*/
  • S-1
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2015-06-09
  • จำนวนเรื่อง : 26
  • จำนวนผู้ชม : 38995
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
<< สิงหาคม 2017 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม 2560
Posted by S-1 , ผู้อ่าน : 730 , 06:50:57 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

    ทุกวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี ซึ่งชาวไทยยกให้วันดังกล่าวเป็น "วันแม่แห่งชาติ"....ครอบครัวของผมเองก็ใช้วันดังกล่าวนี้เพื่อเดินทางไปเยี่ยมเยียนแม่ยายที่จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นกิจวัตรที่ปฏิบัติกันต่อเนื่องมาเป็นประจำทุกๆปี

    บ้านแม่ยายของผมอยู่ที่หมู่บ้านเขวาชี ในจังหวัดร้อยเอ็ด ลักษณะของหมู่บ้านเขวาชีเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กซึ่งอยู่ใน ตำบลแสนชาติ อำเภอจังหาร ห่างจากตัวอำเภอเมืองร้อยเอ็ดไปเพียงแค่ 9 กิโลเมตร พื้นที่รอบๆหมู่บ้านนอกจากที่พักอาศัยของชาวบ้านแล้ว ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทุ่งนาและทุ่งหญ้ารกร้างกว่า 90% ส่วนที่เหลือเป็นบึงน้ำขนาดเล็กซึ่งใช้ในการทำการเกษตรและการประมงของชาวบ้านในหมู่บ้าน
 

    ทุกครั้งที่ไปเยี่ยมบ้านแม่ยาย ผมไม่เคยลืมติดอุปกรณ์การถ่ายภาพคู่ใจไปด้วยเลย และทุกครั้งผมมักแบกกล้องไปเดินเล่นเพือหาดูนกหรือถ่ายภาพตามริมทุ่งนาหรือริมบึงน้ำรอบๆหมู่บ้านไปเรื่อยเปื่อย เรียกว่าเกือบทั้งวันที่ใช้เวลาเดินดูนกอยู่นอกบ้านตั้งแต่เช้ายันเย็นกันทีเดียวละ กลับเข้าบ้านอีกทีก็เย็นค่ำโน่นเลย

    วันที่ 12 สิงหาคม ปี พศ. 2555 เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมมีโอกาสเดินทางไปร้อยเอ็ด และทันทีที่ทำหน้าที่ลูกเขยที่ดีเสร็จเรียบร้อย ได้ทักทายไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบกับแม่ยายพอหอมหอมปากหอมคอ ผมก็ออกไปเดินเล่นหาดูนกรอบๆหมู่บ้านเหมือนเช่นเคย นกที่พบและถ่ายภาพได้จากรอบๆหมู่บ้านทั้งหมดก็เป็นนกธรรมดาประจำถิ่นที่พบเห็นกันได้ทั่วไป อาทิ เช่น นกปรอดสวน (Streak-eared Bulbul), นกจาบคาเล็ก (Little Green Bee-eater), นกกระปูดใหญ่ (Greater Coucal), นกกระปูดเล็ก (Lesser Coucal), นกอีโก้ง (Purple Swamphen), เป็ดแดง (Lesser Whistling-Duck), นกกระติ๊ดขี้หมู (Scaly-breasted Munia) หรือ นกนางแอ่นบ้าน (Barn Swallow) เป็นต้น

    ช่วงบ่ายคล้อยของวันนั้น ผมเดินดูนกไปรอบๆหมู่บ้านจนถึงบึงน้ำซึ่งอยู่หลังวัดเขวาชี บึงน้ำแห่งนี้มีขนาดกว้างประมาณสักครึ่งของสนามฟุตบอล ด้านหลังของบึงเป็นป่าหญ้ารกร้างขนาดใหญ่ซึ่งมีหญ้าขึ้นสูงท่วมศีรษะ สภาพพื้นที่รอบๆบึงน้ำมีต้นจามจุรีขนาดใหญ่ขึ้นเรียงกันประปรายโดยพื้นล่างเป็นหญ้ารกตลอดทั้งแนวฝั่ง

    ในขณะที่เดินผ่านบึงน้ำ สายตาผมเหลือบไปเห็นนกขนาดเล็กตัวหนึ่งบินโฉบขึ้น-ลงระหว่างต้นจามจุรีกับบึงน้ำ ด้วยพฤติกรรมที่พบเห็นมาจนชินตาดังกล่าว ผมสามารถบอกตัวเองได้ทันทีว่านั่นคือพฤติกรรมการหากินของ "นกกระเต็น" แน่นอน

    ผมใช้เวลานั่งสังเกตุพฤติกรรมของนกตัวนั้นอยู่ไกลๆเกือบครึ่งชั่วโมง จึงตัดสินใจเดินกลับบ้านเพื่อไปเอาอุปกรณ์เสริมคือบังไพร เนื่องจากเป็นที่เข้าใจกันว่าการเดินดุ่มเข้าไปถ่ายภาพนกประเภทนี้โดยที่นกยินยอมให้ความร่วมมือด้วยดีคงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้คือ หาที่เงียบสงบในบริเวณที่คาดหวังว่านกจะมาเกาะหากินหรืออาบน้ำ เพื่อกางบังไพรแล้ววัดดวงกับการรอคอยนกมาตรงเป้าหมายให้เราบันทึกภาพ

    ผมกลับเข้าไปที่บึงน้ำหลังวัดในเวลา 3 โมงเย็นพร้อมบังไพรและพร้อมข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้รับมาจากภรรยา ว่าพื้นที่ลานหญ้ารกร้างด้านหลังบึงน้ำแห่งนั้นคือป่าช้าเก่าของวัดเขวาชี ซึ่งเดิมเป็นป่าช้าโบราณในแบบขุดหลุมแล้วฝังกลบ แต่ปัจจุบันทางวัดเลิกใช้ไปแล้ว และมีหญ้ารกขึ้นเต็มพื้นที่ ในบางครั้งชาวบ้านจึงใช้เป็นที่สำหรับพาวัวควายมาเลี้ยง...แต่ในวันที่ผมเข้าไปนั้นเงียบกริบ ไม่มีแม้แต่ผู้คนผ่านไปมา...แต่คิดไปอีกทาง นี่คือบรรยากาศที่เหมาะสมที่สุดอย่างแท้จริงสำหรับการนั่งบังไพรถ่ายภาพนก....และด้วยความที่เป็นเวลากลางวันแสกๆ ข้อมูลที่ได้รับมาจากภรรยาของผมเมื่อครู่จึงหาทำให้ผมเปลี่ยนใจได้ไม่ ผมตัดสินใจเดินลุยป่าหญ้าเข้าไปใต้ต้นจามจุรีที่หมายตาไว้ ใช้เท้าเหยียบหญ้าให้ราบลงเป็นวงกว้างพอสำหรับกางบังไพรได้หนึ่งหลัง โดยบริเวณด้านหน้าช่องบังไพรตรงกับกิ่งจามจุรีแห้งกิ่งหนึ่งซึ่งหักลงไปแช่อยู่ในบึงน้ำห่างไปจากฝั่งประมาณ 5 เมตร และโผล่กิ่งขึ้นมาสูงเหนือน้ำสักประมาณเกือบ 1 เมตร....หลังจากจัดการตระเตรียมบังไพรและอุปกรณ์ถ่ายภาพเสร็จสรรพ ผมก็มุดตัวเข้าไปนั่งขดอยู่ในบังไพรทันที

    เวลาแห่งการรอคอยผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า กว่า 2 ชั่วโมงในบังไพรอันร้อนอบอ้าวซึ่งเป็นสภาพที่ชวนให้น่าเบื่อหน่ายเป็นอย่างยิ่งสำหรับใครก็ตามที่ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน แต่สำหรับช่างภาพนกเกือบทุกคน นี่เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องพบเจอกันแน่หากยังรักการเดินในเส้นทางสายนี้

    ราว 5 โมงเย็นของวันนั้น เสียงร้องแหลมคุ้นหูซึ่งดังลั่นมาจากทางขวามือของบังไพร พร้อมกับเงาสีฟ้าสะท้อนแสงซึ่งพุ่งตรงผ่านหน้าผมไปหยุดอยู่บนกิ่งจามจุรีใหญ่เหนือบังไพร ปลุกให้ผมตื่นตัวขึ้นจากภวังค์ในทันที

    สายตามองลอดช่องพรางแสงด้านบนของบังไพรขึ้นไปบนกิ่งจามจุรี เจ้านกกระเต็นน้อยสีฟ้าสดใสตัวนั้นยืนเกาะกิ่งกระดกหางขึ้นลงอยู่สักครู่ ก่อนบินโฉบลงมาเกาะบนกิ่งไม้กลางน้ำที่ผมหมายตาไว้แต่แรก และไม่ใช่เรื่องยากอะไรนักสำหรับผมในการบันทึกภาพนกกระเต็นน้อยตัวนี้เก็บไว้เป็นที่ระลึกสัก 5-6 ใบ

    ด้วยความที่ "นกกระเต็นน้อยธรรมดา" เป็นนกอพยพที่พบเห็นได้ไม่ยากนัก และตัวผมเองก็มีภาพถ่ายนกชนิดนี้เก็บอยู่ในฮาร์ดดิสส่วนตัวเยอะมาก หลังจากถ่ายภาพได้ไม่กี่ใบ ผมจึงเปลี่ยนมานั่งดูเจ้านกกระเต็นน้อยกระโดดขึ้น-ลงเล่นน้ำและขึ้นมาสะบัดขนอยู่บนกิ่งไม้แห้งกลางน้ำ บางครั้งก็โฉบลงจับได้ลูกกุ้งติดปากขึ้นมาเป็นอาหารอีกด้วย....เจ้านกกระเต็นน้อยสีสวยตัวนั้นอยู่ให้ผมถ่ายภาพและนั่งชื่นชมความงดงามอยู่เกือบ 10 นาที ก่อนบินจากไปพร้อมเสียงแหลมดังลั่นเหมือนเมื่อตอนขามา

    หลังจากที่เจ้านกกระเต็นน้อยบินจากไปได้สักครู่ ท้องฟ้าในเวลาใกล้ 6 โมงเย็นก็เริ่มหมดแสง ผมจึงรีบตัดสินใจเก็บบังไพรในทันที เพราะภาระกิจได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้ว กับอีกหนึ่งเหตุผลคือไม่อยากอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นป่าช้าเก่าในเวลาใกล้โพล้เพล้แบบนี้ บอกตรงๆว่ากลัวมีใครสักคนหรือสักตนมานั่งดูนกเป็นเพื่อนด้วย 555....

    ในวันรุ่งขึ้นผมพาครอบครัวเดินทางกลับ กทม. แต่เช้า โดยทิ้งเรื่องราวของนกกระเต็นน้อยตัวนั้นไว้ริมป่าช้าหลังวัดเขวาชี....

    เมื่อกลับถึงบ้าน ผมจึงทำการโหลดภาพถ่ายทั้งหมดออกจากเมมโมรี่การ์ดลงสู่เครื่องคอมพิวเตอร์....หลังจากทำการโหลดภาพเสร็จเรียบร้อย ผมจึงไล่เปิดดูภาพที่ถ่ายมาทั้งหมด โดยเฉพาะภาพถ่ายของนกกระเต็นน้อยตัวนั้นถูกเปิดดูวนไปวนมาหลายรอบเป็นพิเศษ พร้อมนึกชื่นชมในใจว่า "นกกระเต็นน้อยธรรมดาตัวนี้ช่างสีน้ำเงินสดจัดจ้านเสียนี่กระไร"

    คิดชื่นชมได้ไม่ทันไร พลันสายตาไปสะดุดบางสิ่งบางอย่างบนภาพถ่ายนกตัวนั้น....ภาพของนกกระเต็นน้อยซึ่งขนคลุมหูเป็นสีน้ำเงิน แทนที่จะเป็นสีน้ำตาลแดงเหมือนนกกระเต็นน้อยธรรมดาตามปรกติ รวมไปถึงสีขนบริเวณลำตัวซึ่งเป็นสีน้ำเงินเข้มจัดกว่าที่เคยคุ้นตา ทำให้ผมต้องรีบเปิดย้อนกลับไปพิจารณาภาพนกที่ถ่ายมาทั้งหมดอีกครั้งในทันที และนั่นทำให้ผมพบว่าภาพนกตัวดังกล่าวคือ นกกระเต็นน้อยหลังสีน้ำเงิน (Blue-eared Kingfisher) หาใช่นกกระเต็นน้อยธรรมดา (Common Kingfisher) ตามที่ผมเข้าใจแต่แรกไม่

    ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเป็นรายงานการพบนกกระเต็นน้อยหลังสีน้ำเงินเป็นครั้งแรกในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว และเป็นเรื่องแปลกพอสมควรที่แหล่งพบเจออยู่ใกล้หมู่บ้านซึ่งบริเวณโดยรอบทั้งหมดเป็นทุ่งนาและพื้นที่เกษตรกรรม เพราะโดยธรรมชาติของนกชนิดนี้เป็นนกกระเต็นป่าซึ่งจัดเป็นนกประจำถิ่นที่พบอาศัยอยู่ตามหนองน้ำและลำธารในป่า หรือบริเวณแหล่งน้ำใกล้ชายป่า

    จากวันนั้น ผมได้ส่งข้อมูลและรายงานการพบเจอนกตัวดังกล่าวไปที่หน่วยงานที่น่าเชื่อถือในเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับนกในประเทศไทย และได้รับคำตอบกลับมาว่านกกระเต็นน้อยหลังสีน้ำเงินตัวนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นนกที่ย้ายถิ่นหากินในระยะสั้นๆ

    ว่าแต่...สิ่งที่ผมสงสัยกว่านั้นคือ เหตุอันใดนกตัวนี้จึงต้องอพยพย้ายถิ่นเพื่อหากิน?....เพราะวันที่ผมพบเจอนกชนิดนี้คือช่วงกลางเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูฝนมาได้สักพักแล้ว ดังนั้นการขาดแคลนอาหารในลำธารกลางป่าจึงไม่น่าเกิดขึ้นได้....

    แล้วข้อสงสัยที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือ เขาย้ายถิ่นหรืออพยพมาจากไหนกัน?...เพราะหลังจากวันนั้นผ่านมาจนถึงวันนี้ กว่า 5 ปีที่ผมกลับไปนั่งบังไพรเพื่อสังเกตุการณ์ตรงจุดนั้นเกือบทุกปี แต่ไม่เห็นวี่แววหรือแม้กระทั่งเสียงร้องอันคุ้นหูของเจ้ากระเต็นน้อยสีน้ำเงินสีสวยตัวนั้นอีกเลย


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน