ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้
Southern Thailand NewsPeople
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/STCC
วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม 2552
Posted by ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้ , ผู้อ่าน : 763 , 18:56:48 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

วาทกรรมโลกร้อน : ชาวบ้านคือแพะรับบาป

ศยามล  ไกยูรวงศ์

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)
 
คำว่า “โลกร้อน” กลายเป็นวาทกรรมที่สังคมไทยนำมาใช้กันถ้วนหน้า แล้วแต่ใคร
จะหยิบฉวยมากล่าวหาใคร หรือจะหาเงินในรูปแบบใด หรือโจมตีว่าปรากฏการณ์ที่
เกิดขึ้นมาจากโลกร้อน ซึ่งดูเหมือนว่าสังคมไทยจะตื่นตัวต่อปัญหาโลกร้อนกันมาก  
แต่คำถามคือว่าสังคมไทยได้แก้ไขปัญหาโลกร้อนที่ตรงกับสาเหตุของปัญหาหรือไม่ 
นอกจากการจัดทำรายงานวิชาการภายใต้เงินกองทุนอย่างมากมายเพื่อคิดค้นว่าจะ
แก้ไขปัญหาโลกร้อนตามกระแสของโลก
 
วาทกรรม “โลกร้อน” ได้ถูกนำไปใช้ในการจัดการปัญหากับประชาชนและชุมชน
ทั้งในด้านป่าไม้ พลังงาน ทรัพยากรชายฝั่งทางทะเล และด้านการเกษตร ด้วยการ
อ้างงานวิชาการที่มีฐานคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ
ทุกประเภททั้งใต้ดิน บนดิน อากาศ และธรรมชาติทั้งมวลสามารถนำมาคำนวณคิด
เป็นเงินตราได้หมด ราวกับว่าทุกอย่างเป็นสินค้า ภายใต้โลกของทุนนิยม และทัศนคติ
ว่าเงินนั้นจัดการได้ทุกอย่าง   
            
งานศึกษาของ ดร.พงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุล และพิณทิพย์ ธิติโรจนะวัฒน์ ได้ศึกษาแบบ
จำลองเพื่อประเมินมูลค่าป่าต้นน้ำ  เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยว
ข้องกับการจัดการพื้นที่ต้นน้ำ  นำไปเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับจาก
โครงการต่างๆที่ขอเข้าทำประโยชน์บนพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติ 
ตัวแปรที่ใช้ประเมินมูลค่าป่าต้นน้ำ ได้แก่ ค่าคะแนนความหลากหลายทางชีวภาพ
ปริมาณน้ำฝนรายปี และค่าคะแนนลักษณะภูมิประเทศ เมื่อป่าต้นน้ำหายไป  ผลผลิต
ในรูปเนื้อไม้ ดินและธาตุอาหารสูญหาย  การเปลี่ยนแปลงลักษณะการไหลของน้ำท่า
อุณหภูมิอากาศที่สูงขึ้น และความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 
จะถูกนำมาตีค่าเป็นจำนวนเงินด้วยวิธีการทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม 
 
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้นำหลักเกณฑ์การตีค่าป่าต้นน้ำของ
พงษ์ศักดิ์ มาใช้ในการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง จากผู้กระทำผิดบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำ
โดยนำวิธีการตีมูลค่าทางการตลาด (Market valuation) มาคำนวณเป็นต้นทุนที่ต้อง
จ่ายเงินเพื่อฟื้นฟูคืนสภาพเดิม (Cost Replacement Method)   โดยกำหนดให้เป็นมูลค่า
ที่เกิดขึ้นจากการนำเนื้อไม้มาใช้ประโยชน์  ค่าใช้จ่ายในการนำดินที่สูญเสียออกไปกลับขึ้น
ไปปูทับไว้ที่เดิม เป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อแม่ปุ๋ยขึ้นไปโปรยเหนือพื้นที่ที่ปุ๋ยสูญหาย 
และเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องปรับอากาศ  เพื่อลดอุณหภูมิอากาศให้เย็นลงเท่ากับ
พื้นที่ป่าไม้ดั้งเดิม ตลอดจนเป็นมูลค่าที่สมควรจะได้รับจากการดูดซับ และเก็บกักก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ (คาร์บอนเครดิต/carbon credit)
            
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 กรมป่าไม้นำวิธีการดังกล่าวมาประกาศใช้มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น
จากการทำลายป่าต้นน้ำลำธารเป็นจำนวนเงิน 150,942.70 บาท/ไร่/ปี  เพื่อใช้ในการเรียก
ร้องค่าเสียหายทางคดีแพ่งจากผู้กระทำความผิดบุกรุกทำลายป่า เป็นเงิน 150,000 บาท/ไร่
และกรมอุทยานแห่งชาติฯก็ได้ดำเนินการฟ้องร้องคดีชาวบ้านหลายพื้นที่ข้อหาบุกรุกทำลายป่า
พร้อมกับเรียกค่าเสียหายทางแพ่งในลักษณะเดียวกัน
              
กรณีตัวอย่างของคดีที่เกิดขึ้น  เมื่อกรมอุทยานแห่งชาติฯดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียจากชาวบ้าน
เช่น นางกำจาย ชัยทอง บุกรุกทำลายพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า จำนวน 8-2-85 ไร่
ค่าเสียหายจำนวน 1,306,875 บาท  โดยคำนวณ ดังนี้ 

•การสูญหายของธาตุอาหาร มูลค่า  4,064.15 บาทต่อไร่ต่อปี

•ทำให้ดินไม่ดูดซับน้ำฝน 600 บาท ต่อไร่ต่อปี

•ทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นที่โดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์ 52,800 บาทต่อไร่ต่อปี

•ทำให้ดินสูญหาย 1,800 บาท ต่อไร่ต่อปี

•ทำให้ฝนตกน้อยลง 5,400 บาท ต่อไร่ต่อปี

•มูลค่าความเสียหายทางตรงจากป่าทั้งสามชนิด  ได้แก่

1)การทำลายป่าดงดิบ  ค่าเสียหายจำนวน 61,263.36 บาท

2)การทำลายป่าเบญจพรรณ  ค่าเสียหายจำนวน 42,577.75 บาท

3)การทำลายป่าเต็งรัง ค่าเสียหายจำนวน 18,634.19 บาท

สรุปรวมในหนึ่งปีมีการทำลายป่าไม้ในพื้นที่ 1 ไร่ คิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย จำนวน
150,942.70 บาท แต่กรมอุทยานแห่งชาติฯคิดค่าเสียหายจำนวน 150,000 บาท
ซึ่งศาลจังหวัดพัทลุงได้ใช้แนวทางดังกล่าวพิพากษานางกำจายว่าเป็นผู้กระทำความ
ผิดตามกฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และ พระราช
บัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 พร้อมทั้งจ่ายค่าเสียหายตาม
การตีค่าจากงานวิชาการ  
หากมองจากเหตุการณ์นี้ชาวบ้านนอกจากถูกคำพิพากษาจากศาลแล้ว สังคมก็จะ
พิพากษาว่าพวกเขาคือตัวการทำลายป่า เป็นอาชญากรของชาติที่ต้องถูกจับคุกใน
คดีอาญา และต้องชดเชยค่าเสียหายต่อรัฐในคดีแพ่ง  ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าบนพื้นที่สูง
คนเมือง คนพื้นราบ และคนไทยทั่วประเทศทั้งที่ตั้งถิ่นฐานมาก่อนการประกาศเขต
พื้นที่ป่าตามกฎหมาย และผู้ที่มาบุกเบิกทำกินภายหลังจากการประกาศพื้นที่ป่าตาม
กฎหมายเป็นระลอก  ตั้งแต่ป่าคุ้มครอง ป่าไม้ถาวร ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือพื้นที่ป่าที่ประกาศตามมติคณะรัฐมนตรี   ซึ่งมีกฎหมายและ
มติคณะรัฐมนตรีหลายฉบับ   พวกเขาได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ในสังคมไทย
             

             
ความจริงของปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าในประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนา
ทั่วโลกมาจากหลายสาเหตุ  สังคมโลกและสังคมไทยต้องยอมรับว่าการพัฒนา
เศรษฐกิจทุนนิยมที่ใช้เงินเป็นมาตรฐานของการดำรงชีวิตนั้นได้ทำลายทรัพยากร
ธรรมชาติและผืนป่า เพื่อการล่าอาณานิคมทางดินแดน ทางเศรษฐกิจ และการครอบ
งำทางวัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆที่ดำรงชีวิตต้องถูกบังคับด้วยการเปลี่ยนวิถีชีวิต
และวัฒนธรรมการผลิต เพราะถูกกล่าวหาเป็นคนไร้วัฒนธรรม และเป็นต้นเหตุของ
การทำลายป่า จากการเป็นชนเผ่าล่าสัตว์ ทำไร่หมุนเวียน ทำไร่ทำนาใช้สารเคมี
เป็นลูกจ้างตัดไม้  ปลูกพืชเชิงเดี่ยว เป็นต้น  ในขณะที่ปัญหาทางนโยบายภาครัฐสนับ
สนุนส่งเสริมให้ชาวบ้านและเกษตรกรต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมการผลิตจากยังชีพมาเป็น
การทำลายป่า 

แรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจผลักดันให้พวกเขาต้องดำรงชีวิตด้วยการบุกเบิกพื้นที่ป่า 
ปัญหาการไร้ประสิทธิภาพของระบบรัฐราชการในสังคมไทยที่คอรัปชั่น  ปัญหาทาง
กฎหมายที่ให้ดุลพินิจแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการหากินกับทรัพยากรป่า และเอาผิดกับผู้ที่
ไม่มีเงินไม่มีสิทธิไม่มีเสียง และเมื่อชาวบ้านและเกษตรกรเรียนรู้ปัญหาปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมมาช่วยดูแลรักษาป่า  แต่กฎหมายก็ไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านและเกษตรกร
ได้มีสิทธิและหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการป่า  
การใช้วาทกรรม “โลกร้อน” มาฟ้องคดีแพ่งกับชาวบ้านผู้บุกรุกทำลายป่า สะท้อนให้
เห็นการเลือกปฏิบัติในการใช้อำนาจทางกฎหมาย   อำนาจทางวิชาการที่อ้างว่าเป็น
“วิทยาศาสตร์” และอำนาจเงิน มาเบียดขับผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่ไร้สิทธิไร้เสียง 
ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีอภิสิทธิ์ของเงินไม่ได้ถูกปฏิบัติเช่นเดียวกันอย่างเท่าเทียม  

เมื่อเป็นเช่นนี้การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าให้ได้จริงและสามารถแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้นั้น
จึงมิใช่อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่ภาครัฐและทุกคนในสังคมจะให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้าน
และเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรป่านั้นหรือไม่  นโยบายและกฎหมายจะมาส่งเสริม
ให้พวกเขาได้มีบทบาทสำคัญดูแลรักษาป่าเพื่อคนทั้งประเทศอย่างไร สิ่งนี้เองที่เป็นคำตอบ

เมื่อนักวิทยาศาสตร์บอกว่าการแก้ไขปัญหาโลกร้อนนั้น ต้องมีการปลูกป่าเพื่อดูดซับคาร์บอน 
(Reducing Emission from Deforestation and Degradation in Developing
Countries/REDD)  เพราะว่าในแต่ละปีป่าไม้จะดูดซับคาร์บอนประมาณ 2.6 พันล้านตัน
ในขณะที่การทำลายป่า หรือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจะก่อให้เกิดการปล่อย
คาร์บอนประมาณ 1.6 พันล้านตัน หรือเทียบเท่ากับ 5.9 พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์
(IPCC, 2007) สรุปได้ว่า การปล่อยคาร์บอนจากการทำลายป่าคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ
20 ของการปล่อยทั้งหมด  ซึ่งมากกว่าการปล่อยคาร์บอนจากการคมนาคมขนส่ง ที่คิดเป็น
สัดส่วนร้อยละ 15 ของการปล่อยทั้งหมด (WRI, 2007) ด้วยเหตุนี้จึงมีความเห็นว่า การลด
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพ และมีต้นทุน
ในการปล่อยค่อนข้างต่ำ จึงต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

แนวคิดของ REDD ได้ถูกกำหนดให้เป็นมาตรการหนึ่งที่สร้างแรงจูงใจทางบวกให้แก่
ประเทศกำลังพัฒนาที่สามารถลดอัตราการทำลายป่า  หรือสามารถอนุรักษ์พื้นที่ป่า
ธรรมชาติไม่ให้ลดลงหรือเสื่อมโทรมลง วิธีการคือ การใช้กลไกการตลาดในการซื้อ
ขายคาร์บอนเครดิต ที่ประเทศพัฒนาแล้วให้เงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการปลูกป่า
เพื่อดูดซับคาร์บอน  คำถามอย่างง่ายๆสำหรับสามัญชนก็คือ เมื่อมีการทำลายป่าและมี
การปลูกป่า หรือปล่อยให้ป่าฟื้นฟูขึ้นมาตามธรรมชาติ ก็เป็นการดูดซับคาร์บอนทดแทนไป
จากการที่ป่าถูกทำลาย จึงมีค่าเป็นศูนย์ที่ไม่มีการปล่อยคาร์บอน 

ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ นักวนศาสตร์และนักนิเวศวิทยาได้กล่าวว่า

“การดูดซับคาร์บอนภายหลังการตัดไม้ทำลายป่า ขึ้นอยู่กับประชากรพืชทดแทนตามมา
รวมทั้งพืชชั้นล่างที่หลงเหลืออยู่ องค์ประกอบชนิดพันธุ์ไม้  ไม้ใหญ่ที่ยังหลงเหลืออยู่
(ต้นไม้ในนาข้าวดูดซับคาร์บอนได้ถึง 12.8  ตัน/เฮกตาร์ ที่น้ำพอง) ข้อมูลของกรมป่าไม้
ได้แสดงให้เห็นว่า ภายหลังเปลี่ยนป่าธรรมชาติ เป็นสวนยางพารา พบว่าดูดซับคาร์บอนได้
ประมาณ 180 ตัน/เฮกตาร์ (TDRI, 1992)”  

จึงตีความหมายได้ว่าการตัดไม้ทำลายป่า หรือการเปลี่ยนระบบการผลิต หรือแม้แต่การ
ปลูกป่าทดแทน ไม่สามารถคิดคำนวณว่าเป็นการดูดซับคาร์บอนทดแทนได้จริงหรือไม่
ในสภาวะที่ระบบนิเวศน์มีความหลากหลาย  ในทำนองเดียวกันก็ไม่ได้ส่งผลให้ประเทศ
พัฒนาแล้วหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก   ในขณะคนในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศ
กำลังพัฒนาก็ยังมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติแบบทำลาย  โดยที่ภาครัฐไม่ได้
มีนโยบายและกฎหมายที่แก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าอย่างแท้จริง  แต่ในทางตรงกันข้าม
กลับผลักภาระให้ชาวบ้าน และเกษตรกรที่พึ่งพาทรัพยากรป่าต้องรับภาระปลูกป่าดูดซับคาร์บอน
และบอกว่าให้เงินชดเชยเพื่อสร้างแรงจูงใจในการปลูกด้วยราคาซื้อขายที่พวกเขากำหนดไม่ได้ 
และอาจต้องขาดทุนจากการลงแรงลงขัน
 
การแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ทำง่ายนิดเดียว ไม่ต้องใช้เงิน ไม่ต้องศึกษาทางวิชาการ
เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมให้ซับซ้อน  และสามารถดูดซับคาร์บอน แก้ไขปัญหาโลกร้อนได้
เป็นอย่างดี  โดยการใช้วิธีแบบชาวบ้านๆสามัญชน โดยการส่งเสริมให้ชุมชนที่อยู่กับธรรมชาติ
มีสิทธิและหน้าที่ดูแลรักษาป่า ชุมชนในเมืองร่วมกันเพิ่มพื้นที่สีเขียว รอแต่ว่าภาครัฐจะส่งเสริม
และสนับสนุนในทางนโยบายและกฎหมายเมื่อไร เพราะชุมชนและชาวบ้านเขากำลังทำอยู่ 
มิเช่นนั้นภาครัฐและเงินกองทุนทั้งหลายจะจ่ายเงินไปจำนวนมากกับการศึกษาและหามาตรการ
แต่ยังไม่มีการฟื้นฟูป่าธรรมชาติขึ้นมาทดแทน

------------------------




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ดาวลดา

ดาวลดา งานเพลงรำลึกทัศนีย์ รุ่งเรือง - เพื่อนที่แสนดีของพี่น้องจะนะ สงขลา

View All
<< ตุลาคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]


ท่านเห็นด้วยกับการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมตามแนวคิดในแผนพัฒนาภาคใต้ที่กำลังรุกหนักอยู่ตามพื้นที่ต่างๆในตอนนี้หรือไม่
เห็นด้วย
38 คน
ไม่เห็นด้วย
128 คน

  โหวต 166 คน