*/
  • PiyaiandNoolek
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : gotonoolek@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2014-06-19
  • จำนวนเรื่อง : 146
  • จำนวนผู้ชม : 134142
  • จำนวนผู้โหวต : 29
  • ส่ง msg :
  • โหวต 29 คน
วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม 2559
Posted by PiyaiandNoolek , ผู้อ่าน : 2336 , 00:59:52 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน wullopp , ย่าดา และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

 

    คนโสดส่วนใหญ่ไม่ชอบเดือนกุมภาพันธ์ ยิ่งคนเคยอกหักรักคุดด้วยแล้ว ยิ่งไม่ชอบเข้าไปใหญ่ ช่วง 7 วันอันตรายก่อนถึงวันวาเลนไทน์เป็นช่วงที่คนโสดแทบอยากปิดเน็ตหนีออกจากโลกโซเชียลกันเลยทีเดียว เพราะเปิดเข้าเฟซบุ๊คมีแต่โมเมนท์เตรียมตัวต้อนรับวันวาเลนไทน์ มีแต่ภาพจูงมือ จับมือ ภาพคู่ รูปหัวใจ คำกลอนหวานๆ หรืออะไรประมาณนี้จะท่วมท้นเต็มหน้าจอ บางคนทนไม่ไหวถึงขั้นต้องเลิกเสพโซเชียล ขาดการติดต่อกับเพื่อนฝูงไปชั่วขณะ

      พี่ใหญ่กับหนูเล็กสองสาวโสด (หรือสายโหดก็ไม่แน่ใจ) ผ่านโมเมนท์ที่ว่ามาหลายปี ก็ได้แต่ปลอบใจกันว่า ปีหนึ่งมันก็แค่เดือนเดียวน่ะ ยังมีอีกตั้ง 11 เดือนที่เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ทนๆ เสพข่าวสาร ดูโมเมนท์หวานๆ (ของคนอื่น) ให้กระชุ่มกระชวยหัวใจไปบ้าง วันสำคัญของคนอื่นๆ อย่างวาเลนไทน์ เราก็ทำลืมๆ เลือนๆ ไปนึกถึงวันตรุษจีนอะไรไปนั่นเสียก็แล้วกันเพราะมักจะช่วงเดือนกุมภาพันธ์พอดีๆ กัน เห็นหัวใจสีแดงก็มองให้เป็นโคมไฟสีแดงเสียก็สิ้นเรื่องสิ้นราวไป เราจึงรอดปลอดภัยผ่านเดือนกุมภาพันธ์มาได้โดยสวัสดีหลายฤดูหนาว

 

      มาปีนี้เราสองคนยิ่งหาญกล้ามากขึ้น ไหนๆ ก็สวมวิญญาณสาวสายแข็งผ่านฤดูอกหักรักคุดกันมาได้อย่างสบายๆ หลายปีดีดักแล้ว ปีนี้จึงตัดสินใจเด็ดเดี่ยวว่า เราจะพากันไป “บุกรุก” “บางรัก” ดินแดนอันสวีทหวาน สถานที่อันเป็นพยานรักของคู่รักมานับร้อยนับพันคู่ที่นิยมมาจดทะเบียนกันที่เขตบางรักนัยว่าเพื่อให้ความรักนั้นยืนยาวมั่นคงตลอดไปในเดือนกุมภาพันธ์กันนี่ละ ในเมื่อหมดโอกาสมาจดทะเบียนที่เขตบางรักเป็นแน่แท้ ไปเดินบางรักกันบ้างเสียทีจะเป็นไรไป ให้มันรู้กันไปว่าหญิงสาวสองคนที่หน้าตาดีอย่างเรา (อันนี้ชมกันเองค่ะ) จะไปเดินเล่นแถวนั้นแบบไร้คู่บ้างจะไม่ได้

 

      ในวันฟ้าใสอากาศโปร่งโล่งสบายของเช้าวันเสาร์วันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ พี่ใหญ่กับหนูเล็กพากันนั่งรถเมล์สาย 15 จากแยกศาลาแดงไปลงที่วัดยานนาวา สาเหตุที่ไปลงที่วัดนี้กันก่อนเพราะเราสองคนยังไม่เคยมาวัดนี้กันเลย แวะเข้าไปดูด้านในรู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอันมาก เพราะมีเรือสำเภาจำลองเป็นอนุสาวรีย์จากการอ่านประวัติทำให้ได้ความรู้มาว่าเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ที่ต้องการจะสร้างพระสถูปเจดีย์ขึ้นเป็นอนุสรณ์ที่พระองค์ทรงใช้เรือสำเภาขนส่งสินค้าไปทำมาค้าขายถึงเมืองจีนและประเทศต่างๆ ประกอบกับพระองค์ทรงรำลึกในพระธรรมเวสสันดรชาดก ตอนที่พระเวสสันดรทรงตรัสเรียกกัณหาและชาลีให้อุทิศตน เพื่อร่วมกับพระบิดาสร้างมหากุศล อันจักเป็นเสมือนเรือสำเภาใหญ่พามนุษย์ชาติข้ามโอฆะสงสารไปสู่พระนิพพาน ซึ่งบนสำเภาจีนจะมีพระเจดีย์ 2 องค์ น่าเสียดายที่วันที่เราสองคนมาเที่ยวเจอเข้ากับทัวร์เวียดนาม ทำให้เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว เราจึงได้แต่เดินชมบริเวณรอบๆ แทน

      หลังจากเดินชมบริเวณรอบๆ กันแล้ว จากนี้เราก็เริ่มต้นเดินเข้าสู่ย่านที่น่ากลัวสำหรับคนโสดกันเสียที แต่เดินไปถึงสามแยกบางรัก สายตาแว่บไปเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาเจ้าเก่าหน้าตาน่ากินจัดไปเสียคนละ 1 ชาม จะได้มีแรงเดินลุยกันเต็มที่

      เราเริ่มต้นกันที่ซอยเจริญกรุง 40 เพราะเห็นป้าย “สถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก” ที่เขามาถ่าย Pre-wedding กันกระหน่ำ ขอมาเดินเฉียดๆ สถานที่จริงกับเขาหน่อยเถิด เพราะโอกาสจะได้มาถ่ายภาพแนวๆ นั้น คงหมดหวังแล้ว (แง...) ถ้าเข้าทางซอยนี้จะติดกับโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ได้แต่เมียงมองเข้าไปไม่กล้าไปยุ่มย่ามเพราะเป็นวันหยุด เดินลัดเลาะตามป้ายไปสักพักจะไปทะลุยังซอยเจริญกรุง 36 ซึ่งจะเห็นกำแพงที่ติดตั้งหนามแหลมไว้ นี้คือที่ตั้งของสถานทูตฝรั่งเศสที่อีกไม่กี่วันนี้เรามีธุระจะมาติดต่อ ถือโอกาสมาสำรวจตำแหน่งแห่งหนในเบื้องต้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมไปในตัว

      เมื่อเดินต่อเข้ามาท้ายซอยก็จะพบกับ ป้ายข้อความว่า “ศุลกสถาน” ที่ติดตั้งอยู่หน้าอาคารร้างแห่งหนึ่ง นี่ละคือที่หมายแรกที่เราตั้งใจจะมากันในวันนี้

 

      ย้อนหลังกลับไปกว่า 1 ศตวรรษ ที่นี่เคยเป็นที่ทำการศุลกากร หรือ "โรงภาษี" (Customs House) เพื่อเป็นที่ทำการเก็บภาษีสินค้าขาเข้าที่เรียกว่า "ภาษีร้อยชักสาม" ดังนั้นจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "โรงภาษีร้อยชักสาม" ได้รับการออกแบบและสร้างในปี พ.ศ.2431 โดยนายช่างใหญ่ชาวอิตาเลียน โจฮาคิม กราสลี นับเป็นหนึ่งในอาคารที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น  ตัวอาคารใหญ่นั้นสูง 3 ชั้น เป็นสถาปัตยกรรมสมัยคลาสสิก มีสะพานทอดข้ามไปยังที่ทำการศุลกากรซึ่งเป็นตึก 2 ชั้น จัดได้ว่าอาคารนี้โครงสร้างแข็งแรงพอสมควรทีเดียว เพราะผ่านมาเป็นร้อยปียังคงตั้งตระหง่านอยู่เช่นนี้ ว่ากันว่าในยุคสมัยที่รุ่งเรืองสถานที่แห่งนี้ใช้ เป็นสถานที่จัดเลี้ยงและเต้นรำของเชื้อพระวงศ์และชาวต่างชาติ  รวมทั้งเป็นที่จัดเลี้ยงงานสมโภชน์ครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัติพระนครจากการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก  จนกระทั่งปีพ.ศ.2502 สถานที่แห่งนี้ถูกปรับบทบาทเป็นที่ทำการของสถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก และอยู่ในความดูแลของกองตำรวจดับเพลิงมาจนปัจจุบัน

 

      ก่อนหน้านี้ยังเปิดให้เข้าไปด้านใน แต่ตอนนี้ปิดตายไปแล้วค่ะ ครอบครัวที่อาศัยอยู่น่าจะย้ายออกแล้วเพราะเอาสังกะสีปิดไว้หมด ไม่สามารถเข้าไปด้านในได้อย่างแต่ก่อนแล้ว น่าเสียดายจริง เราสองคนจึงได้แค่เพียงเก็บภาพอาคารด้านนอกที่แม้จะเก่า ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ก็ดูมีคุณค่าและมีเสน่ห์ในตัวเองอย่างประหลาดจริงๆ เห็นว่าจะทำเป็นบูติคโฮเต็ล แต่ก็ยังเป็นภาพอย่างที่เห็น

 

      จากศุลกสถาน เราพากันเดินกลับออกไปทางปากซอยเจริญกรุง 36 เดินต่อเพียงนิดเดียวก่อนถึงซอยเจริญกรุง 32 ได้เจออาคารไปรษณีย์กลางบางรักที่ใหญ่โต ทันสมัย ต่างจากอาคารที่เพิ่งเดินจากมาเมื่อสักครู่นี้อย่างหน้ามือหลังมือเลยทีเดียวเชียว 

      เมื่อเดินเข้ามาในรั้วของอาคาร นอกจากตัวอาคารรูปตัว T สถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิคที่เน้นการออกแบบที่เรียบง่าย แต่แฝงความใหญ่โต อลังการ ที่ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าแล้ว ด้านหน้าของอาคารยังมีพระอนุสาวรีย์ จอมพลสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ซึ่งนอกจากพระองค์จะทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์พระองค์แรกในปี พ.ศ.2426-2433 แล้ว ยังทรงมีคุณูปการกับการไปรษณีย์ไทยอย่างล้นเหลือ จนได้รับการยกย่องให้เป็น "พระบิดาแห่งกิจการไปรษณีย์ไทย" อีกด้วย จึงได้มีการสร้างพระอนุสาวรีย์เพื่อเทิดเกียรติพระองค์ โดยกรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบเป็นท่าประทับนั่งใกล้โต๊ะกลมมีหนังสือวางอยู่บนโต๊ะ เนื่องจากทรงโปรดหนังสือและตำราต่างๆ โดยขนาดของพระรูปใหญ่กว่าพระองค์จริงเล็กน้อยสถานที่แห่งนี้ได้รับการประกาศให้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2547 โดยกรมศิลปากร 

     

      ที่มุมของตัวอาคารสองด้าน มีการประดับด้วยปูนปั้นรูปครุฑที่บริเวณมุข ซึ่งเป็นเครื่องประดับอาคารที่ได้รับความนิยมในงานสถาปัตยกรรมในยุคนั้น ขนาดตัวครุฑสูงกว่า 2 เท่าของคนจริง โดยเจ้าตัวครุฑนี้ก็ได้มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพฯโดนทิ้งระเบิดสถานที่สำคัญหลายแห่ง แต่กรมไปรษณีย์โทรเลขซึ่งเป็นตึกใหญ่โตสูงตระหง่านที่สุดในย่านสุรวงศ์สี่พระยานั้น ฝ่ายสัมพันธมิตรจงใจทิ้งระเบิดลงมาหลายครั้งแต่พลาดบ้าง ระเบิดด้านบ้าง ไม่ถูกเลย จึงมีคนเล่าว่าเห็นครุฑ 2 ตัวหน้าตึกบินขึ้นไปปัดระเบิดเพื่อป้องกันอาคารไปรษณีย์โทรเลขแห่งนี้ไว้ เท็จจริงอย่างไรอันนี้ไม่ทราบเพราะเป็นเรื่องเล่า

      ประตูทางเข้าโดดเด่นด้วยครุฑแตรงอนสีทองอร่ามบนประตูพื้นสีฟ้าประดับลวดลายสีเทา ซึ่งครุฑแตรงอนนี้เป็นสัญลักษณ์ของกรมไปรษณีย์โทรเลข

      เมื่อเข้าไปด้านในจะพบห้องโถงขนาดกว้างขวาง ที่ผนังโดยรอบจะมีประติมากรรมนูนต่ำที่ปั้นหล่อด้วยซีเมนต์ รังสรรค์ขึ้นตามแบบดวงตราไปรษณียากรที่ระลึกในวาระต่างๆ ผลงานเหล่านี้แม้ต้นแบบตราไปรษณียากรจะออกแบบโดยชาวต่างชาติ แต่งานประติมากรรมชุดนี้เป็นผลงานของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี กับลูกศิษย์แผนกปั้นของท่าน รวมทั้งพญาครุฑที่หน้าอาคารนั้นก็ผลงานการออกแบบของท่านด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีตู้ไปรษณีย์สีแดงแบบโบราณตั้งอยู่เพื่อบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ด้วย น่าเสียดายที่วันที่ไปไม่มีการจัดนิทรรศการอะไรก็เลยมีแต่โถงโล่งๆ เท่านั้น

      เท่าที่ได้ข้อมูลมาล่าสุดที่ทำให้เจ็บปวดหัวใจสาวโสดหนักเข้าไปอีกก็คือ ที่นี่หลังจากปรับปรุงใหม่แล้วได้มีบริษัทเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่เพื่อรองรับการจัดงานแต่งงานโดยเฉพาะ สามารถรองรับการจัดงานแต่งงานทุกรูปแบบ ต้องการแบบใดเขาจัดให้ได้หมด แค่อยู่ในพื้นที่เขตบางรักชื่ออันเป็นมงคลแล้ว ยังมีจุดขายตรงนี้เสริมอีก และหากมาเลือกใช้บริการที่นี่จงสบายใจเลยว่าคู่แต่งงานจะสามารถใช้สถานที่ได้ทั้งวัน เพราะในหนึ่งวันทางอาคารนี้จะรับคู่แต่งงานเพียงคู่เดียวเท่านั้น ไม่มีการรับงานซ้อนกันอย่างเด็ดขาด อะไรจะแสนพิเศษปานนี้ จะทำให้สาวโสดอย่างเราๆ ชอกช้ำไปถึงไหนกันนี่ โอกาสนี้คงไม่มีโอกาสมาเช่าจัดงานเป็นแน่แท้ โฮ.....

 

      ทนเดินภายในนี้ต่อไปไม่ไหว กลับออกไปเดินทำใจที่ด้านนอกกันดีกว่า และแล้วเราก็มาถึงซอยเจริญกรุง 32 กันแล้ว นับตั้งแต่ซอยนี้ เราจะเริ่มภารกิจ “บุกรุก บางรัก” กันอย่างจริงจังเสียที

 

      จริงๆ แล้วก็คือเราสองคนตั้งใจจะมาเดินถ่ายภาพงานนิทรรศการ BUKRUK (บุกรุก) : Urban Arts Festival  ซึ่งจริงๆ งานจบไปตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาแล้ว แต่ภาพวาดบนกำแพง บนผนังตึกจะยังอยู่ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีศิลปินคนอื่นมาบอมทับ ซึ่งก็ไม่น่าหรอกนะศิลปินอุตส่าห์มาวาดไว้แล้วจะมาบอมทับกันให้เสียหายไปทำไมกัน จริงๆ แล้วภาพนิทรรศการนี้มีอยู่หลายถนน ต้องไล่ล่าหา มีตั้งแต่ย่านถนนเจริญกรุง ทรงวาด สุรวงศ์ แต่สำหรับเราสองคนคงตามไม่ครบทุกจุด เน้นย่านที่ต่อเนื่องกันเพราะการไล่ล่าครั้งนี้ต้องใช้สองเท้าเป็นหลัก ถ้าตามล่าจนหมดดูท่าจะหมดสภาพกันเสียก่อนค่ะ

 

      ซอยเจริญกรุง 32 เป็นจุดที่มี Street Art มากที่สุด ถ้าใครอยากมาแบบไม่ผิดหวังก็มาเริ่มซอยนี้ก่อนได้เลยค่ะ ทางเดินนี้เมื่อผ่านเพิงขายข้าวขาหมูขวัญใจแท็กซี่ไปแล้วจะพาไปยังท่าเรือสี่พระยา ซึ่งจุดนี้จะมีปัญหาตรงที่ว่าเป็นแหล่งที่พี่แท็กซี่ พี่ตุ๊กๆ จะมาจอดเพื่อรอรับนักท่องเที่ยว ดังนั้น Street Art หลายภาพอาจโดนพี่เขาจอดรถบังไปบ้างอะไรไปบ้าง บางคนก็ใจดีค่ะ เห็นเรามาจดๆ จ้องๆ จะเก็บภาพก็จะเลื่อนรถหลบให้ บ้างก็มีนักท่องเที่ยวเรียกใช้บริการพอดี เดินอ้อยๆ อิ่งๆ รอสักพักก็อาจได้ภาพครบค่ะ

 

      เมื่อออกจากซอยนี้ก็เดินย้อนออกไปปากซอย แล้วเดินต่อไปยังซอยเจริญกรุง 30 หรือที่รู้จักกันในชื่อซอยกัปตันบุช เพราะเป็นที่ตั้งของสถานทูตโปรตุเกสนั้น เมื่อเดินไปจนเกือบสุดซอยจะเห็นที่ผนังอาคารแห่งหนึ่งวาดลวดลายไว้อย่างยุ่งเหยิง หัวไม่ศิลป์เท่าไหร่ก็มองได้แค่ว่าสวย แต่มีความหมายหรือมีพลังแค่ไหนอันนี้มองไม่ออกค่ะ แหะๆ

 

      ถัดไปเรามาเข้าซอยเจริญกรุง 28กันค่ะ อันนี้ง่ายเลย สังเกตง่ายๆ ติด Old Town Hotel เลยค่ะพอถึงปากซอยก็แค่แหงนหน้าไปที่ผนังตึกทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา มีสองฝั่งในมุมสูง ส่วนอีกฝั่งหนึ่งมีที่มุมล่างด้วย

      ทีนี้เดินต่อไปยังตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์กันค่ะ เห็นว่ามี Street Art ละแวกนั้นอีก เดินลัดเลาะกันไปเรื่อยๆ จนเจอสะพานพิทยเสถียร ชื่อสะพานไม่คุ้นกันเลยเนอะ สังเกตอาคารเก่าสีฟ้าชื่อ อาคารชัยพัฒนสิน ที่เชิงสะพาน ถ้าเห็นก็แปลว่าเรามาถูกทางแล้วค่ะ

 

      สายตาสองสาวโสดเหลือบไปเห็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา “เจ๊เฮี้ยง” ทำให้ความอยากเข้ามาสิงในร่างในทันที ไม่มีใครรอใคร ทั้งพี่ใหญ่และหนูเล็กพากันสาวเท้าเข้าไปสั่งเกี๊ยวน้ำมาสำเร็จโทษกันคนละ 1 ชาม

  ลูกชิ้นปลาเนื้อแน่นอร่อยลิ้นแบบนี้มีแรงไป “บุกรุก” กันต่อแล้ว ว่าแล้วก็เดินกันต่อไปได้เลยค่ะ กองทัพเราเดินด้วยท้องและสองขา

 

      ระหว่างเดินไปสายตาเหลือบไปเห็นป้ายบอกทางไปสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์และโบสถ์กาลหว่าร์ (Kalawar church) คนชอบเที่ยวโบสถ์อย่างพี่ใหญ่กับหนูเล็กมีหรือจะพลาด สาวเท้ากันไปในบัดดลเลยทีเดียว

      โบสถ์กาลหว่าร์เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก แบบสถาปัตยกรรมโกธิค มีลักษณะผังเป็นแบบกางเขนโรมัน (ROMAN CROSS) หรือละติน (LATIN CROSS)ตามประวัติโบสถ์แห่งนี้ไม่ใช่โบสถ์หลังแรก หากแต่เป็นโบสถ์หลังที่สาม ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อทดแทนโบสถ์หลังเดิมที่ถูกทิ้งร้างภายหลังเพลิงไหม้ใหญ่ในปี พ.ศ. 2407 โบสถ์ สร้างขึ้นโดยคุณพ่อแดซาลส์ ชาวฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2434 ปัจจุบันโบสถ์มีอายุรวมแล้ว 124 ปี ถือเป็นหนึ่งในโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โบสถ์กาลหว่าร์ได้ขึ้นทะเบียนอนุรักษ์เป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คำว่า “กาลหว่าร์” น่าจะมาจากคำว่า “กัลวารีโอ” เนินเขาที่พระเยซูถูกตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์นั่นเอง

 

      หลังจากชมโบสถ์กันเรียบร้อยก็พากันไปทำภารกิจกันต่อ หลังจากเราสองคนเดินมั่วไปมั่วมาสักพัก ทำให้พบว่าหากเดินตรงจากโบสถ์ต่อไปเรื่อยๆ ตามทางจนเจอป้ายตรอกศาลเจ้าโรงเกือกแล้วเดินต่อไปก็จะเป็นทางเดียวกันกับถ้าเราเข้ามาจากซอยเจริญกรุง 22


เข้าซอย 22 มาแล้วเลี้ยวขวาไปนิดเดียวก็จะพบ Street Art อีกจุดหนึ่ง

      เดินต่อไปอีกเล็กน้อยมีซอยเล็กๆ ที่ปากทางเข้าโฮสเทลแห่งหนึ่งจะพบ Street Art อีกจุด ซึ่งจุดนี้ก็ไม่แน่ใจเท่าไรว่าจะรวมอยู่ด้วยหรือไม่ แต่หนูเล็กคิดเอาเองว่ารวมเพราะไม่น่าจะมีภาพวาดสีสันสดใสเช่นนี้ในขณะที่พื้นที่โดยรอบทรุดโทรมขนาดนี้

 

      ลองสำรวจทั่วๆ ไม่พบอะไรเพิ่มเติมอีก ก็เลยเดินออกจากซอยเล็กๆ นี้ แล้วเดินต่อไปจนถึงถนนทรงวาด เจอวัดปทุมคงคาราม มองตรงไปเจอเลยค่ะ ผนังสีชมพูสดตระหง่านอยู่ตรงหน้าเลย อันนี้โดดเด่นจริงจัง

      แต่ไม่ว่าอันอื่นจะเจอหรือไม่ยังไม่เท่าไรนัก พี่ใหญ่และหนูเล็กต้องขอยืมวลียอดฮิตของจา พนม มาใช้กันเสียหน่อยว่า “ช้างกูอยู่ไหน” ใช่แล้วค่ะ เป็นภาพที่ท้าทายว่าเราจะเจอกันไหม อย่างไรความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็อยู่ตรงนั้น อ้อ ไม่ค่ะ ความสำเร็จอยู่ตรงนั้น จะรออะไรล่ะคะ เดินต่อค่ะ พกความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าต้องเจอบนถนนทรงวาดนี้อย่างแน่แท้

 

      และแล้วความตั้งใจก็สัมฤทธิ์ผลค่ะ เดินมาเพียงนิดเดียว จะเจอลานจอดรถที่มีป้อมยามสีเหลือง หยุดที่จุดนี้แล้วหันมองผนังอาคารทั้งสองฝั่ง ได้พบสิ่งที่ตามหา

      เมื่อถึงจุดนี้ ภารกิจ “บุกรุก” ของเราคงต้องหยุดแต่เพียงเท่านี้ เพราะสองเท้าพามาไกลเหลือเกินแล้วตั้งแต่เขตบางรักทะลุทะลวงมาจนถึงเขตสัมพันธวงศ์กันแล้ว หมดสภาพกันแล้วค่ะ ว่าแล้วคงต้องไปเติมพลังกันเสียหน่อย พอนึกถึงเรื่องกินที่รออยู่ไม่รู้เรี่ยวแรงมาจากไหนแรงฮึดรอบใหม่มาทันที

 

      และแล้วพี่ใหญ่กับหนูเล็กก็พาตัวเองมาถึงที่หมายแรกของเรา “ร้านนิวยืนยง” ร้านบะหมี่ลูกชิ้นปลา ร้านเดียวไม่มีสาขาได้ในที่สุด พิกัดร้านนี้อยู่ริมถนนทางจากเยาวราชไปสามแยกหมอมี ปริมาณอาจน้อยไปสักนิดสำหรับผู้ชายหรือคนกินจุ แต่คุณภาพนั้นคับแก้วค่ะ ร้านเก่าแก่ อาเฮียคนขายไม่ง้อคนกิน หน้าตาไม่ยิ้มแย้ม แต่ดูท่าว่าอาเฮียแกไม่มีอะไรหรอกเป็นงั้นไปเอง ราคาอาจสูงไปนิด แต่ก็คงเป็นเพราะทำเลที่ตั้งและมันคือลูกชิ้นปลาแท้อันนี้ต้องยอมรับค่ะ

      เมื่อรับของคาวเรียบร้อยก็ไปยังเป้าหมายสุดท้ายของวันนี้ จะเป็นอะไรไปเสียได้นอกเสียจาก “สิงคโปร์โภชนา”ร้านลอดช่องร้านแรกในประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่หน้าโรงภาพยนต์สิงคโปร์หรือโรงหนังเฉลิมบุรีที่สามแยกหมอมี มาถึงถิ่นนี้จะไม่พาตัวเองมากินลอดช่องสิงคโปร์ ก็กระไรอยู่

 

         ส่วนร้านข้างๆ “คั้นกี่ น้ำเต้าทอง” ซึ่งขายสมุนไพรนี่ขอบายไปก่อนค่ะ วันนี้เน้นเอร็ดอร่อย สุขภาพเอาไว้ก่อนสักวันแล้วกัน

      และแล้วพี่ใหญ่และหนูเล็ก สาวโสดคนเคยอกหักก็ทำภารกิจ “บุกรุก บางรัก” ในเดือนแห่งความรัก เดือนกุมภาพันธ์ได้สำเร็จ ไชโย !!! ดังนั้น จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า ใครก็ตามที่แม้ไม่มีคนรัก ไม่มีความรัก หรือเคยอกหักรักคุด ก็ใช่ว่าจะมาเดินเล่นย่านบางรักแบบใครๆ เขาไม่ได้ มีอะไรให้น่าเดินเยอะเลย อย่าเป็นเจ้าสาวที่กลัวฝนกันอยู่เลยค่ะ จัดปายยยย อิอิ

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
PiyaiandNoolek วันที่ : 27/03/2016 เวลา : 22.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PiyaiandNoolek
www.facebook.com/TravelWithPiyaiAndNoolek 

@ลำชานบ้านบู
แหะๆ อร่อยจริงๆ ค่ะร้านนิวยืนยง มิน่า เขาถึงได้อยู่ยั้งยืนยงมานานแสนนาน เสียแต่แอบแพงไปนิด มีอีกเสียงมายืนยันแบบนี้ ค่อยมั่นใจหน่อยว่าไปไม่ผิดร้านจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 15 PiyaiandNoolek ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลำชานบ้านบู วันที่ : 27/03/2016 เวลา : 12.13 น.

สวัสดีครับ
บะหมี่ลูกชิ้นปลา อรอ่ยที่สุดๆๆ...นิวยืนยง

จำได้เคยไปไปรษณีย์กลาง ไปอำลาอาลัย วันที่ยกเลิกไม่ใช้ "โทรเลข"
ยังเสียดายไม่หาย

กับตันบุช มีชื่ฮเสียงจนโรงแรม แถวนั่น เอาไปตั้งชื่อเป็นร้านอาหาร "FINE DINNIN ROOM"ประจำโรงแรม ดังมาก.

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
PiyaiandNoolek วันที่ : 20/03/2016 เวลา : 21.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PiyaiandNoolek
www.facebook.com/TravelWithPiyaiAndNoolek 

@หมูอวย
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชมค่ะ นักวาดอย่างคุณหมูอวยต้องชอบงานพวกนี้อยู่แล้ว ยังมีอีกหลายแห่งนะคะนี่ยังเก็บมาไม่หมดเลย ดูจากที่คนอื่นเขาไปกันสวยๆ อีกเยอะเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 13 PiyaiandNoolek ถูกใจสิ่งนี้ (1)
หมูอวย วันที่ : 20/03/2016 เวลา : 21.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moo-uay
เป็นผู้ชายที่เรียบง่าย...ที่มีใจรักในศิลปะ

ชมภาพกันจุใจเลยครับ
ชอบภาพเขียนตรงกำแพง สวยเชียวครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
PiyaiandNoolek วันที่ : 15/03/2016 เวลา : 14.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PiyaiandNoolek
www.facebook.com/TravelWithPiyaiAndNoolek 

@wullopp
จริงที่สุดเลยค่ะลุงหมอ อยากให้มีภาพวาดแบบนี้เยอะๆ เดินเที่ยวแบบนี้เหมือนเล่น walk rally ด้วยค่ะ ตามหากันสนุกได้เหงื่อดีด้วย เป็นการออกกำลังไปในตัวค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
PiyaiandNoolek วันที่ : 15/03/2016 เวลา : 13.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PiyaiandNoolek
www.facebook.com/TravelWithPiyaiAndNoolek 

@ย่าดา
ขอบคุณค่ะย่าดา เดินเที่ยวสนุกค่ะ มีอะไรรายทางเยอะดี เป็นกิจกรรมกลางแจ้งแนว walk rally ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
PiyaiandNoolek วันที่ : 15/03/2016 เวลา : 13.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PiyaiandNoolek
www.facebook.com/TravelWithPiyaiAndNoolek 

@Dekthep
ทำงานแถวซอยละลายทรัพย์ค่ะ แต่บางทีก็เดินเรื่อยเปื่อยมาจนถึงสีลม บางรัก ตากสิน เป็นคนชอบเดินค่ะ แต่เรื่องก๋วยเตี๋ยวเป็ดอาจไม่ได้ลิ้มลองเพราะไม่ค่อยชอบกินเป็ดอ่ะค่ะ อิอิ

ความคิดเห็นที่ 9 แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
PiyaiandNoolek วันที่ : 15/03/2016 เวลา : 13.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PiyaiandNoolek
www.facebook.com/TravelWithPiyaiAndNoolek 

@แม่หมี
ว้าว ดีจังค่ะ มีแผนเมื่อไหร่ต้องส่งข่าวเสียแล้ว น่าสนใจจริงๆ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 PiyaiandNoolek ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 15/03/2016 เวลา : 13.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ชอบภาพในเรื่องนี้
โดยเฉพาะ กราฟฟิติบนฝาผนัง
จะทำให้ "จุดถ่ายภาพ" ในไทย เพิ่มขึ้นได้เร็ว
ทำให้ การท่องเที่ยวมีชีวิตชีวามากขึ้น

ขอบคุณครับ...

ความคิดเห็นที่ 7 wullopp , PiyaiandNoolek ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ย่าดา วันที่ : 15/03/2016 เวลา : 12.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

วันนี้โชคดีจัง ได้มาอ่านบล๊อกนี้ ทั้งstreet art ทั้งอาหารน่าหม่ำ เดินได้อึดจังเลย

ความคิดเห็นที่ 6 wullopp , PiyaiandNoolek ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Dekthep วันที่ : 15/03/2016 เวลา : 10.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dekthep
  บนเส้นทางมีจุดหมาย   ระหว่างจุดหมายมีเรื่องราว  

คห4 ถ้าเคยทำงานแถวนั้น(ไม่รู้ที่ไหน) อาจเคยลิ้มลองก๋วยเตี๋ยวเป็ดเจ้าเด็ดฝีมือร้านผมก็เป็นได้นะครับ

ความคิดเห็นที่ 5 wullopp , PiyaiandNoolek ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่หมี from mobile วันที่ : 14/03/2016 เวลา : 19.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

มาเลยค่ะพาเที่ยววัดปรกพม่าแต่เขียนหน้าวัดว่าวัดมอญ.เที่ยววัดแขกของอินเดีย.สุเหร่าของชาวชวาที่เพิ่งออกรายการสวัสดีอาเซียนช่องเนชั่น.ท่องป่าช้าวัดดอนที่เขาว่าผีดุ555ไม่ต้องเกรงใจนะคะ.นัดมาเลย:)

ความคิดเห็นที่ 4 wullopp , Dekthep ถูกใจสิ่งนี้ (2)
PiyaiandNoolek วันที่ : 14/03/2016 เวลา : 19.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PiyaiandNoolek
www.facebook.com/TravelWithPiyaiAndNoolek 

@Dekthep
จริงค่ะ เคยทำงานละแวกนั้นตอนจบใหม่ๆ บรรยากาศหลายอย่างเหมือนเดิมมาก เดินเที่ยวได้สนุก กะว่าจะหาโอกาสไปเดินแถวนั้นอีก ชอบค่ะ
ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 wullopp , PiyaiandNoolek ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Dekthep วันที่ : 14/03/2016 เวลา : 15.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dekthep
  บนเส้นทางมีจุดหมาย   ระหว่างจุดหมายมีเรื่องราว  

ไปเยือนถิ่นเก่าที่ผมคุ้นชินฝุดๆ วิ่งเล่นเตะบอลบนถนนหน้าตึกไปรษณีย์ทุกย่ำเย็น และที่ตรอกกัปตันบุชคือที่อยู่มาตั้งแต่เกิด ตรงที่สร้างคอนโดคือที่ครอบครัวผมเคยอยู่ เวลาผ่านมารวดเร็วกว่า50ปีแล้ว ว่าไปย่านนั้นถือว่าเปลี่ยนแปลงน้อยมากเมื่อเทียบกับที่อื่นๆนะครับ

ความคิดเห็นที่ 2 wullopp , แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (2)
PiyaiandNoolek วันที่ : 13/03/2016 เวลา : 13.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PiyaiandNoolek
www.facebook.com/TravelWithPiyaiAndNoolek 

@แม่หมี
ไม่ทราบว่าแม่หมีอยู่แถวนั้น ไม่งั้นให้พาเที่ยวแน่เลยค่ะ สองพี่น้องชอบเดินเที่ยวเป็นที่สุดค่ะ ยิ่งมีแรงจูงใจสุดท้ายเป็นร้านอร่อยๆ ปากยิ่งชื่นชอบเลยค่ะ ช่วงนี้กำลังสนุกกับ One day trip ยังมีอีกหลายที่ที่ไปมาแล้วและที่กำลังจะไป เสียดายแค่ไม่มีเวลามาเขียนบล็อกเล่าสู่กันฟังเท่านั้นเอง แต่ที่แน่ๆ ถ้าไปเยือนถิ่นแม่หมีอีกเมื่อไหร่ต้องส่งข่าวเสียแล้ว อิอิ

ความคิดเห็นที่ 1 wullopp , Dekthep และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
แม่หมี วันที่ : 13/03/2016 เวลา : 10.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

พี่ใหญ่และหนูเล็กเดินเก่งจริงๆ
ถ้าเดินย้อนลงมาถึงเจริญกรุง57 ใกล้บ้านแม่หมีแล้วนะ
ถ้ามาบางรักอีก. บอกแม่หมีด้วยจะพาเที่ยว แถวบ้านแม่หมีก็มีที่เที่ยวเยอะนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน