ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้
Southern Thailand NewsPeople
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/STCC
วันอาทิตย์ ที่ 4 ตุลาคม 2552
Posted by ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้ , ผู้อ่าน : 1533 , 20:22:28 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

หลุมศพทะเลสาบ (1) : เสียงกระซิบจากเพรงกาล
ประมวล มณีโรจน์


นักโบราณคดีเคยกล่าว : บริเวณลุ่มทะเลสาบปรากฏร่องรอยของมนุษย์มาแล้ว
ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

กองกระดูกสัตว์และเปลือกหอยน้ำจืดในถ้ำหินปูนเชิงภูเขาบรรทัด คือหลักฐาน
สนับสนุนคำกล่าวของพวกเขา

หลังจากได้สนทนากับเศษซากอิฐหิน พวกเขาก็ยิ่งมั่นใจ : บริเวณเชิงภูเขาฝั่ง
ตะวันตกของทะเลสาบ (พัทลุง) เคยมีมนุษย์ผ่านทางหรือเข้ามาอาศัยอยู่ก่อน
แล้วตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 5-11
เหมือนลมหายใจที่เคยหมุนวนอยู่ในเวิ้งถ้ำอันมืดมิด และเรื่องราวแห่งชีวิตที่
ถูกกลบฝังอยู่ใต้ชั้นดิน จะเริ่มรำไรขึ้นแล้วจากเสียงกระซิบของกองกระดูกสัตว์
เปลือกหอย และเศษซากอิฐหิน เมื่อพวกเขาพบร่องรอยของ ‘มนุษย์ถ้ำ’ ในจังหวัด
พัทลุง ไม่ว่าที่ถ้ำคูหาสวรรค์ ถ้ำเขาอกทะลุ ถ้ำมาลัย (อ.เมือง) ถ้ำช่องลม ถ้ำควาย
(อ.เขาชัยสน) ถ้ำเขาโต๊ะบุญ (อ.ควนขนุน) โดยเฉพาะเครื่องมือหินสำหรับกะเทาะ
ที่ถ้ำเขาเมือง (อ.เมือง) เศษภาชนะดินเผาลายเชือกทาบที่ถ้ำค้างคาว (อ.เมือง)
กองเปลือกหอยที่ถ้ำโจรเขาพญาโฮ้ง (อ.กงหรา) ภาพเขียนที่ถ้ำพระเขากลาง
(อ.ควนขนุน) และขวานหินที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘ขวานฟ้า’ ที่เกาะหมาก
(อ.ปากพะยูน) เป็นอาทิ

ในช่วงเวลาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 7-19 มีหลักฐานทางโบราณคดี คัมภีร์โบราณ
และบันทึกชาวต่างชาติจำนวนหนึ่ง ที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของอาณาจักรโบราณ
ในคาบสมุทรมาลายู เช่น ศรีวิชัย ลังกาสุกะ และตามพรลิงค์ แม้ว่าในช่วงเวลา
อันยาวนานนั้น เราอาจจะไม่ได้ยินเสียงกระซิบจากตำนานของลุ่มทะเลสาบโดยตรง
แต่ก็พอจะเลียบเคียงถามได้บ้างจากนิทานังของอาณาจักรโบราณดังกล่าว

แม้ว่ายังไม่สามารยืนยันได้ทั้งชื่อและสถานที่ตั้งสำหรับ ‘ลังกาสุกะ’ เพราะนอกจาก
จารึกบนผนังกำแพงเมืองตันโชร์-ประเทศอินเดีย ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกและบอกเล่าถึง
ชัยชนะเหนือคาบสมุทรมาลายูของอาณาจักรโจฬะ ซึ่งมี ‘ลังกาโศกะ’ (langasoka)
เป็นหนึ่งในรายชื่อของผู้พ่ายแพ้แล้ว ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นเมือง-รัฐ-หรืออาณาจักร
และบันทึก-จารึก-จดหมายเหตุ-และวรรณคดี ทั้งของจีน-อินเดีย-ชวา-อาหรับ-และมาลายู
ต่างก็ยังให้การขัดแย้งกันอยู่

แต่ภาพร่างของศรีวิชัยและตามพรลิงค์ก็มีมิติที่ชัดเจนพอสำหรับจินตนาการ โดยเฉพาะ
ตามพรลิงค์ (บริเวณนครศรีธรรมราชปัจจุบัน) ซึ่งถือว่าสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับ
ลุ่มทะเลสาบ อย่างน้อยเสียงกระซิบเรื่อง ‘กลุ่มเมือง 12 นักษัตร’ ที่ว่าเมืองพัทลุง, เมืองสงขลา
และเมืองตรัง เป็นเมืองขึ้นนักษัตรมะเส็ง, ระกา และมะเมีย ของอาณาจักรตามพรลิงค์
ก็ทำให้พอกล่าวอ้างเช่นนั้นได้

‘ตามพรลิงค์’ ปรากฏชื่ออยู่ในศิลาจารึกหลักที่ 24 วัดหัวเวียง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
เขียนด้วยอักษรกาวิแบบชวาในปลายพุทธศตวรรษที่ 16 มีใจความสรรเสริญพระเจ้าศรีธรรม
โศกราช (จันทรภาณุ) แห่งปัทมวงศ์

คัมภีร์มหานิทเทสสะในพระไตรปิฎกในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 7 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 8
นับเป็นหลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึงอาณาจักรตามพรลิงค์ คัมภีร์อินเดียโบราณดังกล่าว
บอกเล่าถึงเมืองที่พ่อค้าอินเดียรู้จักและเคยไปมาค้าขายอย่างตกฺโกลมฺ, ชวมฺ, ตมลิงฺ
และสุวณฺณภูมิงฺ ตามลำดับ หนึ่งในชื่อเหล่านั้นคือ ‘ตมลิงฺ’ หรือตามพรลิงค์ซึ่งอาจมีสำเนียง
หรือสัญลักษณ์ที่ผิดเพี้ยนแตกต่างกันไปบ้าง เช่น ตามฺรลิงค์, ตมฺพลิงค์, ตมลิงฺ, ต่านหม่าลิ่ง,
ถ่ามเหล่ง และมาทามลิงคัม เป็นต้น

จากหลักฐานศิวลึงค์ที่มีอายุเก่าแก่ไปถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 8 ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า
รัฐโบราณรัฐนี้น่าจะเริ่มพื้นฐานมาจากชุมชนพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ซึ่งกระจายตัวตลอด
แนวชายฝั่งอ่าวไทย จากอ่าวบ้านดอน (สุราษฎร์ธานี) ลงมาจนถึงคาบสมุทรสทิงพระ (สงขลา)
กล่าวกันว่าศาสนาพราหมณ์ทั้งลัทธิไศวนิกายและไวษณพนิกาย เคยฝังรากอยู่ในดินแดน
แถบนี้ร่วมกับพุทธศาสนาลัทธิมหายานมายาวนาน กระทั่งพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทแบบ
ลังกาวงศ์และภาษาบาลีเข้ามามีอิทธิพลในช่วงครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 17 ดินแดนแถบนี้
จึงเกิดการผสมผสานทั้งพราหมณ์ไศวนิกายและไวษณพนิกาย ทั้งพุทธมหายานและเถรวาท
ลังกาวงศ์ ทั้งสันสกฤตและบาลี เกิดเป็นความเชื่อ พิธีกรรม ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม
และวิถีชีวิตแบบผสมผสานที่ทั้งขัดแย้งและสอดคล้องจนปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาอายุ ‘คาถา เย ธมฺมา’ ที่จารึกบนหลังพระพิมดินดิบที่ถ้ำคูหาสวรรค์และถ้ำ
เขาอกทะลุแล้ว อมรา ศรีสุชาติ (2544) เชื่อว่ายุคประวัติศาสตร์ของลุ่มทะเลสาบฝั่งตะวันตก
หรือฝั่งพัทลุง เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 เป็นอย่างน้อย ขณะที่ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม
(2528) ให้ข้อคิดเห็นจากร่องรอยการขุดคลองและตระพังหรือสระน้ำขนาดใหญ่ว่า ชุมชน
ในบริเวณสันทรายฝั่งตะวันออกของทะเลสาบหรือฝั่งสทิงพระ น่าจะก่อตัวขึ้นในราวพุทธ
ศตวรรษที่ 12 เช่นกัน
ต้นพุทธศตวรรษที่ 13 ภิกษุจีนนามลีจิงเดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย
เขาจาริกผ่านตามพรลิงค์และบันทึกถึงเมืองนี้ในฐานะของ ‘เมืองพระ’ ไว้ว่า มีเจ้าเมืองที่มุ่ง
แต่ด้านการกุศล ประชาชนใฝ่ธรรมะละเบียดเบียน มีพระภิกษุมากกว่า 1,000 รูป ซึ่งต่างก็มุ่ง
ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ทั้งได้บันทึกถึงประเพณีการทำบุญของชาวเมืองไว้อย่างละเอียดอีกด้วย

วินัย พงศ์ศรีเพียร (2543) ศึกษาหลักศิลาจารึกภาษาสันสกฤตของวัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช
ได้ความว่าจากต้นพุทธศตวรรษที่ 14 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 16 คือช่วงเวลาเกือบ 300 ปีที่อาณาจักร
ศรีวิชัยโดยราชาธิราชนามพระเจ้าศรีมหาราชแห่งราชวงศ์ไศเลนทร์ ได้มีอำนาจเหนืออาณาจักร
ตามพรลิงค์ ปราสาทอิฐ 3 หลังและพระสถูป 3 องค์ ที่สร้างขึ้นถวายพระโพธิสัตว์ผู้ถือดอกบัวหรือ
ปทุมปาณี และผู้ถือสายฟ้าหรือวัชรปาณี รวมถึงพระพิมพ์ดินดิบรูปพระโพธิสัตว์และรูปเทวดา
จำนวนมากในถ้ำคูหาสวรรค์และถ้ำเขาอกทะลุที่พัทลุง คือหลักฐานที่นักวิชาการกำลังให้ความสนใจ
ในการสนทนา

กลางพุทธศตวรรษที่ 16 เกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรศรีวิชัยได้สิ้นสุดลง เนื่องเพราะ
พระเจ้าราเชนทร์โจฬะที่ 1 แห่งอาณาจักรโจฬะ ณ ฝั่งโคโรมัลเดลทางภาคใต้ของอินเดีย
ส่งกองเรือลงมาโจมตี ศิลาจารึกบนผนังกำแพงด้านใต้ของวิหารเมืองตันโชร์ในอินเดีย
ซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ.1573 ได้จารึกถึงชัยชนะดังกล่าวไว้ พร้อมทั้งชื่อ ‘มาทามลิงคัม’
หรือตามพรลิงค์ (ภายใต้ร่มเงาของไศเลนทรวงศ์) ได้ถูกทำลายในครั้งนั้นด้วย

หลักฐานจีนในสมัยราชวงศ์ซ่งกล่าวว่า ต้นพุทธศตวรรษที่ 17 ‘ต่านหม่าลิ่ง’ (ตามพรลิงค์)
ได้ส่งคณะทูตไปถวายเครื่องราชบรรณาการแก่ราชสำนักจีน แสดงว่าราวครึ่งศตวรรษหลัง
จากที่กองเรือโจฬะเข้าโจมตีศรีวิชัย ตามพรลิงค์ก็เป็นอิสระและฟื้นตัวขึ้นมาเป็นรัฐการค้า
‘จดหมายเหตุหลิ่งไว่ไต้ต๋า’ กล่าวถึงอาณาจักรนี้จากความทรงจำไว้ในทำนองว่า บริเวณ
เมืองล้อมรอบด้วยระเนียดไม้ เรือนผู้สูงศักดิ์สร้างด้วยไม้ กระท่อมของไพร่สร้างด้วยไม้ไผ่
ใบจาก และเส้นหวาย ประชาชนจะเกล้าผมไปข้างหลัง บางคนขี่กระบือ แต่ส่วนใหญ่จะเดิน
เท้าเปล่า ผลิตผลท้องถิ่นที่เป็นสินค้าสำคัญมีขี้ผึ้ง ไม้กฤษณา ไม้มะเกลือ กำมะถัน งาช้าง
และนอระมาด เป็นต้น

ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราชอยู่ภายใต้การปกครอง
ของกษัตริย์ 3 พี่น้อง อันมีศรีธรรมโศกราชที่เป็นเชษฐาองค์ใหญ่ ศรีธรรมโศกราชที่เป็น
เชษฐาองค์รอง (คือจันทรภาณุ) และศรีธรรมโศกราชที่เป็นอนุชาสุดท้อง (คือพงษาสุระ)
โดยเฉพาะในรัชสมัยของจันทรภาณุ ซึ่งหลักศิลาที่ 24 ในประชุมศิลาจารึกภาค 2 ยกย่องว่า
ทรงมีพระจริยาวัตรนิ่มนวลดั่งดวงจันทร์และองอาจราวพระอาทิตย์นั้น หลักฐานลังกาและ
อินเดียต่างให้การตรงกันว่า เป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดทั้งด้านศาสนจักรและราชอาณาจักร
พระองค์เคยยกทัพเข้าประชิดเมืองยิ่งใหญ่อย่างลังกา และสามารถครอบครองเมืองขึ้น
ตลอดแหลมมลายู

หลังการสิ้นอำนาจของศรีวิชัย จันทรภาณุยังทรงปฏิเสธ ‘ไศเลนทรวงศ์’ ประกาศพระองค์
เป็น ‘ปัทมวงศ์’ โดยใช้ ‘ดอกบัว’ เป็นตราประจำเมืองในฐานะศูนย์กลางอำนาจ และกำหนด
ตราให้เมืองขึ้นที่รู้จักกันในนาม ‘เมือง 12 นักษัตร’ อันมีเมืองสายบุรี (ตราหนูปีชวด)
เมืองปัตตานี (ตราวัวปีฉลู) เมืองกลันตัน (ตราเสือปีขาล) เมืองปะหัง (ตรากระต่ายปีเถาะ)
เมืองไทรบุรี (ตรางูใหญ่ปีมะโรง) เมืองพัทลุง (ตรางูเล็กปีมะเส็ง) เมืองตรัง (ตราม้าปีมะเมีย)
เมืองชุมพร (ตราแพะปีมะแม) เมืองบันทายสมอ (ตราลิงปีวอก) เมืองสงขลา (ตราไก่ปีระกา)
เมืองตะกั่วป่า(ตราหมาปีจอ) และเมืองกระบุรี (ตราหมูปีกุน)

ในช่วงครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 18 นอกจากอาณาจักรตามพรลิงค์จะเป็นศูนย์กลาง
พุทธศาสนาเถรวาทลังกาวงศ์แล้ว การกระตุ้นให้การค้าบริเวณอ่าวไทยคึกคักขึ้นโดย
ราชวงศ์ซ่งใต้ของจีน ยังทำให้อาณาจักรนี้กลายเป็นเมืองท่าค้าขายที่สำคัญอีกด้วย
จากพื้นฐานของอำนาจและความรุ่งเรืองดังกล่าวทำให้จันทรภาณุในฐานะ ‘ศรีธรรมโศกราช’
ตัดสินใจยกทัพเข้าโจมตีลังกา เพื่อประกาศพระองค์เป็นองค์อุปถัมภกผู้ยิ่งใหญ่ คัมภีร์จูฬวงศ์
ปูชาวลี และจดหมายเหตุอื่นๆของลังกาได้บันทึกไว้ว่า จันทรภาณุแห่งชวากะได้ยกกองทัพ
เข้าประชิดลังกา แต่ถูกกองทัพของวีรพาหุ-นัดดาของพระเจ้าปรักกมพาหุที่ 1 เข้าตีโต้และ
ขับให้กองทัพชวากะถอยร่นออกจากลังกาได้สำเร็จ

ราชาแห่งปัทมวงศ์ระดมทัพเข้าโจมตีลังกาอีกครั้งเมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 19 การระดมทัพ
ครั้งนี้ทั้งจูฬวงศ์และปูชาวลีให้การตรงกันว่า มีชาวสิงหลจากหลายเมืองเข้าร่วมทัพ
ส่วนหัตถวนคัลลวิหารวงศ์ยอมรับว่า มีผู้คนเข้าสวามิภักดิ์มากมายในฐานะที่จันทรภาณุ
เป็นผู้อุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนา ขณะที่ผู้เชียวชาญประวัติศาสตร์ลังกาสันนิษฐานว่า
ราชาแห่งตามพรลิงค์น่าจะหยุดระดมพลที่เมืองจาวกัจเจรีและเมืองชาวกโกตเตในแถบ
คาบสมุทรซาฟนา เมื่อเคลื่อนทัพมาถึงเมืองมาราวฏะก็มีทหารทมิฬและโจฬะอาสาเข้าร่วม
ทัพด้วย หลังจากล้อมเมืองยาปวุไว้ได้แล้วพระองค์ก็ส่งทูตไปเจรจาขอให้ลังกาส่งมอบ
พระทันตธาตุ ฝ่ายลังกาได้ส่งเสนาบดีไปขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าชฎาวรมันวีรปาณฑยะ
สงครามแย่งชิงพระทันตธาตุครั้งที่ 2 ระหว่างตามพรลิงค์กับลังกาจึงเกิดขึ้น เราทราบจาก
จารึกของอาณาจักรปาณฑยะว่า สงครามครั้งนี้จันทรภาณุได้ทิ้งพระเศียรของพระองค์ไว้ที่นั่น

ว่าด้วยศึกแย่งชิงพระทันตธาตุหรือพระเขี้ยวแก้ว (A tooth-relic of the Buddha)
นอกจากสงครามยุทธหัตถีระหว่างพระเจ้าโคสีหราชแห่งทันทบุรีกับพระเจ้าอังกุศราช
แห่งขันธบุรีในตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช นอกจากสงครามระหว่างจันทรภาณุ
กับวีรพาหุเมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 18  และระหว่างจันทรภาณุกับชฎาวรมันวีรปาณฑยะ
เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 19 แล้ว ศาสตราจารย์ ดี.จี.อี.ฮอลล์ ก็เคยอ้างพงศาวดารไทยว่าพระเจ้า
อโนรธา รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์พุกาม เคยยกทัพเข้าน่านเจ้าตะลุยไปถึงเมืองตาลีฟูเพื่อตามหา
พระเขี้ยวแก้ว และ จี.อี.ฮาร์วี่ ก็เคยเล่าไว้ใน ‘ประวัติศาสตร์พม่า’ เรื่องพระเจ้าอโนรธาทูลขอ
พระขี้ยวแก้วจากพระเจ้าวิชัยพาหุที่ 1 กษัตริย์แห่งลังกา (ในฐานะที่พุกามเคยช่วยเหลือลังกาชำระ
พระไตรปิฎก) ว่ากันว่าพระเขี้ยวแก้วที่พระเจ้าพุกามรับมอบจากพระเจ้าลังกาครั้งนั้นเป็นของ
ปลอม

ก่อนที่ศิลาจารึกหลักที่ 1 ของขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัยจะถูกกล่าวอ้างถึงความเจริญรุ่งเรือง
ของนครศรีธรรมราชเมื่อกลางพุทธศตวรรษที่ 19 ว่า “...พ่อขุนรามคำแหงกระทำโอยทาน
แก่มหาเถรสังฆราชปราชญ์เรียนจบปิฎกไตร หลวกกว่าปู่ครูในเมืองนี้ ทุกคนลุกแต่เมือง
นครศรีธรรมราชมา...” เราไม่รู้ว่าปณิธานของจันทรภาณุจะบรรลุความใฝ่ฝันหรือไม่
พระองค์ยกกองทัพบุกบั่นไปถึงเมืองลังกา เพื่อนำพระทันตธาตุมาประดิษฐาน ณ อาณาจักร
และเพื่อก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ในฐานะขององค์อุปถัมภก ขณะที่จารึกของอาณาจักรปาณฑยะ
กระซิบบอกเราว่า ราชาแห่งปัทมวงศ์นำทั้งพระชนม์ชีพและความใฝ่ฝันของพระองค์ไปทิ้งไว้
ที่นั่น

ตามพรลิงค์แห่งปรัมปราสมัยได้ปิดฉากลงพร้อมกับการสิ้นพระชนม์ในสนามรบของจันทรภาณุ
ก่อนที่พัฒนาการของนครศรีธรรมราชและลุ่มทะเลสาบจะเปิดฉากใหม่ขึ้น-ภายใต้การปฏิสัมพันธ์
กับอาณาจักรอยุธยา

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
พันธกานท์ วันที่ : 04/10/2009 เวลา : 21.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panthakant
สวนอักษร : ธารคำท่ามกลางยุคสมัยฯ  "พันธกานท์ ตฤณราษฎร์" 

แวะมาอ่านครับท่าน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ดาวลดา

ดาวลดา งานเพลงรำลึกทัศนีย์ รุ่งเรือง - เพื่อนที่แสนดีของพี่น้องจะนะ สงขลา

View All
<< ตุลาคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]


ท่านเห็นด้วยกับการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมตามแนวคิดในแผนพัฒนาภาคใต้ที่กำลังรุกหนักอยู่ตามพื้นที่ต่างๆในตอนนี้หรือไม่
เห็นด้วย
38 คน
ไม่เห็นด้วย
128 คน

  โหวต 166 คน