• สเนล
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-08-02
  • จำนวนเรื่อง : 42
  • จำนวนผู้ชม : 167044
  • ส่ง msg :
  • โหวต 80 คน
ด่วนหอยทาก
เดินช้าๆ เผื่อโลกจะเย็นลง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/SNAIL
วันพุธ ที่ 10 กันยายน 2551
Posted by สเนล , ผู้อ่าน : 12226 , 23:34:42 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

......

........

.....

ชุมชนมนุษย์ไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม   มักจะมีนิทานเล่าขานสืบต่อกันมา   โดยจะหยิบยกสิ่งต่างๆในวิถีชีวิตมาเชื่อมร้อยกับจินตนาการ   เสริมแต่งให้เรื่องราวโลดโผนสนุกสนานน่าสนใจยิ่งขึ้น   ตำนานเก่าบางเรื่องมีเนื้อหาเดียวกันแต่แตกต่างกันที่รายละเอียด   ขึ้นอยู่กับผู้นำมาเล่าต่อที่อาจจะเพิ่มเติมจินตนาการของตนลงไปทีละเล็กทีละน้อย

             นิทานเกี่ยวกับข้าวของชาวอีสานก็เช่นกัน   ล้วนมีเนื้อหาหลักตรงกันว่าในยุคดึกดำบรรพ์นั้นข้าวไม่ได้มีเมล็ดเล็กๆอย่างทุกวันนี้   แต่มีขนาดใหญ่มาก   ทั้งมนุษย์ไม่ต้องลงแรงปลูกไม่ต้องลงแรงทำการใดๆทั้งสิ้น   เพียงแค่ใช้สองมือปอกเปลือกข้าวโยนลงหม้อหุงให้สุกก็กินได้เลย  

             บางแห่งก็เล่าว่าเมล็ดข้าวมีขนาดใหญ่เท่าผลแตงกวา   ขึ้นเองเติบโตงอกงามเอง   พอถึงเวลาคนก็เรียกให้เข้ายุ้งเข้าเล้าเอง   เขาว่าเวลาหมู่เมล็ดข้าวพรูเข้าเล้าดูราวฝูงผึ้งเลยทีเดียว   เสียงหรือก็ดังหึ่งๆไม่แพ้กัน   แหละด้วยเสียงที่ดังหึ่งๆๆๆนี่เอง   วันหนึ่งจึงไปรบกวนหูคู่หนุ่มสาวที่กำลังพลอดรักกันอยู่   หนุ่มสาวโมโหที่มีเสียงหึ่งๆๆๆขัดคอจึงตะโกนด่าฝูงข้าวที่กำลังพรูกันเข้าเล้า  

                        ข้าวได้ยินถ้อยคำด่าหยาบช้าเข้าก็โกรธ   จึงหนีไปอยู่ตรงซอกภูเขาในป่าหิมพานต์   มนุษย์และส่ำสัตว์บนโลกจึงขาดแคลนข้าวกินเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า

            จึงประชุมจัดหาอาสาสมัครให้เดินทางไปเชิญข้าวกลับคืนมา   ก็มีผู้อาสากันเป็นจำนวนมาก   แต่ไม่มีผู้ใดสามารถไปถึงที่อยู่ของเมล็ดข้าว   เพราะมีอันจะต้องไปติดอยู่ตรงซอกภูเขาที่เป็นทางน้ำไหลซึ่งทั้งแคบทั้งชื้น   แม้แต่ปลาดุกผิวลื่นๆก็ยังไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปได้   เวลาผ่านไปจนมีปลาชนิดหนึ่งมาอาสา   และใช้ความสามารถแทรกตัวผ่านช่องแคบ   เข้าไปเชิญข้าวกลับสู่โลกได้ในที่สุด   มนุษย์และสัตว์จึงขนานนามปลาชนิดนี้ว่าปลาฉลาด

            ข้าวกลับสู่โลกและมีเทพธิดาประจำข้าวคือแม่โพสพ   แต่กระนั้นข้าวก็ยังไม่หายเคืองเสียทีเดียว   จึงตั้งข้อแม้ว่านับแต่นี้ไปมนุษย์จะต้องปลูกข้าว เกี่ยวข้าว นวดและตำข้าวกินเอง  

                        ผู้คนจึงต้องทำไร่ทำนามานับแต่บัดนั้น   และเมล็ดข้าวก็มีขนาดเล็กลงทุกที

......

.......

           ยังมีนิทานเกี่ยวกับข้าวที่ชาวนาอีกผู้หนึ่งเล่าให้ฟังว่า   แต่กี้แต่ก่อนเมล็ดข้าวมีขนาดใหญ่เหมือนลูกฟักลูกแฟง   มนุษย์ไม่ต้องปลูกไม่ต้องทำอะไรให้เหนื่อยแรง    พอถึงเวลาเพียงแต่ร้องเรียก มาเด้อๆข้าวเด้อ  อยู่ใกล้อยู่ไกลก็ให้มา   แล้วเมล็ดข้าวก็จะบินพรูๆมาเอง  

           อยู่มาวันหนึ่งแม่ม่ายตัวคนเดียวไม่มีใครช่วยการงาน   พอเมล็ดข้าวมาเข้าเล้ามากๆเก็บไม่ทัน   ประกอบกับความเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด    เกิดโมโหจนขาดความยั้งคิด   นางด่าทอข้าวแล้วใช้ไม้คานตีเมล็ดข้าวจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย   ข้าวโกรธจึงหนีไปอยู่อีกฟากภู   สรรพสัตว์บนโลกจึงอดอยากหิวโหย   ชาวโลกส่งใครไปนำข้าวกลับมาก็ไม่ประสบผลสำเร็จ   เพราะข้าวไปอยู่ในซอกแคบระหว่างภูเขาสองลูก

          กระทั่งมีนกกระจอกเข้ามาอาสาบินเข้าไปในซอกภูเขานำข้าวกลับคืนมาได้   ทำให้คนและสัตว์บนโลกมีข้าวกินอีกครั้ง    นกกระจอกจึงตามมาทวงบุญคุณมนุษย์ตราบจนทุกวันนี้   ด้วยการคอยจิกกินข้าวตามบ้านเรือนของคน  

            หลังจากข้าวกลับมาแล้วก็มีข้อแม้ว่าต่อไปนี้มนุษย์ต้องปลูกข้าวเอง   ทำทุกอย่างเกี่ยวกับข้าวเองทั้งหมด    และทุกครั้งที่จะลงมือทำสิ่งใดเกี่ยวกับข้าว   มนุษย์จะต้องจัดสำรับอาหารหวานคาว    ทำพิธีบวงสรวงบอกกล่าวและขอษมาลาโทษต่อข้าวก่อน    เพราะกลัวว่าข้าวจะหลบหนีไปอีก

....

                         

.....

                        นิทานเกี่ยวกับข้าวยังไม่หมดเพียงแค่นี้   พ่อใหญ่ชาวนาแถบอีสานใต้ผู้เป็นหมอทำขวัญประจำหมู่บ้านก็มีนิทานข้าว   พ่อใหญ่ได้อ่านมาจากตัวหนังสือธรรมในหนังสือใบลาน   มีเนื้อหาตรงกันคือ  สมัยโบราณข้าวมีขนาดใหญ่มาก   แต่ของพ่อใหญ่เทียบว่าเท่าลูกมะพร้าว    งอกงามเองโดยมนุษย์ไม่ต้องเหนื่อยแรง    พอร้องเรียกข้าวก็จะเข้าเล้าเอง   ยามจะกินใช้มีดเฉือนเอาแบบเดียวกับเฉือนหัวเผือกหัวมัน

             วันหนึ่งหญิงม่ายที่ไม่มีเล้าใส่ข้าวเพราะไม่มีผู้ชายช่วยทำ   พอถึงเวลาเรียกข้าวเข้ามามากมายจึงไม่มีที่เก็บ   ด้วยความเหนื่อยจนแปรเป็นความโกรธ   นางจึงใช้ไม้ทุบเมล็ดข้าวแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย    ข้าวส่วนหนึ่งกระเด็นไปเกิดเป็นหัวมัน  อีกส่วนไปเกิดเป็นหัวเผือก  อีกส่วนไปเกิดเป็นหัวกลอย   ที่เหลือจากนั้นไปเกิดเป็นข้าวหลากหลายพันธุ์   ซึ่งก็คือข้าวพันธุ์พื้นเมืองต่างๆนั่นเอง

          ข้าวโกรธที่ถูกหญิงม่ายทุบตีจึงหนีไปอยู่บนภูเขาไกล   ไม่ว่าใครมีความสามารถเก่งกาจแค่ไหนก็ไม่สามารถไปตามข้าวกลับคืนมาได้   เดชะบุญว่าโลกยังมีสตรีนางหนึ่งนามว่า “โพสพ” อาศัยอยู่ ณ เมืองพาราณสี   เป็นหญิงเฉลียวฉลาดที่สุด จึงได้รับเลือกให้ไปตามข้าวกลับมา   นางโพสพไปขอพรจากพระฤๅษีก่อนออกเดินทาง   และใช้พรนั้นสามารถอ้อนวอนเชิญข้าวกลับมาได้    

                        นับแต่นั้นนางโพสพจึงเป็นเทพธิดาประจำข้าว   นางจึงได้ตั้งข้อแม้ว่า   มนุษย์ต้องปลูกข้าวกินเองเพื่อให้รู้จักกับความยากลำบาก   

                        และในยามที่จะทำสิ่งใดเกี่ยวกับข้าวก็จะต้องมีพิธีกรรมบวงสรวง  มีการบายศรีสู่ขวัญเพื่อไม่ให้ข้าวตกใจจนหนีจากไปอีก

                       

                        ตำนานนิทานเกี่ยวกับข้าวที่ตรงกัน     ทำนองว่า  แต่ก่อนเมล็ดข้าวใหญ่เท่าผลแตงบ้าง   เท่าลูกมะพร้าวบ้าง   ทั้งยังงอกงามเองโดยคนไม่ต้องปลูก   เมื่อลองคิดเชื่อมโยงถึงวิถีชีวิตในสมัยโบราณ   อาจจะเป็นไปได้ว่า   เนื้อหานิทานมีที่มาจากสมัยก่อนที่คนยังไม่ได้ปลูกข้าวกินเอง   แต่ใช้วิธีเก็บเมล็ดข้าวป่าที่เกิดเองตามธรรมชาติมาหุงมานึ่งกิน    และด้วยผืนดินที่อุดมสมบูรณ์เมล็ดข้าวจึงอวบใหญ่เต็มรวง   ภาพแห่งความอุดมสมบูรณ์จึงเสริมเพิ่มจินตนาการขึ้น   จนเป็นภาพเมล็ดข้าวใหญ่โตเท่าลูกมะพร้าว

          เมล็ดข้าวที่ถูกทุบตีแตกกระจัดกระจายไปเกิดเป็นหัวเผือกหัวมัน   ก็คือผลผลิตต่างๆที่มักจะปลูกคู่กับการปลูกข้าว   เป็นพืชผลที่กินอิ่มให้พลังงานไม่ต่างไปจากข้าว   และส่วนที่ไปเกิดเป็นเมล็ดข้าวพันธุ์ต่างๆก็เป็นไปตามวิถีการเพาะปลูกแต่เดิม   ซึ่งชาวนาจะปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองหลากหลายพันธุ์   ตามความต้องการของตนเอง   ที่เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศ   ไม่ใช่ปลูกข้าวตามการส่งเสริม เช่นทุกวันนี้

          ส่วนหนุ่มสาวที่ด่าทอข้าว   กระทั่งข้าวหนีไปอยู่ถึงเมืองหิมพานต์   น่าจะบ่งบอกถึงอารมณ์ของคนที่อยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาว    เห็นความรักของตนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดจนหลงลืมสังคมรอบตัว   หรือหญิงม่ายที่ทุบตีเมล็ดข้าว   เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีนัยที่บอกถึงวิถีชีวิตอันดำเนินไปตามครรลองธรรมชาติ   มนุษย์ต้องมีคู่มีครอบครัว    เพื่อช่วยกันทำมาหากิน ช่วยดูแลซึ่งกันและกัน   หญิงม่ายผู้โดดเดี่ยวจึงต้องเหน็ดเหนื่อยแล้วตามมาด้วยอารมณ์หงุดหงิด

          และสิ่งสำคัญที่สอดแทรกอยู่ในนิทาน   คือความหมายที่บอกให้มนุษย์ประกอบพิธีกรรมต่างๆอันเกี่ยวกับข้าว   ซึ่งนั่นก็คือการให้ความเคารพต่อธรรมชาติ    การรู้คุณธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์     ทั้งยังเป็นสิ่งเสริมสร้างขวัญกำลังใจ    ให้เกิดแก่ผู้ปลูกข้าวว่าจะได้ผลผลิตที่ดีสืบไป  

                        นอกเหนือจากนี้   พิธีกรรมยังเป็นสิ่งร้อยรัดความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวและชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน

         

            ปัจจุบันพิธีกรรมหลายอย่างสูญหายไปจากชุมชน   ตามกระบวนการปลูกข้าวที่เปลี่ยนแปลงไป   ข้าวพันธุ์ใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี่พัฒนาพันธุ์    เป็นคนละโลกกับเมล็ดข้าวเท่าลูกมะพร้าวของคนโบราณ    ที่ถูกทุบตีแตกกระจายไปเกิดเป็นเมล็ดข้าวพันธุ์พื้นบ้านต่างๆ    ซึ่งถือว่ายังร่วมอยู่ในสายเลือดและวัฒนธรรมเดียวกัน

             ต่างกับข้าวสายพันธุ์ใหม่มาจากการนำเข้าของคนภายนอก   โดยมีจุดหมายที่การค้าเป็นสำคัญ   สายเลือดและความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมจึงขาดหาย   ทำอย่างไรก็ไม่สามารถต่อติด

 .....

 

......




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
อัศศิริ-ธรรมโชติ วันที่ : 04/02/2009 เวลา : 22.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ussiri-thummachoti


ฝากข่าว

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
หนุมานชาญสมร วันที่ : 15/09/2008 เวลา : 12.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wintawan
บนเส้นทางการเดินทาง มีเรื่องให้ค้นห มีความงามให้จดจำ มีมิตรภาพที่ล่องลอยอยู่รายทาง

แต่ละท้องถิ่น แต่ละพื้นที่ น่าจะมีเรื่องราวเหล่านี้ตกหล่นอยู่
น่าจะช่วยๆกันรวบรวม ก่อนที่จะหายไปเหมือนข้าวหลายๆพันธุ์

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
nathawat วันที่ : 14/09/2008 เวลา : 22.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

"ต่างกับข้าวสายพันธุ์ใหม่มาจากการนำเข้าของคนภายนอก โดยมีจุดหมายที่การค้าเป็นสำคัญ สายเลือดและความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมจึงขาดหาย ทำอย่างไรก็ไม่สามารถต่อติด"
...เศร้าจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
lumpao วันที่ : 13/09/2008 เวลา : 18.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lumpao
 

อยากเขียนได้แบบนี้มั้ง

ตั๊ก เองเด้อ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
แก้วตา วันที่ : 13/09/2008 เวลา : 09.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tto-okk
"เกียทซ์บอกกับฉันว่า หากคุณประสงค์จะเดินสิ่งหนึ่งที่จำเป็นคือ ความขรุขระ"

เคยได้ยินเรื่องประมาณนี้มาบ้าง
แต่ได้อ่านจากที่นี่ดีจังค่ะ

เคยรวบรวมเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นเหมืองแถวน้ำหนาว-ภูกระดึง
อึ้งไปเลย เพราะแต่เล็กจนโตรู้จักแต่ มะลิ105 กะ กข6
ไปเจอ เล้าแตก พญาลืมแกง แผ่แดง แผ่ขาว
ข้าวไร่ ข้าวนา ข้าวดอ ข้าวปี
โอ้แม่เจ้าเลย


ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ChaiManU วันที่ : 11/09/2008 เวลา : 20.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

เมื่อก่อนนี้แถวบ้านชุ่มฉ่ำยามหน้านา
เดี่ยวนี้แทบไม่มีนาให้ดูแล้วครับ
แย่จัง อยากได้ภาพเก่าๆกลับมา

ชวนไปชม
มีหลักฐานยืนยัน ... พันธมิตร มีบริการ...กะ..หรี่
http://www.oknation.net/blog/chaimanu/2008/09/11/entry-2

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
น้องจ๋า วันที่ : 11/09/2008 เวลา : 20.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nongjar
อย่าแวะทักนะ....เดี๋ยวจะหลงรัก..น้องจ๋า

ถ้าข้าวเมล็ดเท่าลูกมะพร้าว 1 เมล็ด หุงแล้วกินกี่วันหมดเนี่ย สงสัยคงแทะกันน่าดู กว่าจะหมดสักเมล็ด

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
pinkky วันที่ : 11/09/2008 เวลา : 19.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pinkky

เคยได้ยินครั้งแรกคะ สนุกมาก

ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง จะขอนำวิธีนี้ไปตีนายสมัครให้หายเข้าไปในป่าใหญ่ แล้วไม่มีใครไปตามให้กลับมา

สาธุ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 11/09/2008 เวลา : 19.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tawanna
เฒ่า..เล่าเรื่อง

เป็นโชคของกระพ้มโดยแท้ที่เกิดไม่ทัน

ไม่งั้น นึกไม่ออกเหมือนกันว่า

จะแทะข้าวเท่าฟักแฟง หรือมะพร้าวได้ยังไง

แค่แทะฝรั่งลูกนึง ตอนนี้ยังใช้เวลา ร่วมชั่วโมง

แทะหมดลูกแล้วยังต้องรอให้เหงือกหายระบบจึงจะกินข้าว

ได้ 555 เล่นเป็นน้ำซะเลย ง่ายดี 555

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ดินดำน้ำชุ่ม วันที่ : 11/09/2008 เวลา : 14.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/derreiser
เพื่อชาติ และเป็นคนดีของชาติ

เกี่ยวข้าวเสร็จ ขนข้าวเข้าเล้า(ยุ้ง) แม่บอกเอาข้าวไปให้ตาแฮกนำเด้อ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ราษีไศล วันที่ : 11/09/2008 เวลา : 14.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/motorcyrubjang
ณ บ้านดวนน้อย ราษีไศล ศรีสะเกษ twitter : @motorcyrubjang / facebook.com/motorcyrubjang  

เคยได้ยินครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
samcamera วันที่ : 11/09/2008 เวลา : 13.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/townhouse

เคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังตอนเด็กๆ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
บ่าวยัณ วันที่ : 11/09/2008 เวลา : 13.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/TheYann

ขอบคุณครับที่นำสาระดีๆมาถ่ายทอดต่อ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ วันที่ : 11/09/2008 เวลา : 12.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchoke101

ขอบคุณข้าวครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
wullopp วันที่ : 11/09/2008 เวลา : 11.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

Vote 1 vote เด้อ...

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สาวโรงงาน วันที่ : 11/09/2008 เวลา : 00.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mootong

ขอบคุณ ข้าว ที่ทำให้เรามีวันนี้

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
แม่สีไฟ วันที่ : 10/09/2008 เวลา : 23.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ting

ใจหายนะคะ

ความงดงามในวิถีแห่งข้าวไทยเจือจางลงทุกวัน

แม่โพสพร่ำไห้เพราะการเข้ามาของเทคโนโลยีสมัยใหม่

...
แต่นิทานไม่เห็นมีต่อเลยนะคะ
ว่าเทคโนโลยีมันเกิดขึ้นจากอะไร

คงไม่ใช่เพราะการแตกกระจายของเม็ดข้าวนะคะ
เอ!...รึว่าใช่

ไม่มีคนเล่าต่ออ่ะ



ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สิงหา_สัตยนนท์ วันที่ : 10/09/2008 เวลา : 23.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pinitsatayanon
จุ๊ๆ ข้าพเจ้ากำลังร่ายบทกวี

หวัดดีครับ
ผมไม่ได้มาเยี่ยมเยียนซะนานครับ
คุณสเนล สบายดีนะ
ผมเคยอ่านมาบ้างที่ว่าข้าวเท่าลูกมะพร้าว
ถ้าเป็นจริงชาวนาก็คงไม่รวยอยู่ดี
พ่อค้าคนกลางเจ้าเหล่อีกนั้นแหละ
ขอบคุณมากครับที่ได้มาอ่านอีกที่นี่

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        



[ Add to my favorite ] [ X ]