*/
  • SIAM1932
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : payong2003@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-28
  • จำนวนเรื่อง : 607
  • จำนวนผู้ชม : 1476159
  • จำนวนผู้โหวต : 256
  • ส่ง msg :
  • โหวต 256 คน
วันศุกร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553
Posted by SIAM1932 , ผู้อ่าน : 567 , 21:05:19 น.  
หมวด : ตำรวจ-อาชญกรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ผ่าหลักการเครื่องตรวจระเบิด จับไต๋ GT200

             ตราบที่เรายังไม่ได้ผ่าพิสูจน์เครื่องตรวจ วัตถุระเบิด GT200 ตราบนั้นเราก็ตอบไม่ได้ว่า เครื่องตรวจวัตถุระเบิดที่เป็นปริศนาของสังคมนี้ ทำงานได้จริงหรือไม่ หากแต่หลักการทางวิทยาศาสตร์ของเครื่องตรวจวัตถุระเบิดเท่าที่มีอยู่ในโลก ตอนนี้ อาจจะพอเป็นเกณฑ์ให้เราได้คำตอบของสิ่งที่เราสงสัย
      
       ในจังหวะที่สังคมเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามต่อเครื่องตรวจวัตถุ ระเบิด GT200 ทางคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดเวทีให้ข้อมูล "หลักการทางวิทยาศาสตร์ของเครื่องตรวจวัตถุระเบิดและสารเสพติด" เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 2 ก.พ.53 ณ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่ง ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน นิสิตนักศึกษาและประชาชนจำนวนมาก และทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ได้เข้ารับฟังข้อเท็จจริงจากเวทีดังกล่าวด้วย
      
       เทคโนโลยีตรวจระเบิดดูสัดส่วนสารประกอบ
      
       ศ.เกียรติคุณ ถิรพัฒน์ วิลัยทอง จากศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า เทคโนโลยีการตรวจวัตถุระเบิดนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฟิสิกส์โดยตรง และเกี่ยวข้องกับเคมีพอสมควร โดยมีหลักการวิศวกรรมเป็นเครื่องมือช่วย และโดยส่วนตัวได้วิจัยเรื่องการตรวจสอบวัตถุระเบิดโดยใช้อนุภาคนิวตรอน แต่ได้ยุติบทบาทเรื่องดังกล่าวมาหลายปีแล้ว
      
       ทั้งนี้การตรวจหาวัตถุระเบิด จำเป็นต้องทราบว่าองค์ประกอบของระเบิดนั้นประกอบไปด้วย 4 ธาตุหลักๆ คือ ออกซิเจน ไนโตรเจน คาร์บอนและไฮโดรเจน แต่ไม่ได้หมายความว่า หากตรวจพบสารธาตุเหล่านี้แล้ว จะเป็นระเบิดเสมอไป เพราะวัตถุธรรมดาทั่วไปก็มีธาตุเหล่านี้ หากแต่ระเบิดจะมีสัดส่วนของธาตุเหล่านี้แตกต่างกันไป และเป็นสัดส่วนที่ระบุได้ว่าคือระเบิด ส่วนสารเสพติดจะพิจารณาคลอรีนกับสารอื่นๆ
      
       หลักการตรวจระเบิด ส่งสัญญาณให้วัตถุปล่อยรังสีและวัด
      
       สำหรับหลักการตรวจวัตถุระเบิดมี 2 หลักการใหญ่ๆ คือ 1. ใช้หัววัดในการตรวจ โดยจะส่งสัญญาณไปยังวัตถุต้องสงสัยให้ปล่อยรังสีออกมา ซึ่งมีใช้อยู่ 4 ชนิดคือ นิวตรอน โฟตอนหรืออนุภาคแสง อิเล็กตรอนและไอออนบวก แต่เนื่องจากอนุภาคที่มีประจุจะเคลื่อนที่ไปไม่ได้ไกล เนื่องจากจะเข้าทำปฏิกิริยากับสารที่อยู่ข้างหน้าก่อน เช่นอิเล็กตรอนไปได้ไม่กี่เซนติเมตร ดังนั้นจึงเหลือนิวตรอนและโฟตอนซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้เป็นหัววัด
      
       2. วัดสิ่งที่วัตถุต้องสงสัยปลดปล่อยออกมา ส่วนมากจะอยู่ในรูปกลิ่นหรือไอระเหย ซึ่งตอนนี้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด สามารถวัดไอที่มีความเข้มข้นเพียง 1 ppm หรือ 1 ในล้านส่วนได้ หรืออาจวัดการแผ่รังสีความร้อน ซึ่งในยุคสงครามเย็นรัสเซียได้ส่งเรือดำน้ำไปทั่วโลก และสหรัฐฯ ระบุว่า บริเวณที่มีเรือดำน้ำอยู่ อุณหภูมิของน้ำทะเลจะเปลี่ยนไป 1-2 องศาเซลเซียส จึงได้พัฒนาหัววัดของดาวเทียม ที่วัดความแตกต่างอุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำทะเลได้
      
       พร้อมกันนี้ ดร.ถิรพัฒน์ ได้ยกตัวอย่างการตรวจวัดด้วยนิวตรอนว่า เมื่อยิงนิวตรอนไปยังธาตุที่สนใจ นิวตรอนอาจกระเจิงแบบลูกบิลเลียด หรือที่เรียกว่ากระเจิงแบบยืดหยุ่น (elastic) หรือธาตุชนิดนั้นๆ แสดงลักษณะเฉพาะตัวออกมา (inelastic) หรือนิวตรอนอาจจะถูกดูดกลืนแล้วปลดปล่อยรังสีแกมมาออกมา (Capture)
      
       ใช้นิวตรอนหาสารระเบิดได้ แต่ทะลุกำแพงต้องใช้เครื่องกำเนิดมูลค่าสูง
      
       ส่วนการเลือกแหล่งกำเนิดนิวตรอนนั้น ขึ้นอยู่กำลังทรัพย์และเทคโนโลยีที่มี และสำหรับเทคโนโลยีตรวจวัดระเบิดด้วยหัววัดนิวตรอนนี้ สามารถพัฒนาเป็นอุปกรณ์แบบพกพาได้ แต่ไทยได้หยุดพัฒนามากว่า 10 ปีแล้ว
      
       สำหรับแหล่งกำเนิดนิวตรอนราคาถูกคือ แคลิฟอร์เนียม-252 (Cf-252) ซึ่งเมื่อยิงนิวตรอนไปยังเป้าหมาย จะถูกดูดกลืนแล้วปล่อยรังสีแกมมาออกมา
      
       นอกจากนั้นมี เครื่องเร่งอนุภาคที่ให้นิวตรอนพลังงานสูง 14 เมกะอิเล็กตรอนโวลต์ ซึ่งทะลุคอนกรีตหนาเป็นเมตรได้ ราคาของแหล่งกำเนิดชนิดนี้ประมาณล้านกว่าบาท หรือการส่งอนุภาคนิวตรอนเป็นพัลส์เหมือนยิงปืนกล เพื่อให้รู้ว่าเป้าหมายเป็นวัตถุระเบิดหรือไม่ และวัตถุต้องสงสัยนั้นอยู่ตรงไหน ซึ่งแหล่งกำเนิดนี้มีราคาแพงประมาณ 20 ล้านบาท
       
       ทั้ง 3 เทคโนโลยีข้างต้น ไทยมีศักยภาพที่จะผลิตได้ แต่สุดท้ายเป็นเทคโนโลยีที่ไทยผลิตไม่ได้ คือเทคโนโลยีที่ใช้ความต่างศักย์สูงกว่า 3 ล้านโวลต์เร่งอิเล็กตรอน มีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งสหรัฐฯ ใช้ในการตรวจวัดรังสีสารเสพติดที่คลังสินค้า
      
       "ตอน นี้มีเทคโนโลยีที่คาดว่าจะเป็นจริงในอีก 30-50 ปี นั่นคือเทคโนโลยีโทรจิต (Noetic Science) ซึ่งใช้ไอออนและโฟตอนเป็นหัววัด และใช้หลักการควอนตัมเอนแทงเกิลเมนท์ (Quantum Entanglement) แต่ยังไม่สามารถทำได้จริงในตอนนี้ ถ้าผู้พัฒนา จีที200 ทำได้จริง ก็ควรได้รับรางวัลโนเบล" ดร.ถิรพัฒน์กล่าว
      
       เผยเทคนิคใช้หลักการสนามแม่เหล็ก-คลื่นวิทยุ แต่ยังพกพาไม่ได้
      
       ทางด้าน ดร.วเรศ วีระสัย จากหน่วยวิจัยเคมีฟิสิกส์และเคมีไฟฟ้า ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางเคมี มหาวิทยาลัยมหิดล เสริมเทคโนโลยีที่เรียกว่า "นิวเคลียร์ควอดรูโพลเรโซแนนซ์" หรือ เอ็นคิวอาร์ (Nuclear Quadrupole Resonance: NQR) ที่มีใช้ในการตรวจหาวัตถุระเบิดในปัจจุบัน ซึ่งมีหลักการคล้ายกับเทคโนโลยีการสั่นพ้องแม่เหล็กนิวเคลียร์ หรือ เอ็นเอ็มอาร์ (Nuclear Magnetic Resonance: NMR) แต่มีความเข้มของสนามแม่เหล็กน้อยกว่า
       
       หลักการคือ ธาตุแต่ละตัวมีจำนวนนิวตรอนและโปรตรอนไม่เท่ากัน ดังนั้นการกระจายตัวของอิเล็กตรอนก็จะไม่เหมือนกัน และเราจะทราบว่าเป็นธาตุชนิดใดได้จากการส่งคลื่นวิทยุเข้าไปรบกวน แล้ววัดสัญญาณคลื่นวิทยุที่ตอบสนองกลับมา หรืออาจจะเป็นคลื่นอย่างอื่นก็ได้ แต่เทคโนโลยีนี้ไม่สามารถพกพาได้ ต้องมีพาหนะในการขนส่งอุปกรณ์เพื่อไปตรวจสอบ
      
       ไม่มีหัววัดเดียวครอบจักรวาล ตรวจอย่างหนึ่งใช้หัววัดอย่างหนึ่ง
      
       ส่วน ดร.พงษ์ ทรงพงษ์ จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งรับผิดชอบหลักสูตรมาตรวิทยาของคณะกล่าวว่า ในหลักการตรวจวัดนั้น หลักๆ คือต้องมีสิ่งที่จะตรวจวัด อุปกรณ์ตรวจวัดหรือเซนเซอร์ ซึ่งจะให้สัญญาณในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งออกมา
      
       เมื่อได้สัญญาณแล้วต้องคัดแยกสัญญาณให้เหลือเฉพาะส่วนที่ต้องการ ซึ่งอาจจะมีการปรับแต่งหรือซ่อมแซมสัญญาณก่อนนำไปใช้ และหัววัดแต่ละชนิดมีการทำงานที่ไม่เหมือนกัน หัววัดที่ตรวจหาวัตถุอย่างหนึ่ง ไม่อาจนำไปตรวจวัดวัตถุอีกอย่างหนึ่งได้
      
       "คงไม่มีอะไรที่ทำขึ้นมา 1 เครื่องแล้ววัดได้ครอบจักรวาล" ดร.พงษ์กล่าว พร้อมทั้งบอกว่าความไว (Sensitivity) ในการวัด เป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณา โดยความไวนั้นพิจารณาทั้งจากปริมาณน้อยที่สุดที่ตรวจวัดได้ หรือปริมาณที่วัดต่อสัญญาณที่ได้ 1 หน่วย
       
       หากความไวในการวัดน้อยไป ก็จะไม่สามารถตรวจวัดได้ แต่หากความไวในการตรวจวัดมากเกินไปก็จะให้สัญญาณหลอกหรือตรวจผิดได้ เช่น หากใช้หัววัดที่มีความไวมากตรวจหาโคเคนในธนบัตรดอลลาร์ย่อมพบทุกฉบับ เพราะต่างผ่านมือพ่อค้าโคเคน เป็นต้น ดังนั้นความไวของหัววัดที่มากก็ไม่เป็นผลดี
      
       ระวังเครื่องมือ อ่านคุณสมบัติดูยาก แค่ต้องการให้ "ขลัง"
      
       พร้อมกันนี้ ดร.พงษ์ได้ให้ข้อสังเกตว่า เมื่ออ่านคุณสมบัติของอุปกรณ์ในการตรวจวัดแล้วเจอคำศัพท์แปลกๆ ไม่ต้องตกใจ เพราะคำเหล่านี้เขียนด้วยศัพท์ยากๆ เพื่อให้ดู "ขลัง"
      
       พร้อมทั้งยกตัวอย่างเครื่องตรวจวัดที่ระบุว่า ใช้หลักการ Electrochemical (Thermo-redox) detector ในการตรวจวัด หากค่อยพิจารณาทีละคำจะพบว่า Electrochemical นั้นเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าเชิงเคมี ส่วน Thermo นั้นเกี่ยวกับความร้อน และ redox นั้นเกี่ยวกับปฏิกิริยาการแลกเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้า
      
       เมื่อสรุปง่ายๆ คือใช้หลักในการเผาสาร แล้วตรวจวัดสารที่ได้ ซึ่งหลักการนี้ส่วนใหญ่จะใช้ตรวจหาวัตถุระเบิดที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ หลัก
      
       สำหรับ "เครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดปริศนา" ที่ระบุว่าใช้หลักการ DIA/PARA magnenetism นั้น ดร.พงษ์กล่าวว่า อาจฟังดูเข้าใจยาก แต่เมื่อค่อยๆ พิจารณาจะทราบว่า DIA magnenetism คือการจัดเรียงตัวของอิเล็กตรอนในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งทำให้สนามแม่เหล็กภายในอะตอมลดลง
      
       ส่วน PARA magnenetism คือการจัดเรียงตัวของอิเล็กตรอนในทิศทางเดียวกัน ซึ่งทำให้สนามแม่เหล็กภายในอะตอมเพิ่มขึ้น ทั้งสองเป็นคุณสมบัติที่เกิดขึ้นเมื่อมีสนามแม่เหล็กจากภายนอกเข้าไปรบกวน แต่หลักการนี้ไม่ใช่กระบวนการของการตรวจวัด
       
       ส่วนความไวในการตรวจวัดวัตถุต้องสงสัยไกลถึง 700 เมตรนั้น เป็น "ความไวทะลุโลก" ส่วนคุณสมบัติในการตรวจวัดระดับ pico gram หรือ 1 ในล้านล้านส่วน ก็เป็นคุณสมบัติที่เกินจริง เพราะทำได้แค่ 1 ในพันล้านส่วนหรือหมื่นล้านส่วนก็นับว่าสุดยอดแล้ว
      
       ควอนตัมเป็นหลักอธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุ ไม่ใช่หลักการทำหัววัด
      
       ขณะเดียวกัน มีผู้ เข้าร่วมฟังการเสวนาที่ให้ความเห็นว่า ผู้ผลิตอาจจะไม่ได้เปิดเผยเทคโนโลยีที่แท้จริง แต่เครื่องมือดังกล่าวน่าจะทำงานได้ด้วยหลักการควอนตัม ซึ่งจุดนี้ ดร.ถิรพัฒน์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องควอนตัมคนหนึ่งของไทยอธิบายว่า ควอน ตัมเป็นหลักการทางฟิสิกส์ ที่ใช้อธิบายการเคลื่อนที่หรืออันตรกริยาของวัตถุที่เล็กมาก มีพื้นฐานทางธรรมชาติที่เป็นได้ทั้งคลื่นหรืออนุภาค และเป็นหลักการที่ใช้อธิบายอันตรกริยาระหว่างอนุภาคต่ออนุภาคหรืออนุภาคต่อ สนามพลังงาน ซึ่งใช้เพื่ออธิบายการทำงานของอันตริยาที่เกิดขึ้นกับอนุภาคภายในเครื่อง ตรวจวัดได้ แต่ไม่ใช่หลักการทำหัวตรวจวัดวัตถุระเบิด
      
       "ในหลักการของการตรวจวัด ต้องถามว่าใช้หัววัดอะไร นิวตรอน แกมมาหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แล้วเหนี่ยวนำให้เกิดอะไรออกมา การ ตรวจวัดเป็นหลักการที่ชัดเจน ส่วนเทคโนโลยีที่จะนำพลังงานจากตัวเราออกไปใช้เพื่อบอกว่าใครพกระเบิดใน กระเป๋า เทคโนโลยีนี้ทำได้ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ต้องรอไปอีก 50 ปี เราต้องแยกให้ออกระหว่างความฝันกับความจริง สำหรับฟิสิกส์แล้วเป็นความจริง" ดร.ถิรพัฒน์กล่าว
      
       นอกจากนี้ ดร.ถิรพัฒน์ยังได้ให้ความเห็นว่า การตรวจหาวัตถุระเบิดนั้น แต่ละประเทศให้ความสนใจไม่เหมือนกัน ทางด้านยุโรปจะให้ความสำคัญกับการตรวจหาสารเสพติดที่ท่าเรือ ส่วนสหรัฐฯ สนใจระเบิดตามสนามบินและสารเสพติดที่ท่าเรือ บางประเทศให้ความสนใจกับระเบิดที่ฝังอยู่ใต้ดิน และของ เมืองไทยนั้น เป็นระเบิดที่พกพามาพร้อมกับรถจักรยานยนต์ หรือลอบฝังไว้ตามที่ต่างๆ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่เหมือนที่อื่น ดังนั้นเราจึงต้องชาวยกันหาทางออก
      
       ย้ำเครื่องตรวจวัดเซนเซอร์ต้องมีแหล่งพลังงาน
      
       ทางด้าน ดร.กว้าน สีตะธนี รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่า ตอนนี้เนคเทคยังไม่ได้จับต้องเครื่องดังกล่าว และไม่เคยมีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีข้อมูลเพียงเล็กน้อยจากสื่อเท่านั้น
      
       อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญสำหรับเครื่องตรวจวัดหรือเซนเซอร์นั้น ต้องมีแหล่งพลังงานที่จะส่งออกมา แต่สิ่งที่เนคเทคบอกได้อย่างแน่นอนคือการส่งไฟฟ้าสถิตจากร่างกายคนไปยังเป้าหมายนั้น "เป็นไปได้ยาก" โดยเราจะเห็นปรากฏการณ์ไฟฟ้าสถิตในร่างกายคนได้ในช่วงหน้าหนาวหรือในประเทศหนาว แต่ไฟฟ้าสถิตก็คายประจุได้เร็วมาก
      
       "ทั้งนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการตรวจสอบเครื่องมือ จีที200 ให้ตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งทางเนคเทคต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งจะได้เตรียมเสนอวิธีการสอบในอีก 2-3 วันนี้ คาดจะรู้ผลสัปดาห์หน้า และถ้าผู้ผลิตใช้เทคโนโลยีที่สูงกว่าที่ระบุไว้ เราก็จะได้ตรวจสอบไปในทางนั้น แต่ข้อมูลที่มีอยู่นั้นบอกได้ว่าเป็นไปได้ยาก" ดร.กว้านกล่าว
      
       สำหรับปรากฏการ์ณทางสังคมที่เกิดขึ้นนี้ ผู้ร่วมเสวนาต่างให้แนวคิดไปในทางเดียวกันว่า อยาก ให้สังคมคิดเป็นวิทยาศาสตร์ และเป็นโอกาสดีที่จะจุดประกายให้เยาวชนคิดเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นเหตุเป็นผล และไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็คิดเป็นวิทยาศาสร์ได้ ถ้ารู้จักคิดและค้นคว้า ซึ่งอินเตอร์เน็ตมีข้อมูลให้ค้นคว้าหาข้อเท็จจริงได้มากมาย.

บีบีซีชำแหละชิ้นส่วนเครื่องตรวจระเบิดADE-651ลวงโลก

| |


 
 
 
 บิ๊กป๊อกเมินนายกฯเดินหน้าใช้ “จีที200”
ข่าววันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ
 
 
 
                     ความคืบหน้าภายหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สั่งระงับการจัดซื้อเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดจีที 200 เนื่องจากผลพิสูจน์ไร้ประสิทธิภาพ ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างจีที 200 ที่ไม่มีความโปร่งใส ขณะที่กองทัพได้นำเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่างออกมายืนยันว่าจีที 200 สามารถช่วยตรวจหาวัตถุระเบิดและปกป้องชีวิตทรัพย์สินประชาชนได้เป็นอย่างดี พร้อมเรียกร้องให้ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวต่อไป

                ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 18 ก.พ.53 นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรื่องการไร้ประสิทธิภาพภาพในการบริการราชการแผ่นดินว่า การแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่งมีการปล่อยให้เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องจีที 200 ที่ไร้ประสิทธิภาพไปตรวจหาระเบิด โดยเครื่องชี้ผิดพลาดไปที่สุสานของชาวอิสลาม ทำให้ต้องขุดหลุมฝั่งศพที่ฝั่งมา 8 ปี แต่ไม่เจอระเบิดแต่อย่างใด ส่งผลกระทบทางจิตใจของประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังเคยใช้เครื่องมือดังกล่าวไปตรวจหาระเบิดภายในโรงเรียนบ้านศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ปรากฎไม่เจอระเบิด แต่กลับเกิดเหตุขึ้นในภายหลัง

                เมื่อผลทดสอบออกมาเครื่องจีที200 ไร้ประสิทธิ แต่รัฐบาลไม่ได้สั่งการเลิกใช้ เพียงแต่ไม่สั่งซื้อเพิ่ม หากมีปัญหาขึ้นอีกใครจะรับผิดชอบ นอกจากนี้ บริษัทที่จำหน่ายเครื่องนี้ คือบริษัทเอวีเอแซทคอม จำกัด โดย มีนายสุเทพ ดวงจินดา เป็นผู้บริหาร มีความสัมพันธ์กับผู้ที่มีส่วนยึดอำนาจปี 49 ทั้งยังเคยเรียน วปอ. และเคยสมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ปี 48 ลำดับที่ 56 จึงอยากถามว่ารัฐบาลจะดำเนินการเรื่องอย่างไร 

                นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า เครื่อง จีที 200 เริ่มมีการใช้ตั้งแต่ปี 47-48 แต่ยังไม่แพร่หลายมากนัก โดยกองทัพอากาศใช้ตรวจพื้นที่บริเวณสนามบิน หลังจากนั้นมีการนำไปใช้ในพื้นที่ต่างๆ จนหลายหน่วยงานมีการสั่งซื้อจำนวนมาก ทั้งในสมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และรัฐบาลนี้ กระทั่งมีการตั้งข้อสังเกตจาก 40 หน่วยงานทั่วโลก เครื่องดังกล่าว ไม่สามารถตรวจหาระเบิดได้ รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ติดต่อไปยังนักวิชการพร้อมให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ

                “ขอยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ละเลย และรัฐบาลยังเป็นผู้พิสูจน์ให้ปรากฏชัดเป็นครั้งแรก พร้อมสั่งระงับการจัดซื้อและแจ้งไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ทราบความเสี่ยงเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายของผู้ใช้เอง ตอนนี้ก็ต้องความเข้าใจเพื่อไม่ให้เสียขวัญ แต่จะไประงับทันทีคงไม่ได้เพราะเจ้าหน้าที่ที่ยังคงใช้อยู่ เชื่อในประสบการณ์ที่เคยใช้ได้ผลถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์โดยได้มอบหมายให้ ผบ.ทบ.และรมว.กลาโหม ดำเนินการในเรื่องนี้แล้ว”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

                นายซูการ์โน ได้ตั้งกระทู้ถามนายกฯต่อว่าจะดำเนินการอย่างไรกับการจัดซื้อของกระทรวงกลาโหม ซึ่งเชื่อว่าอาจมีการทุจริต เนื่องจากราคาจัดซื้อแตกต่างจากของกรมศุลกากร                จำนวนมาก นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยทำรายงานจัดซื้อเครื่องจีที 200

                -คุณหญิงกัลยาจ่อล่องใต้แจงจนท.

                นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ตนให้ทุกหน่วยงานทำรายงานในการจัดซื้อเครื่องจีที 200 ทั้งหมดมาให้รัฐบาลพิจารณา ขอยืนยัน รัฐบาลไม่มีสองมาตรฐาน จะตรวจทั้งหมดไม่มีการยกเว้น ส่วนเรื่องการเรียกร้องความเสียหายกับผู้ผลิตกำลังดูช่องทางอ ส่วนเรื่องสุนัขที่จะนำมาใช้ทดแทนกำลังสอบถามอยู่ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเครื่องอัลฟา 6 จะดำเนินการตรวจสอบ ถ้าผลพิสูจน์แล้วไม่ประสิทธิภาพ ก็จะระงับการจัดซื้อพร้อมให้ทำรายงานการจัดซื้อจัดจ้างเช่นกัน

                ด้าน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่าในวันที่ 23 ก.พ.จะลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ในระดับปฎิบัติการเรื่องการใช้เครื่องจีที 200 พร้อมประชุมวางแผนเพื่อทดสอบเครื่องอัลฟาร์6 ซึ่งคาดว่าทดสอบเพียง 20 ครั้ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมตัวบุคคลที่จะทำการทดสอบ

                -ทบ.โต้ไม่ได้ยึดหลักวิทย์

                ที่หอประชุมกองทัพบก วันเดียวกัน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารจากกรมสรรพาวุธทหารบก กรมส่งกำลังบำรุง และ กรมยุทธการทหารบก และกองทัพอากาศ แถลงข่าวเกี่ยวกับเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 หลังผลพิสูจน์ไม่ได้มาตรฐาน โดยพล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การออกมาชี้แจงในครั้งนี้เป็นความต้องการของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคใต้ที่ปฏิบัติงานเพื่อความมั่นคงของชาติ ไม่มีเครื่องมือในการตรวจสอบ ที่ผ่านมาก็ยืนยันว่าเครื่องจีที 200 ใช้ได้ผลมากกว่า 300 ครั้ง แม้ว่าจะไม่ได้มองเรื่องผลทางวิทยาศาสตร์ แต่ความต้องการมาจากหน่วยปฏิบัติ ดังนั้นผู้บัญชาการซึ่งเป็นคนสนับสนุนต้องจัดให้

                พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ถามว่าทำไมไม่ใช้เครื่องมืออื่น อยากบอกว่ามันมีความแตกต่างกับสุนัข ไม่สามารถตรวจได้ทุกชั้นทุกห้อง และไม่สามารถอยู่หน้าประตูบ้านและบอกว่าข้างในมีอะไร ส่วนเครื่องอื่นๆ เช่น โฟโด้ หรือ ไอออนสแกน ต้องเอาเสื้อที่เปื้อนมาเข้าเครื่องถึงจะตรวจสอบได้ อีกอย่างการใช้สุนัขนั้นจะขัดกับประเพณีของพี่น้องมุสลิมในภาคใต้ ที่จะเอาสุนัขเข้ามัสยิด เข้าบ้านไม่ได้ ซึ่งเราเคารพการตรวจสอบของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ แต่เราก็เชื่อผู้ที่มีประสบการณ์ของเรา

                - “บิ๊กป๊อก”ลั่นจัดซื้อโปร่งใส

                ส่วนข้อถามที่ว่ามีการทุจริตหรือไม่ ขอยืนยันว่าดำเนินการตรวจสอบได้หมด ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตลอดจนสื่อมวลชนร่วมกันตรวจสอบ และหากผิด แม้แต่ตนเองก็ต้องได้รับโทษ ถึงขณะนี้รัฐบาลเองยังไม่ได้สั่งห้ามใช้ก็อนุญาตให้ใช้ไปก่อน อย่างไรก็ตาม จะเชิญเจ้าหน้าของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมชี้แจง และอธิบายรายละเอียดพร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่หทารที่ปฏิบัติงาน ในพื้นที่ด้วย

                -แจงผู้ปฏิบัติร้องขอจัดซื้อ

                ด้าน พล.ต.ศุภกร สงวนชาติศรไกร เจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารบก กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 50 ถึงปัจจุบัน มีการจัดซื้อเเครื่องจีที 200 จำนวน 757 เครื่อง รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จำนวน 59 เครื่อง สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช จำนวน 7 เครื่อง สมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จำนวน 44 เครื่องและรัฐบาลปัจจุบันจำนวน 547 เครื่อง ส่วนเหตุผลที่ต้องซื้อเป็นเพราะใช้ได้ผลและเป็นความต้องการของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เสี่ยงและอันตราย ในส่วนของราคาที่แตกต่างกันแต่ละหน่วยงานนั้น เป็นเพราะใช้ในวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน บางหน่วยอาจใช้เฉพาะตรวจยาเสพติด ตรวจคนเสียชีวิต ตรวจวัตถุระเบิด ตรวจปืน เป็นต้น

                -ทหารใต้ยันจีที200ใช้ได้ผล

                ด้าน พล.ต.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เจ้ากรมยุทธการกองทัพบก กล่าวว่า ชุดทำลายและเก็บกู้วัตถุระเบิดกอ.รมน. ภาค 4 ได้ทดลองใช้เครื่องดังกล่าวในปี 48 ผลปรากฎพบอาวุธในมัสยิด ที่อ.รามัน จ.ยะลา ทำให้เห็นว่าเครื่องนี้สามารถใช้การได้ จึงเสนอขอเครื่องมือดังกล่าว ในปี 50 เพราะเชื่อว่าสามารถป้องกันอันตรายจากการใช้ระเบิดของผู้ก่อการร้าย เพื่อรักษาชีวิตทั้งของเจ้าหน้าที่และชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ได้ กองทัพบกจึงจัดหาให้ตามขั้นตอน โดยจัดซื้อขั้นต้น 26 เครื่อง ให้เฉพาะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า นำไปใช้ในพื้นที่ ซึ่งเกิดผลงานหลายครั้ง ทางหน่วยย่อยหน่วยเฉพาะกิจต่างๆ จึงเสนอขอเครื่องมือนี้ในหน่วยปฏิบัติบ้าง กองทัพบกจึงจ่ายให้ กองร้อยละ 2 เครื่อง ซึ่งได้ผลเช่นกัน

                อย่างไรก็ตาม ในการแถลงข่าวในครั้งนี้ นายทหารผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ร่วมชี้แจง ต่างยืนยันถึงประสิทธิภาพของเครื่องมือจีที 200 สามารถช่วยระงับเหตุระเบิดได้หลายครั้ง รวมทั้งการตรวจยึดสารเสพติดและอาวุธเป็นจำนวนมาก และเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือนี้ในการปฏิบัติงานต่อไป

                -ยันฝืนใช้จนท.ต้องรับผิดชอบ

                วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังกองทัพยืนยันที่จะใช้เครื่องจีที 200 ในการปฎิบัติหน้าที่ต่อไปว่า เข้าใจว่าสิ่งที่กองทัพสะท้อนให้เห็นคือประสบการณ์ของผู้ใช้ แต่ผลทดสอบทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากต่างประเทศด้วย ขณะเดียวกันจะต้องนำเรื่องดังกล่าวหารือกับครม. เพื่อกำหนดให้ทุกหน่วยปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน         

“เราเข้าใจความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติโดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เขาคิดว่าเป็นอุปกรณ์ที่สร้างความมั่นใจให้ อีกทั้งขณะนี้ก็ยังไม่มีอะไรไปทดแทนได้ ก็ย่อมเป็นปัญหากับพวกเขา ผมคิดว่าถ้ายังจะใช้ต่อไปก็มีแต่ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย ถ้ามีการเอาไปใช้จริงๆ ผมก็คิดว่ามันมีความเสี่ยงมาก”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

                นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประการแรก ถ้าเขาไปตรวจสอบในเรื่องการมีวัตถุระเบิดหรือไม่ ถ้าเขาไม่พบอาจจะไปสร้างความเข้าใจผิดว่าจุดนั้นปลอดภัย ซึ่งผมไม่อยากให้เกิดเหตุเพราะก่อนหน้านี้มีเหตุที่เกิดขึ้น แต่เราไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร แต่เมื่อวันนี้เราพิสูจน์แล้วและยังไปใช้อีกความรับผิดชอบก็ต้องตกอยู่ที่เจ้าหน้าที่ค่อนข้างมาก ส่วนประการที่สอง ถ้าไปใช้กับตัวบุคคลจะถูกโต้แย้งแน่นอนในเรื่องการไปละเมิดสิทธิ์ จึงมอบหมายให้ รมว.กลาโหมให้ไปเร่งคิดถึงเรื่องการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานโดยไม่ใช้เครื่องมือตัวนี้ให้เร็วที่สุด เพราะโอกาสเลิกใช้เครื่องจีที 200 มันมีอยู่แล้ว

ที่มา-ผู้จัดการออนไลน์ สยามรัฐ  
 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน