*/
  • SIAM1932
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : payong2003@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-28
  • จำนวนเรื่อง : 607
  • จำนวนผู้ชม : 1539788
  • จำนวนผู้โหวต : 259
  • ส่ง msg :
  • โหวต 259 คน
วันเสาร์ ที่ 30 มกราคม 2553
Posted by SIAM1932 , ผู้อ่าน : 2724 , 23:27:46 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ลูกชาวนาที่เขียนหนังสือได้Mar 5, '08 7:01 AM
for everyone
“ชีวิตนี้ผมทำเป็นอยู่ 2 อย่าง คือทำนา กับเขียนหนังสือ เพราะฉะนั้นถ้าผมเป็นชาวนาที่เขียนหนังสือได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว”


เชตวัน เตือประโคน นักเขียนหนุ่มชาวจังหวัดบุรีรัมย์วัย 25 ปี ผู้เพิ่งเดินผ่านจุดที่นักเขียนรุ่นใหม่วัยเดียวกันกับเขาต่างใฝ่ฝันจะไปให้ถึงจุดนั้น นั่นก็คือการพิชิตรางวัล Young Thai Artist Award รวมเรื่องสั้น “พระเจ้าองค์ใหม่ในหมู่บ้านตื่นกลางวัน และหมู่บ้านตื่นกลางคืน” ผ่านการตัดสินให้ได้รับรางวัลชนะเลิศ

เชตวัน ผ่านการเคี่ยวกรำตัวเองในสนามเรื่องสั้นมาพอสมควร มีผลงานตีพิมพ์ในนิตยสารต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และชนะการประกวดมาหลายเวที อาทิ เรื่อง “2589 เราเพียงผู้มาเยือน” ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ2 ในการประกวดนิยายวิทยาศาสตร์ รางวัลจันตรี ศิริบุญรอด รวมถึงรางวัลพิเศษ 7 Book awards และรางวัลชมเชยจากการประกวดหนังสือดีเด่น ประเภทบันเทิงคดีสำหรับเยาวชนอายุ 12-18 ปี นิยายเรื่องแรกของเขาได้รางวัลถึง 3 รางวัลในปี 2549

ต่อมาวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “ของขวัญจากดวงตะวัน” ที่สะท้อนภาพชีวิตของป่าชุมชนก็สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศชนะอันดับ 2 จากรางวัล “บุญธรรม-บุญพริ้ง ต.สุวรรณ” ของไทยวัฒนาพานิช

และเรื่อง “หนังสือที่ผมดมบ่อยที่สุด” รวมเรื่องสั้นชุดใหม่ล่าสุด ก็กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการจัดพิมพ์กับสำนักพิมพ์มติชน

เชตวันเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นในงานเขียน ช่วงเป็นนักศึกษาคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ฟังว่า

“มีหนังสือพิมพ์ค่ายวางไว้ เราก็ไปเขียนแซวรุ่นน้องบ้าง พอตกกลางคืนมีประชุมสรุปงาน เค้าก็เอามาอ่าน แล้วก็กลายเป็นว่ามีคนชอบ มีคนติดตามอยากรู้ว่าเขียนแซวใครอีก พอกลับมาจากค่ายก็เลยคิดได้ว่า เราน่าจะเขียนหนังสือได้ แต่ที่สุดแล้วก็เขียนไม่ได้ เพราะพื้นฐานในการอ่านไม่ดี แต่ก็มามีความคิดนี้อีกครั้งตอนได้อ่านเรื่องสั้นขำขันในขายหัวเราะ ก็เลยรู้สึกว่าเราก็เขียนได้นะ ก็เลยหยิบปากกามาเขียนเรื่องสั้นได้เรื่องหนึ่ง แต่พอจะเขียนต่อก็เขียนไม่ได้ มันติด”

จุดเริ่มต้นในครั้งนั้นทำให้เขาได้พบกับเพื่อนที่ชอบงานขีดๆ เขียนเหมือนกัน เลยชวนกันทำหนังสือทำมือชื่อ “ซ่าน” ยาวมาจนจบปริญญาตรี ซึ่งในช่วงนั้นย้ำให้เขารู้ว่าตัวเองชอบที่จะเดินบนถนนหนังสือ เขาจึงหันไปเรียนวิชาโทด้านสื่อสารมวลชน เรียนวิชาหนังสือพิมพ์ และโฆษณา ทำให้เขาได้เริ่มงานแรกในชีวิตกับนิตยสาร“P+itch”

“เป็นการตั้งชื่อแบบกวนๆ คือ P มาจากคำว่าpeople บวกกับ itch ที่แปลว่าคัน ก็คือ “เมื่อประชาชนคันคะเยอเราจึงนำเสนอวิธีเกา” เอาประเด็นสังคมมาเล่นเลย เอาอะไรยากๆ มาทำให้มันง่ายๆ”

งานนี้เกิดจาการที่เขาไปเป็นอาสาสมัครค่ายนักเขียน “New Wave” ของกลุ่มทุน Action Aid ที่สนับสนุนนิตยสาร A day weekly และเว็บไซต์ประชาไทย

“เล่มแรกมีพี่ ชูวัฒน์ ฤกษ์ศิริสุข เป็นบรรณาธิการให้ หลังจากนั้นก็เป็นผม โดยพี่เค้าเป็นแบ๊คอัพให้ พอจะออกเล่ม 2 ผมถูกเรียกไปทหาร ต่อมา P+itch ก็กลายเป็น CMYK ในปัจจุบัน โดยที่ผมไม่มีส่วนร่วมด้วย”

ช่วงนั้นเขาได้เริ่มเรียนปริญญาโทที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเรียนได้เพียงปีเดียว เขาก็ไปขอหยุดเพื่อที่จะไปเป็นทหารเรือ

“ก็พยายามไปสมัครงาน หางานทำด้วย แต่เนื่องจากไม่สามารถทำงานได้เต็มเวลา เพราะต้องไปเรียนตอนเย็น ก็เลยไม่ได้งานที่ไหน ประกอบกับเราก็เบื่อการอยู่ห้องตอนเช้า แล้วไปเรียนตอนเย็น พอดีนั่งรถแล้วเห็นทหารเกณฑ์ เลยตัดสินใจสมัครทหารดีกว่า”

การคิดไวทำไวเป็นบุคลิกที่นำพาเขาไปไหนต่อไหนในชีวิตมานักต่อนัก เพราะแรงบันดาลใจทางความคิดจากหนังสือ

“ได้อ่านงานของนักเขียนคนนั้นคนนี้ แล้วก็ได้มาเจอกับสิ่งที่เค้าบอกว่า ชีวิตมีคำว่า “จะ” เยอะเกินไป เมื่อไหร่จะได้ลงมือทำ ผมก็เอาเรื่องนี้มาใช้ เราก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ว่าจะเขียนหนังสือ จะเดินทางไปไหน ก็ทำเลยดีกว่า อีกอย่างผมเป็นคนตัดสินใจง่าย ชีวิตมันก็เลยมีเสี่ยงบ้าง แล้วผมก็ไม่ได้คิดเรื่องความมั่นคงของชีวิตด้วย”

นักเขียนรุ่นพี่ที่เขาชื่นชมได้แก่ ประชาคม ลุนาชัย วินทร์ เลียววาริณ และวิมล ไทรนิ่มนวล โดยเฉพาะคนหลังนี้เขาชอบเป็นพิเศษ ติดตามอ่านงานทุกเล่ม

หลังจากปลดประจำการจากทหารเรือ เขาหวนกลับมาเรียน แม้จะมีเพื่อนฝูงชักชวนให้กลับไปร่วมงานด้วย

“ผมรู้สึกว่าอยู่กับกลุ่มเพื่อนๆ มากเกินไป ตื่นเช้ากินกาแฟด้วยกัน พอเย็นกินเหล้า แล้วก็นอนที่ทำงานด้วยกัน ชีวิตวนเวียนอยู่แค่นี้เอง แล้วพอดีสุวิทย์ นาดีเอาปาจารยสารมาทำใหม่ เพื่อนก็เลยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ผมเองก็ไม่ได้อยากทำทั้ง CMYK หรือ ปาจารยสาร ก็เลยกลับมาเรียนต่อ เรียนไปได้เทอมหนึ่ง

หลังจากนั้นเพื่อนก็โทรมาชวนไปทำปาจารยสาร โดยให้เงินเดือนด้วย ส่งเรียนด้วย ก็เลยสนใจ พอกลับไปทำ ไปเจอนั่นเจอนี่ก็รู้สึกสนุก ก็เลยตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย

ทำอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ผมก็บอกสุวิทย์ว่าไม่อยากทำงานกับเพื่อน เพราะมันก็จะเจอกับอะไรเดิมๆ ก็เลยสมัครมาอยู่กับมติชน”

ระหว่างที่ทำงานต่างๆ มากมาย เขาก็เขียนงานของตัวเองอย่างต่อเนื่อง และเรื่องราวส่วนใหญ่ก็มาจากประสบการณ์ต่างๆ ที่เข้ากระทบ และยิ่งมาทำงานในสายข่าว เขายิ่งได้พบเรื่องราวและประเด็นสังคมมากมาย

“ผมเป็นนักข่าวมา 8 เดือนแล้วครับ ได้ข้อมูลเยอะมาก แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือเขียน อาจเป็นเพราะเหนื่อยด้วย แต่บางทีมันก็อาจเป็นแค่ข้ออ้างให้กับตัวเองนะ พอมาถึงจุดนี้เราก็รู้สึกว่าไม่ต้องเร่งอะไรมากมาย ตอนนั้นมันยังใหม่ด้วย ยังมีไฟมีพลัง แต่ถ้าตอนนี้จะให้กลับไปเขียนก็เขียนได้นะ แต่บางทีไปทำงานข่าวกลับมาเที่ยงคืนตีหนึ่ง มันก็ล้าแล้ว คิดงานไม่ออกแล้ว แต่ว่าช่วงเรียนนี่นั่งหน้าคอมพ์เลยนะ คิดไปพิมพ์ไป พอติดคิดไม่ออก ก็พักอ่านหนังสือ บางทีหนังสือที่อ่านไม่ได้เกี่ยวกับที่เราเขียน แต่อ่านไปอยู่มันก็คิดออก คิดได้เอง ก็มาเขียนต่อ แล้วก็พยายามทำให้มันจบ มันก็จบ”

นักเขียนหนุ่มคนนี้ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง มีคนเคยบอกไว้ว่า คนที่เป็นนักเขียนแม้ยังไม่ได้ลงมือเขียน แต่เขาก็ยังคงทำงานทางความคิด เพาะบ่มรอวันลงมือก็เท่านั้นเอง

สำหรับรางวัลที่ได้รับมานั้น มันไม่ได้กดดันหรือบีบบังคับให้เขาต้องเคี่ยวและเข้มกับงานให้มากขึ้น เขายังคงทำงานตามจังหวะที่เหมาะสมของตัวเอง

“ด้วยความที่เราเลือกแล้วที่จะเป็นคนเขียนหนังสือ เราก็จะมาผัดผ่อนไม่ได้ ผมมองว่าความสำเร็จของการเป็นเขียนคือ สามารถเขียนต่อไปได้อย่างไม่รู้จบ”

ด้วยวัยเพียง 25 เขายังสามารถผลิตผลงานได้อีกยาวนาน เชื่อได้เลยว่า ยิ่งเขาผ่านวันวัยมากขึ้นเท่าใด งานของเขาก็จะเข้มข้นขึ้น เพราะแม้แต่เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินรางวัล Young Thai Artist Award ยังถึงกับเปรยว่า นักเขียนหนุ่มคนนี้มีฝีมือ และอนาคตไกล

สำหรับอนาคตซึ่งยังไม่รู้ว่าใกล้หรือไกลเท่าใดนั้น เชตะวันได้คาดหวังไว้ว่า

“ชีวิตนี้ผมทำเป็นอยู่ 2 อย่าง คือทำนา กับเขียนหนังสือ เพราะฉะนั้นถ้าผมเป็นชาวนาที่เขียนหนังสือได้ ก็ประสบความสำเร็จที่สุดแล้ว

คือผมอยากพิสูจน์ให้คนในครอบครัวในชุมชนเห็นว่าเรากลับไปแล้วเราอยู่ได้นะ การเป็นชาวนาไม่ยากอย่างที่คิดนะ แม้ว่าจะลำบากหรือเหนื่อย แต่มันคือความสุข เราค่อยๆ ทำไป มันก็เป็นความสุข”

เส้นทางที่เขาเลือกแม้จะยังมาไม่ถึง แต่ความคิดของเขาได้เดินไปแล้ว เดินกลับไปสู่ดินแดนถิ่นมารดาของเขา และระหว่างเส้นทางนั้น เราคงจะติดตามเขาได้จากตัวอักษรที่เขาเพาะหว่านไว้ตลอดเส้นทางนั้น

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน