*/
  • S-1
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2015-06-09
  • จำนวนเรื่อง : 26
  • จำนวนผู้ชม : 38956
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
<< มิถุนายน 2017 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 30 มิถุนายน 2560
Posted by S-1 , ผู้อ่าน : 783 , 20:52:34 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สำรวจฟ้า , PiyaiandNoolek โหวตเรื่องนี้

    เป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักดูนกและคณะช่างภาพนกทั้งหลาย ว่าในราวประมาณเดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่นกอพยพหนีหนาวนานาชนิดกำลังอพยพกลับบ้านเกิด ซึ่งจากทฤษฎีที่นักปักษีวิทยาหลายๆท่านกล่าวไว้ว่าการเดินทางของนกอพยพเหล่านี้ส่วนใหญ่มักบินเลียบตามแนวชายฝั่งทะเลไปเรื่อย ด้วยข้อมูลดังกล่าวมานี้ ป่าไม้ทั้งขนาดใหญ่และขนาดย่อมที่พบตามริมชายฝั่งทะเลหรือบนเกาะต่างๆซึ่งอยู่กลางทะเลจึงเป็นอีกเป้าหมายใหญ่ของใครหลายคนในการตามหานกอพยพชนิดแปลกๆที่หาดูได้ยากในฤดูกาลปรกติ

    ชื่อของ "เกาะมันใน" เป็นอีกหนึ่งหมายยอดฮิตสำหรับคนดูนกและนักถ่ายภาพนกในช่วง 4-5 ปีหลังมานี้ นกอพยพผ่านชนิดที่หาดูตัวได้ไม่ง่ายนักหลากหลายสายพันธุ์ มักแวะเยี่ยมเยือนและพักผ่อนบนเกาะแห่งนี้เป็นประจำเกือบทุกปี อาทิเช่น นกจับแมลงหลังเขียว (Green-backed Flycatcher), นกจับแมลงคิ้วเหลือง (Narcissus Flycatcher) หรือนกแซวสวรรค์หางดำ (Japanese Paradise-flycatcher) เป็นต้น และถ้าเอ่ยถึงชื่อ "นกแต้วแล้วนางฟ้า (Fairy Pitta)" คนในวงการดูนกทุกท่านย่อมรู้ดีว่าโอกาสสูงที่สุดสำหรับการหาชมหรือถ่ายภาพนกชนิดนี้ในประเทศไทย คือพื้นที่บนเกาะมันในในช่วงฤดูอพยพนี่เอง

    ช่วง 2-3 ปีล่าสุด ผมได้โอกาสไปเยือนเกาะกลางทะเลขนาดเล็กแห่งนี้บ่อยครั้ง เพื่อดูนกและบันทึกภาพนกอพยพหายากชนิดต่างๆที่ตั้งเป้าหมายไว้เป็นการส่วนตัว ซึ่งการเดินทางแต่ละครั้งมีทั้งสมหวังและผิดหวังคละเคล้ากันไปในแต่ละช่วงจังหวะและเวลา  แต่นอกจากนั้นยังมีบางปีที่โชคชะตาเข้าข้างอย่างแรง ได้พบเจอนกที่มีดีกรีหายากมากบางชนิด นอกเหนือจากนกตัวเป้าหมาย....เหมือนเช่นฤดูอพยพของปีนี้

    เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา (พศ. 2560) ผมได้รับการชักชวนจากเพื่อนสนิทในวงการถ่ายภาพนกให้ร่วมเดินทางไปเที่ยวเกาะมันในด้วยกันอีกครั้ง หนึ่งในเป้าหมายหลักสำหรับทริปนี้คือการไปตามหานกแต้วแล้วนางฟ้า ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีรายงานแบบไม่เป็นทางการว่ามีผู้พบเห็นบนเกาะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเพื่อนท่านนั้นได้กรุณาติดต่อจองเรือพร้อมจัดเตรียมสารพัดข้อมูลให้เสร็จสรรพ ผมมีหน้าที่เพียงแค่เดินทางไปให้ถึงท่าเรือตามกำหนดเวลานัดหมายพร้อมอุปกรณ์การถ่ายภาพ ง่ายขนาดนี้แล้วจะให้ปฏิเสธคำชักชวนดังกล่าวได้อย่างไรกัน 555

    ผมตอบตกลงร่วมทีมครั้งนั้นโดยไม่มีการโยกโย้ใดๆทั้งสิ้น เพราะนกแต้วแล้วนางฟ้า เป็นอีกหนึ่งชนิดของนกอพยพซึ่งผมไม่เคยบันทึกภาพได้สักที

    สำหรับรายละเอียดในทริปนี้ ว่ามีใครเป็นสมาชิกร่วมทีม? เส้นทางการเดินทางเป็นอย่างไร? เราขึ้นเรือที่ไหน? มีเสบียงอะไรเตรียมไปบ้าง? หรืออื่นๆอีกจิปาถะที่คงไม่ต้องการคำบรรยายมากนัก เอาเป็นว่าตัดบทไปที่ช่วงสำคัญของท้องเรื่องกันเลยดีกว่าครับ

    การไปเดินหานกและบันทึกภาพนกของผมและเพื่อนๆตลอดทั้งวันบนเกาะมันในในวันนั้น ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากครั้งที่ผ่านมาในปีก่อนๆแต่อย่างใด เราสลับกันนั่งเฝ้าบ่อน้ำเล็กๆบนเนินเขากลางเกาะเฉกเช่นทุกครั้งที่เคยทำ ส่วนที่เหลือก็แบกกล้องเดินตากแดดเล่นรอบเกาะตามอัธยาศัย แต่ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนสุดขีดในช่วงพีคสุดของฤดูซัมเมอร์ในประเทศไทย ซึ่งอุณหภูมิบนเกาะตอนเที่ยงวันนั้นสูงทะลุกว่า 40 องศาเซลเซียส และด้วยความขี้เกียจของตัวเองเป็นนิสัย ผมจึงเลือกใช้เวลาส่วนน้อยในการนั่งไบลด์รอนกลงเล่นน้ำตามบ่อ แต่กลับใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งเล่นอยู่ใต้ร่มไม้ริมทางเดินรอบเกาะ รอให้นกสักตัวสองตัวบินผ่านมาให้ถ่าย

    ในวันเดียวกันนั้น มีคณะนักดูนกจากสมาคมอนุรักษ์นกฯ หลายท่านเดินทางมาท่องเที่ยวและดูนกบนเกาะด้วยเช่นกัน โดยคณะนี้มีชาวต่างชาติ เป็นชาย-หญิงอีก 2 ท่านร่วมเดินทางมาด้วย และนักดูนกชาวต่างชาติท่านหนึ่งในนี้นี่หล่ะคือต้นเหตุ ซึ่งเป็นที่มาของเรื่องราวทั้งหมดในวันนั้น
 

   ในขณะนั่งหลบไอแดดยามเที่ยงอยู่ใต้ร่มไม้ นักดูนกชายชาวต่างชาติเดินตรงมาทักทายผม และชักชวนพูดคุยสัพเพเหระ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับนกแต่ละชนิดที่เจอในระหว่างทางที่เดินผ่านมา พร้อมเอ่ยถึงชื่อสามัญของนกชนิดหนึ่งซึ่งได้พบเจอมาเมื่อสักครู่ ผมจับใจความสำเนียงภาษาอังกฤษเวอร์ชั่นต้นฉบับด้วยประสาทหูของคนไทยแท้ๆได้แว่วๆว่า "วิทเทอร์"..."วิทเธียร์" หรืออะไรประมาณนี้นี่แหล่ะ ที่สำคัญยังมีการระบุสถานะว่า "เวรี่ แรร์" เพิ่มความน่าสนใจ และยังกรุณาบอกพิกัดสถานที่ที่พบเจอให้ผมทราบอย่างละเอียดอีกด้วย

    แต่สำหรับตัวผมเองในขณะนั้น บอกตรงๆว่านอกจากนึกชื่อนกตัวดังกล่าวเป็นภาษาไทยไม่ออกแล้ว ยังมีความขี้เกียจเป็นทุนหนุนหลัง ดังนั้น ไม่ว่านักดูนกชาวต่างชาติท่านนั้นจะคะยั้นคะยออย่างไรก็มิอาจทำให้ผมสนใจไปมากกว่าการพยักหน้ารับรู้พร้อมคำกล่าว "ขอบคุณ"....แถมในใจยังคิดพาดพิงไปถึง "นกโกงกางหัวโต" ซึ่งมีชื่อสามัญคลับคล้ายคลับคราที่ได้ยินเมื่อครู่ (Mangrove Whistler)....โธ่เอ๋ย!!!! คงเป็นเจ้า "วิสทเลอร์" นกบ้านๆเรานี่เอง 555 (สงสัยมัน "เวรี่ แรร์" ที่บ้านเค้า?)

    ความสนุกสนานในการตามหานกนานาชนิดบนเกาะมันในในวันนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนเกือบ 5 โมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่เรานัดหมายให้เรือมารับเพื่อเดินทางกลับเข้าฝั่ง ในขณะที่ผมและเพื่อนร่วมทีมกำลังจัดการเก็บอุปกรณ์ถ่ายภาพลงกระเป๋า สมาชิกนักดูนกจากสมาคมฯ 3-4 ท่าน เดินกลับมาจากทางส่วนท้ายของเกาะ พร้อมนำภาพนกชนิดหนึ่งซึ่งบันทึกมาได้เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมามาเปิดให้ดู แล้วตั้งคำถามกับผมว่า "นกอะไร?" 555....สงสัยหน้าตาผมเหมือนผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ละกระมัง

    ณ ตอนนั้น ถึงแม้ผมไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ในวงการดูนกและไม่ใช่ปรมาจารย์ด้านปักษีวิทยาซึ่งสามารถแยกแยะและระบุชนิดของนกตัวใดตัวหนึ่งได้ในวินาทีที่ผ่านตา....แต่ทันทีที่ผมเห็นภาพถ่ายนกหน้าตาไม่คุ้นเคยตัวดังกล่าวยืนโดดเด่นอยู่บนปลายยอดต้นกระถิน ผมบอกตัวเองได้ในบัดดลว่านี่ไม่ใช่นกหาง่ายที่พบเจอกันบ่อยๆแน่นอน และสำคัญไปกว่านั้น ผมแน่ใจจากประสบการณ์ของตัวเองว่าไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ รวมทั้งไม่เคยบันทึกภาพนกตัวนี้มาก่อนแน่ๆ

    เมื่อมั่นใจเช่นนั้นแล้ว ความลังเลและโลเลกลับก่อบังเกิดขึ้น ด้วยเหตุที่ว่าใจหนึ่งอยากไปให้เจอและเก็บภาพนกตัวนั้นให้ได้ แต่ความจริงอีกด้านหนึ่งคือถึงกำหนดเวลาต้องลงเรือกลับเข้าฝั่ง และเมื่อมองไกลออกไปที่ท่าเรือ เราพบว่าเรือที่นัดหมายให้มารับกลับเข้าฝั่งมาเทียบท่ารอพร้อมอยู่แล้ว โดยเที่ยวขากลับนี้ทีมสมาชิกนักดูนกจากสมาคมฯ และทีมเราจะเดินทางกลับด้วยเรือลำเดียวกัน ดังนั้นหากขอให้เรือจอดรอคงเป็นเหตุให้ทีมนักดูนกจากสมาคมฯ ล่าช้าในการเดินทางกลับไปด้วย

    ในขณะที่พะว้าพะวงอยู่ด้วยความเกรงใจ หัวหน้าทีมนักดูนกจากสมาคมฯ กลับเอ่ยปากบอกให้เราอย่ารีรอ ให้รีบไปตามถ่ายนกตัวนี้โดยด่วน โดยส่วนของทีมงานจากสมาคมฯ ทั้งหมดจะขนของไปรอที่ท่าเรือพร้อมบอกคนขับเรือให้รอเราอีกสักครู่ใหญ่

    ทันทีที่ได้ยินดังนั้น ผมและเพื่อนๆไม่รอช้า ตัดสินใจประกอบอุปกรณ์การถ่ายภาพอีกครั้งแบบเร่งด่วน พร้อมเดินจ้ำอ้าวแบบไม่กลัวหกล้ม ตามกันไปยังจุดหมายซึ่งผมได้ข้อมูลมาจากนักดูนกชาวต่างชาติมาตั้งแต่เมื่อเที่ยงวันแล้ว โดยพิกัดที่ได้รับมาดังกล่าวมีลักษณะเป็นลานสนามหญ้าโล่งติดชายทะเลอยู่เกือบท้ายเกาะ

    เนื่องจากเรามีเวลาเหลือให้ใช้เพียงไม่เกิน 30 นาที สำหรับการติดตามภาระกิจสำคัญดังกล่าวในวันนั้น ดังนั้นทุกๆนาทีจึงมีค่าอย่างยิ่ง เราใช้ทีมงานทั้งหมดประมาณ 6-7 ท่าน แยกกระจายกันในการเดินตามหานกลึกลับตัวนั้น ซึ่งดูจากภาพที่เห็นจากหลังกล้องของใครสักคนเมื่อครู่ นกน่าจะมีขนาดตัวไม่ใหญ่เกินไปกว่านกเอี้ยง และข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้รับจากทีมนักดูนกของสมาคมฯคือ นกตัวดังกล่าวมักเดินหากินอยู่ตามพื้นหญ้าเตี้ยๆริมหาดทราย ซึ่งมีขนาดกว้างเกือบๆ 2 เท่าของสนามฟุตบอล

    บอกตรงๆว่า ด้วยขนาดของพื้นที่ที่เห็นและรวมกับระยะเวลาที่เหลือ ความหวังของเราทุกคนในขณะนั้นคือต่ำจนเกือบเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์

    แต่ด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ เมื่อโชคชะตาเข้าข้าง โอกาสที่คิดว่าเกือบเป็นศูนย์กลับเปิดกว้างอย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะที่เราเดินล้อมตีวงแคบเข้าหาจุดศูนย์กลางของลานหญ้ากว้างริมหาดโดยที่เหลือเวลาอีกไม่มากนัก นกผู้ต้องสงสัยตัวหนึ่งบินโผขึ้นจากพื้นดินไปในระยะสั้นและลงจอดห่างออกไปไม่เกิน 30 เมตร

    หน้าตาและลักษณะท่าทางของนกตัวดังกล่าว มองดูไกลๆรูปร่างทรวดทรงคลับคล้ายไปทางนกในวงษ์นกยอดหญ้า (Stonechat) โดยมีขนาดตัวประมาณนกแอ่นทุ่งใหญ่ (Oriental Pratincole) ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกัน แต่ดูเหมือนนกตัวนี้ขายาวกว่าพอควร

    หลังจากตามหากันจนเจอและค่อนข้างมั่นใจว่านี่คือนกตัวเป้าหมายของเราแน่ๆ ทุกคนค่อยๆวางขาตั้งกล้องและรีบบันทึกภาพนกในระยะไกลไว้ก่อน ก่อนที่จะค่อยๆขยับล้อมวงเข้าใกล้ให้มากยิ่งขึ้น โดยทุกครั้งที่เรามีการขยับตามเพื่อเข้าใกล้ นกจะขยับตัวบินย้ายหนีไปจุดอื่นเรื่อยๆโดยทิ้งระยะห่างประมาณ 30-40 เมตรตลอดเวลา เราทุกคนใช้เวลาไล่ตามถ่ายภาพนกตัวนี้ไปรอบๆลานกว้างแห่งนั้นตามสมควรแก่เวลา กอปรกับความเกรงใจเพื่อนร่วมโดยสารซึ่งไปรอเราอยู่ที่ท่าเรือเรียบร้อยแล้ว เกือบๆ 6 โมงเย็น เราทุกคนจึงต้องยอมถอนตัวเพื่อเดินทางกลับ

    ในระหว่างนั่งเรือกลับเข้าฝั่ง ภาพถ่ายเจ้านกประหลาดผู้ต้องสงสัยที่หลายคนเพิ่งบันทึกมาได้เมื่อสักครู่ใหญ่ๆ ถูกนำมาเปิดดูหลังกล้อง พร้อมวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารย์กันอย่างอึกทึก แข่งกับเสียงดังจากคลื่นที่กระทบเข้าข้างกาบเรือ สารพัดชื่อนกเท่าที่พอจดจำได้ในสมองของแต่ละคนถูกระบุมาเปรียบเทียบกับภาพถ่ายในหลากหลายมุมกล้อง
 

   ท้ายที่สุดแล้ว ใครสักคนบนเรือตัดสินใจคว้าเบิร์ดไกด์ฉบับล่าสุดของประเทศไทยขึ้นมาเปิด พร้อมชี้ไปที่ภาพนกชนิดหนึ่งบนหน้า 319 เท่านั้นเอง ทำให้เกิดเสียงเฮจากความปีติของใครหลายๆคนดังลั่นขึ้นบนเรือ ณ บัดนั้น

    ชื่อของ "นกเขนทะเลทราย" (Isabelline Wheatear) ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นกล่าวถึงในทันทีว่าคือนกผู้ต้องสงสัยตัวนั้น และนี่น่าจะเป็นรายงานเพียงครั้งที่ 2 ที่มีการพบในประเทศไทย โดยการพบครั้งแรกเกิดขึ้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งต้องย้อนไปเมื่อหลายปีมาแล้ว

    ทันทีที่เราเดินทางกลับขึ้นฝั่ง ทุกคนไม่ลืมตามหานักดูนกชาวต่างชาติหนุ่ม-สาวคู่นั้นเพื่อกล่าวคำขอบคุณสำหรับข้อมูลที่กรุณาแบ่งปันให้เราทราบ....โดยเฉพาะตัวผมเอง ซึ่งบอกตรงๆว่าในขณะกล่าวคำขอบคุณด้วยวาจา แต่ในจิตใจกลับรู้สึกกระดากอายอย่างบอกไม่ถูก ทั้งๆที่นักดูนกทั้งสองท่านนั้นไม่มีทีท่าใดๆให้รู้สึกว่ามีการเยาะเย้ยถากถางทั้งสิ้น

    จากบทเรียนในวันนั้น สั่งสอนประสบการณ์หลายอย่างให้ผมเพิ่มขึ้น อย่างแรกเลยคือ "การได้รับโอกาส" ...วันนั้นผมได้รับโอกาสตั้งแต่ก่อนเที่ยงแล้ว แต่ไม่ใช้ อาศัยว่ายังมีโชคดีเข้ามาช่วยทำให้ภาระกิจสำเร็จ ดังนั้น พึงตระหนักไว้เสมอว่า เมื่อได้รับโอกาสแล้วจงรีบใช้มันให้เต็มที่ (เพราะโชคดีไม่ได้มีเสมอไป)
 

   เรื่องที่สองเลย....หูของผมคงมีปัญหาด้านการรับฟังภาษาอังกฤษจากเจ้าของต้นฉบับอย่างแน่แท้ ไม่งั้นผมคงไม่ได้ยินคำว่า "Isabelline wheatear" เพี้ยนไปเป็น "Mangrove Whistler" แน่ๆ 555


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน