• R009
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2016-12-31
  • จำนวนเรื่อง : 260
  • จำนวนผู้ชม : 121252
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
Lover R009
นักบล็อคสมัครเล่น ชอบพิสูจน์แบบวิทยาศาสตร์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/R009
วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม 2563
Posted by R009 , ผู้อ่าน : 557 , 13:39:59 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

เจาะลึก 6 ประเด็นกรรมการขีดเส้นใต้

สนามบินอู่ตะเภาเทียบโมเดลสุวรรณภูมิ รอดหรือร่วง?

 

----------------------------------------------------------------------------------


  นอกจากฝุ่น PM2.5 ที่ทำให้คนไทยต้องกุมขมับแล้ว ยังมีฝุ่นตลบจากการแข่งขันการประมูลสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเมื่อฝุ่นจาง ความตื่นเต้นกับตัวเลขที่สูงติดเพดาน ก็กลายมาเป็นกระแสการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ

     เมื่อส่วนแบ่งรายได้ที่ผู้ชนะประมูลต้องแบ่งให้ภาครัฐ อาจสูงลิ่วถึง 3 แสนล้านบาท ซึ่งในอนาคตจะกลายมาเป็นภาระของผู้บริโภคในการใช้สนามบินหรือไม่ และจะทำกำไรได้ตามแนวทางการเงินหรือไม่ ซึ่งก่อนจะเข้าสู่คำตอบว่า บริหารสนามบินกำไรหรือไม่ ต้องเริ่มด้วยคำถามที่ว่า สนามบินอะไรเป็นแชมป์มาร์เก็ตแคปใหญ่สุดและยังทำกำไรเทียบกับรายได้มากที่สุดในโลก?

     คำตอบคือ ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ AOT ซึ่งกำไรสองปีล่าสุดสูงถึง 25,000 ล้านบาท เมื่อถามไปยังกรรมการผู้อำนวยการใหญ่การท่าอากาศยานไทย จำกัด ก็ได้คำตอบว่า สุวรรณภูมิรองรับได้ 45 ล้านคน แต่ปัจจุบัน Overcapacity รองรับเกินความสามารถไปถึง 65 ล้านคน แต่ท่าอากาศยานถูกควบคุมให้คิดราคาอยู่ที่ราคาทุนเท่านั้น กำหนดโดยกฎหมายขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ)

     กำไรของสุวรรณภูมิมาจากจำนวนผู้โดยสารเกินความจุ แต่ปัจจุบันจ่ายที่ต้นทุน 45 ล้านคน ส่วนที่เกินดูเหมือนว่ากำไรเยอะ แต่จริง ๆ ต้องสำรองไว้เป็นหมูออมสิน เพื่อเอามาพัฒนาสนามบิน จึงเป็นเหมือนภาพลวงตาว่ากำไรเยอะ หากขยายสนามบินเพิ่ม ก็ต้องจ่ายต้นทุนเพิ่ม จะเห็นตัวเลขกำไรแท้จริงว่าจะไม่สูงเหมือนปัจจุบัน

 

ดังนั้น การจะเอากำไรของสุวรรณภูมิมาเทียบเป็นตัวเลขของกำไรสนามบินอู่ตะเภานั้นคงทำไม่ได้ และการเสนอราคาตัวเลขอย่างเดียวใช้ตัดสินไม่ได้ เพราะการออกแบบก็สำคัญ เช่นบอกว่าจะรองรับผู้โดยสารเท่านี้ แต่การออกแบบอาคารผู้โดยสารรับได้จริงหรือไม่ กว้างหรือแคบตามสมมุติฐานเป็นไปได้จริงหรือไม่

 


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สนามบินอู่ตะเภา-ภ

 

 

     ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตัวเลขของแต่ละรายที่เสนอกันมา ปรากฏว่ากลุ่มบีบีเอส เป็นผู้เสนอผลตอบแทนที่สูงสุด ประมาณ 3 แสนล้านบาท รองลงมาเป็นกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท ธนโฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร เสนอกว่า 1.02 แสนล้านบาท และสุดท้ายคือกลุ่มแกรนด์คอนซอร์เตียมที่ตามมาเป็นที่สามที่ 1.01 แสนล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการก็ย้ำหลายครั้งว่า ต้องเปิดเผยตัวเลขหลังอนุมัติครม. เพื่อให้เป็นไปตาม RFP แต่ก็มีตัวเลขเล็ดลอดออกมาให้นักวิเคราะห์ได้พิจารณาความเป็นไปได้ ซึ่งน่าสนใจมากใน 6 ประเด็น คือ

 

ประเด็นที่ 1: ความเป็นไปได้ทางการเงิน

     นักการเงินต้องมีการวางแผนธุรกิจ เช่นเดียวกับสนามบินสุวรรณภูมิ การคิดราคาการใช้สนามบิน ตั้งแต่บินผ่านน่านฟ้า ลงจอด ใช้งวงช้าง ห้องน้ำ ล้วนถูกควบคุมราคาไว้ที่ราคาต้นทุนโดยไอเคโอ ดังนั้น การเสนอส่วนแบ่งรัฐที่ 3 แสนล้านนั้น เป็นภาระต่อนักลงทุน และอาจถูกผลักภาระไปยังสายการบินและผู้บริโภค ทำให้อาจมีค่าใช้จ่ายแพงกว่าสนามบินคู่แข่งในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน

     นอกจากนี้ สมการทางการเงิน ยังเท่ากับทำเงินหล่นไปสองแสนล้านบาท สูงกว่าคู่แข่ง ในขณะที่คนที่ไม่ใช่เจ้าของเงินอาจออกมาเฮเสียงดังกับชัยชนะ แต่ในสายตานักการเงิน คงต้องทบทวนสมการความเป็นไปได้ (Feasibility) เพราะขนาดสุวรรณภูมิกำไร 25,000 ล้านบาทแบบผู้โดยสารเกินความจุไปถึง 145% แต่อู่ตะเภาต้องใช้เวลาเพิ่มผู้โดยสารจาก 2 ล้านคนในปีแรก, 15 ล้านคนในปีที่ 10 และ 60 ล้านคนในปีที่ 20 ขณะที่ถูกควบคุมรายได้ให้อยู่ที่ต้นทุนโดยไอเคโอ จะเกิดเป็นภาระในการต้องแบ่งรายได้ให้รัฐ ซึ่งหารค่าเฉลี่ยจากเงินที่จ่ายจริง 50 ปี ทำให้ต้องแบ่งให้รัฐสูงถึงปีละ 22,000 ล้านบาท ตั้งแต่ปีที่ 10 เป็นต้นไป จะทำให้ผู้ชนะประมูลต้องเร่งสร้างรายได้ และแข่งต้นทุนกับสนามบินคู่แข่งให้ได้อีกด้วย

ประเด็นที่ 2: กู้ธนาคารได้หรือไม่?

     เพราะธนาคารต้องการหลักประกันว่าโครงการจะสำเร็จ แน่นอนว่าต้องเปรียบเทียบกับโครงการอื่น ๆ ว่า มีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่ ซึ่งหลายคนคงรู้ว่า การวัดแพ้ชนะสนามบินอู่ตะเภา เป็นตัวเลขมูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ดังนั้น หากจะดูว่าจ่ายต่อปีเท่าไร จะเอามูลค่า 3 แสนล้าน มาหาร 50 ปีไม่ได้ แต่ต้องเอาตัวเลขจ่ายจริงแต่ละปีออกจากกระเป๋า มาหาค่าเฉลี่ย นั่นคือ หากไม่คิดย้อนกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน แต่เอามูลค่าจริงที่จ่ายออกจากกระเป๋า เพื่อเป็นส่วนแบ่งรายได้ภาครัฐ จะมีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยของการแบ่งรายได้ให้รัฐ นั่นคือ 1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งหากหาร 50 ปี เท่ากับต้องจ่ายปีละ 26,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ากำไรของสุวรรณภูมิต่อปี ทำให้ธนาคารต้องคิดถึงความเป็นไปได้ทางการเงินก่อนการปล่อยกู้ควบคู่กันไปด้วย

ประเด็นที่ 3: ผู้รับผิดชอบคือใคร?

     กรณีแผนสำรองหากโครงการไม่เป็นตามสมมุติฐาน กรรมการพิจารณาจึงมีบทบาทสำคัญ ซึ่งการเสนอราคาสูงแล้วทิ้งงานทำได้ยากในยุคอีอีซี เพราะจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่กับโครงการอื่นๆ ในอีอีซี ทำให้กรรมการพิจารณาตัวเลขอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องคำนึงถึงการออกแบบทางการเงิน และแผนธุรกิจที่สอดคล้อง จึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบมากมาย และเจรจาเงื่อนไขต่างๆ

     กรรมการคัดเลือก ไม่ได้เลือกตัวเลขที่สูงสุดอย่างเดียว แต่ต้องมาตรวจสอบสมมุติฐาน สังเกตได้จากคำยืนยันของคณะกรรมการคัดเลือกที่เน้นว่า ต้องพิจารณาตรวจสอบรายละเอียดข้อเสนอด้านราคา เช่น สมมุติฐานและการประมาณการด้านการเงิน ว่าทำได้จริงหรือไม่ จะไม่ซ้ำรอยบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่ขึ้นชื่อบริษัทด้วยตัว J ซึ่งเสนอราคาสูงแล้วทิ้งภายหลัง และต้องรอผลอนุมัติจากครม. จึงจะประกาศผู้ชนะ ดังนั้น เมื่อกรรมการต้องรับผิดชอบ จึงต้องระมัดระวังในการจะประกาศผู้ชนะเร็วเกินไป เพราะต้องคำนึงถึงขั้นตอนตาม RFP ด้วย

ประเด็นที่ 4: บริษัทเพิ่งตั้งขึ้นใหม่ หากบริษัทตั้งใหม่ล้มเหลวเพราะทำรายได้ไม่ตามแผน ผู้ถือหุ้นต้องรับความเสี่ยงด้วยหรือไม่?

     การประมูลอู่ตะเภาในครั้งนี้มีเพียงเงินประกันบอนด์ Bid Bond เท่านั้น และบริษัทที่มาประมูลเป็นบริษัทตั้งใหม่ หากทำไปแล้ว บริษัทไปไม่รอด ก็แค่ยึดเงินบอนด์หรือไม่ ประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงของคณะกรรมการที่ต้องรับไปเต็ม ๆ เมื่อผ่านไปหลายสิบปี ดังนั้นอาจต้องพิจารณาความรับผิดชอบผู้ถือหุ้น ให้ร่วมรับความเสี่ยงจากตัวเลขที่เสนอ เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต หากไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

ประเด็นที่ 5: ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นติดลบ (IRR-)

     หากจำตัวเลข 59,000 ล้านบาทได้ เลขนี้เป็นตัวเลขที่รัฐคำนวณจากการประมาณการผู้โดยสาร จากบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก และมี IRR ของโครงการอยู่ที่ต่ำกว่า 5% ซึ่งก็ต้องถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับการนำเงินไปลงทุนอย่างอื่น แต่เมื่อเสนอส่วนแบ่งให้รัฐมากถึง 3 แสนล้านบาท ทำให้ IRR นั้นเสี่ยงต่อการติดลบ เพราะนอกจากแบ่งกำไรให้รัฐสูงถึง 3 แสนล้าน คำถามจากผู้ถือหุ้นคือ จะเหลือกำไรมาถึงผู้ร่วมลงทุนหรือไม่ และจะเป็นภาระต้นทุน และภาระดอกเบี้ย ที่มีราคาสูงหรือไม่

ประเด็นที่ 6: การออกแบบ และรายละเอียดทางเทคนิค ทำไมจึงสำคัญ ทำไมจึงสรุปตัวเลขทางการเงินอย่างเดียวไม่ได้?

     เปรียบเปรยว่า หากมีการประมูลสร้างห้องสุขา และบอกว่าจะรองรับคนมาใช้ได้ 100 คนต่อวัน แต่หากออกแบบชักโครกไว้ แค่ 2 ห้อง จะทำได้จริงหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ได้ ดังนั้น นี่คือตัวอย่างว่า มีประสบการณ์อย่างเดียวไม่พอ เมื่อเสนอราคาแล้ว ต้องกลับมาดูรายละเอียดทางเทคนิคประกอบด้วย ว่าสอดคล้องกับแผนทางการเงินหรือไม่ ออกแบบอย่างนี้แล้วจะรองรับแผนผู้โดยสาร หรือ การทำธุรกิจต่าง ๆ ในพื้นที่ได้จริงหรือไม่ เป็นต้น

     งานนี้ทั้งนักลงทุนและนักการเงิน ต่างเดินหน้ามาร่วมวิเคราะห์ จากมุมมองคนเคยบริหารสนามบิน ก็บอกว่า เป็นภาระทางต้นทุนที่หนัก และความท้าทายในการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารจาก 2 ล้านคน ให้เป็น 60 ล้านคนให้เร็วที่สุด คือเครื่องหมายคำถามว่า จะทำได้หรือไม่

     ทั้งหมดนี้เป็นความท้าทายที่รอผู้ชนะการประมูล ไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่สำคัญเท่า สุดท้ายคนไทยจะมีสนามบินอู่ตะเภา ที่จะต่อยอดอีอีซีให้ประสบความสำเร็จหรือไม่ !

 

---------------------------------------------------

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
nongkoy วันที่ : 23/01/2020 เวลา : 21.37 น.
https://www.265jk.com
น้องก้อยค่ะ เด็กกำแพงเพชรเข้ากรุงมาเรียนและทำงานค่ะ :)

ขอให้อย่ามีปัญหาเหมือน Hopewell ที่กลายเป็น Hopeless ก็พอ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน