*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 231928
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
<< ตุลาคม 2012 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม 2555
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 3019 , 10:17:25 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน khunphai , เฟื่อง และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

หนังสือเจ็ดกษัตริย์

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๔  กุมภาพันธ์  ๒๕๑๖

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

********************************************************

เรื่อง :

ขุนบุรมพระราชทานหลาบคำแก่เจ็ดกษัตริย์
ขุนบุรมสั่งสอนเจ็ดกษัตริย์ต่อ
เจ็ดกษัตริย์ เสด็จออกเสวยเมือง
ประวัติสองกษัตริย์และประวัติศาสตร์นิยาย

********************************************************

ขุนบุรมพระราชทานหลาบคำแก่เจ็ดกษัตริย์

ตั้งแต่ขุนบุรมเริ่มลงมือหดสรง ราชาภิเษกราชบุตรดังกล่าวมา  ตลอดจนแจกเครือเขากาด แบ่งมรดก สั่งสอนลูกสะใภ้  เป็นลำดับมานั้น พระองค์ยังทรงรินน้ำแก้ว จากไตคำ ใส่มือราชโอรสทังเจ็ดอยู่ นับว่าเป็นปฐมฤกษ์ราชาภิเษก ครั้นสมควรแก่กาละเวลาแล้วพระองค์จึงหยุด  ต่อนั้นไปบรรดาเสนาอามาตย์ประชาราษฎร์ทั้งหล่าย จึงพร้อมกันโสดสรงต่อไปอีก โดยอัญเชิญราชโอรสทั้งเจ็ดขึ้นสู่หอสรง แล้วบรรดาเสนาอามาตย์ประชาราษฎร์ทั้งหลาย จึงหดทรงพร้อมกับกล่าวถวายพระพรเป็นส่วนรวมทุกๆ คน สุดแล้วแต่ใครจะถวายพระพรอย่างไร  คงเป็นการเซ็งแซ่ส่วนขุนบรมระยะนี้   พระองค์โปรดให้ขุนมาเขียนหลาบคำ (สุพรรณบัฏ)  แจกแก่ราชโอกรส ดังกล่าวไว้มีว่า “เมื่อนั้นพระบาทเจ้าธิราชเร็งโย  เจ้าจิงวางมือเสียจากไตคำหั้น  แต่นั้นซูพูพร้อมฝูงหมู่เสนา  มีใจชมชื่นบานดอมเจ้า ก็จิงให้หน่อน้อยขึ้นสู่หอสรง คันธีหดหลั่งลงรินแก้ว ทดๆ น้ำคันธีไหลหลั่ง สพรั่งพร้อมฝูงฮู้กล่าวพร เมื่อนั้นพระบาท เจ้าทังราชมาดา บอกแก่ขุนมาเขียนหลาบคำปงให้  อันว่าเบื้องขอบห้อวอแต่หนองแส ให้แก่ฉมพราวพระยี่เมืองผาล้าน อันว่าผู้ผ่านท้าวนามหน่อจุสง ให้กินเมืองแกวโยชน์ยาวภายพุ้น อันป่อยล่อยหน้าน้อยอ่อนใสพงศ์ ให้ไปกินเมืองยวนอยู่เสวยเป็นเจ้า  อันว่างัวอินน้อยพระราชบุตรา  พระให้กินเมืองศรียดธิยาภายใต้ อันว่าบัวระพาก้ำเมืองพวนวันออกภายพุ้น ให้เจ็ดเจืองเจ้าไปสร้างสืบเมือง อันว่าลกกมเจ้ากุมารแมนหล่อ คำเกิดไว้บาท้าวอยู่เสวย  ราชาเจ้าขุนบุรมตนประเสริฐ  ปลูกลูกแก้วเป็นเจ้าแผ่นดิน พระก็ตามคำเจ้าแถนหลวงฟ้าคื้น โดยบาทไท้บอมีให้หล่าคำ”


ขุนบุรมสั่งสอนเจ็ดกษัตริย์ต่อ

ครั้นเมื่อเสนาอามาตย์ประชาราษฎร์หดสรงเจ็ดกษัตริย์เสร็จ และขุนบุรมแจกหลาบคำให้แก่ราชโอรสแล้ว พระองค์ก็ทรงสั่งสอนราชโอรสทั้งเจ็ดต่อไปอีก ความว่า “เมื่อนั้นพระบาทเจ้าซ้ำเล่าสั่งสอนไป ฟังเยอะกุมาร พระจื่อจำเอาไว้  อันว่าเป็นคนนี้จำศิลอย่าประมาท บุญส่งให้สูเจ้าจิงงาม  จำศิลให้บริสุทธิ์เสมอแว่น  ผละจิงกว้างขวางแท้เพื่อศิล  อันว่าศิลทานนี้นำตัวทุกเมื่อ  เมือเกิดก้ำเมืองฟ้าเพื่อทาน ฟังเยอะเจ้าหน่อแก้วอันเกิดกับอกพ่อเอย คองราชาจจื่อจำเอาไว้ อันว่าสมบัตินนี้ปุนเป็นเจ็ดส่วน ส่วนนึ่งไว้เยียแก้วแห่งตน  เพื่อให้เป็นประโยชน์ไว้เสียนราชบุรีหลอนว่ามีโภยภัยเกิดเป็นภายหน้า ส่วนนึ่งได้บริโภคกับตน  อย่าให้เป็นสาธารณ์ท่านลือทังค่าย  ส่วนนึ่งแจกแบ่งให้นางนาถสาวสนม  ให้ขามีความสุขเพื่อบุญบาท้าว  กับทังฝูงข่อยข้าใช้ช่วงตีนมือ ราชทานปลงแก่เขาตามฐ่าน ส่วนนึ่งทานทอดให้สังโฆตนประเสริฐ ผิบอมีดังนั้นควรให้แก่รัดษี  คันบอามีรัดษีแท้ฝูงมีบุญอันมากก็ดี  ศิลห้าเป็นที่จั้งควรเจ้าให้ทาน อันนึ่งควรแจกให้อามาตย์เสนา  ฝูงอาสาแก่ตนตางเจ้า  ส่วนนึ่งไว้ตอบแขกทูตา  เพื่อให้เป็นราชาทานฝูงต่างเมืองมาเฝ้า  คันว่ามาถวายท้าวราชาภูวนาถ  คูณเครื่องให้สมแท้แก่เขา  ส่วนนึ่งไว้ทานแก่คนขอ ฝูงขีนใจให้เขาสุขย้อน  หากจักนำตนขว้ามสงสารสุดยอด  เถิงที่แล้วนีรพานุพ้นฟากสวรรค์  คันว่าเฮาพ่อเมี้ยนมรณาตตายไปเมื่อใด บุตราเป็นพ่อเดียวกันแท้ ให้มีใจแผ่กว้างผายเพื่อหากันนั้นเทอญ ให้ค่อยตกแต่งบานเมืองให้ฮุ่งเฮืองพ่อเทอญ พอ่จักอัดธิษฐานให้ตามคองเส็งเสี่ยง  ลูกแก่นแก้วกุมารน้อยซู่คน  บุญไผมีหลายแท้สมภารเพ็งมาก  หากจักได้เมืองกว้างที่ขว้างแท้แล้ว  คันว่าบุญไฟน้อยสมภารไป่แก่ฉันนั้น หากจักได้เมืองแคบน้อยตามฐ่านแห่งบุญหั้นแล้ว พ่อก็ปุนเมืองให้กุมารอยาแต่ง  ตามแต่สมภารไผว่าเอาเมืองนั้น  อยู่ชอบแท้อย่าได้ข่มเห็งนั้นเทอญ  เมืองไผไว้เมืองมันอย่าหล่า  ตามฮีตเฒ่าบูฮานตั้งแต่หลัง เมืองพี่ให้เป็นใหญ่สมศักดิ์  อย่าได้พาโลหลายยาดชิงเมืองน้อง  เวรจักเถิงต่อหน้าวินาศจิบหายเยียวว่าจักเสียไชยตัวเมื่อลุนอายหน้า  เมืองน้องให้อยู่สร้างเสวยราชทงธรรม ให้หมั่นมีคำแพงข่าวสาส์นเถิงอ้าย ไพร่พี่ตกเมืองน้องอย่าเอาให้ส่ง ไพร่น้องตกท่ออ้ายขืนให้แก่กันนั้นเทอญ  แม้นว่าฝูงไพร่น้อยข่อยไพร่เมืองใดก็ดี บอกควรที่ขันอาสาต่างเมืองมาอ้าง เมืองไผโศกฮ้ายให้ข่อยกันปองชอบดาย อย่าได้ไลกันเสียโอษฐ์ปุนไปซ้ำ  อย่าได้เว้าแผ่ถ้อยคำแผกผวนผิดนั้นเทอญ  อย่าได้หมายเทครัวยาดชิงเมืองบ้าน แม้นว่าแตกไย่ให้ค่อยบรรเทา  อย่าได้ฟังคำเขาไพร่เมืองมาไหว้  อันนึ่งอย่าโลภาพเต็งเอาง่างวดกันเทอญ  อย่าได้อ้างนาบกล้าเรวฆ่าข่มเห็ง  ลูกให้สืบลูกไว้เมืองเซ่นหลานเหลน  ลำดับเถิงฮอตกลายเมือหน้า ให้ประกอบด้วยคองราชไมตรี จงให้เห็นคำแพงอย่าไลลืมเชื้อ ตาบต่อเท่าเถิงเขตมหากัป  ไผหากตามคำเฮาพ่อสอนฉันนี้  อันว่าลูกแก่นแก้วเมือเซ่นหลานเหลน  หลานสืบหลานฮอดปลายปานซ้อย  จงให้ยืนยาวหมั้นเสวยเมืองอยู่แต่ง ฮ้อยเอ็ดเมืองเอกท้าวมาน้อมส่วยไฮ  ไผผู้โลภาพ้นตัณหามักมาก จำท่านให้มาพร้อมส่วยตน  ยังเลาเพลาด้วยโวหารเต็งข่มเอานั้น ก็ให้ตายจากเหง้ามรเมี้ยนมอดจม อันนึ่งยังเล่ากะทำกลฮ้ายยอพลตกท่งเมื่อใด  ฮับส่อช้างชนฆ่ายาดเรว ให้ท่านเถิงที่ฮ้ายวินาศจิบหายดังนี้ ปีเดือนผันอย่าผืนยาวหมั้นมันปลูกไม้อย่าให้ป่งเป็นใบ  คำตายเถิงเทียวพลันจนใกล้ มันแหงนหน้าเมือบนให้ฟ้าผ่ามันเทอญ  ไปป่าไม้ให้เสือเคี้ยวคาบกิน คันว่าไปทางน้ำชลธาเทียวท่องก็ดี  ให้เงือกฆ่ามันแท้เที่ยงจิงแท้แล้ว บาปหมื่นชั้นเถิงชั่วยาวฮี ปีเดือนมันอย่ายืนยาวกว้าง แม้นว่ามีของเค้าเต็มสะเภาขึ้นฯอกมีดีท่อน  ก็ให้ตกตาดค้อยเสียซ้ำชั่ววาย ไผผู้ยังขมด้วยลวงโลภพระตันหา   กลายคำสอนที่พระองค์ปันให้  ตาบต่อเท่าเถิงเซ่นหลายเหลน สืบไปเถิงก่อนกลายเมือหน้า วินาศฮ้ายคองถ่อยเถิงทัน ให้มันดับครัวเฮือนลูกเมียมันซ้ำ อันนึ่งโภยพยาธิฮ้ายปากบาดอย่าดี ให้มันย่อมเป็นฝีทั่วคีงเป็นเฮื้อนโภยภัยฮ้ายสิบประการเถิงถือมันเทอญ  ให้มันทุกข์ยากไฮ้ถือกะเบื้องคว้าขอ  ทำอันใดแท้อย่าให้สังสักสิ่ง  ดับชั่วซ้ำเสียแท้เที่ยงจิงแท้แล้ว  แม้นว่าตายไปแท้ให้ตกอวจีจมอยู่ พระเจ้าเกิดมามากล้นอย่าให้ผ่อเห็นมันนั้นเทอญ  พ่อบอกให้จำจำจื่อคำสอน  ราชาปดโทษควรทูลเจ้า  เมื่อนั้นเจ็ดเจืองเจ้าแปะใส่จอมหัว  ฟังคำสอนจื่อเอาจำไว้  เมื่อนั้นขุนบุรมเจ้าลือเกียรติ์กงโลก  ยังอยู่สร้างเมืองบ้านบอนาน  พ่อก็มรณาเมี้ยนลดชั่วเมือพรหม  ไปตามกรรมแห่งตนภายฟ้ากับทังสองศรีเจ้านางนาถเทวี  ก็ลวดมรณาไปซู่คนหมดเลี้ยง”


เจ็ดกษัตริย์ เสด็จออกเสวยเมือง

ครั้นเมื่อขุนบรมสั่งสอนราชโอรสทั้งเจ็ดเสร็จแล้ว  ก็เป็นอันจบเรื่องการทำพระราชพิธีอภิเษกสมรส, คูณขวัญ,  ราชาภิเษก,  บาย์ศรีดังกล่าว,  พระองค์ก็ทรงเสวยราชย์สืบไป  ในไม่สู้ช้านานเท่าใดนัก  ขุนบรมกับพระราชเทวีทั้งสอง ต่างองค์ก็ค่อยๆ เสด็จเข้าสู่หิวงคต ไปตามวาระกรรมแห่งตนเป็นองค์ๆ ไป เมื่อพระราชโอรสจัดการฌาปนกิจ  ถวายพระเพลิงศพพระราชบิดามารดาเสร็จเรียบร้อยทุกประการแล้ว เจ็ดกษัตริย์ ก็เสด็จออกกินเมือง เมื่อราวปี พ.ศ.๑๒๙๖ ดังกล่าวไว้มีความว่า “เมื่อนั้นราชบุตรเจ้าทังเจ็ดองค์ประเสริฐ  เลิกซากเมี้ยนกษัตริย์เจ้าซู่ตน บัดนี้พระกษัตริย์เจ้าทังสามพ่อแม่  เมือสู่ฟ้านครแก้วที่สถาน  เฮาจักให้ปฏิญาณไว้มโนวรรณอันชอบ ก็ถ้าไปอยู่สร้างเมืองบ้านแห่งเฮาชอบแล้ว  โดยดังพระพ่อให้ทานแก่ฝูงเฮา  เมืองไผมีค่อนข้างทำเพียรสร้าง  ท่อว่าให้ประกอบด้วยคำราชไมตรี  มีบรรณการสาส์นข่าวเมืองเทียวใช้  ตามคองเชื้อประเวณีอย่าขาด  โดยดังพระพ่อเจ้าสบถน้ำแก่เฮาคันให้ปฏิญาณแท้บรบวรณ์ทุกสิ่ง  พระพี่น้องจาต้านต่อกัน

แต่นั้นขุนลออ้ายเมืองชวาเอิ้นสั่ง  ฝูงหนุ่มเหง้านามเชื้อซู่คน  ค่อยอยู่ดีเยอ  แถวเถื่อนไม้บ้านเก่าบุรมกูเอย  เฮียมจักเจียรการไปห่างไกลกันแล้ว ลงสมสร้างสมภารเพิงโพดภายพุ้น พี่ดำไปผ่านพื้นนครกว้างที่ชวา  เมื่อนั้นยี่ผาลานเอิ้นสั่งชาวเมือง  ทังเสนาที่เฮาแฮงต้าน  ค่อยอยู่ดีเยอ นาท่งน้อยแถนหลวงลงปลูกกูเอย  เฮียมจักเจียระจากเจ้าจอมซ้อยพรากไปก่อนแล้ว  พี่จักเดินดุ่งผ้ายผันแสวงสมเพิ่นภายพุ้น ไปสร้างบ้านเมืองฮ่อที่พะโค  ถัดนั้นจุสงเจ้าจอมเมืองจักจาก  เอิ้นสั่งบ้านทังข่อยไพร่พล  ค่อยอยู่ดีเยอ  เมืองมิ่งบ้านบุรีใหญ่เฮียงฮมูกเอย  เฮียมจักลาจากไปบุรีเสวยเมืองบ้าน องค์อาจขึ้นน้อยยางงาแก้วโกด  แหนแห่เจ้าไปพร้อมปิ่นบัว  ถัดนั้นใสพงศ์เจ้าจอมเมืองจักจากไปแล้ว เอิ้นสั่งน้ำปุงเต้าอยู่ดีแต่เน้อ ค่อยอยู่ดีเยอ  หน่วยใหญ่น้ำปุงหลวงจักจากจิงแล้ว  เฮาจัดไปเมืองยวนอยู่เสวยสืบสร้างโดยก่อนก้ำหงษาเชียงใหญ่จิงแล้ว  บุญมากได้เสวยสร้างสืบเมือง  ถัดนั้นงัวอินเจ้าเอิ้นสั่งชาวเมือง  ทังเสนาไพร่พลจอมเจ้า ค่อยอยู่ดีเยอ  พระพ่อเจ้าขุนบุรมตนประเสริฐกูเอย  ลูกก็เป็นวงศาอยู่เสวยเมืองบ้าน จักได้เมือสมสร้างคราวไกลกงเทศ  ไปอยู่สร้างเมืองกว้างยดธิยา  ถัดนั้นลกกมเจ้าเชียงคมเจียระจาก  เอิ้นสั่งเหง้านามอยู่เชื้อซู่คน  ค่อยอยู่ดีเยอ ฝูงชาติเชื้อน้องแม่ชาวแถนข่อยเอย ลูกจักไปคำเกิดพุ้นอยู่เมืองสืบเมือง  ถัดนั้นเจ็ดเจืองเจ้าเอิ้นสั่งชาวเมือง ทังแนวนามเผ่าพันธุ์พงศ์เชื้อ  ค่อยอยู่ดีเยอ  เจ้าพี่น้องทังหลายฝูงไพร่  เฮาจักไปสืบสร้างภายพุ้นเพื่อนพล พระอวนออกได้ปีปลายเถิงเล่า  อันนึ่งอย่าได้ปะไป่ไว้เมืองบ้านแห่งพวนแด่เทอญ  เมื่อนั้นชาวเมืองพร้อมมาถวายเสียงสนั่น เจ็ดแจ่มเจ้าพังแจ้งซู่คน  ไปเยอพระพี่น้องจอมขม่อมทังเจ็ด  ขอให้มีสมภารแผ่เขากวมกว้าง  เกิดเป้นท้าวขุนนางในโลก ลือเท่าทั่วครกกว้างข่มเขา  แต่นั้นพระหลิงหน้าน้อยอ่อนทังเจ็ด  วอยๆ ลุกพรากกันไปหน้า เสนาข้าตามตีนภูวนาถ  ซู่คนซู่หากดั้นเดินผ้ายต่างสถาน  เสด็จฮอดด้าวเมืองใหญ่อยู่ปุน  เป็นราชาแต่งเมืองเป็นเจ้า คันว่าเจ็ดแจ่มเจ้าไปฮอดเมืองใด  ก็จิงถือเดือนเจียงมื้อมาฉันนี้ อันว่าขุนลอเจ้าไปฮอดเมืองชวาก็ดี เลยเล่าถือเดือนเจียงแต่เดินเถิงนั้น  ยี่ผาล้านไปฮอดห้อวอแต่หนองแสก็ดี  ก็ลวดเถิงเดือนเจียงมื้อเดินอันนั้น  แม้นว่าจุสงเจ้าไปฮอดพะกันหลวง  ก็เล่าลือเดือดเจียงเมื่อพระองค์เสด็จข้า ใสพงศ์เจ้าไปฮอดเมืองยวนก็ดี  เจ้าก็ถือเดือนเจียงฮอดเมืองเดือนนั้น  งัวอินเจ้าไปฮอดห้องศรีอะยดธิยาหลวงก็ดี  พระก็ถือเดือนเจียงเมื่อเดินเถิงนั้น เจ็ดเจืองเจ้าไปฮอดเมืองพวนก็ดี  เดือนเจียงถือมื้อพระองค์เสด็จเข้า  อันว่าลูกกมแก้วไปเมืองคำเกิดก็ดี ไปฮอดแล้วเดือนนั้นว่าเจียง  พระจิงจำกลอนต้านเดือนเจียงถือต่างกันดาย  คำพระเจ้าแผ่นหล้าสอนไว้สืบมา”


ประวัติสองกษัตริย์และประวัติศาสตร์นิยาย

ต่อไปนี้จะได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์,  พงศาวดาร,  ตำนาน,  โบราณคดี  อันเป็นแนวทางของผู้สืบตระกูล ผู้ก่อให้เกิดประเพณี  อภิเษกสมรส,  คูณขวัญ, ราชาภิเษก,  บาย์ศรี  ในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งได้แก่เจ็ดกษัตริย์ดังกล่าวแล้ว แต่ในที่นี่จะเล่าเพียงสองสาขากษัตริย์  คือขุนลอกับท้าวใสพงศ์เท่านั้น เพราะไทยส่วนนี้มีความเป็นอยู่อย่างใกล้ชิด และเกี่ยวพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  กับไทยในประเทศไทยในปัจจุบัน ด้วยเคยใช้ประเพณีอันเดียวกันนี้ มาตั้งแต่ต้นบรรพบุรุษจนถึงสมัยปัจจุบัน  และตอนต่อไปจะได้กล่าวถึงตำนานโบราณคดี  ของชนเชื้อชาติไทย ให้ผู้อ่านเห็นแจ้งตามตำนานว่าเดิมต้นตระกูลไทยมีความเป็นอยู่ที่ไหน  ได้เปลี่ยนแปลงเป็นมาอย่างไรบ้าง แล้วจะได้รู้เค้าความจากบทประพันธ์สูดอภิเษกรสมรส,  คูณขวัญ, ราชาภิเษก,  บาย์ศรี  ว่าท่านบรรพบุรุษได้กล่าวอ้างถึงสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏในตำนาน มีแถนเป็นต้นนั้น  มีมูลเหตุเกี่ยวเนื่องสายสัมพันธ์ถึงกันอย่างไร  ท่านจึงนำมาบรรยายไว้ในบทสูดนั้นๆ ด้วย อย่างนี้เป็นอาทิ จึงขอเริ่มเรื่องแต่แผ่นดินขุนลอต่อไปดังนี้

ขุนลอเป็นพระเจ้าแผ่นดินเมืองล้านช้าง  และสืบกษัตริย์ลำดับมาถึงองค์ที่ ๔๐ ชื่อพระเจ้าโพธิสาร ซึ่งทรงราชย์ ระหว่างนี้พระเจ้ามหาพรมราช (พระเมืองเกศาเกล้า)  เจ้านครเชียงใหม่  ให้อำมาตย์อัญเชิญพระนางยอดคำผู้เป็นลูกสาว  มาถวายเป็นพระมเหสีของพระเจ้าโพธิสาร  เกิดบุตรด้วยกันชื่อ พระไชยเชษฐา (ไชยเสรษฐา – อุปโยราช)  ครั้นต่อมาภายหลังพระเมืองเกษเกล้าสติฟั่นเฟือน ไม่อาจครองราชย์สมบัติได้และไม่มีลูกชาย  จึงมอบให้พระนางมหาเทวีจิรปะภาผู้ลูกสาว  ครองนครเชียงใหม่แทน ต่อมาเสนาอำมาตย์จึงไปเชิญพระไชยเชษฐา  มาครองแทนพระนางมหาเทวีจิรประภา เมื่อระหว่าง พ.ศ. ๒๐๙๐-๒๐๙๔ ครั้นถึง พ.ศ. ๒๐๙๔ (จ.ศ. ๙๑๔-ค.ศ. ๑๕๕๐)  พระเจ้าโพธิสารเสด็จทิวงคตเสด็จทิวงคตด้วยช้างพระที่นั่งทับ พระชนมายุ ๔๓ พรรษา  ครั้นลำดับกษัตริย์มาถึงสมัยพระเจ้าสิริบุญสาร (ธรรมเทวงศ์)  มีเหตุพิพาทเกิดสงครามกับพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี กองทัพกรุงธนบุรีขึ้นไปปราบชนะเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๑ ปีจอ ต่อแต่นั้นมาก็เสียเอกราช เป็นประเทศราชขึ้นต่อกรุงธนบุรีสืบมา ถึงพ.ศ. ๒๔๓๖ ตกไปเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส  สมัย ม.ปาวีเป็นอัครราชทูตฝั่งเศษประจำกรุงเทพฯ  แต่ขณะนี้กรุงล้านช้างกู้อิสรภาพคืนจากฝรั่งเศสได้แล้ว คงเป็นประเทศเอกราชสืบไปชื่อประเทศลาว

ท้าวใสพงศ์เป็นพระเจ้าแผ่นดินเมืองยวน ทรงพระนามว่พระเจ้าสิงหนวัติ จดหมายเหตุบาทหลวงตาชาร์ด (ฝรั่งเศส)  ว่าชื่อ “พระปฐมสุริเทพฤทัยสุวรรณพิตร”  สืบกษัตริย์ครองแคว้นลานนาไทย(เชียงแสน)  มาถึง พ.ศ. ๑๗๓๑ (จ.ศ. ๕๕๐ ปีวอก) มีข้าศึกยกทัพมาสืบได้ความว่าใหญ่หลวง  เหลือกำลังที่จะต่อสู้จึงเผาเมืองเสีย  แล้วอพยพลงไปทางใต้  สร้างอาณาจักรสุโขทัยขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๗๘๑ (จ.ศ. ๖๐๐)  หมอดอด์ดว่า  พ.ศ. ๑๘๐๐ (จ.ศ. ๖๑๙)  นอกจากนี้ก็ไปสร้างแคว้นสุวรรณภูมิ (อู่ทอง)  แคว้นศิริธรรมราช (นครศรีธรรมราช)  และแคว้นละโว้ (ลพบุรี – อโยธยา)  เจ้าชายเชื้อกษัตริย์แคว้นศิริธรรมราช  ไปได้เจ้าหญิงเชื้อกษัตริย์แคว้นอโยธยาเป็นชายา  เมื่อราว พ.ศ. ๑๘๕๖ (จ.ศ. ๖๗๕)  ครั้นถึงวันจันทร์ขึ้นแปดค่ำเดือนห้า  ปีขาล พ.ศ. ๑๘๕๗ (จ.ศ. ๖๗๖)  ก็ประสูติโอรสชื่อเจ้าราม (พระราม)  ภายหลังต่อมาได้เป็นพระเจ้าอู่ทอง   ครองเมืองอู่ทองแคว้นสุวรรณภูมิ  และได้สร้างกรุงศรีอยุธยาขึ้นที่หนองโสน  เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ (จ.ศ. ๗๑๒)  เป็นนครหลวงแห่งประเทศไทย (สยาม) ไทย

ตามที่กล่าวมาเบื้องบนนี้ ย่อมเห็นได้ว่า พระราชพิธีเหล่านี้ทำที่เมืองแถง (แถน–นาน้อยอ้อยหนู) ในดินแดนสิบสองเจ้าไทย  ซึ่งมีอาณาเขตทิศเหนือจดกับแดนฮ่อต่อแต่เมืองหนองแส  ทิศตะวันออกจดเขตแดนแกว (ญวน)  ทิศใต้จดเขตเมืองชวาล้านช้าง (หลวงพระบาง)  ทิศตะวันตกจดเขตเมืองยวน (เงินยาง – สิบสองปันนา)  และใต้สิบสองปันนาลงไป  เป็นเขตแคว้นศรีอะยดธิยาทางใต้ (ขอมจามเทวี)  เขตแคว้นเหล่านี้  ติดต่อเจือระเนือกันด้วยป่าดงพงกว้าง  ใช้แต่ช้างเป็นยานพาหนะ  และถิ่นที่กล่าวมานี้  เป็นที่อยู่ของหมู่มนุษย์  อันมีภูมิลำเนาเดิม  อยู่ที่นี่หรืออยู่ที่ไหน  หรือได้เปลี่ยนแปลงเป็นมาอย่างไร  จึงเป็นอยู่อย่างนี้  ก็ยังไม่แจ้ง  ควรที่น่าสนใจไม่น้อย  ถ้าหากค้นหาทางประวัติศาสตร์  ก็จะรู้ไดเพียงสมัยนครลุง,  นครปา,  นครเงี้ยว  อันตั้งอยู่ราวภาคเหนือของจีนเดี๋ยวนี้  หมอดอด์ดว่านครปาก็คือเมืองจุงกิงของจีนปัจจุบัน  แต่ถ้าคำนวณระยเวลาสมัยนั้น  ก็ว่าประมาณก่อนพุทธศก  ๔๕๐๐  ปี  ยิ่งกว่านี้ขึ้นไปประวัติศาสตร์ยังสอบสวนไม่ถึง  เราจึงไม่อาจจะรู้ปฐมชาติภูมิของเราได้  แต่ถ้าจะหันมาดูด้านตำนานเดิมของเรา  ก็พอจะช่วยให้เข้าใจมาตาปิตุภูมิของเราได้  โดยอาศัยเรื่องที่ท่านโบราณจารย์ได้รวมเรียงเป็นลายลักษณ์อักษรไว้เป็นประวัติศาสตร์นิยาย  ชื่อ ปฐมกัป  จารในใบลานด้วยอักษรไทยน้อย  อ้างที่มาเข้าใจว่าชื่อคัมภีร์คือ  พระชินนะสาด,  อัดสัดถี,  พระโยเป็นอาทิ  กล่าวเริ่มเรื่องด้วยมนุษย์สองผัวเมีย  ก่อเกิดขึ้นในโลกนี้เป็นครั้งแรก   แต่ก่อฟ้าท่อเกล็ดหอย  ก่อดินก่อดอยท่อฮอยไก้  ก่อต้นไม้ลำเทียน  ความพิสดารมีในเรื่องน้ำเต้าปุง  อันเป็นตำนานชนชาติเชื้อไทยแล้ว  ที่นี่จะขอเล่าเค้าความพอประกอบเรื่อง  ว่าเดิมทีมีดินสองแผ่นเต็มไปด้วยน้ำ  แต่พอมีทางเดินถึงกันได้  ดินแผ่นหนึ่งมีหญิงคนหนึ่งอยู่  ชื่อ “อิไคยะสังคะสี”  อีกแผ่นหนึ่งมีชายคนหนึ่งอยู่  ชื่อ “บุดถังไคยะสังคะสี”  ทุกวันนี้เราเรียก  “ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสี”  สมัยนั้นสัตว์เกิดแล้ว  ครั้งหนึ่งปู่สังคะสาเห็นสัตว์ทั้งหลายทับกัน  ก็นึกถึงตัวทันทีว่า  เบื้องล่างอย่างของเรานี้  จะมีพอสองไม่หนอ  พอนึกคิดดังนั้นแล้ว  ก็ออกตระเดินดั้นแอ่วไปหา  ไปพบย่าสังคะสีเข้าก็ชวนเป็นเมีย  ย่าสังคะสีจึงตอบว่าให้แก้ปัญหาเสียก่อน  ถ้าแก้ได้จึงจะเอา  ถ้าแก้ไม่ได้ก็ไม่เอาว่าอย่างนั้น  แล้วปู่สังคะสาจึงถามว่าปัญหานั้นอย่างไร  ย่าสังคะสีก็บอกว่า  “สัตว์ทังหลายเกิดมาเหลือล้น  เขาเกิดแล้วเขาพัดเลาตายไป  ตายไปแล้วเขาพัดเกิดคืนมา  ทำฉันใดฝูงตายไปจิงสิบอคืนมาได้”  เมื่อปู่สังคะสาได้ฟังก็คิดไม่ออก  จึงกลับคืนเมือที่อยู่แห่งตน  คิดอยู่ได้แปดหมื่นสี่พันกัป  จึงคิดบรรลุซึ่งปัญหานั้นตกแตก  แล้วจึงกลับมาหาย่าสังคะสี  และแก้ปัญหานั้นให้ย่าสังคะสีฟังว่าดังนี้  “ปุงลิงค,  อิตถีลิงค,  นปุงสกลิงค  ให้แล้วด้วยขันธ์ห้าธาตุสี่  ให้เป็นเพศผู้หญิงชายคนมองกะเทย”  ย่าสังคะสีก็รับรองว่าถูกต้อง  เลยยินยอมเป็นผัวเมียกัน  เกิดลูกด้วยกันสามคน  เป็นหญิงหนึ่งชายหนึ่งคนมองหนึ่ง  แล้วลูกเหล่านี้คงแพร่หลานเหลน  ขยายพงศ์พันธ์กว้างไกลออกไปเป็นสี่เมืองใหญ่  มีพระยาแถนทั้งสี่เป็นเจ้าปกครองพลไพร่เหล่านี้  อยู่บนเขายุคันธร  อันเป็นเขาสัตบริภัณฑ์ลูกใกล้ชิด  ในหมู่เขาบริวารทั้งเจ็ดล้อมเขาเสมรุ  ส่วนปู่สังคะสาย่าสังคะสีนั้น  อยู่ที่เขาเสมรุ (พระสุเมรุ – ป่าหิมพานต์ – เขาหิมาลัย)  ซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนของประเทศเนปาล  เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในโลก  สูงถึง  ๒๙๑๔๒  ฟุต  และถิ่นที่อยู่ของปู่สังคะสาย่าสังคะสีนั้น  ย่าสังคะสีได้ควัดหินเป็นรูปช้างใหญ่  ชื่อมโนสิลา  และควัดหินเป็นบันไดลงสระอะโนมมาเป็นสามทาง  ในประวัติศาสตร์นิยายอ้างว่าทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่  ครั้นสมัยต่อมาไม่มีใครสามารถขึ้นดูได้  อากาศหนาวจัดปกคลุมไปด้วยหิมะตลอดระดู  แต่เมื่อเร็วๆนี้  มีคนขึ้นไปถึงยอดสูงสุดชื่อ เอเวอร์เรสต์  ได้แล้ว  คือ  พ.อ.จอห์น  ฮันท์  ชาวอังกฤษเป็นหัวหน้า  พร้อมด้วย อี.พี. ฮิลลารี่  ชาวนิวซีแลนด์  กับเทนซิงห์  เชปปา  ชาวเนปาลเป็นผู้นำทาง  ขึ้นถึงยอดสูงสุดสำเร็จเมื่อ  วันที่  ๒๙  พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๔๙๖  ได้นำธงสหประชาชาติ,  ธงอังกฤษ,  ธงเนปาล  ไปปักไว้เห็นหลักฐาน  สระอะโนนมานั้นประวัติศาสตร์นิยายว่า  เป็นที่เกิดต้นแม่น้ำทั้งห้า  (ปัญจมหานที)  ได้แก่แม่น้ำคุงคา,  ยมมะนา,  สาละพู,  มะหิงสา,  อเจรวดี (ในหนังสือหลักไทย)  กล่าวถึงชื่อแม่น้ำทั้งห้าว่า  วิตัสตา (จีลัม),  อสิกนีหรือจันทรภาค (ซีนับ),  ปรุษณีหรืออิรวดี (ราวี),  วิปาศ (ปีอัส),  ศุตุทรี (สัตเลช))  ไหลไปทางทิศใต้  ลงสู่ฝั่งทะเลมหาสมุทอินเดีย  ผ่านประเทศอินเดีย  ครั้นถึงระดูฝน  พระยาแถนพลไพร่ก็ลงไปเล่นแข่งเรือ  ดังกล่าวว่า   “ฯ ยามเมื่อเถิงระดูแล้วพระยาแถนพลไพร่   จิงอวนไพร่น้อยลงหลิ่นช่วงเฮือ  ในแม่น้ำเฮียกชื่อคุงคา  วาโยพัดหอบทะยานเฟือนฟ้ง  เป็นฝนฟ้าตกลงฮำท่ง  ทั่วข้าวกร้านามุ่งชุ่มเย็นฯ”

เข้าใจตามน้ำเต้าปุงว่า ในสมัยต่อมา  พระยาแถนได้นำเอาปุงปัญหาย่าสังคะสีนี้เข้าประกอบพิธี  เป็นปุงรัฐประศาสน์ปกครองบ้านเมือง  เป็นปุงสมเชื้อชาติไทย  เรียกน้ำเต้าปุง  เช่นปรากฏทางประวัติศาสตร์ว่า  ในสมัยพระยาแถนขยายอาณาจักรก็ดี  รวมอาณาจักรเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวก็ดี  มีการทำพิธีน้ำเต้าปุงทุกครั้ง  ดังกล่าวในน้ำเต้าปุงแล้ว  โดยทรงจัดชายหญิงฝ่ายเมืองเดิม  ซึ่งเป็นเชื้อกษัตริย์เรียกว่า  “ไทลอ”  ให้เข้าคู่กับชายหญิงฝ่ายเมืองที่รวมใหม่ให้เป็นคู่หัวผัวเมียกัน  เมื่อมีลูกออกมาให้ชื่อว่า เป็น “ไท”  ดังนี้เป็นต้น  ส่วนผู้ที่ออกจากเต้าปุงทั้งหมดได้ชื่อว่า “ลาว”  ดังอ้างไว้ในหนังสือขุนบุรมความว่า “ฯ แต่นั้นคนจิงเสริญสืบเว้าเอิ้นว่าลาวๆ  เหตุว่าเกิดในลาพุหมากน้ำเต้าปุงมาแท้แล้ว  บทว่าลาพุนั้นดูขัดขีนยากแก่เว้าแท้แล้ว  แปลว่าหมากน้ำเต้าปุงแท้สิ่งเดียวฯ”  เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็เข้าใจคำว่าลาวมาจากลาพุ  แต่ลาพุเป็นคำพูดยากไม่สะดวกแก่การพูด  จึงคงเปลี่ยนพะเป็นวะ  คือ แผลงพะ เป็น วะ  กลายเป็นลาวุ – ลาวู – ลาว  ดังปรากฏเป็นองค์พยานให้เห็นได้  ในสมัยลาวแคว้นศรีโคตรบูร  กำลังเจริญรุ่งเรือง  ระหว่างก่อนพุทธศกถึง  พ.ศ. ๕๐๐  เขาได้แกะสลักหินสีเขียวเข้มเป็นรูปนางสาว  ไว้ในเขตแคว้นของเขาที่โคกลาวู   ห่างจากเมืองพิมายไปทางทิศอิสานราว  ๔๐  กิโลเมตร  นี่แสดงให้เห็นว่า  นางลาวูก็คือนางลาว  คำลาวูเพี้ยนมาเป็นลาวดังกล่าวแล้ว  ฉะนั้นลูกหลานปู่สังคะสาย่าสังคะสี  จึงได้ชื่อว่าลาวทั้งหมดทั้งสิ้นทั่วไป  อันสามานยนาม  แม้พระยาแถนก็ชื่อว่าลาว  แต่เรียกลาวเก่าลาวหลวง  เป็นเชื้อติดแถวมาจากน้ำเต้าปุงคือ  ลาพุ – ลาพู  และเป็นแนวติดต่อมาจาก  การได้ออกจากน้ำเต้าปุงที่กำหนดไว้  ให้ชื่อว่าเป็น “ไท”  โดยมิได้ละทิ้งที่มาสองแห่งนี้  จึงมีชื่อกำหนดให้เรียกเอา  เฉพาะคำท้ายของลาพู  ประสมกับคำไทจึงเป็นพูไทอีกด้วย  ชื่อ “พูไท”  นี้เป็นวิสามายนาม  แต่ถ้าเรียกเป็นสามานยนามก็ว่า “ลาวหลวง”  ซึ่งเป็นคำลาวใช้เรียกพูไทในสมัยโบราณ  สมัยนี้ไม่มีใครเรียกว่าลาวหลวงแล้ว  มีแต่เรียกว่าพูไทยอย่างเดียว  คงเลิกเรียนกันมานานจนลืมที่รู้ได้ว่าเรียกลาวหลวง  ก็อาศัยหลักฐานจากพงศาวดารลาวทางบั้งจุ้มกล่าวไว้  คำว่า  พู  หมายถึง  เป็นลาว  คำว่า  ไท  หมายถึง  เป็นไทย  พูไทย  จึงเป็นนามลาวนามไทยทั้งสองอย่าง  เป็นนามกลางระหว่างลาวกับไทย  คำว่า  ไท  เป็นชื่อรวมของลาวทั้งหมดทั้งสิ้น  เป็นสมุหนาม  ใช้เรียกชื่อเชื้อชาติว่า  ไท  ก็เหมาะสมกับตำนานเดิมอยู่  แม้ขุนบุรมก็ยังใช้เรียกว่า  ไท  ดังในพระราชโอวาทของพระองค์ว่าดังนี้   “สุพรหมสัตตู  พระราชโอวาทไท  พระองค์บุรมมะบุพพิตต์พระราชสมภารเจ้า  ผู้ซงพระคุณอันประเสริฐฯ”  ดังนี้เป็นตัวอย่าง  ทั้งๆ  ที่ขุนบุรมก็เป็นแถน,  เป็นลาวเก่า,  เป็นลาวหลวง,  เป็นพูไท,  เป็นไท  ครบทุกแขนงนามนั้นด้วย  ส่วนคำไทมาในสมัยหลังจึงเติม ย.  เข้าต่อท้าย  โดยมีความหมายว่า  เป็นอิสระไม่เป็นทาสใคร  ดังเราใช้ว่า “ไทย”  ทุกวันนี้

บัดนี้เรารู้ถิ่นที่อยู่ของปู่สังคะสาย่าสังคะสีและลาวเดิมแล้ว  ว่าอยู่บนเขาเสมรุและเขายุคันธร  แล้วยังได้ลงมาเล่นแข่งเรือในแม่น้ำคงคา  ที่ประเทศอินเดียเดียวนี้ด้วย  แต่เหตุไฉนจึงได้มาอยู่ในแหลมทองประเทศไทยทุกวันนี้  อันเป็นข้อที่เราจะเดาเอาไม่ถูก  ในนิยายก็มิได้กล่าวไว้  นอกจากจะหันมาเชื่อข้อสันนิษฐานของศาสตราจารย์เครดเนอร์ (Gredner)  นักปราชญ์วิชาภูมิศาสตร์ชาติเยอรมัน  ว่าครั้งหนึ่งแผ่นดินไหว  ภูเขาไฟระเบิดลงสู่ทะเลจีนอย่างแรง  ลาวทั้งหลายจึงแตกกระจายกันไปอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง  พวกที่อพยพหนีมหาภัย  เข้ามาอยู่ทางแหลมทองก็คงมีมาก  ภายหลังได้ตั้งปกครองกันอยู่เป็นแคว้นๆ  เมื่อ พ.ศ. ๙  ปรากฏตามตำนานพระธาตุพนมว่า  มีแคว้นลาวต่างๆ  ดังนี้  แคว้นจุลณีพรหมทัต (สิบสองเจ้าไทย + ประเทศวันลางของแกว),  แคว้นศรีโคตบูร,  แคว้นหนองหานหลวง,  แคว้นหนองหานน้อย,  แคว้นสาเกตนคร (ร้อยเอ็ดประตู),  แคว้นกุรุนทนคร (อโยธยา – ทวาราวดี)  นอกกว่านี้ ที่ไม่มีในตำนานพระธาตุพนมก็คือ  แคว้นยาง (เงินยาง – ยวนชาน)  ส่วนลาวเก่า,  ลาวหลวง,  แถน  ต้องซัดเซพะเนจรไปอยู่นครลุง,  นครปา,  นครเงี้ยว  ภายหลังจึงได้เลื่อนอพยพลงมาทางใต้  ตั้งอาณาจักรแถน (เทียน – อ้ายลาว)  เมื่อราว พ.ศ. ๔๐๐ – ๖๒๑  มีนครเพงายเป็นราชธานี  แล้วอพยพมาตั้งอาณาจักรหนองแส (น่านเจ้า)  เมื่อราว พ.ศ. ๑๐๐๐ เศษ  ครั้นราวระหว่าง พ.ศ. ๑๑๘๒ – ๑๒๘๐  จึงมาพบลาวเดิมที่มาตั้งอยู่ก่อน  มีแคว้นสิบสองเจ้าไทยและเงินยาง  เป็นต้น  แล้วภายหลังจึงสืบเชื้อกษัตริย์ต่อ ๆ กันมา  จนได้รวมเป็นอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว  เป็นประเทศไทยปัจจุบัน  ปกครองกันมา  ตามแบบคองเมืองเดิมของพระยาแถน  ที่เรียกคองจุ้ม  ซึ่งสืบต่อกันมาแต่ครั้งปู่สังคสาย่าสังคสี  กล่าวความมาพอสมควร  ต่อนี้ไปเชิญอ่านบทประพันธ์ร้อยกองร่ายโบราณ  ในบทสูดสำนวนเดิม  เพื่อเพลินด้วยอรรถรสแห่งวรรณคดีชิ้นเอกโน้นเทอญ.

 

********************************************************

หมายเหตุ
คุณตานรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ต่างๆ เช่นตำนานไทยและเรื่องประวัติศาสตร์อื่นๆ โดยรวมเรียงและเขียนออกมาเป็นหนังสือหลายเล่มด้วยกัน และก่อนท่านสิ้นลมหายใจได้กำชับให้ลูกหลานนำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอทยอยนำข้อมูลหนังสือคุณตาออกมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ โดยไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ แม้ว่าการเขียนในอดีตและปัจจุบันจะมีความแตกกต่างกันก็ตาม จึงขอคงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบเรียงไว้ค่ะ...

 

 
 

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
khunphai วันที่ : 17/11/2012 เวลา : 18.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khunphai
<<<.ตัวคนเดียว สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องเที่ยวไป...ตามใจเรา>>>

อยากอ่าน แต่อ่านไม่หมด
หิวข้าวแล้ว แฮะๆ
แต่โหวตคะ เขียนได้ยาวเยี่ยมๆๆ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 28/10/2012 เวลา : 21.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


@ ย่าดา

ขอบคุณมากคะที่ติตามข้อมูล


ความคิดเห็นที่ 5 PhutaiKaowong ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ย่าดา วันที่ : 28/10/2012 เวลา : 21.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

นับเป็นข้อมูลที่ทรงคุณค่ายิ่ง ขอบคุณที่นำมาลงไว้ให้ได้ศึกษาค่ะ
ชวนไปชมตอนที่สอง
http://www.oknation.net/blog/freesoultofly/2012/10/28/entry-1

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 27/10/2012 เวลา : 15.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


ยินดีคะคุณเฟื่อง ขอบคุณที่แวะมาทักทายคร้า

ความคิดเห็นที่ 3 PhutaiKaowong ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เฟื่อง วันที่ : 27/10/2012 เวลา : 13.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/creativeworld

น่าสนใจมากค่ะ จะย้อนไปอ่านนะคะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 27/10/2012 เวลา : 09.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


ขอบคุณคะพี่ชบาตานี ที่แวะมาอ่านคะ

ความคิดเห็นที่ 1 PhutaiKaowong ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ชบาตานี วันที่ : 27/10/2012 เวลา : 07.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

ข้อมูลชัดเจนจริงๆ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน