*/
  • SIAM1932
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : payong2003@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-28
  • จำนวนเรื่อง : 607
  • จำนวนผู้ชม : 1485681
  • จำนวนผู้โหวต : 257
  • ส่ง msg :
  • โหวต 257 คน
วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553
Posted by SIAM1932 , ผู้อ่าน : 5614 , 01:11:31 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

    

อวดอุตริมนุสสธรรม !

ข้อหาฉกรรจ์ "บ้านอารีย์" ประเคนพระปราโมช

หลังจากถอนตัวจากการเป็นฐานเสียง

 

 

 

พระปราโมช ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ชลบุรี
ผู้กำลังถูกกลุ่มศิษย์กล่าวหาอย่างร้ายแรงในเวลานี้

 

 

 

 

 

บ้านอารีย์

วันนี้ หมดอารีย์ ไม่ยินดีต้อนรับ อาจารย์ปราโมชแล้ว

 

บ้านอารีย์ออกแถลงการณ์เล่นงานหนัก
ตั้งข้อหา พระปราโมช ระดับปาราชิก

 

ตั้งตัวเป็นศาสดาพยากรณ์ และอวดอุตริมนุสสธรรม
ยกตนข่มท่าน เสี้ยมสอน สร้างความแตกแยก
ชักนำประชาชนให้ลุ่มหลงและอ่อนแอ

ผิดแนวทางพระพุทธเจ้า

ฯลฯ

 

อูย ! หนักพอๆ กับ "ยุทธ์-ยายเที่ยง" เลยฮ่ะ

 

 

 







 

 

 

สวนสันติธรรมสวนหมัดทันควัน
ออกแถลงการณ์ระบุ

"เป็นขบวนการทำลายพระดัง"

 

ขู่นิ่มๆ "ไม่ทำร้ายใครก่อน"
แต่ก็..สงวนสิทธิ์
ปกป้องตนเองตามกฎหมาย
หมายความว่า
ฟ้องร้องแน่ ถ้ายังไม่ยอมหยุด !

แบบนี้ภาษาเซียนมวยลุมพินีท่านว่า มียก 2

 

บ๊ะ ! เดี๋ยวนี้นักปฏิบัติธรรมเขาล้ำหน้านะ

ด่ากันซะจนแม่ค้าอาย สงสัยเก็บอารมณ์ไม่อยู่

 

 

 

คำชี้แจง-แถลงการณ์
ของพระปราโมช

 

 

คำชี้แจงของสวนสันติธรรม ฉบับที่ 1
เรื่อง การสร้างสถานการณ์ที่ศาลากาญจนาภิเษก

 

เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม 2553 หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช มีกำหนดการจะไปแสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน) ถนนแจ้งวัฒนะ ในระหว่างที่หลวงพ่อปราโมทย์กำลังเดินทางเพื่อไปแสดงธรรมนั้น คณะศิษย์ได้ติดต่อแจ้งขอให้ระงับการเดินทาง เนื่องจากมีข่าวว่ามีการเตรียมสร้างสถานกาณ์ในทำนองจะจับกุมหลวงพ่อปราโมทย์ในคดีอาญา โดย “กลุ่มผู้มุ่งทำลายหลวงพ่อปราโมทย์” ได้วางแผนไว้อย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การปล่อยข่าวบิดเบือน เพื่อทำลายชื่อเสียงและทำลายศรัทธาของสานุศิษย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากมีการสร้างสถานการณ์การจับกุมที่ศาลาลุงชินท่ามกลางญาติโยมกว่าพันคน (เพื่อให้เกิดภาพทางสังคมว่ามีการจับพระอลัชชี เมื่อสังคมคล้อยตามแล้วการทำลายหลวงพ่อปราโมทย์ก็จะทำได้ง่ายขึ้น และแม้ในภายหลังหากหลวงพ่อปราโมทย์เกิดชนะคดีขึ้นมา ก็ไม่เป็นข่าวเหมือนเมื่อมีการจับกุมในที่สาธารณะ) หรืออาจมีการดำเนินการอื่นเพื่อบีบบังคับให้หลวงพ่อปราโมทย์ลาสิกขา(สึก) เป็นต้น

          หลวงพ่อปราโมทย์จึงเดินทางกลับสวนสันติธรรม (เพราะหากมีการจับกุมในที่สาธารณะ อาจมีผู้ฉวยโอกาสก่อความรุนแรงขึ้น โดยอ้างว่าสานุศิษย์ของหลวงพ่อขัดขืนเจ้าพนักงาน) และรออยู่จนค่ำก็ไม่มีการจับกุมแต่อย่างใด

          ในความเป็นจริงแล้ว หากมีผู้แจ้งความกล่าวโทษผู้หนึ่งผู้ใดในคดีอาญา และไม่ใช่การกระทำผิดซึ่งหน้า ก็ชอบที่เจ้าพนักงานจะมีหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาไปพบ ไม่จำเป็นต้องจับกุมในที่สาธารณะ อันแสดงถึงเจตนาในการสร้างข่าวเพื่อทำลายชื่อเสียงของบุคคล ยิ่งกว่าการกล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีตามครรลองของกฎหมาย


 

แถลงการณ์ของสวนสันติธรรม

เรื่อง ปณิธานของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
และการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานของสวนสันติธรรม
 
 
 
ด้วย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ได้บรรพชาอุปสมบท โดยมีปณิธานที่จะทำประโยชน์ของตน ในด้านจิตตภาวนาและปัญญาภาวนา รวมทั้งช่วยปลูกฝังศรัทธาและความเข้าใจเกี่ยวกับ พระพุทธศาสนาให้กับเพื่อนชาวพุทธเท่าที่พอจะทำได้ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่เร่าร้อน ได้อย่างสงบสุขตามสมควรแก่อัตภาพ และเป็นบาทฐานเพื่อการเจริญศีล สมาธิและปัญญา อันยิ่งขึ้นไปตามลำดับ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมานับว่าประสบความสำเร็จที่น่าพอใจแล้ว เพราะเพื่อนชาวพุทธจำนวนมากทั่วโลก ได้บังเกิดความตื่นตัวในการศึกษาปฏิบัติธรรม และเห็นผลความ เปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในชีวิตอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ว่าพระพุทธเจ้ามีจริง พระธรรมเพื่อความพ้นทุกข์มีจริง และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้ามีจริง

          อย่างไรก็ตาม การที่ผู้คนจำนวนมากสนใจการปฏิบัติตามแนวทางที่หลวงพ่อปราโมทย์สอน ได้ก่อผลกระทบโดยไม่เจตนาต่อบุคคลบางคนบางกลุ่ม จนมีการปลุกกระแสต่อต้านหลวงพ่อปราโมทย์แม้ด้วยวิธีการที่ผิดศีลผิดธรรม ซึ่งหลวงพ่อปราโมทย์และสวนสันติธรรมได้พยายามอยู่ในความสงบตลอดมา เนื่องจากเกรงว่าความขัดแย้งจะบานปลายเป็นการแยกพวกของชาวพุทธ แต่นับวันกระแสความรุนแรงยิ่งเพิ่มมากขึ้น จนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ในแวดวงของชาวพุทธ

          หลวงพ่อปราโมทย์ไม่ได้ประกาศธรรมเพราะหวังชื่อเสียง หรือลาภสักการะ และไม่ได้เห็นว่าตนเองสำคัญไปกว่าความสงบร่มเย็นในแวดวงของชาวพุทธ ดังนั้น
เพื่อลดความขัดแย้งต่างๆ ลง หลวงพ่อปราโมทย์และสวนสันติธรรมจะลดการเผยแผ่ในวงกว้างลงเท่าที่จะทำได้ เช่น
 
(1) การยุติการผลิต CD แผ่นใหม่
 
(2) การยกเลิกการเผยแผ่ธรรมของหลวงพ่อปราโมทย์ทางเวปวิมุตติ และ
 
(3) การเจรจาเพื่อขอยกเลิกการนิมนต์แสดงธรรมนอกสถานที่ซึ่งได้รับไว้แล้ว ให้มากที่สุดเท่าที่เจ้าภาพจะยอมรับได้ เป็นต้น
 
ส่วนกรณีที่บุคคลอื่นหรือเวปไซท์อื่นจะนำหนังสือหรือ CD ที่เผยแพร่ไว้แล้วทางเวปวิมุตติไปใช้ประโยชน์ที่ไม่ใช่การพาณิชย์ เป็นสิ่งที่สวนสันติธรรมไม่สามารถจะเข้าไปห้ามได้ เพราะธรรมะเป็นของกลาง ไม่ใช่ของผู้หนึ่งผู้ใดที่จะกีดกันหวงห้ามได้

          สวนสันติธรรมขอยืนยันว่า ไม่ได้หวั่นเกรงต่อการใส่ร้ายที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลาย เพราะการดำเนินงานที่ผ่านมาได้กระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ และมีพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ความจริงได้เสมอ ทั้งขอยืนยันว่าหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช เป็นศิษย์ที่ได้ศึกษาธรรมโดยตรงจากหลวงปู่ดูลย์ อตุโล โดยมีพระมหาเถระเช่นท่านพระราชวรคุณ เจ้าอาวาสวัดบูรพารามและเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์(ธ) ผู้เป็นทั้งหลานและศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่มากที่สุด (ท่านจึงสามารถเรียบเรียงคำสอนของหลวงปู่ออกมาเป็นหนังสือ “หลวงปู่ฝากไว้” ได้น่าอ่านอย่างยิ่ง) และมีศิษย์ร่วมสำนักเป็นพยานรู้เห็นเป็นจำนวนมาก ทั้งยังได้รับการยอมรับจากพระมหาเถระผู้แตกฉานรอบรู้ในคำสอนของ หลวงปู่ดูลย์ว่า หลวงพ่อปราโมทย์เป็นผู้ประกาศเกียรติคุณและคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ให้กว้างขวางเป็นประโยชน์แก่มหาชนจำนวนมาก นอกจากนี้หลวงพ่อปราโมทย์ยังได้ศึกษาธรรมะเพิ่มเติมจากพ่อแม่ครูอาจารย์อีกหลายรูป ซึ่งก็มีพยานรู้เห็นทั้งพระและฆราวาสเช่นกัน ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ไม่รู้ไม่เห็นด้วยตนเองจะชี้ขาดปฏิเสธได้ตามความพอใจ

          สวนสันติธรรมไม่กล่าวร้ายล่วงเกินท่านผู้หนึ่งผู้ใด แต่ขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการตามกฏหมายในกรณีที่จำเป็นต่อไป
 
 

 
 
คำชี้แจงของสวนสันติธรรม ฉบับที่ 2
เรื่องกลุ่มผู้มุ่งทำลายหลวงพ่อปราโมทย์
 
 
 
หลวงพ่อปราโมทย์ได้พยายามทุ่มเทแรงกายแรงใจเผยแผ่ธรรมะ จนปรากฏผลว่ามีผู้คนจำนวนมากซึ่งไม่เคยสนใจพระพุทธศาสนา ได้หันมาสนใจและได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดศรัทธาแน่นแฟ้นในพระพุทธศาสนา และเกิดกระแสความตื่นตัวทางธรรมอย่างขนานใหญ่

          ท่ามกลางปรากฏการณ์เช่นนั้น ได้มีครูบาอาจารย์หลายรูปและผู้หวังดีจำนวนมาก คอยเตือนภัยให้หลวงพ่อปราโมทย์ทราบอยู่เสมอ ว่าให้ระวังกลุ่มที่มุ่งทำลายพระผู้ทำงานรับใช้พระศาสนา ซึ่งมีอยู่หลายจำพวก เช่น
 
(1) กลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อพระพุทธศาสนา
 
(2) กลุ่มที่เกิดความอิจฉาริษยาและต้องการแย่งชิงศรัทธาจากสาธุชน
 
(3) กลุ่มที่มีแนวความคิด ความเชื่อ และแนวทางปฏิบัติแตกต่างกัน
 
(4) กลุ่มที่ต้องการเข้ามาแอบอิงแสวงประโยชน์ หากไม่ได้ประโยชน์ที่ต้องการก็จะเกิดความคับแค้นและหาทางทำลายล้างด้วยความพยาบาท และ
 
(5) กลุ่มที่ต้องการสร้างชื่อเสียงตามกระแสสังคม คือหากพระรูปใดมีชื่อเสียงก็เข้าไปแอบอิง และหากพระรูปนั้นเกิดถูกใส่ร้ายโจมตีมากๆ ในระยะหลัง ก็จะเข้าร่วมโจมตีซ้ำเติมด้วยเพื่อความเป็นวีรบุรุษ เป็นต้น

          ทั้งนี้ ครูบาอาจารย์และผู้หวังดีได้เตือนให้ระวังวิธีทำลายพระ ซึ่งมีอยู่หลายอย่าง นับตั้งแต่
การวางยาพิษ การใส่ร้ายเรื่องผู้หญิง และการใส่ร้ายเรื่องเงิน
เป็นต้น

          ภายหลังที่เกิดข่าวโจมตีหลวงพ่อปราโมทย์มาเป็นระยะ ได้เกิดการรวมตัวเป็นขบวนการณ์ทำลายหลวงพ่อปราโมทย์โดยบุคคลหลายกลุ่ม และมีการกำหนดแผนงานประสานกันอย่างเป็นขั้นตอนมานานนับปี โดยแต่ละกลุ่มอาจมีความต้องการเบื้องหลังที่แตกต่างกัน แต่มีกิจกรรมที่ดำเนินการร่วมกันคือการโจมตีหลวงพ่อปราโมทย์ ซึ่งปัจจุบันสามารถจำแนกกลุ่มเหล่านี้ได้ดังนี้คือ
 
(1) “กลุ่มที่เข้าใจผิดว่า หลวงพ่อปราโมทย์บิดเบือนคำสอนของครูบาอาจารย์” เป็นกลุ่มแรกที่ออกมาเคลื่อนไหวโจมตีหลวงพ่อปราโมทย์ทาง internet แต่เป็นการกล่าวโจมตีที่ค่อนข้างไม่สุภาพ และหยิบยกคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์มาวิจารณ์อย่างไม่ประติดประต่อ
 
(2) กลุ่มสานุศิษย์ของพระผู้ใหญ่ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์
 
(3) กลุ่มอาฆาตแค้นเป็นการส่วนตัว และ
 
(4) กลุ่มเล่นตามสถานการณ์

          ทั้งนี้ ยังไม่พบว่า
"มีคนต่างศาสนา" เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำลายหลวงพ่อปราโมทย์
 
 

 

 
คำชี้แจงของสวนสันติธรรม ฉบับที่ 3
เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างหลวงพ่อมนตรีกับหลวงพ่อปราโมช
 
 
ในปัจจุบันมีการออกข่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างหลวงพ่อมนตรี อาภสฺสโร กับหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ในทำนองว่าหลวงพ่อปราโมทย์แอบอ้างหรือแอบอิงหลวงพ่อมนตรี ในประเด็นต่างๆ คือ (1) แอบอ้างว่าเป็นศิษย์ครูบาอาจารย์เดียวกันคือหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ทั้งด้วยคำพูดและข้อเขียน ซึ่งไม่เป็นความจริง (2) แอบอ้างว่าการจัดสร้างสวนสันติธรรมเป็นดำริเริ่มต้น ของหลวงพ่อมนตรี และต่อมาได้รับการพิสูจน์ภายหลังว่าไม่เป็นความจริง และ (3) หลวงพ่อปราโมทย์ มีความพยายามที่จะแสดงให้ญาติธรรมเข้าใจว่า หลวงพ่อมนตรี ได้เขียนจดหมายรับรองโสดาปัตติผลให้กับ แม่ชีอรนุช สันตยากร และได้รับการพิสูจน์ภายหลังว่า ไม่เป็นความจริง

 

สวนสันติธรรมขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้


1. กรณีแอบอ้างว่าเป็นศิษย์ครูบาอาจารย์เดียวกัน

          เรื่องที่หลวงพ่อปราโมทย์เป็นศิษย์ของ
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล มีพยานบุคคลเป็นจำนวนมาก เฉพาะที่ยังดำรงชีวิตอยู่ก็เช่นท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ เจ้าอาวาสวัดบูรพาราม ท่านเจ้าคุณพระอาจารย์เยื้อน (ปัจจุบันท่านเป็นพระอาวุโสรองจากท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ) พระอาจารย์ทองพูน พระอาจารย์สุจินต์ พระอาจารย์ถนอม พระอาจารย์พลศรี พระอาจารย์พัฒนา ฯลฯ รวมทั้งอุบาสกอุบาสิกาทั้งในกรุงเทพและในจังหวัดสุรินทร์อีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากหลวงพ่อมนตรีท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่ดูลย์ ก็ยากจะปฏิเสธได้ว่า ท่านไม่ได้เป็นศิษย์สำนักเดียวกันกับหลวงพ่อปราโมทย์

          หลวงพ่อปราโมทย์ไม่เคยพบหลวงพ่อมนตรีที่วัดบูรพาราม แต่ได้พบหลวงพ่อมนตรีครั้งแรกที่วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา เมื่อประมาณปลายปี 2526–2527 เนื่องจากได้พาพระเชือน ปิยาจาโร ซึ่งเคยอุปัฏฐากหลวงปู่ดูลย์ในช่วงท้าย ไปกราบนมัสการหลวงพ่อพุธ ฐานิโย แล้วได้พบหลวงพ่อมนตรีกำลังเดินจงกรมอยู่ใต้ต้นไม้ หลังจากนั้นก็ได้พบกันเป็นครั้งคราวแต่ไม่บ่อยนัก

2. กรณีแอบอ้างว่าหลวงพ่อมนตรีเป็นผู้ริเริ่มให้สร้างสันติธรรม

          เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่มีพยานบุคคลรู้เห็นเป็นจำนวนมาก และมีลำดับขั้นตอนของเรื่องนี้ดังนี้คือ

          2.1 เดิมหลวงพ่อปราโมทย์จำพรรษาอยู่ที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี และได้มีญาติโยมหลายท่านพยายามเสนอที่จะสร้างวัดใหม่ที่กว้างขวางกว่าเดิมถวายให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสุภาพสตรีท่านหนึ่งได้เพียรเสนอเรื่องนี้หลายคราว แต่หลวงพ่อปราโมทย์ก็ปฏิเสธทุกคราว ต่อมาหญิงผู้นี้ได้แจ้งให้หลวงพ่อปราโมทย์ทราบว่า หลวงพ่อมนตรีเร่งเร้าให้ย้ายวัดได้แล้ว เพราะการอยู่ที่เดิมเป็นการกีดขวางพระรูปหนึ่งในจังหวัดใกล้เคียง (เรื่องนี้ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นคำกล่าวของหลวงพ่อมนตรีจริงตามที่หญิงผู้นั้นอ้างหรือไม่) เมื่อหลวงพ่อปราโมทย์ทราบว่าหลวงพ่อมนตรีต้องการให้ย้ายวัด ก็คิดจะย้ายตามบัญชาด้วยความเคารพในอาวุโส แต่คิดไม่ตกว่าควรไปอยู่ที่จังหวัดใด เพราะไม่ว่าคิดจะไปอยู่ที่ใด หญิงนั้นก็มาบอกทุกคราวว่าหลวงพ่อมนตรีไม่เห็นด้วย ในที่สุดหลวงพ่อปราโมทย์และคณะจึงเดินทางไปกราบหลวงพ่อมนตรีที่สวนพุทธธรรมป่าละอูเมื่อ 14 สิงหาคม 2548 โดยการอำนวยการของหญิงผู้นั้นและน้องสาวซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดหลวงพ่อมนตรี

          2.2 เมื่อหลวงพ่อปราโมทย์เดินทางไปถึงสวนพุทธธรรม ก็พบว่าหลวงพ่อมนตรีมีบัญชาให้พระหลายรูปมารอต้อนรับที่ลานจอดรถ แล้วนำขึ้นไปที่ศาลาหินอ่อนบนเขา ซึ่งในขณะนั้นมีญาติโยมนั่งอยู่หลายคน (พร้อมจะเป็นพยานในเรื่องนี้ได้) และเมื่อหลวงพ่อปราโมทย์กราบถวายสักการะและเรียกท่านว่า “พระอาจารย์” ท่านก็ให้เรียกใหม่ว่า “หลวงพี่” หลวงพ่อปราโมทย์จึงกราบเรียนถามว่า “หลวงพี่จะให้ผมไปอยู่ที่ไหน” ท่านตอบทันทีว่า “ให้ไปอยู่ชลบุรี” หลวงพ่อปราโมทย์ก็รับว่าจะไปอยู่ตามนั้น ท่านก็มอบให้หญิงนั้นเป็นแกนกลางในการก่อสร้าง โดยบอกญาติโยมในที่นั้น และบอกในเวลาต่อมาอีกหลายวาระ ให้ไปช่วยกันก่อสร้าง ซึ่งเรื่องนี้มีพยานบุคคลเป็นจำนวนมาก

          2.3 เมื่อการก่อสร้างสวนสันติธรรมแล้วเสร็จ หลวงพ่อปราโมทย์ก็เดินทางไปกราบเรียนและนิมนต์หลวงพ่อมนตรีไปร่วมงานฉลอง แต่ท่านขอตัว บอกว่าท่านไม่ชอบไปงานใดๆ

          2.4 สำหรับการที่เวปวิมุตติถอดเรื่อง “กว่าจะเป็นสวนสันติธรรม” ออก ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะถูกจับผิด แต่เป็นเพราะเคารพในคำสั่งของหลวงพ่อมนตรี ที่ไม่ให้มีการเอ่ยอ้างถึงชื่อของท่านอีก

3. การแอบอ้างว่าหลวงพ่อมนตรีเขียนจดหมายรับรองโสดาปัตติผลให้กับ แม่ชีอรนุช สันตยากร

          หลวงพ่อปราโมทย์ไม่เคยกล่าวอ้างเช่นนั้น เพราะเป็นเรื่องที่ผิดพระธรรมวินัยทั้งสำหรับหลวงพ่อมนตรีและหลวงพ่อปราโมทย์ แต่เป็นเพียงความเข้าใจผิดไปเองของผู้ฟังที่ได้ยินเรื่องที่ว่า หลวงพ่อปราโมทย์ได้เขียนจดหมายไปรายงานกิจการของสวนสันติธรรมหลายเรื่องต่อหลวงพ่อมนตรี รวมทั้งผลการปฏิบัติของพระในสวนสันติธรรมและแม่ชีอรนุชด้วย ซึ่งหลวงพ่อปราโมทย์ก็ไม่ได้กล่าวถึงมรรคผลใดๆ ของใครทั้งสิ้น แล้วหลวงพ่อมนตรีก็เขียนจดหมายชมเชยแม่ชีอรนุชว่า
“เป็นผู้เสียสละอย่างยิ่งที่ก้าวตามท่านเข้ามาสู่มรรคาธรรมสายนี้ นับเป็นยอดหญิงที่เยี่ยมยอดมากในยุคสมัยนี้ ที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวเช่นนี้” (จดหมายต้นฉบับยังมีอยู่ที่สวนสันติธรรม) ไม่มีส่วนใดที่ท่านพยากรณ์มรรคผลของแม่ชีอรนุช แต่ญาติโยมทั้งหลายพอได้ยินว่าครูบาอาจารย์ชมเชยใคร ก็ชอบตั้งให้ผู้นั้นเป็นพระอริยบุคคล


          เวลาที่มีผู้หนึ่งผู้ใดคิดว่าตนเองเป็นพระอริยบุคคล หลวงพ่อปราโมทย์มักจะให้กลับไปคอยสังเกตจิตว่า ยังมีกิเลสที่พระอริยบุคคลชั้นนั้นต้องละได้เด็ดขาดแล้ว กลับบังเกิดขึ้นอีกหรือไม่ และกล่าวอยู่เนืองๆ ว่า
“เอกสิทธิ์ในการพยากรณ์มรรคผลเป็นของพระพุทธเจ้าเท่านั้น”

          อนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างพระกับพระ เป็นเรื่องความเห็นต่างเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติธรรม ซึ่งท่านหนึ่งเน้นให้มีความเพียรไว้ก่อน ส่วนอีกท่านหนึ่งให้หัดรู้สภาวะเพื่อเจริญปัญญาไว้ก่อน เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงในตนเองบ้างแล้ว ก็จะเกิดศรัทธาและความเพียรที่แก่กล้ายิ่งขึ้นต่อไป ซึ่งการจะเน้นในเรื่องใดก่อนหลังที่แตกต่างกันนั้น เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังมีหลายประเภท เช่น วิริยาธิกะ กับปัญญาธิกะ เป็นต้น ดังนั้นใครชอบใจอย่างใด ก็ควรเลือกแนวทางปฏิบัติที่สมควรแก่ตนอย่างนั้น
 
 
 

 

เสียงหลวงพ่อสงบ มนสฺสนฺโต วัดป่าสันติพุทธาราม จ.ราชบุรี เทศน์วันที่ 31 ธ.ค. 2552 เรื่อง พระป่าหรือพระโกหก ซึ่งเมื่อได้ฟังแล้ว แม้จะมิได้เอ่ยชื่อว่าใครคือพระโกหก แต่คนส่วนใหญ่ก็เข้าใจว่า คือพระปราโมช นั่นเอง

กดที่ภาพเพื่อฟัง หรือคลิกขวา-Save เพื่อบันทึกไว้เป็น MP3

 

เว็บไซต์ : บ้านอารีย์ : สวนสันติธรรม

 

หมายเหตุ : หลังจากมีเรื่องระแคะระคายในเว็บบอร์ด "ศาสนา" พันทิป มาหลายวัน มีผู้ส่งข่าวและกระตุ้นทางอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ว่า "อยากทราบ" ทางเราก็รอความกระจ่างจากคู่กรณี จนกระทั่งวันนี้ มีแถลงการณ์ออกมาจากทั้งสองฝ่าย เห็นสมควรว่า "ไม่มีการมัดมือชกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ให้ได้เปรียบเสียเปรียบ" อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ จึงนำเสนอพร้อมๆ กัน โดยไม่ได้ตัดต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากการพาดหัวข่าวตามสไตล์ของเราเท่านั้น จึงเรียนมาเพื่อทราบ

 jozho 
 ต่อฉบับที่สอง..

จากนิตยสารธรรมะใกล้ตัวไลท์

http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=271:2010-01-27-14-16-40&catid=34&Itemid=1

 
 
 

ฉบับที่ ๑๘ กรณีหลวงพ่อปราโมทย์

 
 


 
 


 
 


 
 

 
 
ขอคุยต่ออีกฉบับหนึ่งนะครับ

เกี่ยวกับกรณีหลวงพ่อปราโมทย์

เพราะกำลังเป็นที่สนใจในวงกว้างขณะนี้

และเช่นเคยครับ ขอเขียนในลักษณะถามตอบเป็นประเด็นๆ

เนื่องจากเนื้อหามีความยืดยาว

หากไม่แจกแจงตามข้อสงสัยในใจ

ก็อาจต้องอ่านต่อเนื่องแบบหลงประเด็นได้

ถาม – สไตล์ที่หลวงพ่อปราโมทย์สอน

จัดเป็นการสอนในแบบของพุทธหรือไม่?

ตอบ – หลายคนกล่าวว่าการทักจิต ดักจิตของหลวงพ่อปราโมทย์

เป็นการทำให้หลงงมงายในตัวท่าน

และไม่ใช่วิธีการอันพึงปฏิบัติในขอบเขตของพุทธ

เพราะไม่เคยเห็นครูบาอาจารย์ท่านใดทำกัน

ข้อเท็จจริงก็คือครูบาอาจารย์พระป่า

ท่านช่วยลูกศิษย์ลูกหาด้วยวิธีทำนองเดียวกันเป็นปกติ

เอาจากตัวผมเองเป็นพยานยืนยัน

เคยมีครูบาอาจารย์พระป่าหลายรูปเมตตาบอกให้ลัดๆตรงๆ

บางทีก็พูดชัดๆว่าทำงั้นใช้ได้ ทำงี้ยังไม่ใช่

หรือบางทีก็อาศัยภาษากาย

วันไหนเราทำตัวดีท่านก็ยิ้มแย้มพูดจาต้อนรับเอ็นดู

วันไหนเรามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมก็เบือนหน้าใส่โดยไม่ต้องสอบสวน

ให้เราสังเกตจากปฏิกิริยาอาการของท่าน

แล้วไปสำรวจตนเองเอาตามปัญญา

ที่สำคัญแม้ปัจจุบันก็มีหลายสำนัก

สอนแบบเดียวกับหลวงพ่อปราโมทย์อย่างไม่เป็นทางการ

คือไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าร่วม

เว้นแต่จะมีคนวงในที่รู้จักเป็นผู้ชักชวนเข้ามา

สิ่งที่หลวงพ่อปราโมทย์ทำมีข้อต่างที่สำคัญ

นั่นคือการสอนวงกว้างเป็นปกติ

แบบเปิดเผยต่อสาธารณะว่าท่านช่วยสอนให้แบบนี้ก็ได้

ถ้าใครปฏิบัติจริงก็สามารถรับฟังว่าดีขึ้น แย่ลง ตรงทาง ผิดทาง

และที่ท่านมักใช้คำง่ายๆไม่ค่อยลงรายละเอียด

ก็เพราะเวลาสำหรับเจาะเป็นคนๆมีไม่มากนัก

การจาระไนรายละเอียดให้แต่ละคนนั้น

กินเวลาไม่ต่ำกว่า ๕ นาที หรือให้ดีต้องเกิน ๑๐ นาทีขึ้นไป

ลองคำนวณจากกลุ่มคนที่ไปให้ท่านสอนในแต่ละวัน

ตีเสียว่าวันละ ๕๐ ถ้าจี้กันครบทุกคนก็ ๒๕๐-๕๐๐ นาที

ไม่มีทางที่ใครจะทำให้ครบได้ไหวทุกวัน

แต่รูปแบบถามตอบให้ได้ยินโดยทั่วกัน

ก็มีส่วนช่วยลดข้อจำกัดเรื่องเวลาลงไปได้

เพราะเมื่อได้ยินปัญหาและคำไขจากกรณีของคนอื่น

ก็มีสิทธิ์ตรงกับปัญหาเฉพาะตน

เมื่อได้คำตอบแล้วจึงไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงตาตนอีก

เรียกว่าเป็นการอาศัยมวลชน

เป็นเครื่องกระทบช่วยให้เข้าใจมาถึงปัญหาของตน

ไม่ใช่อาศัยมวลชนเป็นเครื่องกล่อมให้คล้อยตามกัน

ย้อนมาถึงตัวข้อสงสัยที่ว่า "นี่เป็นพุทธหรือเปล่า?"

ก็ขอให้ดูจากพระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑

ที่มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระสารีบุตรเข้าที่สงัดแล้วเล็งดูด้วยญาณ

เกิดความสงสัยว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมามากมายหลายพระองค์

แต่พระพุทธศาสนาของแต่ละพระองค์ก็มีอายุไม่เท่ากัน

บ้างก็ตั้งอยู่ได้นาน บ้างก็ตั้งอยู่ได้เดี๋ยวเดียว

พอมีโอกาสพระสารีบุตรเลยทูลถามพระพุทธเจ้าว่า

เหตุอันใดทำให้พระพุทธศาสนาตั้งอยู่นานบ้าง ไม่นานบ้าง

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรสารีบุตร

พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามวิปัสสี

พระนามสิขี และพระนามเวสสภู ไม่ดำรงอยู่นาน

เพราะเหล่าท่านทรงท้อพระหฤทัย

ที่จะแสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวกทั้งหลาย

บทธรรมต่างๆที่สาวกจะอาศัยท่องจำสืบต่อมีอยู่น้อย

อีกทั้งกฎกติกาวินัยสงฆ์ต่างๆก็ไม่มี

เมื่อพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกดั้งเดิมอันตรธานไป

พระพุทธศาสนาของพระองค์ท่านเหล่านั้น

จึงพลอยอันตรธานตามไปด้วยในฉับพลันทันที

ถามว่าพระองค์ท่านเหล่านั้นสอนพระสาวกอย่างไร

พระพุทธเจ้าพระนามว่า "เวสสภู"

ทรงกำหนดจิตภิกษุสงฆ์ด้วยพระหฤทัยแล้วทรงสอน

ภิกษุสงฆ์ประมาณพันรูปในป่าอันน่ากลัวสำหรับมนุษย์แห่งหนึ่ง

โดยตรัสสั่งว่าพวกเธอจงตรึกอย่างนี้ อย่าได้ตรึกอย่างนั้น

จงทำในใจอย่างนี้ อย่าได้ทำในใจอย่างนั้น จงละส่วนนี้

จงเข้าถึงส่วนนั้นอยู่เถิด ทำเช่นนี้อยู่ไม่นาน

จิตของภิกษุประมาณพันรูปนั้น

ก็ได้หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น

สรุปคือวิธีการสอนแบบทักจิต ดักจิตนี้

พระพุทธเจ้าในอดีตเคยทรงทำมาก่อน

และปัจจุบันก็ยังมีครูบาอาจารย์ทางพุทธมากมาย

ถือปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลลูกศิษย์กันอยู่

เป็นความสามารถประกอบกับ "ความเต็มใจเหนื่อย" ของแต่ละท่าน

จะไปหาว่าอยู่นอกเหนือขอบเขตของพุทธศาสนาคงไม่ได้

แน่นอนว่าถ้าหลวงพ่อปราโมทย์เป็นต้นลัทธิใหม่

และสอนแบบดักจิตกันอย่างเดียว

ลัทธินี้คงอยู่ไม่ได้นาน

แต่นี่ท่านประกาศตนเป็นสาวกของพระพุทธองค์

ย่อยเรื่องยากจากพระไตรปิฎกให้กลายเป็นเรื่องง่าย

ทั้งผ่านคำพูดและหนังสือมากมาย

จึงต้องว่าท่านเป็นกลจักรหนึ่งที่กำลังช่วยยืดอายุพระศาสนา

กระทำตนเป็นคนร่วมสมัยที่ยกระดับความเข้าใจของคนยุคเดียวกัน

ให้ลอยขึ้นพ้นความเชื่อแบบเดิมๆว่าศาสนามีไว้ขึ้นหิ้งก็พอ

ถาม – ถ้าแนวที่หลวงพ่อปราโมทย์สอนเป็นพุทธที่ถูกต้อง

เหตุใดช่วงหลังจึงมีการประโคมข่าวว่าผิด

แล้วก็ได้ยินว่าพระมีชื่อเสียงเริ่มออกมาร่วมเคลื่อนไหวด้วย?

ตอบ – กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวแบบจะสึกพระให้ได้นั้น

หลายคนเคยอยู่ใกล้ชิดหลวงพ่อปราโมทย์มาก่อน

นอกจากจะตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องจากมา

ก็ควรตั้งคำถามเพิ่มด้วยว่าทำไมเพิ่งมาเอาผิดกับท่าน

ทั้งที่เคยขอให้ท่านช่วยเหลือในแบบเดียวกัน

กับทั้งพระมีชื่อเสียงที่เพิ่งได้ยินกันว่ามามีส่วนร่วม

ก็เคยนิมนต์หลวงพ่อปราโมทย์ไปเทศน์ในสถานที่ของท่านมาก่อนด้วย

หลายกรณีนะครับ คำถามมีความสำคัญกว่าคำตอบ

เพราะจนตายเราอาจไม่รู้คำตอบที่แท้จริง

แต่ถ้าตั้งคำถามถูก เราอาจได้ข้อสังเกตที่ทำให้ตาสว่างเดี๋ยวนี้เลย

ถ้าผิดจริง ทำไมจึงเป็นคุณมากกว่าโทษ?

สิ่งที่หลวงพ่อปราโมทย์ทำไม่ใช่ขายญาณวิเศษ

ไม่ใช่การขายความถูกต้องแม่นยำแบบหมอดู

แต่เป็นการสอนเจริญสติ ตามแนววิธีที่ท่านถนัด

ถ้าหากเห็นว่าผิด ไม่ดี ไม่ถูก

แล้วเหตุใดจึงปล่อยให้ท่านสอนอยู่หลายปี?

คำตอบในใจของผม ซึ่งไม่ใช่คำตอบอันเป็นที่สุด

อาจมีความผิดพลาดได้ประสามนุษย์ธรรมดาเดินดิน

คือ ทั้งหลายทั้งปวงเป็นเรื่องของมุมมองว่าถูกเซ็ตไว้อย่างไร

เมื่อเซ็ตไว้ให้เล็งเห็นประโยชน์ ทุกคนก็พร้อมใจเห็นว่าเป็นเรื่องดีงาม

แต่วันหนึ่งเมื่อถูกชี้นำจากบุคคลที่น่าเชื่อถือบางท่าน

ให้เล็งเข้าไปเห็นโทษจากการสอนของหลวงพ่อปราโมทย์

เช่น สอนแล้วลูกศิษย์อ่อนแอ สอนแล้วไม่มีทางได้มรรคผล

สอนแบบนี้ไม่ใช่เยี่ยงอย่างแบบพุทธอันควร

สอนแบบนี้เป็นการอวดอุตตริมนุสสธรรม ผิดวินัยร้ายแรง

สอนแบบนี้เป็นไปไม่ได้ ต้องใช้วิธีหลอกลวงให้หลงเชื่อ ฯลฯ

หลายคนก็เอียงเอนไปเห็นว่าเป็นเรื่องน่ารังเกียจไป

โลกตั้งอยู่อย่างนี้

ใครเห็นอย่างไร เอาไปพูดกันอย่างไร

ขึ้นอยู่กับถูกครอบด้วยมุมมองแบบไหนจริงๆ

แล้วก็ต้องถามกลับอีกด้วยว่า

เพราะเหตุใดคนส่วนใหญ่จึงไม่เกิดความรู้สึกร่วม

ว่าหลวงพ่อปราโมทย์สอนผิด สอนไม่ดี

เพราะถ้าเกินกว่าครึ่งหนึ่งเห็นว่าไม่ดี

ย่อมต้องเรียกว่าเป็น "โลกวัชชะ"

หรือพฤติกรรมของพระที่ชาวโลกติเตียน

ที่คนส่วนใหญ่ไม่รับรู้ ไม่มีความรู้สึกร่วมไปด้วยกับข้อกล่าวหา

ก็เพราะหลวงพ่อปราโมทย์ไม่ได้เน้นโฆษณาว่าอาตมามีดีนะ

อาตมารู้ใจคนนะ มาหาอาตมานะ อาตมาพยากรณ์มรรคผลได้นะ

จะมีก็แต่เห็นหรือได้ยินท่านพูดตรงไปตรงมา

เกี่ยวกับคนที่กำลังได้รับการสอน

ว่าเพ่ง ไม่เพ่ง เผลอ ไม่เผลอ รู้ดีแล้ว ยังรู้ไม่ค่อยดี

ซึ่งเจ้าตัวย่อมทราบแก่ใจว่าตรงหรือไม่ตรง

เวลาผู้คนบอกต่อกันถึงความสามารถของหลวงพ่อปราโมทย์

จึงบอกว่า นี่! หลวงพ่อรูปนี้สอนดีนะ

เป็นทุกข์อยู่แล้วหายทุกข์ได้ ท่านสอนให้ดูใจตัวเองง่ายๆ

ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย คนเมืองที่ทำมาหากินก็พอเอาดีทางนี้ไหว

แค่เข้าใจก็ทำได้ด้วยตนเอง พึ่งตนเองได้

ไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้องไปให้หลวงพ่อ "ตรวจการบ้าน"

ฆราวาสซึ่งเป็นคนเมืองนั้น ไม่ได้คาดหวังอะไรจากพระมากหรอกครับ

แค่อยากเจออะไรเย็นๆ

แค่อยากหายร้อนจากความทุกข์ทางใจที่เป็นอยู่

แต่นี่ได้เกินคาด

ท่านพาไปเจอสูตรสำเร็จดับทุกข์สิ้นเชิงของพระพุทธเจ้าได้ด้วย

โดยไม่ต้องเสียสตางค์แม้แต่บาทเดียว

เกินกว่า ๙๐% ของลูกศิษย์ใหม่ไม่รู้เรื่องอริยบุคคลและมรรคผลด้วยซ้ำ

การประโคมกล่าวโทษท่านเรื่องอวดอุตตริมนุสสธรรม

จึงสร้างแนวร่วมไม่สำเร็จ

และผู้กล่าวโทษเองก็อาจต้องตอบคำถามไปอีกนาน

ว่าท่านอวดอุตตริฯตรงไหน ฟังซีดีกี่แผ่นก็ไม่เห็นรู้สึกอย่างนั้นเลย

สรุปคือถ้ากลุ่มโจมตีท่านจะเอาโทษผิดปาราชิก

ข้อหาอวดอุตตริมนุสสธรรม

ก็จำเป็นต้องหาหลักฐานที่ชัดเจนมามัดตัว

จะให้ดีคือรวมเอาคนเรือนหมื่นเรือนแสนที่ท่านสอน

มาช่วยกันประจานว่าสิ่งที่ท่านชี้ให้ดู

เรื่องจิต เรื่องความอึดอัด เรื่องความปลอดโปร่ง

มันไม่เป็นความจริง เป็นเรื่องหลอกลวงล้วนๆ

นอกจากนั้น ควรจะต้องทำลายหลักฐานสำคัญ

คือดวงจิตที่สว่างไสวของชาวพุทธจำนวนนับไม่ถ้วนให้หมด

ไม่ใช่เทข้อมูลฝ่ายโจมตีหมดหน้าตักด้วยคำกล่าวซ้ำๆ

ว่าท่านอวดอุตตริมนุสสธรรม ผิดวินัยร้ายแรง

ดังที่เคยเป็นมาและเป็นอยู่

ถาม – บางฝ่ายเรียกร้องให้ชาวบ้านสงบปากสงบคำ

แล้วปล่อยให้พระเคลียร์กันเองจะดีกว่าไหม?

ตอบ – ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์

ข้อวินัยจำนวนมากเกิดขึ้นโดยฆราวาส

คือชาวบ้านชาวเมืองที่เห็นภิกษุทำอะไรขัดตา

ไม่ควรแก่สมณสารูป ก็พากันเข้าไปร้องเรียนกับพระพุทธเจ้า

ซึ่งเกือบร้อยทั้งร้อยของข้อเรียกร้อง ประสบความสำเร็จ

พระพุทธเจ้าบัญญัติวินัยขึ้นมา

อาศัยการเรียกร้องของชาวบ้านนั่นเอง

ฉะนั้น คงไม่ใช่สิ่งที่เราควรกล่าวว่าปล่อยให้นี่เป็นเรื่องของพระ

เพราะเรื่องของพระคือความเป็นความตายของพุทธศาสนา

และพระพุทธเจ้าก็ฝากให้พุทธบริษัท ๔

เป็นผู้ดูแลความเป็นความตายของพุทธศาสนา

กล่าวคืออุบาสกอุบาสิกาตาดำๆนอกวัดต้องร่วมดูแลด้วย

อย่างน้อยก็คอยสอดส่องพระไม่ดี

ตลอดจนคอยให้การสนับสนุนพระดี ทั้งทางตรงและทางอ้อม

การ "ตั้งข้อสังเกต" ไม่ดีไม่งามเกี่ยวกับหลวงพ่อปราโมทย์

จึงอยู่ในวิสัยฆราวาสที่พบว่าท่านผิดจริง

จะได้พยายามตีฆ้องร้องป่าว เนื่องจากท่านเป็นพระดัง

มีอิทธิพลกระทบกับพระศาสนาอย่างใหญ่หลวง

หากไม่ช่วยกันตั้งข้อสังเกต อาจเหมือนปล่อยให้ทำอะไรก็ได้

กระทบศาสนาถึงไหนแล้วก็ไม่รู้

แต่การ "เอาผิด" หลวงพ่อปราโมทย์ให้ได้

เป็นเรื่องของสงฆ์ที่ต้องดำเนินการกันอย่างชัดเจน

หลวงพ่อปราโมทย์ประกาศอยู่ว่าถ้าเห็นท่านผิดพลาด

ก็ให้สงฆ์ตั้งอธิกรณ์ขึ้นมา

จะได้เป็นที่รู้ผลโดยกระบวนการยุติธรรมทางสงฆ์

แต่เรื่องที่มีมา เกิดจากการลงความเห็นของคนกลุ่มเดียว

แล้วพยายามใช้ขอบเขตอำนาจของตน

ในการกดดันให้ท่านถอดจีวรทิ้ง

อ้างว่าทำเพื่อความชอบธรรม

เพราะเห็นท่านเป็นอันตรายและรอขั้นตอนไม่ได้

นับว่าไม่ให้ความยุติธรรมใดๆแก่ท่านเลย

ถาม – อย่างไรก็เห็นค้าน

ไม่อาจมองว่าหลวงพ่อปราโมทย์สร้างชื่อให้ครูบาอาจารย์

เพราะท่านบอกว่าครูบาอาจารย์ให้คำรับรองท่าน

ตอบ – เรื่องที่ว่าครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อปราโมทย์

ได้ให้คำนิยมไว้อย่างไร เป็นเรื่องรู้เฉพาะท่านกับครูบาอาจารย์

ตลอดจนคนที่อยู่พร้อมหน้ากันในขณะนั้นๆ

เรารู้เฉพาะที่ว่าคนยุคนี้สมัยนี้ รู้จักใครแล้วได้อะไรบ้าง

บท บ.ก. ฉบับก่อนผมไม่ได้อยากช่วยอวดอ้างว่าท่านสร้างชื่อให้อาจารย์

แต่เนื่องจากเป็นข้อหาใหญ่

คือการกล่าวว่าหลวงพ่อปราโมทย์วางแผนขึ้นมามีอำนาจ

ด้วยวิธีแอบอ้างชื่อเสียงของพระป่าต่างๆ

ผมจึงอาศัยมุมมองลูกศิษย์ของท่านหลายต่อหลายคนที่เห็นค้าน

เพราะเดิมทีพวกเขาไม่รู้จักหลวงปู่ดูลย์หรือหลวงปู่หลวงพ่อท่านใดมาก่อนเลย

คนส่วนใหญ่รู้จักแต่หลวงตามหาบัวผ่านข่าวบริจาคทองบ้าง ข่าวคุณทองก้อนบ้าง

(นี่พูดถึงชาวบ้านทั่วไปจริงๆนะครับ ไม่เกี่ยวกับชาววัดหรือชาวใกล้วัด)

แต่พอคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์เริ่มกระจายไป

ครูบาอาจารย์ต่างๆที่หลวงพ่อปราโมทย์อ้างถึง

ก็กลายเป็นที่รู้จัก มีคนไปกราบไหว้ขอรับฟังเทศนา

หรือแม้แต่หลวงตามหาบัวที่มีคนคิดปรามาสกัน

พอมาศรัทธาหลวงพ่อปราโมทย์แล้วท่านปราม

ชี้แจงและแยกแยะอะไรๆให้เข้าใจ

คนเหล่านั้นก็พากันไปกราบขอขมา ขออโหสิกรรมจากท่าน

เป็นที่ทราบในหมู่ศิษย์หลวงปู่ดูลย์ว่าท่านเก็บตัวมาก

ไม่ออกกว้าง เลือกสอนเฉพาะคน

การที่ท่านจะเป็นที่รู้จักและจดจำสำหรับคนรุ่นหลัง

ก็ต้องอาศัยหมู่ศิษย์ที่มีเครดิตประจำยุคสมัย

ขอให้คำนึงว่าหลวงปู่ดูลย์กลายเป็นที่เคารพศรัทธาทันที

เมื่อหลวงพ่อปราโมทย์แจกแจงพระคุณของท่านให้สานุศิษย์ทราบ

ในทางเดียวกัน พระพุทธเจ้าก็จะไม่เป็นที่รู้จัก

หาก "กลุ่มสงฆ์" ในปัจจุบันไม่มีภาพดีๆออกมาเป็นพยานพุทธคุณ

ขอให้นึกถึงฝรั่งที่ไม่มีคณะสงฆ์ดีๆมาช่วยให้เลื่อมใส

เขาก็เอาพระพุทธรูปไปวางพื้น

บางทีเอาเศียรพระไปตั้งคู่กับอะไรที่ชาวพุทธสุดทน

สรุปคือเราต้องอาศัยชีวิตเป็นๆสืบกระแสศรัทธาแทนกัน

และผมก็อยากชี้ว่าการอ้างถึงครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อปราโมทย์

เป็นการส่งเสริมครูบาอาจารย์ให้โดดเด่น เป็นที่จดจำ

ไม่ใช่อาศัยครูบาอาจารย์หากิน

กรณีศิษย์เก่าของหลวงปู่ดูลย์ที่รู้จักท่านดีนั้นผมขออนุโมทนา

แต่ถ้าเราสำรวจตัวอย่างประชากรเอามาทำสถิติกัน

จะพบว่าเดิมมีชาวพุทธน้อยกว่านี้มากที่รู้จัก เคารพ จดจำ

ตลอดจนนำคำสอนของหลวงปู่ดูลย์มาใช้กัน

เดี๋ยวนี้เด็กรุ่นใหม่อายุไม่ถึง ๒๐ มากมาย

รู้จักหลวงปู่ดูลย์ แล้วก็จำรูปร่างหน้าตาท่านได้ด้วย

บอกว่าเป็นอาจารย์หลวงพ่อปราโมทย์

ซึ่งเป็นอาจารย์ของเขาและพ่อแม่

และมันไม่น่าเป็นไปได้ที่เด็กรุ่นใหม่

จะหันไปสนใจหลวงปู่ดูลย์และคำสอนของท่านด้วยตนเอง

ฝากไว้นิดหนึ่งด้วยครับว่า

เบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งหมด

ขอความกรุณาอย่าฟังจากเสียงลือเสียงเล่าอ้าง

อย่าด่วนปักใจเชื่อเพียงเพราะเห็นว่าเขารู้ลึกกว่าเรา

เพราะผมฟังหลายๆกระแสที่พูดกันลึกๆนั้น

เจ้าตัวก็รับการถ่ายทอดข้อมูลมาผิดๆอยู่

ถ้ามีอะไรสำคัญจริงๆก็จะอัพเดทให้ทราบนะครับ

แต่ฉบับหน้าคงเขียนเรื่องอื่นแล้ว

ที่ต้องรบกวนให้ฟังเรื่องราวมาสองฉบับ

ก็เพราะท่านๆที่อ่านธรรมะใกล้ตัวอยู่นี้

มีไม่น้อยที่เคารพรักและศรัทธาหลวงพ่อปราโมทย์ครับ

ไม่อยากให้รับข่าวลือจนสับสนว่ายังควรมีแก่ใจอ่านต่อดีไหม

ถ้าชีวิตคุณดีขึ้น

ถ้าคุณมาหาแก่นธรรมของพระพุทธเจ้าได้

จะมีอะไรดีกว่านี้เล่า?

ดังตฤณ

มกราคม ๕๓

 

 

 
jozho  
jozcd@hotmail.com   [124.121.159.9] เมื่อ 29/01/2010 - 14:18 
ความคิดเห็นที่ 12 

แอนตี้พระสงบ
 พระเเท้ก็คือพระเเท้ แม้จะถูกกระหน่ำจากอริยูปวาโทมากน้อยแค่ไหนก็เปลี่ยนแปลงความจริงมิได้

สมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าถูกล่าวหาแอบอ้างต่างๆนานา แต่ด้วยความดีของท่าน ก็ดำรงความเป็นพุทธะจนทุกวันนี้

จะเเยเเสอะไรกับพวกที่กล่าวหา บรรลุอรหันต์แล้วรึ ถึงรู้ใครถูกใครผิด ตังเองก็ยังเอาไม่รอด กำพืดตัวเองเน่าเฟะยังไง

กลัวชาวบ้านชาวเมืองไม่รู้ เลยเอาชีวิตตัวเองมาถ่ายทอดผ่านพระที่ดีที่สุดองค์หนึ่ง มันควรค่าเเก่การให้อภัยด้วยหรือ

มิช้านานคงถูกธรณีสูบ ตกนรกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแบบพระเทวทัต นางจิญจมาญวิกา นั่นเอง
 
แอนตี้พระสงบ 
oustopus_blazz@hotmail.com  [202.29.75.253] เมื่อ 21/02/2010 - 21:53
ความคิดเห็นที่ 11 

สุภาณี พิมพ์ศรี
 เห็นด้วยกับคุณแจ่มใสค่ะ ดิฉันก็เป็นอีคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสรู้ถึงคุณงามความดีของหลวงปู่ดูลย์ ก็เพราะฟัง ซีดี ของพระอาจารย์ปราโมทย์

และที่สำคัญมากคือหลังจากฟังซีด๊ของพระอาจารย์แล้ว ทุกข์ทางใจน้อยลง ปีปัญญาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีขึ้นค่ะ

สุภาณี
 
สุภาณี พิมพ์ศรี 
moo_pipsri@hotmail.com  [111.84.35.9] เมื่อ 21/02/2010 - 21:29
ความคิดเห็นที่ 10 

วอย
 ดิฉันก็เป็นอีก 1 คนที่ฟัง cd อ.ปราโมทย์ และปฎิบัติอยู่ ตอนนี้ดิฉันรู้สึกเป็นห่วงท่าน และอยากให้คนทุกๆๆ คนอย่าคิดกับท่านไม่ดี ท่านเป็นคนที่ชี้ความสว่างให้กับเราในยามที่เราเป็นทุกข์ ดิ้นทุรน ทุราย เราก็อาศัยธรรมะของท่านนี้แหละช่วยเราได้ และตอนนี้ดิฉันอยากรู้ว่าท่านจะไปเทศ ที่ไหนบ้างช่วยบอกทาง อีเมล
voice_vv@hotmail.com ด้วยคะ ขอบคุณคะ
 
วอย 
voice_vv@hotmail.com  [119.42.68.240] เมื่อ 18/02/2010 - 14:13
ความคิดเห็นที่ 9 

ทารกผู้หัดเดิน
 ฟังธรรมของหลวงพ่อทุกวัน...ชอบ

 
 
ทารกผู้หัดเดิน  [58.9.232.188] เมื่อ 11/02/2010 - 14:58
ความคิดเห็นที่ 8 

หนึ่ง
 ยังนับถือหลวงพ่อเหมือนเดิมครับ เพราะที่ได้ทราบข่าวจากพวกไม่หวังดี และผมก็ลองย้อนกลับมาฟังซีดีของหลวงพ่อ

ก็ไม่เห็นมีประโยคไหน ที่บ่งบอกว่าเป็นศิษย์คิดล้างครูเลย ทุกวันนี้การเจริญสติ การรู้สึกตัวหลังจากฟังซีดีหลวงพ่อ

ทำให้วันๆนึง มีคุณค่ามากครับ ดีกว่าหลงลืมตัวไปวันๆ ไม่ได้อะไรเลย
 
หนึ่ง 
tanagarn@hotmail.com  [10.0.100.210] เมื่อ 10/02/2010 - 22:50
ความคิดเห็นที่ 7 

เอ๋
 ขออนุโมทนาค่ะ ปฎิบัติตามแนวทางการดูจิตที่หลวงพ่อปารโมทย์สอนมาปีเศษเห็นผลดีค่ะชีวิตมีความสุขมากขึ้น

เอ๋
 
เอ๋ 
evan_1212@yahoo.co.th  [110.49.127.168] เมื่อ 03/02/2010 - 21:47
ความคิดเห็นที่ 6 

หนึ่ง
 ผมยังศรัทธาในตัวหลวงพ่อปราโมทย์ อยู่เสมอครับ ขอให้บุญบารมีของพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในจักรวาลนี้ โปรดช่วยให้หลวงพ่อพ้นจากอุปสรรคทั้งหลายด้วยเถิด เพื่อที่จะได้ใช้เวลาเผยแผ่ธรรมะต่อไปครับ เวลาคนเราเหลือไม่มากแล้วนะคับ
 
หนึ่ง 
tanagarn@hotmail.com  [10.0.100.212] เมื่อ 02/02/2010 - 02:13
ความคิดเห็นที่ 5 

Mhacom
 ย้อนจากนี้ไปประมาณ2ปี ผมถือธรรมะแบบถือของหนักๆ แต่ซีดีของหลวงพ่อทำให้ผมมีชีวิตร่วมกับธรรมะมีความสุขเหมือนคนกินข้าวอิ่ม มีความสุขทุกครั้งที่ไม่ไหลตามกิเลสไปไกลเหมือนแต่ก่อน รู้สึกว่าไม่ผิดทาง จุดระบุทางปรากฏเป็นระยะๆอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ประมาณว่าไม่ได้รู้สึกว่าเดินวนอยู่ในวงกลม  เบาใจมากขึ้น-บ่อยขึ้น
 
Mhacom  [203.45.31.23] เมื่อ 01/02/2010 - 16:07
ความคิดเห็นที่ 4 

Kade
 ขออนุโมทนาด้วยค่ะ

คุณเป็นชาวพุทธที่แท้คนหนึ่ง ที่มีความกล้าหาญในการรักษาความดีของครูอาจารย์
 
Kade 
kkp595@hotmail.com  [61.7.136.123] เมื่อ 01/02/2010 - 15:04
ความคิดเห็นที่ 3 

joe
 หลวงพ่ออุปปัชฌาย์ของผมเป็นศิษย์ของหลวงปู่เทสก์ ครั้งหนึ่งผมกลับบ้านแล้วเข้าไปกราบท่านที่วัด วันนั้นไม่มีลูกศิษย์ลูกหาคนอื่น ๆมารบกวน เลยขอโอกาสท่าน สอบถามข้อปัญหาอย่างที่เคยปฏิบัติตามที่ได้ฟัง cd ของหลวงพ่อปราโมทย์ ท่านเมตตาให้ความกระจ่างชัดเดิดปิติอย่างแรงกล้าในฉับพลัน เลยขอโอกาสท่านอีกครั้งถามท่านว่า คามแนวทางหลวงพ่อปราโมทย์สอนอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ท่านตอบสั้น ๆว่า "ดี ปราโมทย์เขาสอนดี"
 
joe  [125.24.157.222] เมื่อ 31/01/2010 - 21:19
ความคิดเห็นที่ 2 

มายา
 ดิฉันเป็นผู้หนึ่งที่ติดตามธรรมะจากซีดีของหลวงพ่อปราโมทย์มาประมาณปีกว่า ๆ ได้รู้จักหลวงปู่ดุลย์-หลวงปู่สิม-พระอาจารย์บุญจัน-หลวงตาประสิทธิ์ และวัดต่าง ๆ จากซีดีของหลวงพ่อ จึงขอเป็นหนึ่งในผู้ที่เห็นด้วยกับคุณดังตฤณว่า หลวงพ่อปราโมทย์ไม่ได้อาศัยครูบาอาจารย์หากินและสร้างชื่อเสียงอย่างแน่นอนค่ะ
 
มายา  [161.246.69.217] เมื่อ 30/01/2010 - 15:16
ความคิดเห็นที่ 1 

แจ่มใส
 ขออนุโมทนาค่ะ
พุทธศาสนิกชนที่ดี ต้องมีความกล้าหาญในการรักษา ความดีและคนดี

ดิฉันก็เป็นพยานบุคคลหนึ่ง ที่ได้รู้จักและเคารพนับถือ หลวงปู่ดุลย์
ก็เพราะคำอธิบายและการกล่าวถึงที่แสดงความเคารพครูบาอาจารย์
ของพระอาจารย์ปราโมทย์

แจ่มใส
 

ขอบคุณทุกแหล่งข้อมูลครับ สยาม 1932 รายงาน

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
17 มกราคม 2553


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ธาตุดินน้ำลมไฟ วันที่ : 10/08/2010 เวลา : 07.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/omikami

`ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร
หลังจากฟังเพียงซีดีของท่านแล้ว
จิตสามารถรู้ไตรลักษณ์แล้ว

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 16.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

...แต่นี่ท่านประกาศตนเป็นสาวกของพระพุทธองค์

ย่อยเรื่องยากจากพระไตรปิฎกให้กลายเป็นเรื่องง่าย

ทั้งผ่านคำพูดและหนังสือมากมาย

จึงต้องว่าท่านเป็นกลจักรหนึ่งที่กำลังช่วยยืดอายุพระศาสนา

กระทำตนเป็นคนร่วมสมัยที่ยกระดับความเข้าใจของคนยุคเดียวกัน

ให้ลอยขึ้นพ้นความเชื่อแบบเดิมๆว่าศาสนามีไว้ขึ้นหิ้งก็พอ.
..

........................ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่เป็นเจตนาที่ดีของพระ

แต่เราต้องเข้าใจความจริงว่า การเผยแผ่ คำกล่าวของสาวกที่ว่าทำให้ง่ายขึ้นนี่แหละเป็นตัวการให้พระสัทธรรม ตั้งอยู่ไม่ได้นาน

ถ้าเผยแผ่ พุทธวจนะ เล่าเรียนและปฏิบัติตาม พุทธวจนะ ก็จะไม่มีอะไร ๆ ให้เถียงอีกเลย

ลองเข้าไปเล่าเรียนได้ในงานเขียน http://www.oknation.net/blog/poetguide/2009/12/04/entry-1 อ่านต่อ
ธรรมะจะยาตรา ทว่ ศาสนากำลัง 0 แล้วจะเข้าใจว่า ความข้างต้นผิด

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
จิตตชลันธร วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 01.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/spiritfreedom
กรรมกรและนายทุนสมานฉันท์ รวมพลังสร้างชาติประชาธิปไตย

ต่อไปไม่มีซีดีฟังแล้ว
ก็จะขอฟังแผ่นเก่าๆที่เก็บเอาไว้
และจะขอปฏิบัติธรรมคุณครูบาอาจารย์ต่อไป

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สนิมกฤช วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 01.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sanimkrit

อ่านข่าวตาลายเลยครับ...ฮา

.....
มันใกล้จะถึงวันมาฆบูชาแล้วไง..ก็เลยหาเรื่องพระดังมาทำให้เสียหาย...

ฉิบหาย..ทั้งขึ้น ทั้งล่อง...ครับ.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน