*/
  • S-1
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2015-06-09
  • จำนวนเรื่อง : 26
  • จำนวนผู้ชม : 38956
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
<< กันยายน 2017 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน 2560
Posted by S-1 , ผู้อ่าน : 850 , 07:22:57 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน GreenVoice โหวตเรื่องนี้

 

    เมื่อฤดูฝนย่างกรายเข้ามาเยือนทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย ทำให้ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ในช่วงเวลานี้สำหรับครอบครัวของผมเป็นวันหยุดที่ต้องอยู่ติดบ้านกันเป็นส่วนใหญ่ ปลูกต้นไม้, ตัดหญ้า, ทำสวนไปเรื่อยเปื่อย หรืออย่างมากถ้าออกไปเที่ยวนอกบ้าน ที่สุดก็คงไม่พ้นการหาเรื่องออกไปเดินเล่นหรือดูหนังตามห้างสรรพสินค้าที่มีอยู่กลาดเกลื่อนรอบชานเมืองใกล้บ้าน ครั้นจะให้พาครอบครัวออกไปเที่ยวลุยป่าลุยเขาหาถ่ายนกก็เกรงเรื่องของสภาพอากาศ และอีกทั้งเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของเด็กๆ


    แต่ด้วยวิสัยของผู้ที่เสพติดการถ่ายภาพนกจนเป็นนิสัยอย่างผม การให้อยู่เหย้าเฝ้าเรือนโดยไม่ได้ออกจากบ้านไปเรียนรู้โลกกว้างกันบ้างเลย มันเป็นเหมือนนกน้อยในกรงที่ถูกกักขังให้ไร้ซึ่งอิสระ ดังนั้น ทริปดูนกแบบชิวๆสักทริปหนึ่งคงพอทำให้ผ่อนคลายจากการลงแดงได้บ้างไม่มากก็น้อยละครับ...

    แต่ฤดูฝนที่ตกกันทุกวี่วันแบบนี้ จะวางแผนไปเที่ยวไหนกันดีล่ะ
   

    หลังจากครุ่นคิดหาสถานที่ซึ่ง (น่าจะ) เหมาะสมสำหรับทุกคนในครอบครัวอยู่พักใหญ่ ด้วยโจทย์สำคัญ 2 ประการ คือ ต้องมีนกให้ผมดูและถ่ายภาพแก้เหงาได้บ้าง และที่สำคัญคือ สะดวกสบายสำหรับการพักผ่อนในวันหยุดโดยไม่ต้องกังวลกับพระพิรุณที่พร้อมกระหน่ำลงมาได้ตลอดเวลา เนื่องจากพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าในช่วงเวลานี้ประเทศไทยเราจะได้รับผลกระทบจากพายุทกซูรี (DOKSURI)
 

    ด้วยข้อจำกัด 2 ข้อด้านบนดังกล่าว ทำให้ชื่อของ "อุทยานแห่งชาติหาดวนกร" วนเวียนเข้ามาเป็นหนึ่งในแคนดิเดตของทริปนี้ ซึ่งหลังจากยื่นเสนอข้อมูลเพื่อขอความเห็นชอบจากสมาชิกในครอบครัว ปรากฏว่าทุกคนลงคะแนนเสียงแบบเห็นพ้องต้องกันว่าการเดินทางไปท่องเที่ยวทะเลทางภาคใต้ตอนบนทริปนี้ควรได้รับการอนุมัติ เนื่องด้วยที่นี่น่าจะเหมาะสมที่สุดสำหรับวันเบาๆในการท่องเที่ยวของทุกคนในครอบครัวสำหรับช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์กลางฤดูฝนแบบนี้

    หลังจากแผนการเดินทางถูกกำหนดลงตัว ในเช้ามืดของวันที่ 15 กันยายน (พศ. 2560) เราเริ่มออกเดินทางจากบ้านโดยใช้ถนนกาญจนาภิเษก-พระรามสอง-เพชรเกษม โดยเดินทางกันแบบไม่รีบร้อนนัก แวะโน่นแวะนี่ไปเรื่อยเปื่อย ทำให้ใช้เวลาค่อนข้างมากพอสมควรสำหรับการเดินทาง กว่าจะถึงที่ทำการอุทยานฯ ก็ปาเข้าไปเกือบ 8 โมงเช้า

    ผมแวะจอดรถยนต์ตรงปากทางเข้าเพื่อถ่ายรูปกับป้ายอุทยานฯไว้เป็นที่ระลึก แต่ทันทีที่เห็นกลับทำให้รู้สึกขัดตาขัดใจตัวเองกับดีไซน์ของป้ายอุทยานฯแห่งนี้...ผมมีความรู้สึกว่าตัวเองคุ้นเคยกับป้ายอุทยานฯในแบบที่มีตัวอักษรสีทองบนพื้นสีน้ำตาลเข้มขนาดใหญ่แบบโบราณๆ มากกว่าป้ายที่ทำมาจากหินขัดแบบนี้...หรือผมเรื่องมากไปเองนะ 555

    ผมเริ่มต้นเช้าวันใหม่พร้อมกับการถ่ายภาพนกเค้าจุด (Spotted Owlet) ซึ่งถือเป็นนกรับแขกประจำอุทยานฯแห่งนี้ ตามโพรงต้นไม้รอบๆบริเวณใกล้กับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของอุทยานฯสามารถพบเห็นนกเค้าจุดได้ง่ายมาก และนกเค้าจุดที่นี่ค่อนข้างคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนมาทุกวัน บางครั้งนกเกาะนิ่งจนผมสามารถเดินเข้าไปบันทึกภาพเค้าได้ในระยะใกล้ทีเดียว

    นกเค้าจุด (Spotted owlet) เป็นนกเค้าแมวขนาดเล็กชนิดหนึ่ง มีความยาวจากปลายปากจรดปลายหางประมาณ 20 เซนติเมตร มีลักษณะส่วนหัวกลมค่อนข้างแบน มีขนคิ้วสีขาวที่เห็นได้ชัด บริเวณหัวจนถึงท้ายทอยสีน้ำตาลมีจุดเล็กๆสีขาวประอยู่ทั่วไป บริเวณลำตัวด้านบนเป็นสีน้ำตาล มีจุดสีขาวกระจายทั่ว ลำตัวด้านล่างสีขาวมีลายจุดสีน้ำตาล มีพฤติกรรมออกหากินในเวลากลางคืน อาหารได้แก่ แมลงชนิดต่างๆ, หนูขนาดเล็ก หรือนกขนาดเล็กชนิดอื่น สามารถพบเห็นได้ไม่ยากตามสวนสาธารณะที่มีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น โดยในตอนกลางวันจะหลบเข้าไปนอนในโพรงต้นไม้หรือช่องรอยแตกตามซอกตึก บางครั้งอาจพบนกชนิดนี้เกาะกิ่งนอนหลับอยู่บนต้นไม้ใบหนาอีกด้วย

    นกเค้าจุดถูกจัดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี พศ. 2535 แต่ก็เป็นนกอีกชนิดหนึ่งที่คนนิยมจับมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง บ่อยครั้งที่ผมไปเดินเล่นตลาดนัดสวนจตุจักรบริเวณโซนขายสัตว์เลี้ยงในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ มักพบลูกนกชนิดนี้ถูกจับมาวางขายกันอย่างโจ๋งครึ่มแบบไม่เกรงกลัวกฏหมายกันเลย

    นกอีกหนึ่งชนิดที่พบมากในบริเวณรอบๆศูนย์บริการนักท่องเที่ยวคือนกตะขาบทุ่ง (Indian Roller) แต่เจ้าตัวนี้ขี้ตื่นตกใจมาก หาโอกาสเข้าไปถ่ายภาพใกล้ๆได้ยากเต็มทน

    ช่วงสายๆ พอแดดเริ่มร้อนมากนัก ผมจึงหลบไอแดดเข้าไปนั่งถ่ายภาพนกในบังไพรหลังบ้านพักเจ้าหน้าที่อุทยานฯ พื้นที่ดังกล่าวเป็นบ่อน้ำซึ่งทางเจ้าหน้าที่สร้างไว้ให้นกมาดื่มและอาบน้ำคลายร้อนในยามฤดูแล้ง แม้ในฤดูฝนเช่นนี้อาจมีนกไม่กี่ชนิดที่แวะเวียนเข้ามาใช้บริการ แต่บ่อน้ำดังกล่าวก็ไม่เคยเงียบเหงาในตลอดทั้งวัน

    นกประจำถิ่นที่สลับหน้าหมุนเวียนกันมา ได้แก่ นกปรอดสวน (Streak-eared Bulbul), นกปรอดคอลาย (Strip-throated Bulbul), นกปรอดเหลืองหัวจุก (Black-crested Bulbul) นกแซงแซวหางบ่วงใหญ่ (Greater Racket-tailed Drongo) และนกโพระดกธรรมดา (Lineated Barbet) เป็นต้น

    ช่วงเวลากลางเดือนกันยายนแบบนี้ เป็นช่วงเวลาที่นกหลายชนิดเริ่มต้นการอพยพย้ายถิ่นลงมาจากทางตอนเหนือกันบ้างแล้ว ดังนั้น นอกจากนกประจำถิ่นแล้ว นกอพยพหลายชนิดยังถือโอกาสเข้ามาใช้บริการในบ่อน้ำแห่งนี้เช่นกัน เท่าที่พบและพอบันทึกภาพมาได้บ้างในวันนั้น ได้แก่ นกแซวสวรรค์ (Asian Paradise-flycatcher) และนกจับแมลงตะโพกเหลือง (Yellow-rumped Flycatcher)

    ถึงแม้นกที่วนเวียนมาดื่มน้ำหรืออาบน้ำจะเป็นนกหน้าเดิมซ้ำๆ แต่ผมก็ใช้เวลานั่งบันทึกภาพอยู่คนเดียวจนถึงเย็น ภาพทั้งหมดที่บันทึกมาจนเกือบเต็มเมมโมรี่การ์ดก็มีแต่นกตัวเดิมๆกับอิริยาบถเดิมๆ ฉากหลังก็เป็นมุมเดิมๆ....แต่สุดท้ายแล้ว ผมไม่เคยรู้สึกถึงความเบื่อหน่ายสักครั้งในการกดชัตเตอร์เพื่อบันทึกภาพเหล่านั้น

    ในระหว่างที่ว่างจากการหาถ่ายภาพนกในช่วงเย็น ผมพาลูกชายไปเดินเล่นริมชายหาดซึ่งเรียงรายไปด้วยทิวต้นสนขนาดใหญ่ โดยได้พยายามทำตัวเป็นคุณพ่อที่ดีด้วยการนำเสนอความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่พบเห็นในธรรมชาติให้กับเจ้าลูกชายคนเล็ก ผมแนะนำให้เค้าได้รู้จักว่าต้นสนซึ่งพบตามแนวชายหาดในเขตอุทยานฯ ที่เรากำลังเดินผ่านอยู่นี้มีอยู่ 2 ชนิด คือ "ต้นสนทะเล" กับ "ต้นสนประดิพัทธ์" แต่คำถามที่เจ้าลูกชายยิงสวนกลับมาทันทีคือ "แล้วมันต่างกันยังไงคับ".....เออ!!!! นั่นสินะ แล้วมันต่างกันยังไงหว่า?

    ทันทีที่กลับมาถึงบ้าน ผมไม่รอช้าที่จะเปิดหาข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของต้นสนทั้ง 2 ชนิดเพื่อประดับเป็นความรู้ไว้ในสมองอันน้อยนิดของตัวเองในทันที ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์เท่าที่หามาได้ คือ ต้นสนทะเล เป็นไม้ประจำถิ่นของไทยซึ่งพบได้ตามหาดทรายริมทะเลทั่วไป ลักษณะเป็นต้นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ มีความสูงเฉลี่ยประมาณ 10-30 เมตร ลำต้นเปลาตรงและมีกิ่งสาขามากมายที่แยกออกจากลำต้นแบบไม่เป็นระเบียบ ลำต้นมีเปลือกนอกสีน้ำตาลปนเทาแตกเป็นร่องตื้น เปลือกในมีสีน้ำตาลแดง เรือนยอดเป็นรูปเจดีย์หรือรูปกรวย กิ่งย่อยมีสีเขียวเรียวเล็กคล้ายรูปเข็มต่อกันเป็นปล้องๆ

    ส่วนต้นสนประดิพัทธ์ เป็นต้นไม้ต่างถิ่นซึ่งถูกนำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซียตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โน่นครับ เป็นต้นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบเช่นเดียวกัน มีลักษณะลำต้นเป็นเปลาตรง เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลปนเทา แตกล่อนเป็นร่องตื้นๆ มีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 10-25 เมตร ลักษณะเรือนยอดเป็นรูปกรวยแหลม มีกิ่งก้านขนาดเล็กแตกกิ่งเป็นระเบียบทำมุมแหลมกับลำต้น ชื่อของ "สนประดิพัทธ์” ได้รับตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่พระยาประดิพัทธ์ภูบาลซึ่งเป็นผู้นำต้นสนชนิดนี้เข้ามาในประเทศไทยเป็นคนแรกครับ

    พามาเที่ยวถึงนี่ทั้งที ขออนุญาตเก็บข้อมูลของอุทยานฯแห่งนี้มาฝากทิ้งท้ายไว้ให้ทำความรู้จักกันสักเล็กน้อยนะครับ

    "อุทยานแห่งชาติหาดวนกร" ถูกจัดตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 76 ของประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พศ. 2535 โดยมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 23,750 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอเมืองและอำเภอทับสะแก ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลักษณะพื้นที่เป็นชายหาดซึ่งทอดตัวเป็นแนวยาวลงไปในทะเลทางฝั่งอ่าวไทย มีหาดทรายขาวสะอาด ริมฝั่งเป็นทิวต้นสนเรียงเป็นแนวยาวขนานไปกับริมทะเล ที่มาของชื่อ "หาดวนกร" เนื่องมาจากสถานที่นี้ถูกใช้เป็นสถานีฝึกนิสิตคณะวนศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั่นเอง

    เนื่องด้วยแต่เดิมก่อนการประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นสวนป่ามาก่อน ป่าที่พบส่วนใหญ่ในพื้นที่อุทยานฯ จึงมีลักษณะเป็นป่าโปร่งจำพวกป่าชายหาดและป่าเบญจพรรณ และด้วยสภาพพื้นที่ซึ่งมีขนาดไม่กว้างใหญ่นัก ทำให้ความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ของทั้งพืชและสัตว์ที่พบที่นี่จึงมีไม่มาก

    ผมพาครอบครัวโบกมือลา "อุทยานแห่งชาติหาดวนกร" ด้วยความอาลัยอาวรณ์ในช่วงบ่ายของวันรุ่งขึ้น ระหว่างทางกลับบ้านเจ้าลูกชายคนเล็กเรียกร้องขอให้พากลับมาเล่นน้ำทะเลที่นี่อีก....

    ผมตอบกลับโดยไม่ลังเลเลยว่า…"แน่นอนลูก...พ่อจะพากลับมาถ่ายนกที่นี่อีกในเร็วๆนี้" 555


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
GreenVoice วันที่ : 25/09/2017 เวลา : 07.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenvoice

อยากเห็นภาพสวยๆแบบนี้อยู่คู่เมืองไทยไปนานๆ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน