*/
  • PiyaiandNoolek
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : gotonoolek@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2014-06-19
  • จำนวนเรื่อง : 146
  • จำนวนผู้ชม : 123258
  • จำนวนผู้โหวต : 28
  • ส่ง msg :
  • โหวต 28 คน
วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม 2557
Posted by PiyaiandNoolek , ผู้อ่าน : 3789 , 20:34:48 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน february26 , liminghui และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

         ยอมรับเลยว่าไม่ได้รับรู้ความหนาวเย็นภายนอกเอาเสียเลย เพราะนอกจากในห้องมีฮีทเตอร์แล้ว การเดินทางยาวไกลที่หลับไม่เต็มตื่นตั้งแต่ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ทำให้หลับสนิทรวดเดียวตลอดคืนอย่างเต็มอิ่ม ภารกิจยามเช้าของหนูเล็กคือการไปเตรียมอาหารเช้าสำหรับเราสองคน และวันนี้มีมื้อพิเศษเพิ่มอีกมื้อคือการจัดเตรียมอาหารกลางวันที่เราจะไปแวะหาที่จัดการกันระหว่างทางเมื่อตระเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย ก็ได้เวลาร่ำลามิสบาร์บาราเพื่อออกเดินทางกันต่อ อากาศด้านนอกเย็นสบายกำลังดี เมื่อน้องสวิฟท์รถของเราตั้งต้นที่ถนนสาย B100 อีกครั้ง ทำให้เพิ่งสังเกตว่าริมถนนเป็นสวนเล็กๆ ที่มีชาวเมืองมาเดินออกกำลังกายกัน ดูจากแผนที่แล้วน่าจะเป็น Coogarah Park มีแม่น้ำที่ไหลลงทะเล น้ำใสกิ๊กมองเห็นถึงเบื้องล่าง มีส่วนที่เป็นสนามเด็กเล่น และพื้นที่สำหรับให้ครอบครัวมาปิคนิคด้วย และสำหรับเราทั้งคู่ เวลาที่ Anglesea หมดลงแล้ว หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ดังนั้น เมื่อชมวิถีชาวเมืองยามเช้ากันพอสังเขป ก็ได้เวลาออกเดินทางต่อกันแล้ว

อาหารกล่องฝีมือหนูเล็ก

เส้นทางการเดินทางของเรา

Coogarah Park

         เมื่อออกรถไปสักพัก หนูเล็กถึงได้นึกได้ว่าเราพลาดกิจกรรมสำคัญที่ Anglesea เสียแล้ว เพราะหากใครก็ตามที่มาที่นี่จะต้องไม่พลาดการไปเฝ้าดูเจ้าจิงโจ้ที่ Anglesea Goft Club ซึ่งสามารถเห็นได้อย่างใกล้ชิด ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก นึกเจ็บใจว่าไม่น่าลืมได้เลย ใครผ่านมาเมืองนี้อย่าพลาดแบบหนูเล็กก็แล้วกัน

         แต่หนูเล็กไม่มีเวลาจะหงุดหงิดได้นาน เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าทำให้ตระหนักต่อคำกล่าวที่ว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่สวยที่สุดเส้นทางหนึ่งของโลก เพราะถนนเส้นที่เราใช้อยู่นี้จะเกาะชิดติดทะเลให้เราได้มองเห็นสีเขียวครามของทะเลที่ไปบรรจบกับท้องฟ้าสีสดใส เป็นเส้นทางที่ควรค่าแก่การมาเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิตจริงๆ การเดินทางของเราก็เริ่มต้นสู่ Great Ocean Road กันเต็มตัวแล้ว เมื่อวิ่งไปตามถนนสาย B100 สักพัก เราถึงซุ้มประตูสู่ Great Ocean Road ตรงจุดที่เรียกว่า Memorial Arch ซึ่งเขาสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารจำนวน 3,000 นายที่รอดชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นผู้สร้างถนนเส้นนี้ขึ้นมาในระหว่างปี ค.ศ.1918-1932 จุดประสงค์หลักในการสร้างถนนสายนี้ก็เพื่อเชื่อมต่อเมืองที่อยู่บริเวณชายฝั่งซึ่งแต่เดิมการคมนาคมเป็นไปด้วยความยากลำบาก ถ้าไม่ไปมาหาสู่กันทางเรือ ถนนหนทางก็ขรุขระ ทุรกันดาร ทหารที่กลับจากสงครามครั้งนั้นเองก็ได้มีงานทำด้วย ในมุมมองของชาวออสเตรเลียที่มีต่ออนุสรณ์สถานนี้ ไม่เพียงแต่เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารที่ก่อสร้างถนน แต่ยังหมายรวมถึงเป็นที่ระลึกแก่ทหารหาญที่เสียชีวิตไปจากสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นด้วย ถนนช่วงตั้งแต่ Eastern View ไปจนถึง Lorne แล้วเสร็จในปี ค.ศ.1922 และตั้งแต่ Lorne จนถึง Apollo Bay นั้น สร้างเสร็จในอีก 10 ปีถัดมา ซุ้มประตูที่เห็นไม่ใช่ของเก่าตั้งแต่อดีต แต่เป็นการสร้างขึ้นทดแทนของเดิมที่โดนไฟไหม้และพังลงไปเมื่อปี ค.ศ.1983 ใกล้ๆ กันมีทางเดินเส้นเล็กๆ ให้ลงไปเลาะเลียบทะเล เราสองคนสมัครใจชมกันแต่เพียงตรงนี้ เพราะหนทางยังอีกยาวไกล หนูเล็กบอกกับพี่ใหญ่ว่า เมื่อลอดซุ้มประตูนี้แล้ว ก็ถือว่าเราเข้าสู่บรรยากาศของการเดินทางกันอย่างจริงจังได้เสียที

เตือนสตินักท่องเที่ยวจากยุโรป

Memorial Arch

         ตลอดเส้นทางการขับขี่จะมีป้ายบอกความเร็วเป็นระยะๆ เดี๋ยว 80 เดี๋ยว 100 และพอเข้าโค้งก็จะเหลือ 60 ซึ่งหนูเล็กก็พยายามเคร่งครัดกับกฎข้อนี้อย่างเต็มที่ แต่ก็มีป้ายๆ หนึ่งที่เห็นแล้วอดจะขำไม่ได้ เป็นป้ายที่บอกให้ผู้ที่กำลับขับขี่ทราบว่า ออสเตรเลียขับรถชิดซ้าย คงมีไว้เพื่อเตือนชาวยุโรปที่เขาขับรถชิดขวากัน พอมาขับที่นี่อาจจะสับสนจนทำให้เกิดอุบัติเหตุกันมาแล้ว ซึ่งป้ายจราจรนี้จะมีเตือนเป็นระยะๆ ให้ได้ขำกันไปตลอดทาง นอกจากนี้ บนเส้นทางยังทำเวิ้งเล็กๆ ให้รถได้เข้าไปจอดชมวิวไปช่วงๆ ในจุดที่พอจอดได้ ไม่อันตราย ดังนั้น ก็จะเห็นรถนักท่องเที่ยวจอดแวะกันเป็นระยะๆ เพราะไม่ว่าจะจอดจุดไหน ก็ดูจะสวยงามไปทุกมุมมองจริงๆ

         จาก Anglesea ไม่นานนักเราก็เข้าสู่เขตเมืองเล็กๆ ชายทะเลถัดไป นั่นคือ Lorne เราเอารถไปจอดที่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อเดินชมเมืองสักเล็กน้อยก่อนการออกเดินทางต่อ แรกเริ่มเดิมทีหนูเล็กกะจะมานอนพักแรมที่เมืองนี้ แต่หาที่พักถูกใจไม่ได้ ก็เลยเปลี่ยนใจ พอมาเห็นตัวเมือง นึกเสียดายตะหงิดๆ เพราะดูบรรยากาศที่นี่แล้ว น่าจะดีกว่า

Lorne

         Lorne อยู่ห่างจากเมลเบิร์นราว 138 กิโลเมตร เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่าง Loutit Bay และ Otway National Park มีแม่น้ำ Erskine ไหลผ่าน แต่เดิมไม่ได้ถูกบรรจุไว้ว่าเป็นเมืองในเส้นทาง Great Ocean Road เพิ่งจะมาขยายในภายหลัง ซึ่งเมื่อถูกบรรจุเข้ามา การท่องเที่ยวเมืองนี้จึงเริ่มคึกคักขึ้น ประกอบกับบรรยากาศที่แสนสดชื่นจึงทำให้นักท่องเที่ยวชอบที่จะมาพักตากอากาศกัน ว่ากันว่าแค่เดินทางออกไปเพียง 10 กิโลเมตร ก็จะได้พบน้ำตกมากมายหลายแห่งที่น่าควรค่าแก่การไปเยือน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักมาเล่นวินด์เซิร์ฟ และการตกปลา ในปี ค.ศ.1891 ได้มีการบันทึกเอาไว้ว่า Rudyard Kipling กวีชาวอังกฤษเจ้าของผลงานเมาคลีลูกหมาป่า (The Jungle Book) และเจ้าของรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรมในปี ค.ศ.1907 ได้มาเยือนและเขียนบทกวีในชื่อ Flowers ไว้

                                                               Buy my hot-wood clematis,

                                                               Buy a frond of fern,

                                                               Gathered where the Erskine leaps

                                                               Down the road to Lorne.

 

         เราสองคนเดินสำรวจเมืองไปเรื่อยๆ ตามถนน Mount Joy ที่นี่จัดได้ว่าเป็นเมืองเล็กๆ อีกเมืองหนึ่งที่บรรยากาศดูสงบดี ผู้คนพากันนั่งรับประทานอาหารเช้า และทำกิจกรรมทางน้ำต่างๆ ดูจะเป็นธรรมชาติของพวกฝรั่งที่นิยมกิจกรรมกลางแจ้ง เมื่อมองไปไกลสุดตาจะเห็นท่าเรือที่ยาวยื่นลงไปในทะเล เราสองคนจึงพากันออกรถวิ่งไปเยือนกันเสียหน่อย บริเวณนี้มีรถจอดอยู่หลายคัน คงไม่อาจเหมารวมเป็นนักท่องเที่ยวที่มารับประทานอาหารที่ร้านริมทะเลได้ทั้งหมด อาจเป็นผู้คนเมืองนี้ด้วยก็เป็นได้ เพราะเห็นมาวางคันเบ็ดตกปลากันตลอดแนวทางเดิน เท่าที่ไปชะโงกดู ยังไม่มีผู้โชคดีสักคนในเช้าวันนี้ เพราะถังใส่ปลาล้วนว่างเปล่า คนที่ชอบทำกิจกรรมนี้ดูจะต้องเป็นคนมีความอดทน รอคอย มากพอดูเลยทีเดียว หนูเล็กกับพี่ใหญ่เดินชมตัวเมืองจากชายหาดด้านตะวันตกของ Louttit Bay กันไปจนสุดทาง ยืนอยู่ได้ไม่นานก็มีอันต้องพากันวิ่งกลับมาขึ้นรถ แม้จะดีตรงที่ฟ้าค่อนข้างปิด ไม่มีแดดร้อนๆ แต่เมื่อลมทะเลพัดมาเล่นเอาหนาวยะเยือกเลยทีเดียว

ท่าเรือบริเวณ Loutit Bay

            ปลายทางถัดไปของเราคือ Apollo Bay เมืองริมทะเลอีกเมืองหนึ่งที่ไม่แวะคงไม่ได้เช่นกัน เราจึงตั้ง GPS ให้ Apollo Bay เป็นเป้าหมายถัดไป เมื่อออกจาก Lorne ถนนเส้นนี้ก็ยังเลาะเลียบริมทะเลตลอด หากวิวที่เห็นเป็นอาหาร ก็จัดได้ว่าเป็นอาหารมื้อที่อร่อยเหลือเกิน กินกันจนพุงกางก็ไม่หมดเสียที ไปๆ มาๆ จะจุกเอาเสียด้วย แต่พี่ใหญ่ท้วงว่านี่ยังไม่ถึงปลายทางที่เราตั้งใจจะไปกันนะ รับรองเธอจะต้องท้องแตกตายอย่างแน่นอน

 

           ระหว่างการเดินทางสายตาไปปะทะกับป้ายบอกทางหนึ่งที่แนะนำให้เราเลี้ยวขวาเพื่อไปยัง Otway Forest Park หนูเล็กเลยชวนพี่ใหญ่ออกนอกเป้าหมายไปสักพัก หนูเล็กก็ไม่รู้หรอกว่าจุดหมายใหม่ที่จะไปเป็นอย่างไร แต่การออกนอกแผนการเดินทางบ้าง นับเป็นประสบการณ์หนึ่งที่หนูเล็กไม่อยากพลาด หนูเล็กรู้แค่ว่า Otway Forest Park เป็นส่วนหนึ่งของส่วนที่เรียกว่า Otway National Park ก็คงเหมือนกับบ้านเราประเภทอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่อะไรประมาณนั้น ที่กินพื้นที่กว้างขวาง มีเทือกเขาลดหลั่นไป มีพรรณไม้นานาพันธุ์ และเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ แบบป่าดิบชื้น (rain forest) มีไม้จำพวกมอส เฟิร์นเป็นองค์ประกอบสำคัญ นอกจากนี้จะยังคงมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ในธรรมชาติด้วย

พื้นที่ภายใน Otway Forest Park

         เพียงขับรถเข้าไปได้เพียงเล็กน้อย ถนนก็เริ่มให้เราไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆ เส้นทางเริ่มแคบและฉวัดเฉวียนลัดเลาะไปตามไหล่เขา หากมองออกไปที่หน้าต่าง ทิวทัศน์ที่เห็นไมใช่แต่เพียงลำต้นของต้นไม้ แต่เป็นยอดไม้ที่เสียดแทงขึ้นมาจากระดับดิน แสดงให้เห็นว่า เราได้ไต่ระดับความสูงขึ้นมาจริงๆ แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม พื้นที่ด้านบนที่เราลัดเลาะมาเรื่อยๆ มีส่วนที่เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ บ้านพักอาศัยของผู้คนบ้างเป็นระยะๆ ทำให้เราได้พบกับเจ้าแกะตัวกลมได้ในระยะประชิด และจากการวิ่งรถวกวนไปมาบนเขาแห่งนี้ ทำให้เราได้เจอสัตว์เลี้ยงอีกประเภทหนึ่ง นั่นคือ อัลปากา (Alpaca) ซึ่งเจ้าตัวนี้มีถิ่นกำเนิดที่ทวีปอเมริกาใต้ แถวประเทศเปรู โบลิเวีย อะไรแถบนั้น รูปร่างของมันดูไปก็คล้ายอูฐ แต่มีขนที่เขาว่านุ่มที่สุดในโลก จนได้รับการขนานนามว่า “เส้นใยจากพระเจ้า” ดังนั้น จึงเป็นสัตว์ที่ไม่ได้เลี้ยงเพื่อการใช้งาน แต่เพื่อนำขนมาทำเป็นเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มต่างๆ มีหลากสี ขนมันราคากิโลกรัมหนึ่งหลายหมื่นบาท นอกจากนี้มันยังเป็นสัตว์ที่มีความทรหดอดทนเป็นเลิศ สามารถอยู่ที่ระดับความสูงจากน้ำทะเลได้ถึง 16,000 ฟุตเลยทีเดียว ดาราสาวชาวออสเตรเลีย นิโคล คิดแมน (Nicole Kidman) เลี้ยงอัลปากาเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน เพราะมันเชื่องพอๆ กับการเลี้ยงสุนัขโกลเด้นรีทริฟเวอร์ แถมยังรักสะอาด ขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง ไม่มีกลิ่นแม้ไม่ได้อาบน้ำ ก็น่าแปลกดีเหมือนกัน

อัลปากา สัตว์ขนนุ่มเส้นใยจากพระเจ้า

         เส้นทางที่เราวิ่งไปบางช่วงก็เป็นถนนราดยางอย่างดี แต่บางช่วงก็ทำให้ใจหาย เพราะเป็นถนนกรวดที่ทำให้เราทั้งคู่ไม่แน่ใจว่าเส้นทางที่เรากำลังวิ่งไปนี้จะพาเราไปไหน จะไปเจอทางปิดหรือไม่ ฤาว่าเราจะหลงป่ากันเสียแล้วก็ไม่รู้เลย เพราะหากดูจาก GPS ถนนเส้นนี้เป็นถนนออฟโรดที่วิ่งอยู่ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ไม่ได้เชื่อมกับถนนเส้นเมนใดๆ เอาเลย

         เราวิ่งวนอยู่ในนั้นโดยตอบไม่ได้ว่าเรากำลังอยู่จุดใดของแผนที่ แต่ก็ยังคงใจชื้นเป็นระยะๆ เมื่อมีรถวิ่งสวนทางไปบ้างแม้ว่านานๆ จะมาสักคันหนึ่ง หรือไปเจอนักท่องเที่ยวที่ปั่นจักรยานเสือภูเขาจอดพักอยู่ตามข้างทางหรือกำลังปั่นชมธรรมชาติกัน และสิ่งที่ทำให้ความกังวลหายไปแบบปลิดทิ้งคือลืมไปเลยว่านี่เราหลงป่ากันอยู่หรือเปล่านั้น ก็คือได้เจอเจ้าโคอาลา (Coala) สัตว์พื้นเมืองของออสเตรเลียที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติของมัน หนูเล็กกับพี่ใหญ่ตื่นเต้นดีใจกันมาก พากันโบกมือเรียกมันให้มองกล้องเพื่อจะได้เก็บภาพประทับใจนี้ กล้องคุณภาพธรรมดาๆ ฝีมือถ่ายรูปแบบพื้นๆ ซูมจนสุดแรงก็ยังรู้สึกว่ามันอยู่ไกลจัง เราสองคนเสียเวลาอยู่ในป่าบริเวณนี้ค่อนข้างนาน เพราะตื่นเต้นที่ได้เจอมัน แม้ว่าจะเจอเพียงไม่กี่ตัว แต่แค่นี้ก็ช่วยมาเติมเต็มความสุขที่ได้จากการเดินทางได้ดีจริงๆ 

       จากนั้นไม่นานเราก็หาทางออกจากป่ามายังถนนเส้นเดิมที่มุ่งหน้าสู่ Apollo Bay ได้สมใจ ซึ่ง บริเวณตรงข้ามโรงแรม Apollo Bay มีพื้นที่สวนสาธารณะอยู่ เราสองคนเพิ่งนึกได้ว่าจนเกือบบ่ายสามโมงแล้วยังไม่มีอะไรตกถึงท้องกันเอาเลย ก็เลยใช้พื้นที่สนามเขียวๆ ตรงหน้าให้เป็นประโยชน์ เอาอาหารกล่องที่ตระเตรียมมานั่งโซโล่กันตรงนี้เลย สุขใดไหนจะเท่ากับการได้นั่งในบรรยากาศเย็นๆ ริมทะเล กับอาหารอร่อยๆ ถูกปาก เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมเลยล่ะ

   Apollo Bay

      หลังจากกินอิ่มทั้งอาหารปากและอาหารตา ปลายทางวันนี้เราต้องไปให้ถึง Port Campbell ให้ได้ก่อนพระอาทิตย์ตก หรือถ้าจะพูดกันให้ชัดๆ ก็คือ เราต้องไปยังเป้าหมายสำคัญของทริปนี้กันให้ได้ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน นั่นคือ Twelve Apostles ดูจากเวลาแล้ว แม้ว่าอยากจะแวะไปที่ Cape Otway National Park ไม่ใช่ว่าอยากจะไปดูแหลมอะไรหรอก แต่ที่นั่นเป็นแหล่งดูโคอาลาที่อยู่กันตามธรรมชาติที่ดีที่สุด เวลาก็คงไม่ทันแล้ว เราสองคนจึงพลาดโปรแกรมนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

         ไม่มีเวลาให้เสียใจอะไรมากมาย เดอะโชว์มัสโกออน ดังนั้น หนูเล็กจึงควบเจ้าสวิฟท์คันจ้อยเพื่อไปยังเป้าหมายหลักของการเดินทาง แต่แม้ว่าจะมีเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างไรก็ตาม เมื่อเจอสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ออกจากเส้นทางหลักของเรา หนูเล็กก็จะต้องโอดโอยกับพี่ใหญ่ขอแวะสักนิดสักหน่อยอยู่ร่ำไป โดยสัญญิงสัญญาว่าจะพยายามรักษาเวลาไม่ให้เราพลาดไปชมพระอาทิตย์ตกที่ Port Campbell อย่างแน่นอน พี่ใหญ่เธอมองตาเขียว แต่ก็ไฟเขียวให้แต่โดยดี ดังนั้น เพียงอีกไม่นานเราก็เข้าสู่เขตที่เรียกว่า Port Campbell National Park จุดแวะจุดแรกของที่นี่ก็คือ Gibson Steps เป็นบริเวณหน้าผาสูงชันที่ให้เราไต่ระดับลงไปเที่ยวยังด้านล่าง สาเหตุที่สถานที่แห่งนี้ได้ชื่อว่า Gibson steps ก็ไม่มีอะไรมาก นั่นเพราะเป็นการบอกว่ามีบันไดลงไปสู่ Gibson beach ก็เท่านั้นเอง เมื่อจอดรถเรียบร้อย จะมีทางเดินให้เราไปยังบริเวณหน้าผาที่เมื่อมองลงไปจะเห็นชายหาดผืนกว้างที่มีนักท่องเที่ยวตัวเท่ามดจำนวนหนึ่งเดินอยู่ พี่ใหญ่กับหนูเล็กไม่พลาดที่จะร่วมมีประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตด้วยการไต่บันไดจำนวน 96 ขั้น ลงไปยังชายหาดเบื้องล่าง ขั้นบันไดระยะแรกยังค่อนข้างกว้าง ยังวางเท้าได้เต็มที่ เพียงแต่ความกว้างของตัวบันไดมีเพียงให้คนสองคนเดินสวนกันขึ้น-ลงเท่านั้น แต่พอถึงปลายทางความกว้างของขั้นก็แคบลงแถมยังเฉอะแฉะจากตาน้ำที่ไหลออกมาจากหน้าผาอีก อีกทั้งเริ่มจะเดินสวนกันไม่ได้ ต้องเอียงบ่าหลบหลีกกัน ทำให้การจราจรติดขัดบ้างในช่วงปลายทาง แต่เมื่อถึงจุดหมายความยิ่งใหญ่อลังการของหน้าผาที่เมื่อเราหันมองกลับไป มันช่างคุ้มค่ากับการได้ลงมายืน ณ จุดนี้ การเดินทางที่นับวันยิ่งก้าวไกลออกไปมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้หนูเล็กรู้สึกว่าเราตัวเล็กลงเรื่อยๆ โลกนี้ช่างกว้างใหญ่และมีสิ่งที่ธรรมชาติซุกซ่อนไว้ให้น่าค้นหาอีกมากมาย

Gibson Beach

Gibson Steps

         หลังจากเดินเก็บภาพมุมโน้นมุมนี้เหมือนคนบ้าอยู่สักครู่ใหญ่ๆ เราทั้งคู่ก็ได้เวลาไต่บันไดกลับขึ้นไปข้างบน จะรู้สึกว่าตัวเองอายุมากขึ้นก็ตอนนี้ละ แต่ความอยากเที่ยวไม่เคยเป็นอุปสรรคสำหรับเราทั้งคู่ แม้ขึ้นมาจะเดินจมูกบานกันเล็กน้อยพอไม่ให้น่าเกลียด ก็รู้สึกประทับใจกับประตูสู่ Port Campbell National Park เหลือเกิน เมื่อลองสังเกตดูต้นไม้ริมทะเลจะเห็นว่ามีแต่เป็นแบบพุ่มเตี้ยๆ ดูแข็งๆ นั่นเป็นเพราะแรงลมที่ทำให้ไม้ใหญ่ไม่สามารถเติบโตได้ดี

         เป้าหมายต่อไปอีกไม่ไกลจากนี้คือเป้าหมายหลักแห่งการมาเยือนรัฐวิคตอเรีย Twelve Apostles ที่โด่งดังรอต้อนรับการมาเยือนของเราอยู่หลายปีแล้ว เสียดายตรงที่เราอาจมาช้าไปสักนิด เขาว่ากันว่าเดิมแท่งหินขนาดใหญ่ที่ว่ามี Twelve ซึ่งหมายถึง 12 นั้น เหลือไม่ถึงแล้ว นับกันจริงๆ จะได้แค่ 8 เท่านั้น แต่อย่างว่าล่ะ เขาคงไม่มาเปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ ตามจำนวนที่เหลืออยู่ของมันหรอก

         รถทุกคันจะต้องเลี้ยวขวาเพื่อไปจอดยังศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ซึ่ง ณ เวลานี้ที่เรามาถึงศูนย์บริการปิดแล้ว แต่หากมองเลยไปอีกสักนิดจะเห็นจุดที่เขาให้บริการนำเที่ยวโดยเฮลิคอปเตอร์สีแดงสด ซึ่งเป็นการชมแบบ Bird eyes view สนนราคาไม่ใช่ถูกๆ อ่านแล้วไม่ต้องตกใจช็อคกันไปเสียก่อน เขาจะมี 3 โปรแกรมให้เลือก

         โปรแกรมแรก พาชม 12 Apostles และ London Bridge ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีหรือ 45 กิโลโมตร ราคาต่อสองคน 290 เหรียญ

         โปรแกรมที่สอง 12 Apostles – London Bridge และ Bay of Islands แถม The Grotto ให้ด้วย อันนี้สนนราคาต่อสองคน 470 เหรียญ

         ส่วนโปรแกรมสุดท้าย อันนี้ไกลสุด ครอบคลุมทุกจุด ตั้งแต่ 12 Apostles – London Bridge – Bay of Islands และไปจนถึง Otway Lighthouse ราคา 1,140 เหรียญ

         ใครสนใจโปรแกรมไหน เงินถึงแค่ไหนเลือกได้ตามสะดวก ก่อนจะตัดสินใจก็กดเครื่องคิดเลขคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนให้เรียบร้อยก่อนแล้วกัน แต่หนูเล็กกับพี่ใหญ่ขอบายค่ะงานนี้

เฮลิคอปเตอร์พาเที่ยว

         นักท่องเที่ยวทุกคนจะเดินผ่านทางลอดใต้ถนนเพื่อมายังอีกฝั่งหนึ่งของถนนซึ่งเป็นที่ตั้งของ Twelve Apostles เขาจัดทำทางเดินไว้อย่างดี เวลานี้พระอาทิตย์ใกล้ตกดินทำให้นักท่องเที่ยวค่อนข้างคึกคัก เขาว่ากันว่าการได้มาเห็นแสงแรกและแสงสุดท้ายของวันที่นี่จะได้รับความประทับใจมาก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คงอยากพิสูจน์คำพูดนี้จึงได้มาอยู่ที่แห่งนี้ในเวลานี้กันแม้แต่เราสองคน ทางเดินชมพื้นที่โดยรอบเขาจัดทำไว้อย่างดี มั่นคงแข็งแรงเหมือนกับหลายๆ จุดที่เราไปมา แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ และในอีกทางหนึ่งก็คือเพื่อรักษาธรรมชาติไว้ไม่ให้ถูกรุกล้ำจากนักท่องเที่ยวไร้วินัยบางคนที่นิยมออกนอกเส้นทางที่กำหนดไว้

  Twelve Apostles

       Twelve Apostles หรือ 12 สาวกของพระเจ้า เป็นแท่งหินปูนที่หากศึกษาข้อมูลกันจริงๆ จังๆ แล้ว แผ่นดินที่เรายืนอยู่นี้จะยื่นเข้าไปในทะเลมากกว่านี้ แต่คลื่นลมที่แรงได้กัดเซาะแผ่นดินจนเว้าแหว่ง ส่วนที่เป็นแหลมก็ยื่นออกไป ส่วนที่เว้าก็เว้าไป สุดท้ายส่วนที่เป็นแหลมนั้นถูกตัดขาดจากแผ่นดินจนกลายเป็นแท่งหินที่โด่เด่อยู่กลางทะเล หนูเล็กไปอ่านเจอความจริงข้อหนึ่งว่า แท้ที่จริงแล้วแท่งหินที่ได้ชื่อว่า Twelve Apostles นี้ ไม่ได้มี 12 อย่างที่เข้าใจกัน แต่มีเพียง 9 แท่งเท่านั้น เดิมหลายสิบปีก่อนเรียกกันว่า Sow and Piglets ส่วนชื่อที่เรารู้จักกันนี้ เป็นการตั้งขึ้นเพื่อจุดขายด้านการตลาดเท่านั้นเอง ซึ่งปัจจุบันเหลือแท่งหินเพียง 8 แท่ง ส่วนแท่งที่ 9 ก็คือซากที่กองอยู่ที่พื้นใกล้ๆ แท่งใหญ่นั้นเอง คลื่นลมแรงที่กัดเซาะแผ่นดินจนกลายเป็นแท่งหินนี้ ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า แท่งหินอาจถล่มลงได้อีก และก็อาจมีแท่งหินปูนลักษณะนี้เกิดขึ้นได้อีกในอนาคตจากการกัดเซาะแผ่นดินจนเว้าแหว่งแบบทีเป็นมา

ส่วนที่กองที่พื้นคือแท่งที่ 9

         แสงอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลาลับขอบฟ้าลงทีละนิด ทำให้ความงามของ Twelve Apostles เกิดขึ้นหลากรูปแบบ เป็นความประทับใจอย่างที่เขาว่าไว้จริงๆ แท่งหินปูนสีทรายตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าคราม เป็นภาพที่สวยงานเกินคำบรรยาย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เก็บภาพมุมนั้นมุมนี้กันอย่างมิรู้เบื่อ ขณะที่พระอาทิตย์กำลังเริ่มอับแสง ความหนาวเย็นก็ตามติดมาด้วย ลมแรงปะทะใบหน้าจนทำให้ต้อง กระชับเสื้อหนาว อากาศหนาวเย็นแบบจับจิตขึ้นมาอย่างรวดเร็วแบบนี้เกรงจะทำให้ไม่สบายกันได้ง่ายๆ เราทั้งคู่รอจนสิ้นแสงตะวัน เก็บภาพทุกๆ ช็อตอย่างกลัวว่าจะพลาดตอนสำคัญนั้นไป แต่ภาพถ่ายก็ไม่ได้งดงามเท่ากับที่สายตาเห็น

         พอความมืดเริ่มปกคลุม นักท่องเที่ยวก็เริ่มสลายตัว ลมหนาวพัดมาจนทำให้เราต้องเร่งฝีเท้าเพื่อกลับไปยังรถที่จอดไว้ เราทั้งคู่ยังต้องเดินทางต่อไปยังตัวเมือง Port Campbell เพื่อไปยังที่พักคืนนี้ที่ได้จองไว้ที่ Port Campbell Hostel ซึ่งระยะทางไม่ไกลจากนี้เท่าใดนัก ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ถึง แต่สิ่งหนึ่งที่หนูเล็กอดกังวลไม่ได้ก็คือ เวลาโพล้เพล้แบบนี้เป็นเวลาที่สัตว์ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติจะเริ่มออกมาหากิน ที่เราอาจพบได้แน่ๆ ก็คือ จิงโจ้ ประชากรสัตว์ที่อาศัยอยู่ทั่วไปตลอดสองข้างทางของการเดินทาง สังเกตได้จากป้ายเตือนตลอดทางที่เดินทางมา คงไม่สนุกถ้าเราเกิดขับรถชนเจ้าสัตว์ประจำชาติเหล่านี้ แม้ว่าเราอยากจะเห็นตัวเป็นๆ ของมันตามธรรมชาติแค่ไหน แต่หากต้องเจอกันในเวลาแบบนี้และในสถานการณ์เช่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราพึงประสงค์เลย

 

         เมื่อกลับถึงรถหนูเล็กหยิบใบยืนยันการจองที่พักมาดูเลขที่บ้านเพื่อให้ GPS ช่วยค้นหา เมื่อมองไปที่ใบยืนยันการจองแทบจะช็อคลงไปบัดเดี๋ยวนั้น เขาแจ้งเอาไว้ว่า เคาน์เตอร์เช็คอินจะปิดในเวลาหนึ่งทุ่ม ซึ่งเมื่อมองนาฬิกาข้อมือแล้ว เรามีเวลาอีกเพียงไม่เกิน 20 นาทีที่จะต้องไปให้ถึง เมื่อให้ GPS คำนวณเวลาการเดินทาง เราจะไปถึงก่อนเวลาหนึ่งทุ่มเพียง 2-3 นาทีเท่านั้น แม้อยากให้เท้าที่เหยียบคันเร่งไวกว่าความคิดเท่าใดก็ตาม ก็ทำความเร็วได้เท่าที่ป้ายจราจรกำหนด อีกทั้งความมืดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ หนูเล็กไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าที่ทำอยู่เลย ยิ่งไปเจอรถคันหน้าที่ขับช้า เราก็ได้แต่ต้องตามเขาไป เพราะหากแซงสุ่มสี่สุ่มห้าเจอน้องจิงโจ้โดดออกมาจะยิ่งทำให้เรื่องมันยุ่งยากเข้าไปอีก

         ช่างดีเหลือเกินที่หนูเล็กคิดเรื่องความมืดในการเดินทางจาก Twelve Apostles มายังที่พักไว้แล้วล่วงหน้า จึงได้จองที่พักแห่งนี้ที่เมื่อเข้าสู่ตัวเมืองก็อยู่ต้นๆ ทางและหาได้ง่าย รถจอดที่หน้า Hostel เอาเมื่อเวลาประมาณ 18.58 น. มองเข้าไปด้านในมีนักท่องเที่ยวชาย-หญิงคู่หนึ่งกำลังเช็คอินอยู่ เราสองคนถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะเรามัวแต่สนุกสนานเริงร่า ออกนอกเส้นทางแวะโน่นแวะนี่จนไม่ได้ดูเวลานัดหมายหรือโทรแจ้งการมาของเราที่อาจล่าช้ากว่าเวลา เมื่อเอารถเข้าที่จอดเรียบร้อย หนูเล็กก็ไปเช็คอิน ห้องพักที่เราได้อยู่ที่ชั้นล่างนี้พอดี ทำให้ค่อนข้างสะดวกไม่ต้องขนกระเป๋าขึ้นชั้นบน และยังเดินไปมากับครัวได้ง่ายด้วย หลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อย หนูเล็กก็เปลี่ยนตำแหน่งจากคนขับรถไปเป็นเชฟมือทองอีกครั้ง Port Campbell Hostel เป็นที่พักอีกแห่งที่นักท่องเที่ยวแบกเป้ไม่ควรพลาด ความสะอาด สะดวก เครื่องใช้ไม้สอยในครัวครบครัน กับราคาที่ไม่แพงมากนักเป็นอีกตัวเลือกที่หนูเล็กอยากนำเสนอ

 

Port Campbell Hostel

         ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน เราสองคนคุยกันว่า ยังเหลือแสงแรกของวันที่ Twelve Apostles ที่เขาว่าควรจะได้ไปเห็น และที่พักเองก็ให้ข้อมูลเราไว้แล้วว่า ในวันพรุ่งนี้พระอาทิตย์จะขึ้นในเวลา 06.47 น. แต่คำตอบที่ได้จากเราทั้งคู่ก็คือ การจะไปหรือไม่คงขึ้นอยู่กับว่าเราอยากจะเอาตัวเองออกจากผ้าห่มไปรับความหนาวเย็นยะเยือกนั้นหรือไม่นั่นล่ะ เช้าพรุ่งนี้คงได้รู้กัน

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
True_Man วันที่ : 25/09/2017 เวลา : 12.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/variously

สวยงามมากครับ อยากไปสักครั้งนึงในชีวิต


http://www.studysqr.com/รับทำวีซ่า/

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
WittawatAntaphon from mobile วันที่ : 02/04/2016 เวลา : 16.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wittawatantaphon

ฝากประชาสัมพันธ์บล็อกนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ http://www.oknation.net/blog/wittawatantaphon/2016/04/01/entry-4

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
AsiaandBeyond วันที่ : 05/11/2015 เวลา : 18.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/InternationalBizCoach

เที่ยวไทยเพรชบูณร์...http://www.ookbee.com/Shop/Book/911faef2-3f99-4ebe-9c2a-e970500a9655/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C?affiliateCode=1a2e93abda8c40d3b485b3d8bc3a86ac&tag=link

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
กระตั้ว วันที่ : 14/01/2015 เวลา : 16.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rose05

บ้านเมืองเค้าดูสะอาด สงบ ร่มรื่น มากเลยนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
PiyaiandNoolek วันที่ : 27/10/2014 เวลา : 17.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PiyaiandNoolek
www.facebook.com/TravelWithPiyaiAndNoolek 

@ชายสามหยด

เหมาะกับคนมีฝีมือถ่ายภาพมากค่ะ หนูเล็กเป็นแค่ผู้รักการเดินทางเลยทำได้แค่นี้เอง

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
PiyaiandNoolek วันที่ : 27/10/2014 เวลา : 17.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PiyaiandNoolek
www.facebook.com/TravelWithPiyaiAndNoolek 

@Bluehill

ค่ะ สวยมาก สัตว์ที่บ้านเขาเชื่องด้วยค่ะ ไม่กลัวคนเลย สะท้อนอะไรบางอย่างได้เหมือนกันนะคะ

ความคิดเห็นที่ 10 PiyaiandNoolek ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ชายสามหยด วันที่ : 27/10/2014 เวลา : 16.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chartsiam
เรื่องเล่าธรรมด๊า...ธรรมดา ของผู้ชายธรรมดา

เป็นแลนด์สเครป ที่สวยงามน่าไปเก็บภาพมากครับ

ความคิดเห็นที่ 9 PiyaiandNoolek ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 27/10/2014 เวลา : 16.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

โอ้ นกแก้วสวยมากๆเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 8 PiyaiandNoolek ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 27/10/2014 เวลา : 15.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

อ่านแล้ว... อยากให้เมืองไทย มีจิงโจ้ แบบที่โดดได้ (ไม่ใช่ นั่งเหงา อยู่ในกรง)................. มีโคอาล่า ที่ปีนต้นไม้จริงๆ --------------- อ้อ... ขอที่ท่องเที่ยว แบบมีหิมะ กับสกีหน่อย ได้ ละเยี่ยมไปเลย ---------------

ความคิดเห็นที่ 7 PiyaiandNoolek ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ญิ๋งณัฐ วันที่ : 27/10/2014 เวลา : 15.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/uranus
บ้าน ญิ๋งณัฐ ยินดีเป็นมิตร ค่ะ

อ่านตามเพลินมาก
ได้ความรู้ด้วย ...
มีสาระตลอดเลยอ่ะคะ สุดยอด
ทะเลสวยจัง ...
...
เก๊า อยาก ไป ^^

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
PiyaiandNoolek วันที่ : 26/10/2014 เวลา : 09.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PiyaiandNoolek
www.facebook.com/TravelWithPiyaiAndNoolek 

@เคียงดิน

ตามไปเรื่อยๆ นะคะ สนุกตลอดการเดินทางเลยล่ะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 PiyaiandNoolek ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เคียงดิน วันที่ : 26/10/2014 เวลา : 00.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

น่าสนุกทีเดียวเชียวค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
PiyaiandNoolek วันที่ : 25/10/2014 เวลา : 22.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PiyaiandNoolek
www.facebook.com/TravelWithPiyaiAndNoolek 

@แม่มดเดือน March

อยากให้ไปเห็นของจริงค่ะ สวยกว่าในรูปมากมาย ยิ่งน้ำทะเลนะคะ สวยเกินคำบรรยายจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 3 PiyaiandNoolek ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 25/10/2014 เวลา : 21.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

Twelve Apostles สวยจริงๆนะคะ วันหนึ่ง แม่มดคงจะได้ไปชื่นชมบ้าง
ที่เขาติดป้ายเตือนนักท่องเที่ยวจากยุโรปหรืออเมริกาว่าต้องขับรถชิดซ้ายน่ะมีเหตุผลค่ะ
แม่มดกลับมาอยู่ที่เมืองไทยได้ ๑ ปีแล้ว เวลามึนๆเบลอๆ ยังเดินไปเปิดประประตูรถด้านซ้ายมือเพราะชินกับพวงมาลัยด้านนั้นอยู่เลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
หมวดฯแหม่ม วันที่ : 25/10/2014 เวลา : 21.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ocsc843843

ตามมาท่องเที่ยว Australia ด้วยคนค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 PiyaiandNoolek ถูกใจสิ่งนี้ (1)
หมวดฯแหม่ม วันที่ : 25/10/2014 เวลา : 21.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ocsc843843

ตามมาท่องเที่ยว Australia ด้วยคนค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน