*/
  • S-1
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2015-06-09
  • จำนวนเรื่อง : 26
  • จำนวนผู้ชม : 39011
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
<< กรกฎาคม 2016 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม 2559
Posted by S-1 , ผู้อ่าน : 2427 , 18:20:04 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน ณัฐรดา , february26 และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

    เดือนนี้ (กรกฎาคม) มีวันสำคัญทางศาสนาสำหรับพุทธศาสนิกชนชาวไทยทุกคนอยู่ 2 วัน คือวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ในปีนี้ตรงกับวันอังคารที่ 19 และวันพุธที่ 20 กรกฎาคม ส่วนราชการทั้งหมดได้รับการประกาศให้เป็นวันหยุดยาวต่อเนื่องจากวันหยุดราชการตามปรกติรวมทั้งสิ้น 5 วัน....

    สำหรับนักดูนกและช่างภาพนกที่ได้รับโอกาสให้มีวันหยุดยาวดังกล่าวจึงมักอยู่บ้านกันไม่ติด และอดไม่ได้ที่จะชักชวนครอบครัวหรือเพื่อนฝูงร่วมอุดมการณ์ออกเดินทางไปหาที่พักผ่อนไกลบ้านกันเช่นเคย....

    สมาชิกในครอบครัวของผมทุกคนได้รับสิทธิ์ดังกล่าวกับเขาเช่นกัน ยกเว้นเพียงตัวเอง....เนื่องด้วยอาชีพการงานในปัจจุบันซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับวันหยุดดังกล่าวแล้ว ยังมีภาระกิจเร่งด่วนเข้ามากระทันหัน จึงไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้สิทธิ์ลาพักร้อนล่วงหน้า....นั่นจึงทำให้ผมมีวันหยุดไม่ต่อเนื่องเหมือนใครต่อใครเขา การเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าวจึงถูกตั้งโจทย์ไว้เพียงแค่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์...กับสถานที่ซึ่งไม่ไกลบ้านมากนัก

    กับเวลา 2 วันที่มี....หลังคิดทบทวนไป-มาอยู่หลายรอบ เกี่ยวกับแผนการเดินทางท่องเที่ยวและดูนกในวันหยุดสุดสัปดาห์ดังกล่าว...."อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว" ได้ถูกกำหนดเป็นตัวเลือกแรกในแผนการ(ของตนเอง) และท้ายที่สุดแล้วก็เป็นตัวเลือกสุดท้ายของคำตอบจนได้ เมื่อสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนสนิทในกลุ่มซึ่งมักออกรอบดูนกด้วยกันบ่อยๆเห็นสมควรตามข้อเสนอแนะ...

    เหตุผลที่ต้องเป็นที่นี่ สำหรับผมไม่มีอะไรมากไปกว่าความอยากไปเป็นการส่วนตัวจริงๆครับ....

    "น้ำหนาว" อาจได้ชื่อว่ามีป่าเปลี่ยนสีที่สวยงามที่สุดในยามต้นเหมันตฤดู....แต่เมื่อยามที่ฤดูฝนมาเยือน ป่าผืนใหญ่ในเขตเทือกเขาเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นเสมือนแนวเขตกั้นแดนระหว่างภาคเหนือและภาคอีสานแห่งนี้ยังเป็นที่เลื่องลือในเรื่องความงดงามทางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ซึ่งแวดล้อมไปด้วยทุ่งหญ้าเขียวชะอุ่มภายใต้ทิวป่าสนกว้างไกลสุดสายตา

    ผืนป่าน้ำหนาวมีสภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นเทือกเขาสูงซึ่งอุดมไปด้วยความหลากหลายของระบบนิเวศ....ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาจึงทำให้พื้นที่ป่าแห่งนี้เป็นบ้านพักหลังใหญ่ของสัตว์ป่านานาพันธุ์ รวมไปถึงนกชนิดต่างๆอีกเกินกว่า 200 ชนิด....และเหตุผลข้อสุดท้ายนี่เองคือบทสรุปสำหรับเป้าหมายหลักของเราในทริปนี้....ไปดูนกที่น้ำหนาวด้วยกันดีกว่าครับ...

    เช้ามืดของวันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม (พศ. 2559) ผมพาครอบครัวออกเดินทางจากบ้านในราวเกือบ 1 นาฬิกา โดยนัดพบกับครอบครัวของเพื่อนสนิทซึ่งชื่นชอบการถ่ายภาพนกเช่นกัน ที่อุทยานฯในช่วงเช้า....

    เราใช้เส้นทางถนนสาย 21 ผ่านจังหวัดสระบุรี-ลพบุรี-เพชรบูรณ์ ตามลำดับ ตลอดเส้นทางหลังผ่านเข้าสู่จังหวัดเพชรบูรณ์มีฝนตกเป็นระยะ หนักบ้างเบาบ้างสลับกันไปตลอดทาง ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับรถเพิ่มมากขึ้น....

    ก่อนถึงตัวอำเภอหล่มสักไม่ไกล เราเลี้ยวขวา แยกเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (หล่มสัก-ชุมแพ) ถนนจากตรงนี้เป็นต้นไปเป็นทางไต่ระดับขึ้นเขาไปเรื่อยอีกประมาณ 50 กิโลเมตร จนพบป้ายบอกชื่อ "อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว" คอยต้อนรับนักเดินทางอยู่ริมถนนฝั่งซ้ายมือ....

    ไมล์ดิจิตอลหน้ารถบวกตัวเลขระยะทางตั้งแต่ประตูรั้วบ้านมาถึงด่านเก็บค่าบำรุงอุทยานฯ รวมได้ที่ 399 กิโลเมตรพอดิบพอดี...
หลังชำระค่าบริการที่ด่านฯเสร็จเรียบร้อย ผมขับรถเข้าไปจอดหน้าอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของอุทยานฯ...แต่สิ่งแรกที่พบได้ในทันทีที่จอดรถ คือบริเวณรอบศูนย์บริการนักท่องเที่ยวในวันนั้นกลับเต็มไปด้วยวัสดุอุปกรณ์ อิฐ หิน ปูน ทราย และเครื่องจักรกลที่ใช้สำหรับการก่อสร้าง ตลอดพื้นที่แนวฝั่งซ้ายของอาคารศูนย์บริการฯ ซึ่งเคยเป็นแนวห้องน้ำเดิม กำลังได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ ทราบมาว่าทางอุทยานฯกำลังก่อสร้างอาคารศูนย์บริการหลังใหม่แทนอาคารเก่า รวมไปถึงการก่อสร้างปรับปรุงร้านค้าและร้านอาหารใหม่อีกด้วย...

    ผมดับเครื่องรถยนต์ ลงมาเดินสำรวจรอบลานจอดรถได้สักพัก เพื่อนร่วมทีมจึงเดินทางมาถึงกันพร้อมหน้า...
    หลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอ เราเริ่มจัดการกับกาแฟและอาหารเช้ากันทันที เพื่อตระเตรียมพลังงานสำหรับการเดินดูนกในช่วงวันแรก

    เมื่อฟ้าเริ่มสว่าง สรรพชีวิตแวดล้อมในผืนป่าพร้อมกันตื่นจากการหลับไหล และเริ่มต้นดำเนินชีวิตในวันใหม่ตามปรกติ....

    แสงแดดยามเช้าที่ส่องลอดทิวสนลงกระทบพื้นดินเฉอะแฉะจากพระพิรุณที่เทมาเมื่อก่อนรุ่งสาง เกิดเป็นไอหมอกบางเบาลอยละเรี่ยผิวพื้นถนน กับอุณหภูมิที่ประมาณ 20 องศาเซลเซียส ดูไปแล้วช่างเป็นการจัดเตรียมบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบไว้รอต้อนรับนักดูนกผู้มาเยือนในวันนี้เสียกระไร....

    เสียงร้องโวยวายโหวกเหวกจากการรวมฝูงหากินของนกกะรางฝูงใหญ่ดังออกมาจากราวป่ารอบทิศทาง เป็นแรงกระตุ้นชั้นเยี่ยมให้ผมและเพื่อนๆรีบจัดการประกอบอุปกรณ์ถ่ายภาพกันในทันที

    หลังตระเตรียมความพร้อมเสร็จเรียบร้อย เราเริ่มแยกย้ายกันออกเดินหานกไปตามเส้นทางถนนที่ตัดผ่านเข้าสู่ลานกางเต๊นท์สำหรับบริการนักท่องเที่ยว...

    แต่ลานกางเต๊นท์ที่เห็นในวันนั้นกลับกลายสภาพเป็นแคมป์พักแรมชั่วคราว เพื่อรับรองคนงานก่อสร้างทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลายสิบคน...
 

   ชายป่ารอบบริเวณดังกล่าวที่บ่อยครั้งผมเคยใช้นั่งรอถ่ายภาพนกนานาชนิดที่หากินผ่านมาเป็นเวฟ....ปัจจุบันกลับกลายเป็นทั้งราวตากผ้าชั่วคราวบ้าง หรือบางส่วนกลายเป็นสถานที่เก็บวัสดุก่อสร้างก็มี....

    ผมใช้เวลายืนดูนกริมชายป่าหลังแคมป์พักของคนงานไม่นานนัก หลังจากถ่ายภาพนกกะรางหัวหงอกเจ้าถิ่นกับนกสาริกาเขียวได้เพียงไม่กี่ใบ จึงตัดสินใจเดินต่อเข้าไปยังลานกางเต๊นท์ด้านในทันที

    ลานกางเต๊นท์ด้านในของอุทยานฯยังคงเงียบสงบปราศจากเสียงรบกวน มีนักท่องเที่ยวกางเต๊นท์พักแรมอยู่เพียง 2-3 หลัง สภาพภูมิประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นป่าสนเขาและบางส่วนรอบๆเป็นป่าเต็งรังยังคงมีสภาพเฉกเช่นทุกปีที่เคยเห็น แต่ด้วยลักษณะของต้นไม้ที่พบในบริเวณนี้ค่อนข้างสูงใหญ่กว่าลานกางเต๊นท์ด้านนอกมาก นกที่พบโดยทั่วไปมักอาศัยหากินหรืออาบแดดยามเช้าอยู่บนปลายยอดสนซึ่งสูงชะลูดเสียดฟ้า ทำให้การถ่ายภาพเป็นไปด้วยความยากลำบาก นานๆทีจึงพบนกใจดีไต่ลงมาต่ำๆให้ชื่นชมและถ่ายภาพกันสักตัวสองตัว

    ระหว่างนั่งพักเหนื่อยจากการเดินดูนก ผมบอกเพื่อนให้สังเกตุดีๆว่าป่าสนส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นชนิด "สนสองใบ" และ "สนสามใบ".....

    เพื่อนผมหันมาทำหน้างงด้วยแววตาเคลือบความสงสัย....แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรน่ะหรือ?....งั้นวันนี้ขออนุญาตนำทฤษฎีทางด้านพฤกษศาสตร์เกี่ยวกับความแตกต่างของสนสองใบกับสนสามใบมาแบ่งปันไว้เป็นความรู้สักหน่อยละกันครับ...

    ชื่อของ "สนสองใบ" กับ "สนสามใบ" คือจุดบ่งชี้หนึ่งที่สามารถบอกถึงความแตกต่างกันระหว่างสนสองชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี สนทั้งสองชนิดมีจำนวนใบต่อหนึ่งกระจุกต่างกัน โดยสนสองใบมีกระจุกละ 2 ใบ และก็แน่นอนว่าสนสามใบต้องมีใบอยู่กระจุกละ 3 ใบเช่นกัน ใบสนทั้งสองชนิดมีขนาดเล็กยาวเรียวคล้ายเข็ม....นอกจากนี้สนทั้งสองชนิดยังมีความแตกต่างกันที่เปลือกของลำต้นอย่างชัดเจน โดยสนสองใบมีเปลือกของลำต้นสีน้ำตาลเข้มแกมดำ แตกเป็นร่องหนาลึกตามแนวยาวและแนวขวาง ส่วนสนสามใบมีเปลือกลำต้นแตกล่อนเป็นสะเก็ดรูปตาข่ายสีน้ำตาลอ่อนแกมชมพู....
 

   โดยปรกติแล้วต้นสนสามใบจะขึ้นและเติบโตที่ในระดับความสูงตั้งแต่ 800 เมตรจากระดับน้ำทะเลเป็นต้นไป ในขณะที่สนสองใบจะเติบโตได้ดีในพื้นที่ต่ำกว่า 800 เมตร ดังนั้นโอกาสซึ่งเราจะพบสนทั้งสองชนิดเติบโตในพื้นที่เดียวกันเป็นไปได้ยากมาก แม้กระทั่งในภาคเหนือของประเทศไทยซึ่งมีป่าสนขึ้นอยู่อย่างชุกชุม...แต่เนื่องด้วยป่าน้ำหนาวมีระดับความสูงอยู่ระหว่าง 650-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล และมีพื้นที่โดยเฉลี่ยทั่วไปอยู่ที่ในระดับ 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล จึงเป็นรอยต่อพื้นที่ซึ่งคาบเกี่ยวและเหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของสนทั้งสองชนิด ดังนั้นจึงทำให้เราสามารถพบสนสองชนิดนี้ยืนต้นปะปนในบริเวณเดียวกันเป็นพื้นที่อาณาบริเวณที่กว้างขวางไปทั่ว รวมไปถึงในบริเวณลานกางเต๊นท์และรอบที่ทำการอุทยานฯ.....
 

   เมื่อรู้จักต้นสนทั้งสองชนิดเป็นอย่างดีจากทฤษฎีที่กล่าวมาแล้ว คราวหน้าไปเที่ยวป่าสนที่ไหนลองสังเกตุกันดูดีๆละกันนะครับ

    เมื่อที่นี่มีป่า...ที่นี่ย่อมต้องมีนก...และด้วยความที่ "ป่าสน" กับ "นกหัวขวาน" เป็นของคู่กัน ดังนั้นภาพที่สามารถพบเห็นได้บ่อยจนชินตาในระหว่างการเดินดุ่มไปตามแนวของทิวป่าสน คือภาพนกหัวขวานหลากหลายชนิดไต่หากินไปตามรอยปริเปลือกไม้ของลำสนสูงใหญ่ หรือบางครั้งอาจพบนกโผบินในระยะใกล้ๆเพื่อย้ายสถานที่หากินไปยังต้นอื่น....

    อุทยานแห่งชาติน้ำหนาวแห่งนี้ มีรายงานการพบนกหัวขวานมากกว่า 20 สายพันธุ์ ชนิดที่พบเห็นกันบ่อยครั้ง ได้แก่ นกหัวขวานใหญ่หงอนเหลือง นกหัวขวานเล็กหงอนเหลือง นกหัวขวานสามนิ้วหลังทอง นกหัวขวานสี่นิ้วหลังทอง นกหัวขวานสีตาล นกหัวขวานด่างแคระ นกหัวขวานใหญ่สีดำ นกหัวขวานใหญ่สีเทา และนกหัวขวานเขียวหัวดำ เป็นต้น....

    เอาเป็นว่า....ถ้าผมคิดถึง "นกหัวขวาน" ขึ้นมาเมื่อไหร่ นอกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งที่เป็นเป้าหมายลำดับหนึ่งในใจแล้ว ที่นี่คือเป้าหมายลำดับต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ

    ไหนๆก็พามาดูนกถึงน้ำหนาวกันทั้งที ขอเสริมบรรยากาศในการชมภาพนกด้วยเรื่องราวที่มีสาระ เป็นความรู้เกี่ยวกับที่มาที่ไปของอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 5 ของประเทศไทยแห่งนี้กันอีกสักนิดเถิดครับ....

    ตามทฤษฎีที่ลอกมาจากฐานข้อมูลของกรมอุทยานฯบางส่วน ได้กล่าวไว้ว่า " อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว เป็นอุทยานฯที่ได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมของปี พ.ศ. 2515....พื้นที่ของเขตอุทยานฯอยู่ในบริเวณเทือกเขาเพชรบูรณ์ มีสภาพโดยทั่วไปเป็นเทือกเขาสูงทอดยาวผ่านจังหวัดชัยภูมิและจังหวัดเพชรบูรณ์ ลักษณะเป็นเนินยอดป้านที่เกิดจากการยกตัวของเปลือกโลกบริเวณนี้ในอดีต มีความสูงอยู่ระหว่าง 650-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล...มีเนื้อที่ประมาณ 966 ตารางกิโลเมตร หรือ 603,750 ไร่...พื้นที่ป่าในเขตอุทยานฯส่วนใหญ่เป็นป่าดิบเขาซึ่งพบเห็นได้ในบริเวณยอดเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 800 เมตรขึ้นไป นอกนั้นเป็นป่าดิบชื้น, ป่าเบญจพรรณ, ป่าสนเขา และป่าเต็งรังกระจายอยู่โดยรอบ

    อุทยานแห่งชาติน้ำหนาวมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีอยู่ประมาณ 25 องศาเซลเซียส ในฤดูฝนจะมีฝนตกชุกระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม ส่วนใหญ่ฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็นมากจนบางครั้งน้ำค้างจะกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ช่วงเวลาที่อากาศหนาวเย็นที่สุดอยู่ในระหว่างกลางเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ซึ่งในบางปีอุณหภูมิจะลดต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส

    กล่าวกันว่าชื่อของ “น้ำหนาว” มีที่มาจากลำห้วยแห่งหนึ่งซึ่งไหลออกจากถ้ำใหญ่น้ำหนาว ผ่านเขตอุทยานฯทางด้านทิศเหนือ....
ช่วงฤดูหนาวเมื่อครั้งในอดีต ลำห้วยแห่งนี้จะหนาวจัดจนผิวน้ำกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งกันเลยทีเดียว...และนี่เองจึงเป็นที่มาของชื่อ "ตำบลน้ำหนาว" มาแต่อดีต....จนรวมมาถึงชื่อ "อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว" ในปัจจุบันนี้ด้วย
....จบภาคทฤษฎีแบบรวบรัดกันแล้ว ไปดูนกต่อดีกว่า....

    เส้นทางดูนกในเขตพื้นที่รอบอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวมีหลายเส้นทางกระจายอยู่โดยทั่วไป ทั้งทางเดินศึกษาธรรมชาติซึ่งทางอุทยานฯจัดไว้ หรือแม้แต่ริมถนน และชายป่ารอบที่ทำการอุทยานฯ ก็สามารถพบเห็นนกสีสวยหลากหลายชนิดได้ไม่ยาก...

    สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปซึ่งไม่ใช่นักดูนกหรือถ่ายภาพนกเป็นงานอดิเรกแล้ว นกรับแขกหลากหลายชนิดที่พบในอุทยานฯแห่งนี้ หาโอกาสชมได้ไม่ง่ายนักในอุทยานฯแห่งอื่น...อาทิเช่น นกสาริกาเขียว, นกขุนแผน, นกกะรางสร้อยคอเล็ก, นกกะรางสร้อยคอใหญ่, นกกะรางคอดำ หรือนกกะรางหัวหงอก เป็นต้น....
 

   นกในรายชื่อที่กล่าวมาทั้งหมดสามารถพบเจอได้ง่ายมากสำหรับที่นี่ บ่อยครั้งที่เราพบนกเหล่านี้หากินรวมฝูงไปด้วยกันเป็นเวฟพร้อมส่งเสียงดังลั่น ก้องไปทั้งป่า

    อย่างไรก็ดี การเดินดูนกหรือถ่ายภาพนกในเส้นทางศึกษาธรรมชาติต่างๆ ควรสอบถามขอคำปรึกษาและขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของทางอุทยานฯเสียก่อน เนื่องจากอุทยานฯแห่งนี้เลื่องชือมาโดยตลอดเกี่ยวกับช้างป่าซึ่งหากินและอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ดังจะเห็นได้ว่ารอบพื้นที่อุทยานฯตลอดจนริมถนนหลวงที่รถยนต์สัญจรผ่าน มีป้ายเตือนเรื่องช้างติดอยู่โดยทั่วไป....

    แม้ที่ผ่านมายังไม่เคยได้ยินเรื่องช้างป่าในอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวทำร้ายนักท่องเที่ยวมาก่อน แต่ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธุ์ ช่วงต้นปีที่ผ่านมานี่เอง มีข่าวคราวของช้างป่าแห่งน้ำหนาวเหยียบชาวบ้านที่ออกไปหาปลาตามลำห้วยจนถึงเสียชีวิตทีเดียว...

    ย้อนหลังไปไม่กี่ปีที่ผ่านมา ช้างป่าในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวมักออกมาหากินแถวลานกางเต๊นท์และบริเวณรอบลานจอดรถหน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยวในช่วงเวลากลางคืนอยู่บ่อยๆ แต่ในเวลากลางวันอาจหลบพักอยู่บริเวณชายป่าใกล้เคียง ดังนั้นเราควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นอย่างมากหากต้องการเดินเข้าไปดูนกตามเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติต่างๆ

    หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อพบกับช้างป่าโดยความบังเอิญ ให้สังเกตุอากัปกิริยาของช้างตัวดังกล่าวให้ดี หากช้างอารมณ์ดี จะสะบัดหู, หาง และงวงไปมาช้าๆ หรือยืนใช้งวงเกี่ยวดึงต้นไม้ใบไม้กินโดยไม่สนใจเรา แต่หากช้างมีอารมณ์ไม่ดี ใบหูจะกางนิ่ง, หางชี้ งวงนิ่งแตะอยู่กับพื้นหรือใช้งวงตีพื้น และยืนนิ่งจ้องมองมาทางเรา ถ้าเจอแบบนี้อันตรายมากๆ ให้รีบถอยห่างออกมาให้ไวและไกลที่สุดครับ..

    แม้ในปัจจุบัน ทางอุทยานฯได้ทำรั้วไฟฟ้าล้อมรอบลานกางเต๊นท์และบ้านพักเกือบทั้งหมดไว้แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างป่าเข้ามารบกวนนักท่องเที่ยวที่มาพักแรม...แต่สำหรับทางเดินศึกษาธรรมชาติรอบเขตอุทยานฯส่วนใหญ่อยู่นอกเขตรั้วไฟฟ้านะครับ ดังนั้น ควรตั้งอยู่ในความระมัดระวังเสมอเวลาเดินดูนกออกนอกพื้นที่แนวรั้วดังกล่าว

.....เล่าไปเล่ามา จากเรื่อง "ดูนก" กลายไปเป็นเรื่องของ "ช้าง" ไปเสียได้ 555

    ตลอดทั้ง 2 วันในทริปนี้ ผมและเพื่อนๆใช้เวลาทั้งหมดไปกับการแบกกล้องเดินเล่นเรื่อยเปื่อย เพื่อหาดูนกและถ่ายภาพนกกันรอบๆเขตที่ทำการอุทยานฯเท่านั้น...

    ทริปนี้เราตั้งใจมาพักผ่อนเพื่อซึมซับบรรยากาศของป่าน้ำหนาวในฤดูฝน มากกว่ามีความตั้งใจในการมาตามหานกตัวใดตัวหนึ่งเป็นพิเศษ ดังนั้น...นอกเหนือความอิ่มเอมทางใจ ที่ได้เสพกลิ่นโอโซนจากธรรมชาติอันเขียวขจีรอบตัวแล้ว สิ่งอื่นคงเป็นเพียงโบนัสพิเศษสำหรับการเดินทางครั้งนี้...

    เมื่อถึงเวลาที่เราต้องบอกลาทริปนี้...ทันทีที่ขับรถผ่านป้ายอุทยานฯหน้าปากทางเข้า ผมไม่ลืมหันกลับไปมองพร้อมให้สัญญากับตัวเองไว้ในใจเหมือนทุกครั้งว่า "สักวัน...ผมจะกลับมาเยือนที่นี่อีกครั้ง"....

     แม้ช่วงนี้ภายในอุทยานฯอาจครึกโครมไปสักหน่อยด้วยเสียงอึกทึกจากการก่อสร้าง....หากแต่ภาพสายหมอกลอยละลิ่วบนยอดเขายามเช้าตรู่....ภาพทะเลดาวกลาดเกลื่อนในความมืดยามค่ำคืนที่ฟ้าโปร่ง...ภาพความเขียวขจีของทุ่งหญ้าใต้ผืนป่าเต็งรังยามฝนพรำ...หรือแม้กระทั่งเสียงหวีดหวิวของยอดสนสูงยามต้องลม...ทั้งหมดนี้จะคงตรึงอยู่ในความทรงจำไม่รู้เลือน.....

    ลาที ก่อนพบกันใหม่...ป่าสน...นกสวย...และน้ำหนาว...


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา , BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (2)
S-1 วันที่ : 21/07/2016 เวลา : 07.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/S-1

เห็นด้วยเหมือนคุณชาลีครับ...หลายปีมานี้หาดูนกหัวขวานได้ยากกว่าเมื่อก่อนจริงๆ....ขนาดน้ำหนาวที่ว่าชุกชุมมาก ปีนี้ผมเจอหัวขวานแค่ 5 ชนิดเท่านั้นเองครับ

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill from mobile วันที่ : 20/07/2016 เวลา : 18.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

2-3 ปีมานี้ กลุ่มนกหัวขวาน ยิ่งบากดูยากขึ้นทุกวัน เมื่อก่อนเต็มไปหมดครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน