• สามหนุ่ม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : Tun_po_9@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-06
  • จำนวนเรื่อง : 18
  • จำนวนผู้ชม : 120153
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
ปล็อคของนาย ปอรา
จะกลับมาทำแล้วครับ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Poramin9
วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552
Posted by สามหนุ่ม , ผู้อ่าน : 11806 , 13:03:10 น.  
หมวด : ส่งการบ้านครู

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปัญหาของระบบอุปถัมภ์ที่ส่งผลกระทบต่อการเมืองไทย

ระบบอุปถัมภ์ คือ เป็นระบบความสัมพันธ์ที่บุคคลสองฝ่ายที่มีสถานภาพทางสังคมไม่เท่าเทียมกัน แต่อยู่ด้วยกันได้  เพราะมีลักษณะต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน  โดยมีผลประโยชน์ร่วมกัน และมีความเป็นสัมพันธ์ระหว่างกันอยู่ด้วย ซึ่งฝ่ายผู้อุปถัมภ์จะมีทรัพยากรในครอบครองมากกว่า เช่น มีทรัพย์สิน เงินทอง ที่ดิน อำนาจ มากกว่า จึงสามารถให้การอุปการะและคุ้มครองแก่ผู้รับการอุปถัมภ์จากการถูกกดขี่จากผู้อื่น และจากอันตรายต่างๆ ได้  ส่วนผู้ได้รับการอุปถัมภ์ก็ตอบแทนด้วยการให้ความนิยมชมชอบ ให้ข่าวสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อุปถัมภ์ และเป็นบุคคลที่ให้การสนับสนุนทางการเมืองต่อผู้อุปถัมภ์  โดยนักรัฐศาสตร์ได้กล่าวว่าระบบอุปถัมภ์จะใช้เฉพาะในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในการเมืองและการบริหารราชการ  สำหรับนักรัฐศาสตร์แล้วระบบอุปถัมภ์ คือ วิถีการหรือช่องทางที่นักการเมืองจัดสรรตำแหน่งงาน หรือสิ่งอื่นใด อันเป็นของรัฐ และทรัพยากรของส่วนรวมให้กับผู้อื่น เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้องของตนเอง   ระบบอุปถัมภ์ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา โดยอาจแบ่งเป็นสามระบบ คือ ระบบอุปถัมภ์ที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทั่วๆไป   ระบบอุปถัมภ์ในวงราชการ และระบบอุปถัมภ์ระหว่างข้าราชการกับนักธุรกิจ  ซึ่งระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทยจะมีมากคือระบบอุปถัมภ์ในวงราชการ คือ จะใช้ระบบเส้นสายในการคัดเลือกบุคคลเข้าปฏิบัติงานในส่วนของภาครัฐ  โดยมิได้มีการสอบคัดเลือกเหมือนเช่นในปัจจุบันที่มีความเป็นธรรม ต่อทุกๆฝ่ายข้าราชการส่วนใหญ่จะถูกคัดเลือกตามความสามารถเฉพาะของบุคคลนั้น ซึ่งจะเห็นว่าปัจจุบันนี้ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าปฏิบัติงานของรัฐจะคำนึงถึงความสามารถเป็นสำคัญ แต่ก็ยังคงมีการนำระบบอุปถัมภ์มาใช้ในกลุ่มของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในการสั่งการ เพื่อให้บุคคลนั้นได้รับการคัดเลือกและบรรจุเป็นข้าราชการของภาครัฐ โดยอาจได้รับค่าตอบแทนเป็นทรัพย์สินหรือเงินทอง  ซึ่งระบบอุปถัมภ์ระหว่างข้าราชการกับนักธุรกิจจะมีความเกี่ยวข้องกันมากเนื่องจากจะได้ผลประโยชน์จากการที่ภาครัฐได้เอื้อผลประโยชน์แก่พรรคพวกของตนเอง เช่นการฮั้วประมูลโครงการก่อสร้างต่างๆของภาครัฐ

  สำหรับในประเทศไทยระบบอุปถัมภ์ได้มีมานานแล้วอาจนับตั้งแต่สมัยสุโขทัยก็ได้ ในสมัยที่พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจสูงสุดในการปกครอง ระบบอุปถัมภ์จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม คือพระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์แห่งธรรม การให้ยศตำแหน่งหน้าที่แก่ขุนนางจึงควบคู่ไปกับคุณธรรม และมีระบบอุปถัมภ์เป็นกลไกหนึ่งที่ใช้เพื่อคานกับอำนาจของผู้มีอำนาจเหนือกว่าจะกดขี่ขูดรีดไพร่ผู้อยู่ในอำนาจเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ระบบอุปถัมภ์ที่สามารถเห็นได้ชัดเจนคือ ในช่วงสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ที่ได้ถูกขนานนามว่ามีการใช้ระบบการปกครองในรูปแบบพ่อขุนอุปถัมภ์ ที่มีการใช้รูปแบบการปกครองที่เน้นความกินดีอยู่ดีของประชาชนและมีการใช้นโยบายที่สร้างความผาสุขแก่ชาติบ้านเมือง  โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์  จะใช้มาตรการเด็ดขาดในการปราบปรามการโจรผู้ร้าย  เช่นในกรณี การลอบวางเพลิง คนที่เป็นผู้วางเพลิงจะถูกลงโทษอย่างหนักเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยง จนถือได้ในสมัยนั้นโจรผู้ร้ายที่เคยชุกชุมก็ลดน้อยลงจนทำให้สังคมสงบสุข  จึงถือได้ว่าจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ท่านได้บริหารบ้านเมืองโดยคำนึงถึงประโยชน์ของชาติเป็นหลักทำให้บ้านเมืองในสมัยนั้นมีความเจริญรุ่งเรือง โดยท่านได้ออกเยี่ยมเยือนประชาชนในชนบทและนำปัญหาที่ได้ประสบมา หาวิธีการในการแก้ไขปัญหา ซึ่งเปรียบเหมือนกับการปกครองในสมัยสุโขทัยในรูปแบบพ่อปกครองลูกนั่นเอง  ในสมัยที่พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจสูงสุดในการปกครอง ระบบอุปถัมภ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม คือพระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์แห่งธรรม การให้ยศตำแหน่งหน้าที่แก่ขุนนางจึงควบคู่ไปกับคุณธรรม และมีระบบอุปถัมภ์เป็นกลไกหนึ่งที่ใช้เพื่อคานกับความโน้มเอียงที่ผู้มีอำนาจเหนือกว่าจะกดขี่ขูดรีดไพร่ผู้อยู่ในอำนาจ`นอกจากนี้ระบบสังคมยังเป็นตัวที่ทำให้คนต้องหาผู้ที่มีอำนาจมากกว่าตนมาคอยคุ้มครองตน ซึ่งในปัจจุบันในสามารถเห็นได้ชัดเจนคือ สมัยของ ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี ระบบอุปถัมภ์ได้แพร่หลายเป็นอย่างมากมีการใช้ระบบเส้นสายในการคัดเลือกบุคคลที่เป็นพวกพ้องของตนเข้าทำงานในส่วนของภาครัฐ ทำให้มีการหาผลประโยชน์จากหน้าที่ของตนเองและยังพยายามกีดกันคนที่มีความรู้ความสามารถไม่ให้ผ่านการคัดเลือก ซึ่งจะเห็นได้จาก นักการเมืองบางคนพยายามดึงกลุ่มเพื่อนของตนเองหรือแม้แต่ญาติพี่น้องของตนเองเข้ามาทำงานในส่วนของรัฐบาลและภาครัฐ จึงทำให้เกิดการเอื้อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องโดยส่วนมากแล้วจะเป็นการเอื้อผลประโยชน์ในทางธุรกิจ ซึ่งบรรดาญาติพี่น้องของนักการเมืองได้เข้ามาบริหารราชการในส่วนของภาครัฐ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองและพยายามลดบทบาทฝ่ยตรงข้ามทำให้ตนมีอำนาจอันชอบธรรม จึงส่งผลให้สมัยนั้นกล่าวกันว่าเป็นระบอบทักษิโนมิก

 ทั้งนี้ตามทฤษฎีความกลัวของ จอส์น ล็อค สามารถนำมาใช้ในระบอบอุปถัมภ์ได้ ที่ว่าผู้มีอำนาจหรือผู้ปกครองนั้นจะทำให้ผู้อยู่ภายใต้การปกครองกลัว กลัวว่าตนจะไม่ได้รับความปลอดภัยหรือไม่ได้รับประโยชน์ จนต้องทำให้ผู้ใต้ปกครองแสวงหาผู้ปกครองใหญ่แล้ว ผู้ปกครองก็จะทำให้ผู้ใต้ปกครองรู้ว่าไม่มีใครที่จะปกครองพวกตนได้ดีไปกว่าผู้ปกครองเอง จึงทำให้ผู้ใต้ปกครองต้องยอมเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อผู้ปกครอง  ก็เหมือนกับสภาพสังคมในประเทศ ที่ผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าย่อมต้องหาผู้ที่มีอำนาจสูงกว่ามาคอยปกป้องคุ้มครอง และให้ความอนุเคราะห์แก่ตนเอง จนเป็นระบบอุปถัมภ์ที่ติดแน่กับนิสัยของคนในประเทศเรา  จนในเวลาต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ระบบอุปถัมภ์ในเชิงของนักมานุษยวิทยาก็ยังคงอยู่ในสังคม เช่นในกรุงเทพฯ ความสัมพันธ์ไม่ใช่ระหว่างไพร่กับนาย แต่เป็นระหว่างผู้มีอำนาจ คือเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ กับผู้อยู่อาศัยในละแวกใกล้เคียง ความสัมพันธ์ในทำนองนี้ แม้จะมีตัวอย่างไม่มากนัก แต่ก็เป็นความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนระหว่างผู้ให้ที่มีความเมตตา กรุณา ปรานี และผู้อยู่ในความอุปถัมภ์ที่ตอบแทนด้วยความกตัญญูและจงรักภักดี  ความสัมพันธ์ในระบบราชการ เป็นเรื่องที่ผู้น้อยเอาใจผู้ใหญ่ เพราะหวังการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง การได้เงินเดือนที่สูงขึ้น ส่วนเจ้านายก็หวังการสนับสนุนช่วยเหลือการงานพิเศษและบริการอื่นๆ การที่ต้องเลี้ยงลูกน้องเช่นนี้ทำให้ผู้ให้การอุปถัมภ์ต้องมีรายได้พิเศษ นอกเหนือจากเงินเดือนข้าราชการ ทำให้เกิดคอร์รัปชั่นหรือวิธีการหารายได้แบบอื่นๆ   ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการกับนักธุรกิจ ที่รู้จักกันทั่วๆ ไปคือ ในสมัยโบราณ คนจีนอพยพต้องพึ่งความคุ้มครองของขุนนาง ต่อมาในสมัยพัฒนาการเศรษฐกิจ นักธุรกิจต้องพึ่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ให้ช่วยเหลือในเรื่องสัมปทาน หรือให้ได้งานจากภาครัฐ เช่น การรับเหมาก่อสร้าง นับว่าเป็นระบบอุปถัมภ์ เพราะมีพื้นฐานอยู่ที่ความเอื้ออาทร และความกตัญญู ข้าราชการผู้ให้การอุปถัมภ์ยังเลือกที่จะรับหรือไม่รับสิ่งที่ผู้รับการอุปถัมภ์หยิบยื่นมาให้  เมื่อระบบตลาดขยายตัวมากขึ้น นักธุรกิจมีอำนาจทางการเงินสูงขึ้น ความมั่งคั่งเริ่มกลายเป็นที่มาของอำนาจ และถึงเวลานั้นระบบอุปถัมภ์ก็เปลี่ยนกลับหน้ามือเป็นหลังมือ พ่อค้านักธุรกิจซึ่งเคยเป็นผู้รับการอุปถัมภ์ กลายเป็นผู้อุปถัมภ์ชนชั้นนำในวงราชการ และเป็นหัวคะแนนให้ ส.ส.เท่ากับว่าเป็นผู้ถืออำนาจอธิปไตย โดยมีข้าราชการและนักการเมืองจำนวนหนึ่งเป็นผู้แทนได้  ระบบที่อำนาจเงินเป็นอำนาจสูงสุดเช่นนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนแบบตลาดมากกว่าระบบอุปถัมภ์ เพราะความสัมพันธ์ไม่ได้มีพื้นฐานอยู่ที่คุณธรรม คือความเมตตา และความเอื้ออาทรของฝ่ายผู้ให้ แต่เป็นความโลภ ความต้องการร่ำรวย และการหวังประโยชน์โดยตรงเช่นต้องการความสะดวก ต้องการอำนาจผูกขาด เป็นต้น ส่วนผู้รับก็ไม่ได้มีความความภักดีหรือความกตัญญูตอบแทนให้ แต่ตกอยู่ในภาวะจำยอมด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ เช่น ด้วยความจำเป็นด้านการเงิน หรือด้วยความกลัวเป็นต้น  มีการใช้ความรุนแรงมากขึ้น ในความสัมพันธ์เชิงธุรกิจที่เคลือบมาภายใต้ระบบอุปถัมภ์ที่กล่าวมานี้ ถ้าหากว่าผู้รับการอุปถัมภ์ไม่ได้ประพฤติหรือปฏิบัติตนให้ตรงตามข้อตกลง เช่น ชาวไร่บอกว่าไม่กล้าขายผลผลิตให้กับผู้อื่น เพราะกลัวตาย  เจ้าพ่อในต่างจังหวัดก็ใช้วิธีรุนแรงเพื่อกำจัดคู่แข่งที่จะเข้ามาแย่งชิงผลประโยชน์และสิ่งที่ตนเคยมีอำนาจและอิทธิพลแต่ผู้เดียว  ถึงตรงนี้ก็พอจะแยกแยะความแตกต่างระหว่างระบบอุปถัมภ์ ระบบตลาด และระบบอุปถัมภ์แบบนักรัฐศาสตร์ออกจากกันได้ และเมื่อย้อนกลับมามองปรากฏการณ์สังคมในระยะนี้ก็จะเข้าใจมากขึ้น

เราจะเห็นว่า ในช่วงเวลาไม่นานมานี้ประเทศของเรามีการใช้ระบบอุปถัมภ์เป็นอย่างมาก  เราจะเห็นได้ว่า อำนาจเปลี่ยนมือจากนายทุนนักธุรกิจที่เคยเป็นผู้อุปถัมภ์ขุนนางผู้ใหญ่และอยู่เบื้องหลังนักการเมือง กลับมาสู่ผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินในยุคประชาธิปไตย คือคณะรัฐบาลอีกครั้ง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แนวดิ่งดังเดิมในอดีตที่ผู้ใหญ่อำนาจเหนือผู้น้อย เป็นผู้ให้คุณให้โทษกับผู้น้อยทั้งในระบบราชการและในกลุ่มธุรกิจ  สังคมการเมืองในปัจจุบัน เป็นระบบอุปถัมภ์แบบรัฐศาสตร์ที่ก้าวไกลยิ่งขึ้น คือ ผู้ให้การอุปถัมภ์ไม่ได้ให้เฉพาะตำแหน่งหน้าที่แก่ผู้ที่มุ่งหวังให้กระทำการตอบแทนเท่านั้น  ผู้อุปถัมภ์จะใช้อำนาจอันเนื่องมาจากตำแหน่งหน้าที่ที่มีอยู่ของตนเอง เช่น การอนุมัติงบประมาณเพื่อกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ ที่ได้ผลประโยชน์ตรงกับกลุ่มคนบางกลุ่มตามที่ประสงค์   ถ้าหากวิธีการที่ใช้ เกินเลยไปถึงว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกันที่ชัดเจนแบบหมูไปไก่มา และไม่ใช่การแลกเปลี่ยนในสิ่งที่ปกติมีการซื้อขายกันในท้องตลาด หรือไม่ได้ซื้อขายกันตรงๆ อย่างเปิดเผย ก็คงจะต้องเรียกว่าเป็นระบบอุปถัมภ์แต่เปลือก หรือระบบนายทุนที่แฝงมาในคราบของระบบอุปถัมภ์มากกว่านายกรัฐมนตรีอาจจะเป็นเจ้านาย ขุนนางหรือผู้อุปถัมภ์แบบขุนนางหรือผู้อุปถัมภ์แบบพระมหากษัตริย์ในสมัยโบราณที่ปกครองโดยธรรมก็ได้ หรือนายกรัฐมนตรีอาจจะเป็น "เจ้าพ่อ" ในความหมายของระบบอุปถัมภ์ยุคเริ่มเบี่ยงเบน คือเจ้าพ่อซึ่งใช้อำนาจและอิทธิพลทุกประการทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้อง เพื่อเรียกร้องให้ผู้อื่นความภักดีต่อตนเอง (คือความกลัวที่ถูกเคลือบแฝงไว้) เพื่อรักษาและสร้างสถานะแห่งความเป็นผู้นำที่มีอำนาจผูกขาด ไม่มีเจ้าพ่ออื่นเป็นคู่แข่งหรือเข้ามาเทียบรัศมีการเป็นเจ้าพ่อ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับพื้นฐานแห่งศีลธรรมและแรงจูงใจที่กระทำ   ความคิดที่ว่า หากระบบอุปถัมภ์ประกอบไปด้วยแนวทางที่สร้างสรรค์ และมีคุณธรรม ก็น่าจะนำมาสู่การพัฒนาของบ้านเมืองได้เพราะ การที่พวกเดียวกันมาทำงานด้วยกัน ขณะเดียวกันย่อมง่ายต่อการประสานงานและ สั่งการ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับคุณธรรมของตัวบุคคลด้วย คนที่อุปถัมภ์ผู้อื่นก็ต้องมีคุณธรรมและเห็นผลประโยชน์แห่งชาติเป็นที่ตั้ง  โดยรับคนดี มีความสามารถเข้ามาในตำแหน่งที่เหมาะสมไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากไปกว่าประโยชน์ส่วนรวม หากเป็นดังนี้ข้าพเจ้า  คิดว่าแม้จะเป็นระบบอุปถัมภ์ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม แต่คุณธรรมไม่สามารถสร้างขึ้นมาในตัวบุคคลได้ง่ายๆ ข้าพเจ้าก็หวังว่านักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจจะมีคุณธรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพื่อประเทศไทยจะได้พัฒนา โดยทั้งนี้ในความเป็นจริงแม้ระบบอุปถัมภ์จะไม่สามารถกำจัดให้หมดลงไปได้ แต่เราควรช่วยกันขจัดระบบนี้ให้หมดไป  โดยทุกคนควรจะต้องคำนึงถึงระบบคุณธรรม โดยเริ่มต้นจากตนเองก่อนและขยายไปสู่คนรอบๆข้าง หากเป็นเช่นนี้แล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่าระบบอุปถัมภ์จะเลือนหายไปจากสังคมไทยได้เอง

   นายปรมินทร์  ทั่วประโคน         รหัสนิสิต  49290423

 

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สมดุล วันที่ : 20/09/2009 เวลา : 18.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/retailshop

บรรดาน้องๆทุกคนที่มีอีเมล ของตนเองแล้ว นับเป็นบันไดขั้นแรกที่จะก้าวต่อไป เป็นเจ้าของธุรกิจ ระหว่างที่เล่าเรียนดีไปด้วย เช่นเดียวกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เริ่มทำะธุรกิจตอน ๑๑ ขวบ ซึ่งวอร์เรน ยังบอกว่าเริ่มช้าไป

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ทั้งการเรียนรู้ และลงมือทำไปด้วย ยิ่งเพิ่มศักยภาพของตนเองและดีวิเศษ ในการบริหารเวลาของชีวิต

มีแบบอย่างรายละเอียดให้ศึกษาที่ http://www.ainews1.com แม้จะเพียงแวะไปเยี่ยมชม ส่วนจะดีอย่างไร น้องๆที่สนใจ ต้องการต่อยอดการเป็นผู้นำเยาวชนรุ่นจิ๋ว เพื่อนๆเขาทำกันอย่างไร ก็คุ้มแล้ว

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน