ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้
Southern Thailand NewsPeople
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/STCC
วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน 2552
Posted by ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้ , ผู้อ่าน : 1394 , 20:12:20 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ทำความรู้จัก‘โครงการเขื่อนสายบุรี’

 

 

ขึ้นชื่อ – ปลากือเลาะห์ หรือกือเลาะห์แมเลาะห์ ในชื่อภาษาไทย
ปลาพลวงชมพู แห่งแม่น้ำสายบุรี

สภาพปัญหา/ พัฒนาการของปัญหา
 
ลุ่มน้ำสายบุรีเป็นลุ่มน้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในลุ่มน้ำภาคใต้ตอนล่าง มีพื้นที่รองรับ
น้ำประมาณ 2,237 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่อำเภอสุคิรินอำเภอระแงะ
อำเภอศรีสาคร อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส อำเภอรามัน จังหวัดยะลา
อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ อำเภอไม้แก่น และอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี
สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับการทำนา สวนผลไม้
สวนยางพารา เลี้ยงสัตว์ และประมง
 
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยังเหลืออยู่ ชี้ให้เห็นถึงความเป็นมาของชุมชนที่มี
การตั้งถิ่นฐานมานานกว่า 300 ปีแล้ว ชุมชนได้ปรับชีวิตให้สอดคล้องกับระบบนิเวศ
ในพื้นที่ จนเกิดเป็นวัฒนธรรมความเชื่อและรูปแบบประเพณี ในการใช้ทรัพยากร
ในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม เกิดความมั่นคงด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ชุมชน
จึงดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเรื่อยมา

รายละเอียดโครงการ
    
สำหรับโครงการพัฒนาลุ่มน้ำสายบุรีตอนล่าง ตั้งอยู่ที่บ้านกะดูนง ตำบลอาซ่อง อำเภอรามัน
จังหวัดยะลา มีระยะเวลาก่อสร้าง 8 ปี ตั้งแต่ปี 2553 – 2560 งบประมาณทั้งโครงการ
1,775.440 ล้านบาท ประกอบด้วย ประตูระบายน้ำขนาด 12.5 X 6 เมตร 8 ช่อง ประตู
ระบายน้ำปากคลองส่งน้ำฝั่งขวา ขนาด 6 x 3.5 เมตร 1 ช่อง ส่งน้ำผ่านท่อระบายน้ำ
ขนาด 2 – 2.85 x 3 เมตร สามารถระบายน้ำได้ 13 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
    
นอกจากนี้ ยังมี ทางระบายน้ำฉุกเฉินยาว 650 เมตร ระบายน้ำได้ 400 ลูกบาศก์เมตร
ต่อวินาที ทำนบดินปิดกั้นลำน้ำเดิมยาว 220 เมตรสูง 17 เมตร และ ระบบส่งและ
ระบายน้ำ สำหรับพื้นที่ชลประทาน 39,530 ไร่ ประกอบด้วยคลองดาดคอนกรีต
25 สาย ความยาวรวม 140 กิโลเมตร คลองระบายน้ำ 13 สาย ยาวรวม 42 กิโลเมตร
และคันกั้นน้ำเค็ม 7 สาย ยาวรวม 1.5 กิโลเมตร
    
โครงการพรุบาเจาะ – ไม้แก่น ประกอบด้วย ระบบส่งน้ำให้กับพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน
ประมาณ 20,000 ไร่ ประกอบด้วย คลองส่งน้ำดาดคอนกรีตยาว 5 กิโลเมตรและปรับปรุง
คลองเดิมเพื่อผันน้ำจากแม่น้ำยะกัง ยาว 4.4 กิโลเมตร ระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำ
เพื่อป้องกันน้ำท่วมและไฟไหม้พรุ ประกอบด้วยงานขุดลอกคลองระบายน้ำเดิม และขุดคลอง
ใหม่สายที่ 4 ยาวประมาณ 13.3 กิโลเมตร คลองระบายน้ำเปรี้ยวลงสู่ทะเลป้องกันไม่ให้มีการ
ระบายน้ำลงคลองสายบุรีในช่องฤดูฝน ยาวประมาณ 5.3 กิโลเมตร
    
ส่วนตัวเขื่อนสายบุรี เป็นเขื่อนทดน้ำชนิดประตูระบายน้ำ มีระดับหลังคันดินเขื่อน +16.50 เมตร
ระดับน้ำทะเลปานกลาง ระดับเก็บกัก +12.50 เมตรระดับน้ำทะเลปานกลาง ระดับสันบานประตู
+13.50 เมตรระดับน้ำทะเลปานกลาง บานประตูโค้ง 6 เมตร X 6 เมตร จำนวน 16 ช่อง มีการ
สร้างทำนบดินปิดกั้นลำน้ำเดิม โดยมีระดับสันทำนบ +17.00 เมตรระดับน้ำทะเลปานกลาง
ความกว้าง 9.00 เมตรระดับน้ำทะเลปานกลาง ความยาว 190.00 เมตร ส่วนสูงสุด 15.00 เมตร
พื้นที่ลุ่มน้ำเหนือหัวงาน 2,180 กิโลเมตร พื้นที่ชลประทาน 44,500 ไร่ ค่าก่อสร้าง 588.93 ล้านบาท
ระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปี
    
สำหรับรายละเอียดของโครงการดังกล่าวที่ปรากฏในเว็บไซต์ของสำนักโครงการขนาดใหญ่
http://web.rid.go.th/lproject/const/project/13lumruyai/saiburi.html
ระบุว่า เป็นโครงการในความรับผิดชอบของสำนักสำนักงานก่อสร้าง 13 สำนักโครงการขนาดใหญ่
มีสำนักงานตั้งอยู่ที่26/70 – 71 หมู่ที่ 7 บ้านบางหลาโอน ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
82190

ความเป็นมาของโครงการเขื่อนสายบุรี
    
ปี 2521 สำนักงานพลังงานแห่งชาติ ทำการศึกษาเบื้องต้น
    
ปี 2522 ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา IESCO ศึกษาความเหมาะสมของโครงการ มีการเสนอ
ให้สร้างเขื่อนหินทิ้ง ที่บ้านไอร์บือแยง ตำบลสะกอ อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส
เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ มีพื้นที่ถูกน้ำท่วมมาก จึงต้องมีการศึกษาผลกระทบ
ด้านสิ่งแวดล้อม
    
ปี 2524 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้บรรจุโครงการ
สายบุรีไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 จากนั้นมอบโอนโครงการ
ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้รับผิดชอบ
    
ปี 2526 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พิจารณาเห็นว่าโครงการดังกล่าว จะสร้าง
ผลกระทบมาก จึงพิจารณาย้ายตำแหน่งที่ตั้งเขื่อนใหม่ เป็นบ้านไอร์บือแต อำเภอจะแนะ
จังหวัดนราธิวาส แต่เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ ซับซ้อน จึงพยายามหาแหล่ง
ช่วยเหลือจากต่างประเทศ
    
ปี 2528 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยี่ยมราษฎร ในเขตจังหวัดยะลา และจังหวัด
ปัตตานี ทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาสร้างเขื่อนทดน้ำ เพื่ออำนวยประโยชน์
ด้านการเกษตรกรรมและเพื่ออุปโภคบริโภค
    
หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษา
ผลกระทบฯ แล้ว คณะกรรมการฯ มีมติให้ขยายประเด็นการศึกษา จากเดิมที่ให้ศึกษา
เฉพาะผลกระทบจากโครงการเขื่อนสายบุรี เป็นการศึกษาแนวทางการจัดการทรัพยากรน้ำ
ในบริเวณลุ่มน้ำสายบุรี

ความรุนแรง/ เทคนิค/ บทบาท/ การกระทำของฝ่ายก่อปัญหา
   
ปี 2534 กรมชลประทานเริ่มมีการสำรวจและซื้อที่ดินของชาวบ้าน ช่วงแรกชาวบ้านคิดว่า
ไม่ใช่เขื่อน เห็นเพียงว่าเป็นโครงการพระราชดำริ ชาวบ้านไม่ให้ที่ดิน แต่ราชการอ้างว่า
เป็นพระราชดำริจึงยอมแบบไม่เต็มใจ พร้อมกับติดตามข้อมูลหาความชัดเจนเพิ่มเติม
พอดีช่วงนั้น นักวิชาการท่านหนึ่ง ได้เข้าไปศึกษาเรื่องนกมารับรู้ปัญหา จึงประสานกับ
องค์กรพัฒนาเอกชน ให้ลงพื้นที่ เกิดเป็นการทำงานร่วม เริ่มศึกษาปัญหาลึกขึ้น พบว่า
    
- มีผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งเหนือเขื่อน คือ น้ำท่วม ด้านล่างของเขื่อน คือ จะมีการทำคลองส่งน้ำ
ถึงสายบุรี บ้านทอน
    
- การสร้างเขื่อนสายบุรี เพื่อดึงน้ำไปแก้ปัญหาป่าพรุ ที่ทางการได้พัฒนาจนเสียหายไปแล้ว คือ
พรุบาเจาะ พรุแฆแฆ อำเภอปะนาเระ
    
- ชุมชนแถบนี้เป็นชุมชนดั้งเดิม มีพื้นที่จำกัด มรดกให้ลูกหลานมีน้อย ถ้าโครงการเวนคืนพื้นที่
ของชาวบ้านจะหมดไป
    
- การสร้างเขื่อน น้ำจะท่วมมัสยิด กุโบร์ ศาสนสถานที่คนมุสลิมต้องปกป้อง
 
ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2539 กรมชลประทานพยายามที่จะเคลื่อนไหวในพื้นที่ โดยอาศัยผู้มี
อิทธิพลในพื้นที่บางคน พยายามหว่านล้อมเสนอผลประโยชน์ ตลอดจนข่มขู่แกนนำในพื้นที่

สภาพการรวมตัว/ วิธีการแก้ไขปัญหาของฝ่ายชาวบ้าน
    
16 ตุลาคม 2539 แกนนำชาวบ้านได้ยื่นหนังสือต่อผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัด
ชายแดนภาคใต้ เรียกร้องให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำหน้าที่ประสานงาน
เพื่อให้การศึกษาผลกระทบฯ ดำเนินต่อไป และขอให้มีการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของ
กรมชลประทาน ซึ่งขัดต่อข้อตกลงร่วมกัน เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2536
    
วันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 แกนนำชาวบ้านประสานงานกับประธานสภาจังหวัดยะลา
ปัตตานี และนราธิวาส ประธานสภาจังหวัดทั้ง 3 จังหวัด ได้ทำหนังสือที่ สจ. 74/2539
ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2539 ยื่นต่อผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
เพื่อขอให้ยกเลิกโครงการพัฒนาลุ่มน้าสายบุรีตอนล่าง ในขณะเดียวกันชาวบ้าน และผู้นำ
ท้องถิ่นได้ร่วมกันลงนามในหนังสือคัดค้านโครงการเขื่อนสายบุรีด้วย
    
ปี 2540 ชาวบ้านได้เข้าร่วมกับสมัชชาคนจนชุมนุม ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล 99 วัน
จนรัฐบาลมีมติให้ยุติโครงการ หลังจากนั้น การรวมตัวของชาวบ้านก็อ่อนลง แต่ก็ยังระวัง
ติดตามกันอยู่ โดยใช้การศึกษาวิจัยข้อมูลมาร้อยเชื่อมกันไว้ ในส่วนของแกนนำยังทำงาน
ต่อเนื่อง จนสามารถขยายพื้นที่ออกไปมากกว่าเดิม ประเด็นการดำเนินกิจกรรมก็ขยาย
ไปยังด้านอื่น เช่น ด้านเศรษฐกิจ เกษตรทางเลือก
    
ปี 2547 คณะรัฐมนตรี ในรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีมติให้นำโครงการเสร้าง
เขื่อนสายบุรี ขึ้นมาศึกษาใหม่
    
ปัจจุบัน มีกระแสข่าวจะฟื้นโครงการเขื่อนสายบุรี เพื่อเป็นแหล่งน้ำรองรับโรงงาน
อุตสาหกรรมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการฟื้นนาร้างนำมาปลูกข้าวปีละ 2 ครั้ง
และปลูกปาล์มน้ำมัน รวมทั้งแก้ปัญหาป่าพรุใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

แหล่งข้อมูล

เครือข่ายเขื่อน  
เขื่อน นวัตกรรมแห่งปัญหา กรุงเทพฯ:สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, 2547

วิทยา  อาภรณ์ และบัณฑิตา  อย่างดี ร่างรายงานวิจัยสถานการณ์สิทธิ 14  จังหวัดภาคใต้
โครงการสิทธิชุมชนศึกษาภาคใต้ 2549

www.prachatai.com/05web/th/home/12040

.........................................

ล้อมกรอบ

เสน่ห์ จามริก อดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เขื่อนกับสิทธิชุมชน

หากจะมองเขื่อนในเชิงผลกระทบทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม
และความสำคัญเชิงนโยบาย ซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
จะต้องเข้ามาร่วมพิจารณาถึงผลกระทบภายใต้นโยบายที่ชอบธรรม
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เทคโนโลยีไม่ได้เป็นกลางโดยตัวของมัน
    
ฉะนั้น ในเบื้องต้น การพัฒนาเทคโนโลยีที่มีชื่อว่าเขื่อน มันไม่ได้
มีความเป็นกลาง หากโดยนัยยะหมายถึง ลัทธิอุดมการณ์ทางการเมือง
ที่แอบแฝง
    
การนำเสนอของผมในวันนี้ ผมจะนำเสนอวิธีการพัฒนาเชิงลัทธิอุดมการณ์
ที่มาพร้อมกับเขื่อน ในแง่มุมของเศรษฐศาสตร์การเมือง เขื่อนไม่ใช่สิ่ง
ก่อสร้างที่กั้นน้ำเท่านั้น เขื่อนเป็นกระบวนการคิดเกี่ยวกับการจัดการ
ทรัพยากรน้ำ และพลังงานในกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจกระแสใหญ่
ในช่วง 40 – 50 ปีที่ผ่านมา
    
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจใดๆ เมื่อรายงานของคณะกรรมการ
เขื่อนโลก ระบุถึงเขื่อนจำนวนพันจำนวนหมื่นในโลกนี้ ที่ก่อผลกระทบกับ
ระบบชุมชนท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม เพราะอุดมการณ์หลักของการสร้างเขื่อน
คือ การระดมสรรพทรัพยากรทุกชนิดในชนบท เพื่อเสนอสนองตอบระบบ
อุตสาหกรรม ผ่านกระบวนการการพัฒนาในกระแสอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ
    
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดในการสร้างเขื่อน ทั้งแง่ประโยชน์ทางด้านชลประทาน
หรือกระแสไฟฟ้า หากจุดเน้นหนักกลับอยู่ที่นโยบายของการระดมทรัพยากร
ธรรมชาติ เข้าอุ้มชูระบบอุตสาหกรรม ส่งผลให้เกิดความสูญเสียและวิกฤติการณ์
นอกเหนือไปจากต้องอพยพโยกย้ายผู้คนสร้างผลกระทบในระบบสิ่งแวดล้อมแล้ว
เขื่อนกลับสร้างสภาวะแปลกแยกภายในระบบสังคม และการเมือง แบ่งแยก
ภาคสังคมชนบท และสังคมเมืองออกจากกันอย่างเด่นชัด
    
ดังนั้น เขื่อนจึงไม่ถือเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้าง หากเป็นส่วนสะท้อนวิธีคิดเชิง
นโยบาย ที่มีความโน้มเอียงของระบบการพัฒนาที่ฉ้อฉล
    
การสร้างเขื่อน คือ การสร้างความเติบโตให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและภาคเมือง
โดยการคิดแบบบนลงล่าง ในยุคเผด็จการสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพราะฉะนั้น เขื่อนจึง
ถือเป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบอำนาจนิยม ที่มุ่งพัฒนาเมืองโดยปราศจากการ
เรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมจากชุมชนท้องถิ่น
    
การสร้างเขื่อน ถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน เพราะจำเป็นต้องอพยพผู้คน
ที่อยู่ท้ายเขื่อน และต้องทำลายทรัพยากรสิ่งแวดล้อม เป็นระบบความคิดเก่า
ที่ก่อความแปลกแยก และความเดือดร้อน – ทุกข์ยากแก่ประชาชนส่วนใหญ่
อีกทั้งเป็นการละเมิดสิทธิของชุมชนท้องถิ่น ที่มักถูกมองว่า เป็นกลุ่มคนที่ยากจน
และไม่มีความรู้
    
ดังนั้น ที่ผ่านมา การประเมินผลกระทบ จึงมักมองข้ามกลุ่มคนในชุมชนท้องถิ่น
และมุ่งสร้างระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรม หากผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชุมชนท้องถิ่น
กลับได้รับการประเมินต่ำอย่างไม่คำนึงถึงคุณค่า การทำลายชุมชนท้องถิ่นและ
สิ่งแวดล้อม คือ การทำลายต้นทุนชีวิตของสังคมอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งที่ชุมชน
ท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม คือ ฐานต้นทุนชีวิตซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาบนแนวทางที่ยั่งยืน
ในอนาคต
    
เขื่อน คือ ส่วนหนึ่งของวิธีคิดที่มีแบบมาจากตะวันตก อันเป็นความแปลกแยกที่สุดของ
สังคมไทย ผมคงพูดไม่ได้ว่า เขื่อนเป็นสิ่งเลวร้ายไปหมด หากในความหมายที่บอกว่า
เขื่อนคือ วิธีการจัดการน้ำและพลังงาน ประเด็นใหญ่ คือ การทบทวนว่า ภายใต้ระบบ
วัฒนธรรมแบบไทยสังคมไทยจะมีวิธีการจัดการทรัพยากรเหล่านี้อย่างไร
    
สังคมไทย คือ สังคมของฐานทรัพยากรเขตร้อนโลก นี่คือ ความจริงที่สังคมไทยมองข้าม
นโยบายการพัฒนาโดยรัฐ ที่ผ่านมาตลอด 5 ทศวรรษ มองข้ามความจริงเรื่องนี้ สังคม
ฐานทรัพยากรเขตร้อน คือ สังคม ซึ่งอยู่ในภูมิภาคของป่าเขตร้อนโลก ที่มีพื้นที่เพียง
เล็กน้อยเท่านั้น พื้นที่เหล่านี้เป็นแหล่งของความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เป็นเป้าหมาย
ของการช่วงชิงจากกลุ่มประเทศ ที่มีขีดความสามารถเชิงเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
ซึ่งพยายามขยายฐานความคิดออกไปสู่ประเทศอื่นๆ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติ ก่อนเข้า
ช่วงชิงผ่านระบบสิทธิบัตร
   
หากสังคมฐานทรัพยากรเขตร้อน กลับไม่ได้หมายเฉพาะสังคมพืชสัตว์ หรือจุลินทรีย์
เท่านั้น แต่ยังมีสองสิ่งที่ถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญ คือ ชุมชนท้องถิ่น และระบบวัฒนธรรม
การจัดการทรัพยากรที่เหมาะสม เรียกว่า ระบบภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นต้นทุนการจัดการ
ฐานทรัพยากรที่สำคัญ
    
เขื่อน คือ ระบบคิดเก่าที่กำลังส่งผลกระทบสำคัญ ต่อระบบภูมิปัญญาข้างต้นเป็นอย่างมาก
ซึ่งแท้ที่จริงระบบภูมิปัญญาข้างต้น จำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาให้เติบโตเป็นระบบ
วัฒนธรรมสาธารณะ การจัดการการพัฒนาที่คำนึงคุณค่า ระหว่างระบบภูมิปัญญา
และการอุตสาหกรรม จึงเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องชัดเจนว่า จะเลือกให้ความสำคัญ
กับอะไร? เช่น ระบบเหมืองฝายในภาคเหนือ ชุมชนท้องถิ่นมีการเรียนรู้เรื่องกระแสน้ำ
และวิถีทางของน้ำ แต่ระบบเขื่อนกลับเป็นการกีดกั้น และกลับทำลายวิถีธรมชาติ
    
ช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา การเรียนรู้เรื่องแนวทางการพัฒนาที่ลักลั่น ระหว่างชีวิตของ
คนเมืองและชนบท เป็นความขัดแย้งที่ทำให้วิถีธรรมชาติยุ่งเหยิง และบั่นทอนพลัง
การพัฒนา เมื่อกาลอนาคต อาหาร และยา จะกลายเป็นประเด็นใหญ่ สังคมไทยกำลัง
ได้รับการรุกรานผ่านระบบสิทธิบัตร สงครามสิทธิถือครองทรัพยากรธรรมชาติ
ผ่านระบบทรัพย์สินทางปัญญา ในกระแสทุนนิยมโลก
     อย่างไรก็ตาม ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ชุมชนท้องถิ่นมีความตื่นตัวในเรื่องการ
ปฎิรูปการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นบทสะท้อนถึงความต้องการหลุดออกจาก
ระบบที่เอารัดเอาเปรียบ และรวมถึงปัญหาการผลาญใช้ทรัพยากรอย่างมุ่งทำลาย
ผมขอย้ำเอาไว้ตรงนี้เลยว่า เทคโนโลยีไม่ใช่สัญลักษณ์ของการพัฒนาและความเจริญ
แต่เป็นตัวแทนของระบบและลัทธิการปกครอง

หมายเหตุ – ถอดความจากปาฐกถาพิเศษเขื่อนกับสิทธิชุมชน โดยเสน่ห์ จามริก
สมัยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในการสัมมนา
เขื่อนกับสิทธิชุมชน วันที่ 27 – 28 สิงหาคม 2547 ณ สำนักงานคณะกรรมการ
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ดาวลดา

ดาวลดา งานเพลงรำลึกทัศนีย์ รุ่งเรือง - เพื่อนที่แสนดีของพี่น้องจะนะ สงขลา

View All
<< กันยายน 2009 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]


ท่านเห็นด้วยกับการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมตามแนวคิดในแผนพัฒนาภาคใต้ที่กำลังรุกหนักอยู่ตามพื้นที่ต่างๆในตอนนี้หรือไม่
เห็นด้วย
38 คน
ไม่เห็นด้วย
128 คน

  โหวต 166 คน