• สเนล
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-08-02
  • จำนวนเรื่อง : 42
  • จำนวนผู้ชม : 168308
  • ส่ง msg :
  • โหวต 80 คน
ด่วนหอยทาก
เดินช้าๆ เผื่อโลกจะเย็นลง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/SNAIL
วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม 2551
Posted by สเนล , ผู้อ่าน : 1677 , 23:35:21 น.  
หมวด : เกษตรกรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

............

ลมหนาวพัดมาวอยๆ   ยามท้องฟ้าสูงโปร่งกระจ่าง    ท้องทุ่งที่นาไม่ล่มก็กำลังแลดูงามตาด้วยสีข้าวสุกเหลืองอร่าม   หากอยู่ตามหมู่บ้านชนบท  ยามรุ่งแจ้งและย่ำค่ำของช่วงฤดูนี้   ไม่ใครก็ใครต้องเทียวหาฟืนมาก่อกองไฟไล่หนาว   เพียงแต่ขอให้ไฟลุกพรึ่บขึ้นมาเถอะ   สักประเดี๋ยวเป็นต้องมีคนมาร่วมวงไพบูลย์อบไออุ่น   แม้จะอยู่ในยุคทันสมัยไอที   ทว่าต่อให้มีเครื่องคอมพิวเตอร์กี่เครื่องก็หาได้บรรเทาความหนาวเย็นไม่

                        กองไฟ เสื้อหนาว หรือผ้าห่มหนาๆสักผืนยังจะดีเสียกว่า

                        ยิ่งช่วงลงนาเกี่ยวข้าวที่บางวันยืดยาวไปถึงย่ำเย็น   ครั้นตะวันคล้อยต่ำเห็นดวงโตเท่ากระด้งสีแดงจัดอย่างกับไข่แดงของไข่เค็มชั้นดี   ครานั้นจะยิ่งหนาวหนัก   ค่าที่ว่าลมทุ่งมันพัดอวลอู้ๆอยู่รายรอบกาย   ลมแรงเยี่ยงนี้บางทีพ่อใหญ่ที่ยังกระฉับกระเฉงแข็งแรงก็ลงมือทำว่าวสะนู   ชักสูงขึ้นฟ้าให้สีกับลมดังหวีดหวิว   แล้วปล่อยทิ้งค้างเวิ้งฟ้าไว้ทั้งคืนเพื่อฟังเสียงครวญของลมกล่อมนอน

                        ลมหนาว  ว่าวสะนู เปรียบประดุจเสียงเพรียกแห่งฤดูเก็บเกี่ยวของท้องทุ่งอีสาน   เป็นห้วงเวลาที่ชาวนารอคอยหลังกรำงานหนักมาตลอดปี   เก็บเกี่ยวนวดข้าวและนำขึ้นเล้าแล้วเสร็จ   หลังจากนี้คือฤดูกาลแห่งการพักผ่อนและงานบุญประเพณีรื่นเริง   หนุ่มสาวที่ความรักสุกงอมดีไม่แพ้รวงข้าวก็มีแผนแต่งงานร่วมหอในช่วงนี้   อย่างที่เขามักจะว่ากันว่าผู้คนนิยมแต่งงานในหน้าหนาว   น่าจะมีที่มาจากวัฒนธรรมของสังคมชาวนานี่กระมัง

                        หลังการเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตพอที่จะจำหน่าย   อ้ายหนุ่มย่อมมีทุนรอนซื้อทองหยองและของแต่งงานไม่ให้สาวคนรักน้อยหน้าได้   อีกทั้งหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวนับเป็นช่วงพักยาวของชาวนา   จึงมีเวล่ำเวลาพอที่จะจัดงานแต่ง   ทั้งมีเวลาพอที่จะใช้ไปกับการครองคู่อยู่กันตามประสาผัวหนุ่มเมียสาว   ให้อร่อยเหาะ  อย่างที่เขาเปรียบว่าเป็นช่วงข้าวใหม่ปลามัน

                        ข้าวใหม่ปลามันนั้นนอกจากจะเป็นเรื่องเอร็ดอร่อยของผัวหนุ่มเมียสาวที่พละกำลังยังแข็งแกร่งเหลือเฟือ   ยังหมายถึงรสอร่อยของอาหารการกินตามฤดูกาล   ด้วยว่าข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวขึ้นเล้านั้นกำลังนุ่มหอมกินอร่อย   ปลาในนาข้าวหรือในหนองคลองบึงที่สะสมอาหารมานานตลอดช่วงฤดูฝนกำลังเนื้อแน่นมันย่อง

                        ทั้งข้าวใหม่หอมกรุ่นกับปลาเนื้อแน่น   คู่กันมันจึงอร่อยลิ้นอร่อยปากสำหรับวิถีชีวิตชาวนาชาวทุ่ง     

แต่เดิมมาครั้นเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จ   ก่อนจะนำขึ้นเล้าจะมีพิธีกรรมเรียกว่าบุญคูนลาน   และจะมีทอดผ้าป่าข้าวเข้าวัดเรียกบุญกุ้มข้าวใหญ่   ประมาณกองทุนข้าวของชุมชน   เรือนใดขาดแคลนข้าวก็สามารถหยิบยืมมาบรรเทาความเดือดร้อนก่อนได้  

เมื่อนำข้าวเปลือกขึ้นเล้าแล้วนั้นโบราณอีสานเขาจะห้ามตักข้าวก่อนถึงเดือนสาม    ซึ่งเมื่อถึงเดือนสามเปิดเล้าข้าวได้ก็จะมีบุญข้าวจี่   คือนำข้าวใหม่ออกมาถวายพระ   นั่นคือการทำบุญทำทานก่อนเจ้าของจะกินเอง  

การห้ามเปิดเล้าข้าวก่อนถึงเดือนสาม   ทางหนึ่งนับเป็นความชาญฉลาดของคนแต่ก่อน   เพื่อให้มีข้าวเหลือเผื่อกิน   เพราะเมื่อประเพณีบังคับยังเปิดเล้าข้าวไม่ได้ก็จำเป็นต้องกินข้าวเก่าไปก่อน   ทำให้รู้จักรักษาหรือระมัดระวังการกินอยู่   และต้องคิดถึงการเก็บข้าวไว้กินก่อนไม่ใช่รีบร้อนนำข้าวออกขาย 

ครั้นเปิดเล้ากินข้าวใหม่ได้แล้วข้าวเก่าที่ยังอยู่ส่วนใหญ่จะนำออกไปแลกเกลือ น้ำอ้อย  หม้อดินเผา หรือผักหญ้า ปลาแดกปลาแห้งจากที่อื่น   การแลกเปลี่ยนนี้ทางหนึ่งก็เพื่อช่วยเหลือเจือจุนกัน   เพราะบางชุมชนอาจได้ข้าวไม่พอกิน   ส่วนบางชุมชนอาจไม่มีที่ให้หาปลา   วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชน   บ่อยครั้งที่ดำเนินไประหว่างหมู่บ้านที่มีเสี่ยวฮักแพง(เพื่อนรัก)อาศัยอยู่   นอกจากแลกเปลี่ยนข้าวปลาอาหารหรือของใช้    สำคัญยังได้เยี่ยมยามพบปะสังสันทน์กันให้หายคิดถึง

ทุกวันนี้บรรยากาศของลมหนาวว่าวสะนูและรสชาติข้าวใหม่ปลามัน   อาจจะหลงเหลืออยู่บ้างตามท้องถิ่นห่างไกลในภาคอีสาน   แต่กฎเกณฑ์ข้อห้ามเปิดเล้าข้าวก่อนถึงเดือนสามอาจจางหายไปจากหมู่บ้านนานแล้ว   เช่นเดียวกับวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยน

เนื่องเพราะสังคมการซื้อขายด้วยเงินตราได้รุกโถมเข้าสู่สังคมหมู่บ้านอย่างมิอาจเลี่ยงพ้น   และตลาดการค้าข้าวโลกที่ใหญ่ขึ้นทุกขณะ   ก็ส่งผลให้เล้าข้าวของชาวนาอีสานแทบจะต้องเปิดอ้าทุกโมงยาม    

ย้อนนึกถึงคำบอกเล่าของชาวนาแถวอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร   ซึ่งปัจจุบันล้วนอายุปาเข้า ๕๐ – ๖๐ ปี   ว่าครั้งที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวเคยชวนกันเอาข้าวเอาไข่ไปขายในตัวเมืองยโสธร   หาบของเดินกันไปตามถนนเกวียนบ้างตัดทุ่งกันไปบ้าง   ค่ำลงก็พักค้างคืนตามหมู่บ้านรายทางที่ล้วนรู้จักมักจี่กัน   บางครั้งเดินกลางแดดยามกลางวันดินร้อนระอุจนต้องใช้ใบตองห่อตีน   เพราะสมัยนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่จะไม่มีเกือกใส่กัน  

ข้าวที่นำไปขายเป็นข้าวพื้นบ้านพวกข้าวป้องแอ้ว ป้องอ้าว ตำด้วยครกมองให้เป็นข้าวสาร   ขายหมื่นละ ๑๒ บาท(๑ หมื่น = ๑๒ กก.)   สตางค์ที่ได้จากการขายข้าว ขายไข่ หรือผลิตผลอื่นๆที่มี   ก็พอได้ซื้อหาเสื้อผ้าข้าวของจำเป็นที่ทำเองไม่ได้

นั่นเป็นบรรยากาศของการค้าขายแบบชาวบ้านๆที่เลือนหายไปนานแล้ว   

การขายผลผลิตทางการเกษตร   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าข้าวในภาคอีสานน่าจะเริ่มเข้มข้น   ขึ้นในช่วงที่มีถนนรพช.และทางรถไฟตัดผ่าน    ซึ่งอยู่ในระยะเวลาเดียวกับที่การค้าโลกหรือระบบทุนนิยมกำลังสยายปีกคลอบคลุมประเทศเล็กๆ   หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มการล่าอาณานิคมครั้งใหม่   โดยผ่านขบวนการทางการค้าซึ่งมีผลกระทบสืบเนื่องมาถึงปัจจุบันนี้  

 การค้าข้าวของไทยที่มีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร   ระบุว่าเริ่มขึ้นอย่างจริงจังในสมัยรัชกาลที่ ๓  ซึ่งไทยเราค้าข้าวกับชาวจีนอย่างเป็นการใหญ่   ทว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงน่าจะตั้งต้นในช่วงปีพ.ศ.๒๓๙๘ สมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งได้มีการทำสนธิสัญญาเบาริ่ง   อันเปรียบเสมือนปฐมบทของการเปิดการค้าเสรีกับชาวต่างชาติ

นอกจากค้ากับต่างชาติทางการไทยยังมีนโยบายต่างๆที่สนับสนุนให้เกิดการผลิตเพื่อค้าขายภายในประเทศ    เช่น  พัฒนาระบบชลประทานการขุดคูคลองเพื่อระบายน้ำสู่พื้นที่เพาะปลูก   การจัดตั้งศูนย์ทดลองทางการเกษตรเพื่อพัฒนาพันธุ์   รวมทั้งก่อตั้งสถาบันการศึกษาทางการเกษตรแผนใหม่ เป็นต้น

ผลจากนโยบายผลิตเพื่อขายส่งผลให้สังคมชาวนาไทยต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแบบขุดรากถอนโคนในช่วงเวลาต่อมา   โดยเฉพาะแถบภาคกลางซึ่งถือเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญ   หลังจากนั้นจึงขยายไปตามชนบทในภาคต่างๆอย่างโกลาหลอลหม่าน

  ทางรถไฟสายกรุงเทพฯ- นครราชสีมาก่อสร้างขึ้นในช่วงปีพ.ศ. ๒๔๔๓   หลังสนธิสัญญาเบาริ่งเพียงแค่สี่สิบกว่าปี   แล้วหลังจากนั้นไม่นานก็เกิดทางรถไฟสายอื่นๆในภาคอีสานตามมา   เช่นเดียวกับถนนหนทางที่ตัดผ่านท้องทุ่งและป่าเขากันอย่างคึกคัก

 การค้าข้าวในภาคอีสานก็จึงอุ่นหนาฝาคั่งไปตามความสะดวกสบายของการคมนาคม    จากบันทึกของนักวิจัยรุ่นลายครามบอกว่า   ช่วงนั้นมีโรงสีข้าวเกิดขึ้นมากมายในภาคอีสานเพื่อรองรับข้าวเปลือกจากชาวนา    โดยส่วนใหญ่พ่อค้าชาวจีนจะตั้งฉางรับซื้อข้าวเปลือกกันแถวสถานีรถไฟ    และนครราชสีมาคือที่ตั้งฉางข้าวใหญ่ของพ่อค้าคนกลาง   ที่ใช้รวบรวมข้าวเปลือกจากภาคอีสานเพื่อส่งไปกรุงเทพมหานครโดยรถไฟ

ถ้าจะถามว่าข้าวเปลือกของภาคอีสานในยุคแรกนั้นไปไหน   คงมีคำตอบให้แล้วว่า...จากไปกับรฟท.รถไฟไทยนี่เอง

    

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
รวิน วันที่ : 27/02/2009 เวลา : 22.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ravin

อ่านแล้ว..เจ็บปวดจังนะครับ
ที่บ้านเกิดผม ข้าวแข้วงัว ข้าวผัวเมีย ข้าว....ต่างๆล้วนดับแนวไม่เหลือหลอ โอ้สังคมไทช่างอนิจจัง

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
CKK วันที่ : 01/01/2009 เวลา : 21.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/CKK

สวัสดีปีใหม่เวียนมาหา
สมปรารถนาทุกสิ่งดังใจหวัง
ให้สุขกายสุขใจมีพลัง
ให้ทุกขังโรคภัยมลายไป

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
nathawat วันที่ : 30/10/2008 เวลา : 11.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

มาแอบอ่านเรื่องข้าวและนึกโมโหรถไฟ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
เพลงฝน วันที่ : 29/10/2008 เวลา : 00.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hyacinth
   เรามีตาคนละดวง มีโลกคนละใบ และเราไม่ใช่คนเดียวกัน จึงมีชุดความจริงต่างกันก็เท่านั้นแหล่ะ 

อยากแลกค่ะพี่ แต่ไม่รู้จะหาอะไรมาแลกด้วย
ชะลอๆ ไว้ก่อนเผื่อหลังปีใหม่มีไปแลก

เอ่อ...เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ตกลงมันสะนูใช่มั้ยคะพี่
คือเห็นพี่ๆ ที่อยู่อีสานบอกว่าสะนูว่าว
แต่ปีที่แล้วหนูมาทำงานที่บุรีรัมย์คนที่นี่บอกว่าหนูเรียกผิด
มันคือ "ธนูว่าว"

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
เจริญขวัญ วันที่ : 25/10/2008 เวลา : 04.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charoenkwan

อีกหน่อย คนรุ่นหลังอาจจะไม่เข้าใจ "ข้าวใหม่ปลามัน"แล้วก็ได้นะคะ ด้วยวิถีบริโภคที่เปลี่ยนไป และเหลือไว้เพียงคำพูดเท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
lumpao วันที่ : 24/10/2008 เวลา : 14.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lumpao
 

อ่านแล้วลาวละอายจ้า

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ภู_เชียงดาว วันที่ : 23/10/2008 เวลา : 21.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phuchiangdao

สบายดีน่อ ปี้สาว...

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
บ้านเกิดเมืองนอน วันที่ : 22/10/2008 เวลา : 23.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hometown

เราเห็นว่า คนไทยต้องยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตนเอง
ถ้าเราจะไม่เป็นครัวของโลก เราต้องคิดว่า เราจะทำอะไร

เราซื้อน้ำมัน (พลังงาน) ใช้ ปีละ 800 000 ล้าน
เราซื้อเหล็ก ปีนี้ 500 000 ล้าน
เราซื้อ รถยนต์ คอมพิวเตอร์ ต่างๆ

ที่ดินทั้งประเทศ(รวมป่า)เรามี 320 ล้านไร่
เราใช้ที่ดินปลูกข้าว 63 ล้านไร่
เราขายข้าว ปีที่แล้ว ได้ 120 000 ล้านบาท

ถ้าเราไม่สร้างเขื่อน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานที่เราต้องซื้อจากต่างชาติ
ถ้าเราไม่ถลุงเหล็ก เพื่อยืนได้ด้วยตนเอง


ลูกหลานเราคงเป็นหนี้เขาต่อไป สักวันคงต้องขายที่ดินให้ต่างขาติไปหมดเพื่อใช้หนี้ นะครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
แม่สีไฟ วันที่ : 22/10/2008 เวลา : 23.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ting

สรุปว่า "พัฒนา" แล้วมันดีจริงป่ะคะเนี่ย?

ถามตัวเองตั้งหลายรอบแระ
ตอบไม่ได้สักทีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สิงหา_สัตยนนท์ วันที่ : 22/10/2008 เวลา : 23.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pinitsatayanon
จุ๊ๆ ข้าพเจ้ากำลังร่ายบทกวี

โอ้ พึ่งทราบนะนี่
สวัสดีครับ
สบายดีนะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2008 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]