• สามหนุ่ม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : Tun_po_9@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-06
  • จำนวนเรื่อง : 18
  • จำนวนผู้ชม : 119170
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
ปล็อคของนาย ปอรา
จะกลับมาทำแล้วครับ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Poramin9
วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม 2553
Posted by สามหนุ่ม , ผู้อ่าน : 14316 , 10:04:21 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ความเข้าใจเกี่ยวกับสัญวิทยา

 

สัญวิทยาหรือที่บางคนเรียกว่า สัญญะศาสตร์นั้นเป็นวิธีการศึกษาเพื่อให้ได้มาถึงความรู้วิธีการหนึ่ง นักวิชาการบางคนบอกว่าสัญวิทยาเป็นแบบหนึ่งของการหาความรู้แนวโครงสร้างนิยม(Structuralism) แต่บางคนก็บอกว่าเป็นรูปแบบที่ของการศึกษาหาความรู้แบบกว่าโครงสร้างคือได้พูดถึงเรื่องที่โครงสร้างไม่ได้นำมาเป็นประเด็นสำคัญ นั่นคือกระบวนการสร้างมายาคติ และตัวมายาคติ วิธีการหาความรู้แบ้วิทยาก็เป็นวิธีการศึกษาหาความรู้ที่เปิดมุมมองใหม่ให้แก่ผู้ที่ทำการศึกษาเป็นวิธีการและเครื่องมือที่สามารถศึกษาทั้งในด้านภาษาศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ หรือรัฐศาสตร์  เพื่อหาถึงกระบวนการการเกิดของสิ่งที่ศึกษา กลวิธีการนำเสนอ การผูกเรื่อง การเล่าเรื่อง ตลอดถึงความหมายแฝง ความหายเชิงมายาคติหรือสิ่งที่มายาคติบิดเบือนไว้ ให้สังคมได้รับรู้

          สัญวิทยา จึงเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับระบบของสัญลักษณ์ ที่ปรากฏอยู่ในความคิดของมนุษย์ อันถือเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวของเรา สัญลักษณ์อาจจะได้แก่ ภาษา รหัส สัญญาณ เครื่องหมาย ฯลฯ หรือหมายถึงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีความหมายแทนของจริง ตัวจริง ในตัวบทและในบริบทหนึ่งๆ การนำทฤษฎีสัญวิทยามาใช้ในการศึกษาการสื่อสารของมนุษย์ ถือเป็นการศึกษาในแนวใหม่จากแนวความคิดที่มีมาแต่เดิม เป็นจุดเน้นที่ต่างไปจากการศึกษาดั้งเดิมที่มุ่งศึกษาการสื่อสารแบบเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องอยู่กับสาร ช่องทาง เครื่องส่ง ผู้รับ เสียงรบกวน และการย้อนกลับ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการสื่อสาร

อย่างไรก็ตามวิธีการหาความรู้แบบสัญวิทยา ก็ได้อิทธิพลมาจากการศึกษาของ Ferdinand de Saussure ซึ่งเป็นการศึกษาในรูปแบบของภาษาศาสตร์ในแนวทางมานุษยวิทยาเชิงโครงสร้าง ซึ่ง Roland Barther ได้นำแนนคิดของ เดอ โซซูร์ มาใช้พัฒนาการศึกษาในแนวทางที่เรียกว่า สัญศาสตร์ หรือสัญวิทยา สิ่งที่โซซูร์ให้ความสำคัญมากที่สุดคือการแยกภาษาออกจากการใช้ภาษา และวิธีการหาความรู้แบบโครงสร้างนิยมก็เป็นการศึกษาระบบความสัมพันธ์ที่ร้อยรัดเชื่อโยงสรรพสิ่งให้เป็นอย่างที่เป็นซึ่งวิธีการศึกษาของโครงสร้างนิยมจะเริ่มโดยการสลายความเป็นองค์ประธานของมนุษย์ สนใจความหมายในระดับจิตไร้สำนึก แบ่งผ่า สิ่งต่างๆที่ศึกษาเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อนำกลับมาศึกษาดูความสัมพันธ์ระหว่างหน่อยย่อยกับหน่อยใหญ่โดยให้ความสำคัญกับตัวเชื่อมที่ร้อยรัดเชื่อมโยงสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้ามอกจากกันซึ่งสิ่งที่เรียกว่าตัวเชื่อมนั้นก็คือตัวโครงสร้างอีกทั้งวิธีการศึกษาของโครงสร้างนิยมนั้นจะมองสิ่งที่ต้องการศึกษาเป็นไปในรูปของสัญญะที่ต้องค้นหารหัสที่กำหนดความหมายของโครงสร้างออกมาโดยไม่ได้สนใจในเรื่องความแตกต่างของเวลาและสถานที่1

 

 

           

ทั้งนี้ โรล็องบาร์ตส์ ได้ใช้รูปแบบของการศึกษาที่พัฒนามาจากแนวคิดของ เดอ โซซูร์และวิธีการหาความรู้แบบโครงสร้างนิยม โดยที่บาร์ตส์ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปสัญญะ (Signifier) ความหมายสัญญะ (Signified) และสัญญะ (Sign) ในระบบของสัญญวิทยาความหมายจะเกิดขึ้นมาได้ก็ต้องอาศัยสามสิ่งที่ได้กล่าวไปข้างต้นเพียงแต่ประสบการการรับรู้ของเราจะพบเห็นและเข้าใจจนเป็นความเคยชินไปส่วนมากเราจึงจะมองเห็นเพียงรูปสัญญะและความหมายสัญญะเท่านั้น เช่น การมอบช่อดอกกุหลายให้แก่คนคนหนึ่ง ช่อดอกกุหลาบคือตัวรูปสัญญะ ส่วนในความหมายสัญญะก็คือความหลงใหล แต่ในส่วนของสัญญะมักเป็นสิ่งที่ถูกมองข้าม นั่นก็คือ ดอกกุหลาบที่สื่อถึงความหลงใหล2 

จะเห็นได้ว่าการบอกรักของผู้ชายด้วยดอกกุหลาบก็จะหมายความถึงว่าดอกกุหลาบเป็นการแสดงถึงความหลงใหล แต่ในปัจจุบันกลายเป็นสิ่งสากลเสียแล้วว่า การจะบอกรักใครจะต้องมีช่อดอกไม้มอบให้ด้วยโดยเฉพาะเป็นช่อดอกกุหลาบด้วย โดยผู้มอบจะเข้าใจว่าการมอบช่อดอกไม้เป็นส่วนหนึ่งของการบอกรักแต่จะไม่ได้คิดถึงว่าดอกกุหลาบจะแทนความรู้สึกหลงใหลเลย ในขั้นการวิเคราะห์บาร์ตส์ บอกว่านักสัญวิทยาต้องแยกให้ออกระหว่าง ดอกกุหลาบในฐานะรูปสัญญะและดอกกุหลาบในฐานะที่เป็นตัวสัญญะ ซึ่งรูปสัญญะจะไม่มีความหมายมาเกี่ยวเป็นเพียงสิ่งนั้นๆ แต่ตัวสัญญะจะมีความหมายมาเกี่ยวด้วยเสมอ ถ้าเรามองว่ดอกกุหลาบก็คือดอกกุหลาบก็หมายถึงเรามองดูดอกกุหลาบในฐานะเป็นรูปสัญญะเท่านั้นแต่ถ้าสมมุติว่าเราบอกว่าดอกกุหลาบสีแดงแสดงถึงความหลงใหล ดอกกุหลาบสีม่วงแสดงถึงเพศที่สาม ดอกกุหลาบสีเหลือแสดงถึงคนป่วย อกกุหลาบสีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์เมื่อใดแล้วละก็แสดงว่าเรากำลังมองดอกกุหลาบในฐานะเป็นสัญญะ

สัญวิทยาจึงเป็นทฤษฎีที่นำมาอธิบายการสื่อสารของมนุษย์ว่า การสื่อสารคือจุดกำเนิดของความหมาย ซึ่งการศึกษาแนวนี้จะไม่สนใจความล้มเหลวของการสื่อสาร และไม่เกี่ยวข้องกับประสิทธิผลและความถูกต้อง แต่เป็นแนวทางการศึกษาเชิงสังคมหรือความแตกต่างของวัฒนธรรมระหว่างผู้ให้และผู้รับสาร ตลอดจนความหลากหลายของความหมายภายในระบบภาษา วัฒนธรรม และความความเป็นจริงที่ไม่สามารถแสดงผลเป็นเส้นตรงของกระแสการไหลของข่าวสาร แต่เป็นการศึกษาเชิงโครงสร้าง โดยมุ่งความสนใจไปที่การวิเคราะห์โครงสร้างที่กลุ่มความสัมพันธ์ที่ทำให้สาร หมายถึง บางสิ่งที่มันสร้างเครื่องหมายบนกระดาษ หรือเสียง ไปยังสารที่จะถูกส่งออกไปในการสื่อสารแต่ละครั้ง

            

ดังนั้นการศึกษาแนวสัญวิทยานี้ถือว่าตัวกำหนดของการสื่อสารขึ้นอยู่กับสังคมและสิ่งรอบตัวบนโลกของมนุษย์ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับกระบวนการของการสื่อสาร แต่ระบบสัญญะทำการควบคุมการสร้างความหมายของตัวบทให้เป็นไปอย่างมีความสลับซับซ้อนอย่างแฝงเร้น และต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละวัฒนธรรม

ในความคิดของบาร์ตส์รูปสัญญะจะมีลักษณะเชิงวัตถุ(materiality) เช่นเสียง วัตถุต่างๆ รูปภาพ ส่วนความหมายสัญญะเป็นตัวแทนทางความคิดของสิ่งของต่างๆ (a mental representation of the ‘thing’)ซึ่งทั้งรูปสัญญะและความหมายสัญญะจะรวมตัวกันเรียกว่าสัญญะ บาร์ตส์ได้จัดแยกหมวดหมู่ของสัญญะโดยใช้วิธีการ สามแบบ ดังนี้ วิธีการแรก จัดหมวดหมู่ตามวิธีการทำให้ความหมายสัญญะนั้นเป็นจริง วิธีการที่สอง สนใจการขยายตัวที่อาจซ้อนทับกันของความหมายของสัญญะที่ต่างๆ และวิธีที่สาม สนใจความหมายการตอบสนองของความหมายสัญญะต่อรูปสัญญะในกรณีที่ผู้เสพระบบมีความรู้ในวัฒนธรรมในระดับที่แตกต่างกัน อันจะทำให้การถอดรหัสต่างกันออกไปแม้นจะใช้ภาษาเดียวกัน3

            ในเชิงเทคนิค สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปก็คือ ในรหัสแต่ละระบบ บรรดาสัญญะซึ่งเป็นหน่วยสื่อความหมายจะสัมพันธ์กันในสองระดับคือ หนึ่งสัญญะที่เรียกต่อกันได้จะมีความหมายในเชิงวากยสัมพันธ์(syntagmatic relationship) “ม้า” “วิ่ง” “เร็ว” เมื่อเรียงกันก็จะได้เป็นประโยคว่า “ม้าวิ่งเร็ว” แต่ถ้าหากเปลี่ยนความสัมพันธ์ในลักษณะแนวตั้งหรือข้อความที่สามารถสร้างขึ้นมาเทียบกับ”ม้าวิ่งเร็ว”ได้เช่น “คนวิ่งเร็ว” “เสือวิ่งเร็ว” ก็จะเรียกความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ว่าความสัมพันธ์ในเชิงกระบวนทัศน์ (Paradigmatic relationship) ซึ่งในกระบวนการสื่อความหมายก็จะสามารถมีความหมายอื่นทับซ้อนได้ ซึ่งการทับซ้อนนี้หมายความว่ามีความหมายสองรูปแบบนั่นก็คือความหมายตรง(denotation)และอีกความหมายคือ ความหมายแฝง(connotation) ซึ่งความหมายแฝงนี้จะอยู่ในระดับที่สูงกว่าความหมายตรง

            มายาคติ เป็นระบบเชิงสัญญวิทยาที่สร้างขึ้นมาจากระบบของสัญญะที่มีอยู่ก่อนแล้วซึ่งนั่นก็หมายความว่าระบบของมายาคติเป็นการต่อยอดของระบบภาษาหรือที่บาร์ตส์เรียกว่าระบบความหมายชุดที่สอง4 หรือระบบสัญวิทยาระดับที่สอง (second order semiological system) กล่าวคือเป็นการนำสัญญะในระดับภาษามาเป็นรูปสัญะในระดับมายาคติ ดังนั้นไม่ว่าสัญญะใดก็ตามในระบบรหัสภาษาก็จะกลายมาเป็นเพียงแค่รูปสัญญะในระบบรหัสวัฒนธรรมหรือระดับมายาคติ

ในมุมมองของบาร์ตส์มายาคติเป็นข้อความหรือระบบของการสื่อสาร ทุกอย่างสามารถเป็นมายาคติได้ทังสิ้นไม่ว่าจะเป็น งานเขียนภาพถ่าย โฆษณา กีฬา โชว์ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล้านั้นจะมีลักษณะที่เราจะรู้สึกคุ้นเคยรู้จักกันดี ตัวอย่างเช่นการใส่เสื้อกันฝน รูปสัญญะก็คือคนใส่เสื้อกันฝน ความหมายสัญญะคือ ใส่เสื้อกันฝนเพื่อป้องกันฝน แต่ความหมายที่มักมองข้ามไปก็คือ ตอนนี้ฝนตกซึ่งการใส่เสื้อกันฝนนี้ก็จะเป็นการบ่งบอกถึงสภาพอากาศด้วย สมมุติว่า ขณะที่เราอยู่ฝนไม่ตก แต่มีคนใส่เสื้อกันฝนขี่รถผ่านมา เราก็จะรู้ได้ทันทีเลยว่า ข้างหน้าฝนตก ความคุ้นเคย เคยชินทำให้เรามองข้ามความหมายในระดับนี้ไปหรือที่เรียกว่าความหมายระดับที่สอง การมองข้ามหรือมองไม่เห็นความหมายของสิ่งของต่างๆที่มีฐานะเป็นสัญญะมองเห็นแต่ฐานะการเป็นวัตถุใช้สอยทั่วไปเหล่านั้น บาร์ตส์เรียกกระบวนการเปลี่ยนแปลงลดทอนบิดเบือนฐานะของสัญญะของสรรพสิ่งในสังคมให้กลายเป็นเรื่องธรรมชาติ ว่า กระบวนการสร้างมายาคติและเรียกสิ่งที่เป็นผลลัพธ์ของผลผลิตนี้ว่า มายาคติ ความเชื่อความคิดของตนส่วนใหญ่ในสังคมที่ยอมรับโดยไม่ตั้งคำถาม เป็นความคิดที่สอดรับกับระบบที่ดำรงอยู่ในสังคมขณะนั้น กระบวนการสร้างมายาคติ จึงเป็นสิ่งที่นักสัญวิทยาต้องถือเป็นเป้าหมายในการปะทะด้วย5

การพยายามสลาย หรือสั่นคลอนมายาคติของบาร์ตส์เป็นความพยายามที่จะกลับหัวกลับหางสลับที่สลับทางการจัดลำดับความสำคัญของสัญญะต่างๆในสังคมเช่นที่บาร์ตส์ได้กล่าวถึงมายาคติของสิ่งที่เรียกว่างานเขียน ว่า “งานเขียนมิใช่งานที่สมบูรณ์เป็นเอกภาพ อันเป็นผลมาจาก อัจฉริยภาพของผู้ประพันธ์ แต่งานเขียนทุกชิ้นต้องผ่านกระบวนการผลิตสร้าง เพียงแต่มายาคติของสิ่งที่เรียกว่างานเขียนบิดเบือนไปไม่ให้เราเห็นถึงกระบวนการของการผลิตสร้าง งานเขียนในมุมมองบาร์ตส์จึงเป็นเพียงภาคปฏิบัติการของอุดมการณ์แบบหนึ่งเท่านั้น ในส่วนของผู้อ่านบาร์ตส์ก็เห็นว่าไม่มีผู้อ่านที่บริสุทธิ์ ผู้อ่านจะมีฐานคติเป็นของตัวเองเสมอซึ่งก็จะนำฐานคตินั้นมาใช้เสมอในการตัวบท จึงไม่มีการอ่านใดที่ไร้สาระผิดพลาดใช้ไม่ได้อย่างที่ศาสตร์แห่งการตีความเชื่อ การอ่านทุกครั้งเป็นการเพิ่มความหมายให้แก่ตัวบทนั้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

           คุณูปการที่สำคัญของนักสัญญวิทยาจึงอยู่ที่การทำให้สิ่งที่ดูเหมือนไม่มีความหมายในเชิงภาษา ให้กลายเป็นสิ่งที่มีความหมายขึ้นมาเพื่อดูกระบวนการสื่อความหมายของสิ่งเหล่านี้ในสังคมในความหมายที่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบวัฒนธรรมที่ทำหน้าที่เป็นรหัสกำหนดความหมาย นั่นก็หมายความว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายในตัวมันเองแต่ผู้เสพมีส่วนในการกำหนดความหมายให้แก่มัน และตัวสร้างหรือตัวกำหนดความหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสังคมนั่นก็คือเป็น วัฒนธรรม,อุดมการณ์ ที่เป็นกรอบความคิดของคนในสังคมในการทำความเข้าใจชีวิตประจำวันของคนในสังคม

นักสัญญวิทยาจะพยายามชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์ การกระทำ หรือวัตถุหนึ่งๆนั้น จะมีความหมายก็เพราะมีตำแหน่งบทบาทหน้าที่ ภายใต้ระบบใหญ่ ซึ่งโดยปรกติทั่วไปจะถูกมองข้าม เพราะเป็นเรื่องในระดับจิตไร้สำนึก นั่นคือไม่มีความหมายใดที่อยู่ได้ด้วยตัวมันเองโดยไม่พึ่งรหัส แต่สัญญะส่วนใหญ่จะเป็นที่รับรู้ในสังคมอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นที่ต้องอาศัยรหัสอีก(ทั้งๆก็อาศัยอยู่) สัญญะเหล่านั้นจะเปลี่ยนไปเป็นสัญลักษณ์  รหัสไม่ได้หายไปไหนแต่เพียงถูกลดทอนความสำคัญลง รหัสเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการจะศึกษาในรูปแบบสัญวิทยา การอ่านสัญญะต่างๆในระบบของ   สัญวิยาจึงเพื่อหารหัสกฎเกณฑ์ที่เป็นตัวกำหนดสร้างความหมายซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ศึกษาด้วย7 

สัญญะในระบบความหมายชุดที่หนึ่ง(รหัสภาษา) สามารถถูกสลายความหมายลงและกลายเป็นเพียงรูปสัญญะที่ว่างปล่าวปราศจากซึ่งความหมาย จึงต้องรวมตัวกับความหมายใหม่กลายเป็นสิ่งที่บาร์ตส์รียกว่า “ระบบการสร้างความหมายชุดที่สอง” (a second-order system of signification) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือระบบมายาคติมีการสื่อความหมายสองระดับระดับแรกคือความหมายตรงหรือความหมายของภาษาส่วนระดับที่สองคือความหมายแฝงหรือความหมายมายาคติ มายาคติจึงเป็นระบบที่อยู่เหนือภาษา มายาคติจะลดทอนสรรพสิ่งมาเป็นองค์ประกอบหรือวัตถุดิบในการสื่อความหมายไม่ว่าจะเป็นภาษา ภาพถ่าย งานเขียน หรือปรากฏการณ์ในสังคมใดๆก็ตาม ซึ่งตัวมายาคติจะเป็นตัวที่ทำให้ความหมายเดิมที่ดำรงอยู่ เลือนลดจากความหมายลงหรือเป็นการผลัดชุดความหมายเดิมออกไปจากความคิดแล้วใส่ความหมายใหม่ที่เป็นมายาคติเข้าไป ในที่นี้สัญญะในระบบความหมายที่หนึ่ง(สัญญะ=รูปสัญญะ+ความหมายสัญญะ) ถูกสลายลงให้กลายเป็นรูปสัญญะที่ไม่มีความหมายหรือว่างเปล่า (รูปสัญญะในระบบความหมายที่สอง=ตัวสัญญะในระบบความหมายที่หนึ่ง) ซึ่งจะนำความหมายชุดที่สอง

(มายาคติ)มาใส่ไว้เพื่อสื่อความหมายการนำสัญญะในรูปในระบบภาษามาเป็นรูปสัญญะในระบบมายาคตอทำให้รูปสัญญะในระบบนี้ประกอบด้วยสองด้าน ด้านแรก จะเป็นสัญญะของภาษาที่เรียกว่า meaning ส่วนอีกด้านจะเป็นรูปสัญญะในระดับของมายาคติที่เรียกว่า form ความหมายสัญญะทั้งสองระดับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆจึงเรียกว่า concept ส่วนสัญญะในระบบมายาคติเพื่อไม่ให้สับสนจะขอเรียกว่า Signification จะเห็นได้ว่ารูปสัญญะของมายาคตินั้นจะเป็นทั้ง meaning (full)แต่ไม่ปรากฏอยู่ และ Form ซึ่งว่างเปล่า(empty) แต่ปรากฏอยู่ โดย Concept จะบิดเบือนเป็น Meaning ให้เป็น form โดยการบิดเบือนความหมาย ทำให้ความหมายเดิมอยู่ไกลจนเรามองข้ามไปเห็นแต่สิ่งที่ มายาคติต้องการให้เห็นเท่านั้น จึงเปรียบเป็นการเล่นซ่อนหาของ meaning และ form ซึ่งทั้งสองความหมายจะไม่ถูกทำลายไปแต่จะถูกทำให้ไม่เห็นเท่านั้น9

เพื่อให้เกิดความเข้าใจจะขอยกตัวอย่าง สิ่งที่บาร์ตส์ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ในเรื่องหนึ่งไว้นั่นก็คือ บาร์ตส์ได้ทำการวิเคราะห์หน้าปกของนิตยสาร Paris-Match ที่เป็นรูปของทหารหนุ่มผิวดำในเครื่องแบบทหารฝรั่งเศส กำลังทำท่าคำความเคารพและทำตาเบิกกว่างจ้องมองไปยังเบื้องสูง(ซึ่งทำให้คิดกันว่ามองธงชาติอยู่) หากเรามองเด็กหนุ่มผิวดำทำความเคารพเป็นรูปสัญญะ ความหมายสัญญะก็น่าจะหมายถึงการยอมรับและภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่เป็นทหารและในความหมายที่สองนั่นก็คือภาพนี้สื่อถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิฝรั่งเศสซึ่งคนในจักรวรรดิไม่ว่าชาติใดก็มีความภูมิจในความเป็นส่วนหนึ่งของชาติ ต่างรับใช้ฝรั่งเศสภายใต้ธงเดียว ภาพนี้ได้บิดเบือนความโหดร้าย การกดขี่ การแย่งชิงผลประโยชน์จากประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศสไปด้วยการใช้เด็กชายผิวดำแต่งชุดทหารฝรั่งเศสแสดงความภัคดีต่อเจ้าอาณานิคม และเมื่อเราวิเคราะห์ภาพเพื่อให้เข้าใจถึงอุดมการณ์ในระดับมายาคติเราก็ต้องวิเคราะห์ในบริบทที่ใหญ่กว่าด้วย นั่นก็คือตัววารสารซึ่งเป็นวารสารของกลุ่มอนุรักษ์นิยม การจะเข้าใจในความหมายที่สองอย่างง่ายดายก็ต้องเป็นคนฝรั่งเศสที่รู้เรื่องถึงประวัติศาสตร์ของตนพอสมควร การใช้คนผิดดำแต่งชุดทหารทำความเคารพทำให้เกิดความคิดว่าคนในอาณานิคมจงรักภักดีต่อฝรั่งเศสทำให้คนที่มองเห็นภาพนี้(คนฝรั่งเศส)รับรู้และเกิดความคิดที่ว่าชาวอาณานิคมซื่อสัตย์ต่อฝรั่งเศสก็ไม่ต้องปล่อยให้เป็นเอกราชก็ได้ ในเรื่องของความหมายแฝงหรือมายาคตินี้รูปสัญญะในระดับมายาคติจะมองเห็นได้ไม่ชัดเจนเป็นได้ทั้งความหมายและรูปแบบไปพร้อมๆกัน มีรูปธรรมให้เห็นหรือเข้าใจเช่นรูปหนุ่มนิโกรในชุดทหารฝรั่งเศส เพียงแต่มายาคติทำให้ความหมายเหล่านั้นว่างเปล่าแล้วเติมความหมายชุดใหม่ที่มายาคติต้องการสื่อเข้าไปแทนซึ่งมายาคติมิได้กดทับหรือทำลายความหมายเดิมแต่เป็นการทำให้ความหมายเดิมอ่อนลงยากแก่การมองเห็นเท่านั้น10

 

                                                                                      ปรมินทร์ ทั่วประโคน

อ้างอิงจาก

1ดู ณัฏฐชา วงษ์วานิช, รายการปฏิบัติการล่าฝัน Academy Fantasia: มุมมองสญญวิทยาและปรากฎการณ์วิทยา น.182

2ดู ไชยรัตน์ เจริญสินโฮฬาร, สัญวิทยา, โครงสร้างนิยม, หลังโครงสร้างนิยมกับการศึกษารัฐสาสตร์, น.138

3 ดู โรล็องด์ บาร์ตส์ (เขียน), ประชา สุวีรานนท์ (แปล), โวหารภาพ น.111

4 ดู ไชยรัตน์ เจริญสินโฮฬาร, สัญวิทยา, โครงสร้างนิยม, หลังโครงสร้างนิยมกับการศึกษารัฐสาสตร์, น.138

6 ดู ไชยรัตน์ เจริญสินโฮฬาร, สัญวิทยา, โครงสร้างนิยม, หลังโครงสร้างนิยมกับการศึกษารัฐสาสตร์, น.98-100

8 ดูไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, สัญวิทยา, โครงสร้างนิยม, หลังโครงสร้างนิยมกับการศึกษารัฐสาสตร์, น.139-141

10 ดูไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, สัญวิทยา, โครงสร้างนิยม, หลังโครงสร้างนิยมกับการศึกษารัฐสาสตร์, น.141-143

 

5 ดู ไชยรัตน์ เจริญสินโฮฬาร, สัญวิทยา, โครงสร้างนิยม, หลังโครงสร้างนิยมกับการศึกษารัฐสาสตร์, น.94-96

7 ดูไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, สัญวิทยา, โครงสร้างนิยม, หลังโครงสร้างนิยมกับการศึกษารัฐสาสตร์, น.100-101

9 ดู ณัฏฐชา วงษ์วานิช, รายการปฏิบัติการล่าฝัน Academy Fantasia: มุมมองสัญวิทยาและปรากฏการณ์วิทยา น.184-185




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ป้าไม่อยู่ปู่เข้าเวบ วันที่ : 23/12/2010 เวลา : 22.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pakapoo
“ป้ากะปู่กู้อีจู้ ”ไดอารี่ เปื้อนหมึก ..นอกประวัติศาสตร์และกาลเวลา..  สงบนิ่งกับอณู...ทุกสรรพสิ่งอันดีงาม... ...ตลอดไป... . 


สวัสดีปีใหม่ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สามหนุ่ม วันที่ : 19/10/2010 เวลา : 11.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Poramin9

จริงๆผมอยากแก้ไขที่เขียนนะ พิมพ์ที่เวอร์แล้วก๊อปมามันเป็นอีกอย่างอ่านง่ายกว่านี้แยะ แต่เอาเถอะ คอมผมมันไม่ไหวละ หลุดตลอด

ผมว่าบาร์ตส์คงเอามาเขียนได้ตลอดเลยล่ะ ถ้าเขาต้องการนะ ครับ แต่บางทีมันก็มีอะไรที่ซ่อนอยู่ในสัญญาใช่ไม้ล่าเรื่องที่เราเห็นเป็นศีล(ปกติ)แต่จริงๆแล้วก่อนที่มันจะเป็นเรื่องปกติมันต้องหลอกให้เราหรือลวงให้เราเห็นและเชื่อก่อน ใช่ไม้ละครับ ^-^ เช่นถ้าเราได้ยินผู้หญิงคุยโทรศัพท์ว่า คืนนี้ก็ต้องเข้าเวรอีกแล้ว ขี้เกียจไปโรงพยาบาลตอนดึกๆจัง ทั่วไปแล้วจะคิดว่าเป็นพยาบาลแน่ๆเลย แต่ทำไม่เคิดยังงั้นละครับ นั่นไงคิดโดยไม่ต้องคิด เรื่องพวกนี้ก่อนที่เราจะคิดอย่างนี้มันมีที่มาน่าสนใจนะครับ ซึ่งบาร์ตส์ก็เล่าเรื่องเล่าที่มาได้น่าสนใจในมุมมองที่แตกต่างจากเคยเลยที่เลว ^-^

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เคียงดิน วันที่ : 19/10/2010 เวลา : 10.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

สัญญา จำได้หมายรู้ ไม่จำเพาะแต่ภาษาเขียน

อยากให้ บาร์ตส์ มาลองอ่าน http://www.oknation.net/blog/keangdin/2010/10/18/entry-1

เชื่อว่า บาร์ตส์ ต้องดึงระบบสัญญะทั้งจักรวาลมาอธิบาย

อันที่จริงเรื่องเหล่านี้ ในพุทธศาสนาก็อธิบายชัดแจ้งแล้วนะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน