดย่อมกลัวและคิดเผื่อว่า  ลูกชายของตนจะไม่ดีไม่งาม  ซึ่งหมายถึงความผิดพลาดในหนหลัง  ที่ได้รับรองในสัญญาผูกมัดเขย คือความเฆี่ยนก็ดี  ให้เกลี้ยงแกวเกลี้ยงเกลางดงามดังนี้เป็นต้น  จึงได้มีเหล้าเสี้ยมเหล้าโหลย  เสมือนว่าได้ลูบล้างข้างลิ  ไมตรีจิตระหว่างแกวดองทั้งสองฝ่าย  ให้ยังความจิตใส่ใจเสื่อมผูกพันกันดียิ่งขึ้น

 

********************************************************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...

 

 
 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 18/09/2012 เวลา : 20.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


@ ความคิดเห็นที่ 1 
khunphai วันที่ : 18/09/2012 เวลา : 18.17 น. 

===================================

ขอบคุณมากค่ะคุณไผ่ที่ให้ความสนใจ... วัฒนธรรมภูไทมีความสวยงามในตัวเอง โดยเฉพาะผู้คนชาวภูไทมีความอ่อนน้อม ถ่อมตน ขี้เกรงใจและชอบช่วยเหลือผู้อื่น หากมีโอกาสไปสัมผัสวัฒนธรรมตามหมู่บ้านจริงด้วยจะดีมากค่ะ


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
khunphai วันที่ : 18/09/2012 เวลา : 18.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khunphai
<<<.ตัวคนเดียว สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องเที่ยวไป...ตามใจเรา>>>

ข้อมูลดีมากเลยคะ
ไผ่สนใจวัฒนธรรมอยู่เหมือนกัน
เหมือนน่าเรียนรู้น่าสนใจนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน