• R009
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2016-12-31
  • จำนวนเรื่อง : 225
  • จำนวนผู้ชม : 108634
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
Lover R009
นักบล็อคสมัครเล่น ชอบพิสูจน์แบบวิทยาศาสตร์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/R009
วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม 2562
Posted by R009 , ผู้อ่าน : 386 , 13:13:40 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สาครงค์ โหวตเรื่องนี้

นโยบายการลงทุนร่วมกันระหว่างรัฐบาลและเอกชน หรือ PPP ของประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งส่วนใหญ่แต่ละประเทศมีจุดประสงค์ในการดึงดูดการลงทุนของภาคเอกชน ให้เข้ามาช่วยทำโครงการใหญ่ ๆ หรือเมกะโปรเจ็กท์ของรัฐ โดยที่รัฐจะได้ไม่ต้องใช้งบประมาณของประเทศมากนัก และสามารถนำงบที่มีไปใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ และเพื่อเป็นการดึงดูดให้นักลงทุนเอกชนกล้าตัดสินใจนำงบประมาณมหาศาลเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ ภาครัฐจึงจำเป็นต้องใส่เสน่ห์หรือแรงจูงใจเข้าไป ส่วนประเทศไทยนั้น ดูเหมือนกำลังเดินสวนทาง ด้วยการใส่ข้อแม้ลงไป ทำให้นักลงทุนขยาด ไม่มั่นใจในการเข้ามาร่วมทุนกับรัฐ 


ประภาส คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) บอกไว้ว่า การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เป็นการบริหารการเงินการคลังของภาครัฐ หมายความว่าแทนที่จะใช้งบประมาณของรัฐ ก็ให้เอกชนมาช่วยจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะให้ ซึ่งเป็นการประหยัดงบประมาณแผ่นดิน และรัฐไม่ต้องไปกู้เงินมาลงทุนให้เป็นหนี้สาธารณะ ส่วนสาระสำคัญของการร่วมลงทุน ก็คือ จะต้องเป็นการร่วมกัน เป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยการร่วมลงทุนหมายความว่า จะต้องมีส่วนแบ่งของรายได้ ของภาครัฐและเอกชน สะท้อนถึงการดำเนินกิจการร่วมว่า มีผลประโยชน์จากการดำเนินการ และรัฐมีส่วนแบ่ง

***************** 

ฉีกแนวอาเซียน …PPP ฉบับไทยแลนด์ “ศักดิ์สยาม” ชี้เอกชนต้องรับความเสี่ยงเองทั้งหมด


บรรยากาศความน่าลงทุน เป็นสิ่งที่ประเทศต่าง ๆ พยายามสร้างเพื่อให้ประเทศนั้น ๆ สามารถดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ เข้ามาทำธุรกิจได้ กฎระเบียบต่าง ๆ จึงถูกลด ละ เลิก เพื่อหวังว่าการลงทุนจะย้ายจากประเทศหนึ่งมายังอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งทุกประเทศเห็นกำลังของภาคเอกชน ในการนำความสามารถมาช่วยภาครัฐทำโครงการสำคัญ ๆ ของประเทศ แต่ดูเหมือนประเทศไทยจะอยู่ในอาการเกร็ง เพราะไม่มีใครกล้าใช้อำนาจในการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ให้ทะลุท่อ ต่างจาก PPP ในประเทศอื่น ๆ 


ล่าสุด นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ออกมาประกาศชัดรื้อการเจรจาทั้งหมด กลับไปเริ่มต้นนับ 1 ใหม่ อ้าง RFP พร้อมขู่แบล็คลิสต์เอกชน และยึดเงินประกัน สร้างเอกลักษณ์ให้ PPP ไทย ต่างจากต่างประเทศอย่างไร ลองไปดูกัน  

 

สิงคโปร์ เน้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในรูปแบบ PPP มานานแล้ว โดยมี Public Private Partnership Handbook Version 2 (2012) ที่ให้ความสำคัญกับการยืดหยุ่นทางกฎหมายและข้อเสนอ ทำให้เอกชนได้ประโยชน์สูงสุด เพื่อดึงดูดการลงทุน แข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ที่แย่งเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ รวมถึงข้อเสนอพิเศษที่เปิดโอกาสให้เอกชนในการเข้ามาลงทุน และการนำความรู้และความสามารถในการแข่งขันของเอกชนในประเทศสิงคโปร์ รวมทั้งการบริหารจัดการการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ มาใช้กับโครงการภาครัฐ โดยกระทรวงการคลัง (MOF) ได้ตั้ง PPP Advisory ให้เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ PPP กำหนดกรอบนโยบายในการดำเนินโครงการต่าง ๆ และประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการนั้น ๆ


ทั้งนี้ GPE6 ของหน่วยงานเจ้าของโครงการจะทำงานร่วมกับ PPP Advisory ในการดำเนินโครงการให้สอดคล้องกับแนวทางที่กำหนด และ GPE จะสามารถดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ได้ อนุมัติเงื่อนไขต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่จำเป็นต้องขออนุมัติจากรัฐบาลสิงคโปร์ก่อน ตัวอย่างโครงการ PPP ได้แก่ โครงการ Singapore Sports Hub สนามกีฬาแห่งชาติของสิงคโปร์และพื้นที่โดยรอบ รวม 350,000 ตารางเมตร งบประมาณการก่อสร้างประมาณ 1.3 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ (ประมาณ 1.03 พันล้านเหรียญสหรัฐ) สัญญาระยะเวลา 25 ปี 


อินโดนีเซีย เน้นการดึงดูดการลงทุนในระดับภูมิภาคเช่นเดียวกัน โดยมีกฎระเบียบ PPP โดยเฉพาะ สำหรับให้สิทธิประโยชน์ ผ่อนปรนระเบียบ คือ Presidential Regulations No.13 (2010), No. 56 (2011) และ No.66 (2013) เป็นระเบียบที่ออกมาปรับปรุง Presidential Regulations No.67 (2005) มีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ กระทรวงการวางแผนพัฒนาแห่งชาติ โครงการที่ผ่านการพิจารณาและเริ่มกระบวนการจัดจ้างแล้ว 42 โครงการ โดยอินโดนีเซียมีโครงการ PPP ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา 27 โครงการ มูลค่าประมาณ 47,337.98 ล้านเหรียญสหรัฐ 


มาเลเซีย ประกาศมุ่งเน้น PPP เช่นเดียวกัน แนวทางการดำเนินโครงการ คือ PPP Guideline (2009) โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประโยชน์สูงสุดกับเอกชนที่มาลงทุนในมาเลเซีย ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐาน ตัวอย่างโครงการ PPP เช่น โครงการ West Coast Expressway (WCE) เป็นทางด่วนที่เชื่อมต่อเมือง Banting รัฐ Selangor กับเมือง Taiping รัฐ Perak ระยะทางรวม 273 ก.ม. มูลค่าประมาณ 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี โดยมี Kumpulan Europlus Bhd เป็นผู้ได้รับสัญญาระยะเวลารวม 60 ปี (สัญญา 50 ปีและขยายได้ 10 ปี) ซึ่งดึงเอกชนจากต่างประเทศมาลงทุน 


ลาว ยังไม่มีกฎระเบียบ PPP โดยเฉพาะ แต่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ Investment Promotion Law (2009) ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาว่าทำอย่างไรให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุด 


เมียนมา
ยังไม่มีกฎระเบียบ PPP โดยเฉพาะ แต่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ Foreign Investment Law (2012) ตัวอย่างโครงการ PPP ได้แก่ โครงการสร้างท่าอากาศยานนานาชาติหงสาวดี ซึ่งเป็นท่าอากาศยานนานาชาติแห่งที่ 3 


ฟิลิปปินส์ มีกฎระเบียบ PPP โดยเฉพาะ คือ Republic Act No.7718 (1994) และ Implementing Rules & Regulations (IRR) (2012) มีหลักการที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และกำลังปรับปรุงเพื่อให้ประโยชน์ต่อภาคเอกชนเพียงพอที่จะดึงการลงทุนจากต่างประเทศ 


ประเทศไทย
เองก็กำลังลุ้นกับการประมูลรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ในรูปแบบ PPP ที่กำลังรอลุ้นการเจรจาโค้งสุดท้าย แต่หากไทยยังติดกับคำว่า รัฐต้องได้ประโยชน์สูงสุด แทนที่จะเป็นการเสนอเงื่อนไขที่ดีที่สุดในภูมิภาค เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เห็นทีจะยากที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค 

**********************************  

 

ไขข้องใจ การลงทุนแบบ PPP กับการรับสัมปทาน แตกต่างกันอย่างไร?

คุยกับ "ประภาส คงเอียด" ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) 

 

การร่วมลงทุนระหว่างหน่วยงานรัฐกับเอกชน ปัจจุบันเรามีกฎหมายฉบับใหม่ปี 2562 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 มี.ค.62 หลักการที่สำคัญของกฎหมายการร่วมลงทุน คือ ต้องเป็นโครงการลงทุนของรัฐ


คำว่าของรัฐในที่นี้คือไม่ว่าจะเป็นของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และต้องเป็นโครงการที่เป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และบริการสาธารณะ ตามที่กำหหนดไว้ในกฎหมายเท่านั้น ซึ่งในโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะในกฎหมาย มีทั้งหมด 11 กรณี คือ

1. ต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ถนน ทางหลวง ทางพิเศษ การขนส่งทางถนน
2. รถไฟ รถไฟฟ้า การขนส่งทางราง
3. คือเรื่องท่าอากาศยาน การขนส่งทางอาการ
4. ท่าเรือ การขนส่งทางน้ำ
5. การจัดการน้ำ การชลประทาน การประปา การบำบัดน้ำเสีย
6. เรื่องพลังงาน
7. การโทรคมนาคม การสื่อสาร
8. โรงพยาบาล สาธารณสุข
9. โรงเรียน การศึกษา
10. ที่อยู่อาศัย และสิ่งอำนวยความสะดวก สำหรับผู้มีรายไดน้อย หรือปานกลาง ผู้สูงวัย ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้พิการ
11. เรื่องของศูนย์นิทรรศการ ศูนย์ประชุม

และมีกรณีที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ว่า กิจการอื่นถ้าเกิดรัฐต้องการให้มีการร่วมลงทุน รัฐกับเอกชนสามารถออกเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยข้อสรุป คือ ต้องเป็นกิจการตามที่กำหนดไว้ 11 เรื่องที่กล่าวมาแล้ว ถ้าเป็นเรื่องนอกเหนือจากนี้ไม่ได้อยู่ใน พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน 


สาระสำคัญอยู่ตรงนี้ ต้องเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และบริการสาธารณะที่กำหนดไว้ในกฎหมาย และหน่วยงานของรัฐเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ต้องทำ ซึ่งปกติแล้วเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนภาครัฐ หน่วยงานของรัฐจะใข้งบประมาณ แต่การร่วมลงทุนเป็นวิธีการที่เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในการบริหารการเงินการคลังของภาครัฐ คือแทนที่จะใช้งบประมาณของภาครัฐ ก็ให้เอกชนมาร่วมกับภาครัฐในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะดังกล่าวก็จะประหยัดในเรื่องของงบประมาณแผ่นดิน และในส่วนของหนี้ด้วย ซึ่งรัฐบาลจะได้ไม่ต้องไปกูหนี้ ซึ่งจะเกิดภาระหนี้สาธารณะ นี่คือเหตุผลของ พ.ร.บ.การร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน


PPP แบ่งหน้าที่รัฐกับเอกชน แล้วถ้าสัมปทานใครทำอะไรอย่างไร?


ถ้าสัมปทาน ยกตัวอย่าง เช่น สัมปทานเหมืองแร่ ปิโตรเลียม รัฐให้เอกชนไปทำเลย แต่รัฐคิดค่าสัมปทานที่กำหนดสัดส่วนไว้ แต่รัฐไม่ต้องไปทำอะไรเลย ถ้าการให้สัมปทานดังกล่าวไม่ได้สะท้อนความเป็นหุ้นส่วน สาระสำคัญของพ.ร.บ.การร่วมลงทุน คือ จะต้องเป็นการร่วมกัน เป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐกับเอกชน

ถ้าเราให้สัมปทานในลักษณะที่รัฐไม่ต้องไปทำอะไร อย่างเหมืองแร่คุณขุดมาได้และแบ่งให้กับรัฐ อย่างนี้ไม่ใช่การร่วมลงทุน หรือกรณีสัมปทานปิโตรเลียมเช่นเดียวกัน รัฐบาลให้สัมปทานไปขุดเจาะปิโตรเลียม และรัฐเก็บค่าภาคหลวง อย่างนี้ไม่ใช่การร่วมลงทุน หรือการอนุญาตอย่างเช่น รัฐบาลออกใบอนุญาตให้เอกชนทำอะไรก็แล้วแต่ และรัฐบาลคิดค่าใบอนุญาต อย่างนี้ไม่ใช่การร่วมลงทุน

การร่วมลงทุนหมายความว่า จะต้องมีส่วนแบ่งในส่วนของรายได้ สัดส่วนของรายได้ รัฐได้เท่าไหร่ เอกชนได้เท่าไหร่ สะท้อนถึงการดำเนินกิจการร่วมว่ามีผลประโยชน์จากการดำเนินการเท่าใด และรัฐมีส่วนแบ่งเท่าไหร่


หรืออีกตัวอย่างที่รัฐบาลให้เช่าที่ราชพัสดุ คิดค่าเช่า อย่างนี้ไม่ใช่การร่วมลงทุน ถ้าเป็นกฎหมายร่วมลงทุนเก่า แม้แต่การให้สัมปทานลักษณะดังกล่าว หรือการให้เช่าที่ก็ถือเป็นการ่วมลงทุน แต่นี่คือเหตุผล แก้ไขกฎหมายมาเป็นฉบับปัจจุบัน เพราะเราต้องการสะท้อนเฉพาะเรื่องที่เป็นหุ้นส่วน คือความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐกับเอกชน และเฉพาะกิจการโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ 11 อย่าง 


ถ้าเป็นการร่วมลงทุนเป็น
PPP จำเป็นต้องไปอิงกับระเบียบ หลักเกณฑ์จัดซื้อจัดจ้างหรือไม่?


ไม่ จะต้องมาฏิบัติภายใต้พ.ร.บ.ฉบับนี้ มันจะมีกระบวนการเบื้องต้น หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ จะต้องมีการศึกษา และวิเคราะห์ว่า โครงการที่จะทำขึ้น เช่น จะสร้างถนน รถไฟอะไรแล้วแต่ จะทำในรูปแบบเอกชนร่วมลงทุต้องศึกษาความคุ้มค่า ประโยชน์ที่จะได้ตามกระบวนการ ซึ่งจะไม่อยู่ใต้พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง หลังจากที่มีการศึกษา วิเคราะห์ เรียบร้อยแล้ว เห็นว่าน่าจะให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนก็จะนำเสนอเข้าสู่คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน คณะกรรมการห็นชอบ หลังจากนั้นก็จะไปสู่ขั้นตอนการคัดเลือกเอกชน การคัดเลือกก็ต้องมาดูภายใต้พ.ร.บ.ฉบับนี้ การคัดเลือกอาจจะใช้วิธีการประมูล หรืออาจเป็นการเลือกเอกชนรายใดรายหนึ่งขึ้นอยู่กับเหตุผลความเหมาะสม คือไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 

 

***************** 

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สาครงค์ วันที่ : 13/10/2019 เวลา : 11.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sinchaij

ความคิดที่ว่า "รัฐต้องได้ประโยชน์สูงสุด " นั้นใช้ไม่ได้กับ PPP แต่ป่านนี้คุณศักดิ์สยามคงเข้าใจแล้ว ความเข้าใจของปชช.เกี่ยวกับกรณีรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินยังโน้มเอียงไปทางเข้าข้างรัฐมากกว่า ทั้ง ๆ ที่เราโดนค่าโง่มาแล้ว 3 ครั้ง ประกอบกับไทยเรามีคอรัปชั่นมากจนมักมีประโยคที่ดักทางไว้ก่อนจาก ปชช.ว่า นี่มัน " เอื้อนายทุน " หรือไม่ คล้ายกับจะไม่ยอมให้ประโยชน์นายทุนมากนัก กระทั่งไม่กล้ารับปากหรือทำสัญญาแนบท้ายเรื่องการย้ายสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคกีดขวางการสร้างรถไฟความเร็วสูง เมือ่เป็นเช่นนี้ พอเอกชนท้วงติงหรือไม่กล้าเซ็นสัญญาก็จะต้องเผชิญกับแรงต่อต้านที่ผิด ๆ จากปชช. หรือหน่วยงานภาครัฐเองที่ใจไม่กว้างพอ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน