ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้
Southern Thailand NewsPeople
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/STCC
วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน 2553
Posted by ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้ , ผู้อ่าน : 1114 , 15:33:08 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

5 ปี แห่งการล้มลงของพญาไม้ 'เทือก บรรทัด'
สนทนากับ 'เปลื้อง คงแก้ว'
คำต่อคำ ผ่านบทสนทนาเพิ่งค้นพบ !
เปลื้องเผยทัศนะแห่งชีวิต สังคม และวรรณกรรม ที่คุณไม่เคยอ่านที่ไหน
(ตอนที่ 3 – จบ)

บทสนทนาหัวข้อที่ 3 : เปลื้อง 'บรรทัดกวี'
 “ที่นี่มีจิตนิจนิรันดร์
 มีเธอ - มีฉันมิผันเปลี่ยน
 มีรู้มีรักให้ร่ำเรียน
 ให้เธอ - ฉัน อ่านเขียนบทกวี”
                      (แผ่นดินกวี : สวน / 2547)

Q : ‘กวีเอ็นจีโอ’ ที่บางคนนิยามศัพท์ขึ้นมา มีที่มายังไง
เปลื้อง : อาจจะเป็นผมมั้ง (หัวเราะ) คือสังคมปัจจุบันเค้าก็ยอมรับว่าผมเป็นกวี
คนหนึ่ง แต่หลายคนก็เห็นว่าผมไปมีบทบาทร่วมกับพวกเอ็นจีโอมาก ไม่ว่ากรณี
ท่อก๊าซ บ่อนอก หินกรูด หรือเรื่องของการอนุรักษ์อะไร   ต่างๆ มากมาย ไปๆมาๆ
เค้าก็เลยเรียกผมว่าเป็นกวีเอ็นจีโอ จริงๆผมอยากทำความเข้าใจว่า โลกกวีเป็นโลก
ของอารมณ์ คนเราอยู่กับอารมณ์ตลอดชีวิตผมว่าไม่น่าจะถูกนัก เช่นเดียวกัน ถ้าอยู่
ด้วยเหตุผลอย่างเดียวก็คงไม่น่าพิสมัยสักเท่าไหร่  ทั้งเหตุผลและอารมณ์ผมว่ามันต้อง
สมดุลกัน ภายในหนึ่งวัน ผมเป็นกวีได้อาจจะสักชั่วโมงสองชั่วโมง หลังจากนั้นผมก็เป็น
คนปลูกกล้วย เป็นพ่อของลูก เป็นสามีของภรรยา ที่บ้าน เป็นคนล้างจาน หรือเป็นคน
ขับรถที่ต้องเคารพต่อกฎจราจร กวีมันจะแอบมาสิงผมเป็นครั้งคราว บางอารมณ์
ซึ่งผมเป็น กวี 24 ชั่วโมงไม่ได้

Q : นามปากกา เทือก บรรทัด มีที่มายังไง
เปลื้อง : ที่ดินที่ผมทำสวนติดอยู่กับเทือกเขาบรรทัด ผมก็เลยเหมาเอาว่า
เทือกบรรทัด คือคล้ายๆ กับว่าเอาภูเขาทั้งภูเขาเป็นนามปากา นั่นคือนัยยะหนึ่ง
ส่วนนัยยะที่สอง ตระกูลของผม พ่อของผมเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่มีเล่ห์ เหลี่ยม
บุหรี่ไม่สูบ เหล้ายาไม่กิน ทำงานอย่างเดียว พ่อผมก็เป็นคนพูดตรงนะ พูดตรง
ชนิดที่คนหงายหลังเหมือนกันแหละ นัยยะที่สองของนามปากกาผมจึงหมายถึง
เทือกเถาเหล่าก่อที่ตรง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่หาเรื่องอะไรกับใคร ทำ มาหากิน
อย่างเดียว พ่อผมน่ะ ชั่วชีวิต ทำมาหากินอย่าง เดียว ผมก็เลยชอบนามปากกานี้

Q : ผลงานกวีนิพนธ์ของอาจารย์มักจะเขียนถึงอะไร
เปลื้อง : เขียนถึงโลกของชีวิต ทั้งที่เป็นธรรมชาติ ทั้งที่เป็นมนุษย์ ทั้งที่เป็น
สรรพชีวิตทั้งมวล เล่มแรกอาจ จะเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมหน่อย เพราะตอนนั้น
สนุกกับการ ทำค่ายสิ่งแวดล้อมอยู่กับเด็กๆ แต่อยู่ดีๆญิบ(พันจันทร์) เขาก็บอก
ว่าพิมพ์สักเล่มได้แล้ว เขาก็เลยเอาไปรวบรวมพิมพ์   จน “กลางคลื่นกระแสกาล”
คลอดออกมา แต่เล่ม “เพราะ  น้ำรินไหลจึงใสเย็น” นี่ เป็นช่วงที่ผมไปอยู่ในสวน
งานมันจึงออกมาในลักษณะของโลกชีวิตจิตใจข้างในเยอะ อาจจะอายุมากขึ้นด้วย
เราน่าปลุกโลกของชีวิตที่หลับใหลให้ตื่น ขึ้นมา

Q : มองกวีนิพนธ์ตอนนี้ยังไงบ้าง ที่เขาเขียนๆ กัน
เปลื้อง : ผมคิดว่าโดยส่วนใหญ่ก็ดีนะ แต่ว่าอาจมีบางส่วนที่อาจจะเบลอๆ อยู่บ้าง
คงเป็นเพราะธรรมชาตินักเขียนเราที่ไม่ชอบอยู่กับที่ จึงคิดค้นวิธีการและเนื้อหา
อยู่เรื่อย มันจึงยังไม่ชัดนัก แต่สำหรับผม ผมรู้สึกว่าในส่วนของเนื้อหา เราอาจ
จะพูดเรื่องเดิมก็ได้ แต่ต้องเป็นเรื่องเดิม ที่เป็นสัจจะ แล้วแสดงออกด้วยวิธีการ
ที่ไม่ต้องเล่นซ่อนหากันจนเพื่อนหาไม่พบให้มากนักก็ได้ เพราะบางทีผมคิดว่า
เราค้นคิดกันจนลืมเรื่องสัจจะไปเลยก็มี  ผมไม่รู้เหมือนกันนะ ที่เขาหนีๆ กัน
เขาจะหนีไปหาสาระอะไร ผมก็ตอบไม่ถูก

Q : ผลงานกวีร่วมสมัย ในสายตาของอาจารย์คิดว่าผลงานของใครบ้างที่มี
คุณภาพและน่าสนใจเปลื้อง : ผมว่าถ้าเป็นตัวบุคคลในปัจจุบันที่ยังเขียนอยู่
ต้องให้คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  เพราะผมไม่รู้จะติ ตรงไหน ไม่ว่าจะเป็นสาระ
มุมมอง แล้วก็การนำเสนอที่ลงตัว ผมคิดว่า พี่เนาว์น่าจะเป็นในดวงใจของผม
ในปัจจุบัน ผมคิดว่าตอนนี้พี่เนาว์ลงตัวทุกอย่าง ไม่ว่าจะไปอ่านบทกวี หรือเอา
บทกวีไปทำเพลง หรืออ่านประกอบขลุ่ย ผมคิดว่าได้หมดเลย โดยส่วนตัว
ผมรู้สึกอย่างนั้นนะ

Q : ถ้าเป็นวรรณคดีอาจารย์ชอบเล่มไหน เพราะอะไร
เปลื้อง : วรรณคดีผมชอบหลายเล่ม ไม่กล้าบอกว่าเล่มไหนไม่ค่อยชอบ อย่าง
พระอภัยมณีก็เป็นเรื่องที่เข้า ใจง่าย บางคนอาจจะมองพระอภัยมณีไปในลักษณะ
นิทานโกหก ตอแหล ขี้ปด แต่ว่าผมว่าพระอภัยมณี มันมีเพชรที่มันซ่อนอยู่ในแต่
ละวรรค ถ้าพระอภัยมณีเป็นแหวน ผมคิดว่าเป็นแหวนที่มีหัวมีอะไรประดับ
แพรวพราวไปหมด  ตัวแหวนนั้นอาจไม่ค่อยดี แต่ว่าอยู่ที่สิ่งประกอบ
เหมือนกับหนังจีนกำลังภายในที่เรื่องราวมันไม่ได้มีอะไร แต่มันมี ปรัชญา
มีคำพูดคำคมอยู่ข้างในเยอะ ขณะที่เมื่อเทียบกับละครไทย สาระก็ไม่ได้เรื่อง
คำก็ไม่คม ส่วนขุนช้างขุนแผน ผมชอบลีลาของกลอนในเรื่อง และเนื้อหามัน
เป็นการเมืองที่น่าสนใจอยู่ในตัว หรืออย่าง  เวสันดร ผมก็รู้สึกว่ามีรูปแบบ
หลากหลายน่าสนใจ  เวลาอ่านก็ไพเราะ ไม่ว่าจะเป็นร่าย หรือเป็นอะไร

Q : อาจารย์มาสนใจเรื่องการเขียน – อ่าน ยังไง?
เปลื้อง : ผมบอกไม่ค่อยถูกนะ แต่คนที่น่าจะมีอิทธิพลกับผมมากมีอยู่ 2 ช่วง
ช่วงแรกเป็นตอนมัธยมต้น มีครูของผมคนหนึ่งเขาจัดรายการลำนำเพลงทางวิทยุ
ชื่อบุญครอง คาระวางกูร รายการที่ครูบุญครองจัด เป็นการเอาเพลงมาแต่งใหม่
เป็นกวี แล้วอ่านเป็นกวี แล้วก็เปิด เพลงตบท้าย ตอนนั้นที่บ้านผมมีวิทยุใหม่ๆ
ผมก็ฟัง ฟังแล้วผมรู้สึกละเมียดละไมกับมันมาก วันหนึ่งจึงไปสารภาพกับแกว่า
ผมชอบแบบนี้ แกก็เลยถามว่าเคยอ่านหนังสือกวีมากี่เล่ม ผมบอกว่าไม่เคยอ่าน
สักเล่ม ได้ยินแต่ครูอ่านออกรายการวิทยุแล้วชอบ ครูบอกว่าต้องอ่าน ผมบอกว่า
ไม่มีหนังสือ ไม่มีเงินซื้อ อาจารย์ก็แนะนำว่าให้ไปเปิดอ่านตามหน้ากวีต่างๆ
ตามร้านหนังสือ แล้วผมก็ไปเปิดอ่าน เปิดอ่านจนกระทั่งมีความรู้สึกว่า เออ
ไอ้นี้มันเพราะ รู้สึกว่ามันเป็นภาษาที่เราอยากจะพูดกับใครบางคน เพราะไอ้ที่เรา
พูดอยู่มันค่อนข้างหยาบ ถ้าผมเจอสาวสักคนหนึ่ง ผมอยากใช้บทกวีแบบนี้พูด
ในความรู้สึกตอนนั้นนะ นั่นแหละคือจุดต้นเหตุมัน

ตอนนั้นผมก็อ่านหนังสือแบบนั้นอยู่นาน ประกอบกับมีพื้นฐานด้านจังหวะหนังตะลุง
อยู่บ้าง จึงลองเขียนให้ครูดู ครูก็บอกว่าเขียนเป็นแล้วนี่  ผมก็มีขวัญกำลังใจขึ้นเยอะ
แล้วพอมาช่วงที่สอง ผมเรียนต่อที่สภาราชินี เจอสุประวัติ   (ใจสมุทร) เจอสถาพร
(ศรีสัจจัง) เจออาจารย์เจียมจิต บุญญานุรักษ์ ที่ยุให้พวกเราเขียน ก็ยิ่งไปกันใหญ่
เขียนไปลงในสกุลไทยบ้างอะไรบ้าง แต่นานๆ จะได้ลงทักที ลงตะกร้าเสียมากว่า
แต่ว่าใจนี่ชอบ ก็เลยเขียนติดบอร์ดโรงเรียน เขียนติดตามข้างฝา หรืออย่างในส้วม
นี่ก็เขียนกัน (หัวเราะสนุก)

Q : ลูกศิษย์ลูกหาอาจารย์เป็นนักเขียนหลายคน เพราะอะไร หรืออาจารย์ทำยังไง
จึงเป็นแบบนี้ได้
เปลื้อง : อย่างขจรฤทธิ์ รักษา นี่ จริงๆเขาเป็น     นักมวย แต่ว่าช่วงนั้นผมกับ
ญิบ พันจันทร์ และพันดา ธรรมดา สอนอยู่ที่วิเชียรมาตุ แล้วจะเชิญพี่เนาว์
(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์) กับพี่จิต (สุจิตต์ วงศ์เทศ) มาพูดที่โรงเรียนบ่อยๆ
เหตุที่เชิญก็เพราะพวกเราชอบ เราเชิญมาในนามของหมวดภาษาไทย บาง
ครั้งหมวดไม่มีงบประมาณ พวกเราก็หากันตามประสาของพวกเรา มีอยู่ครั้งหนึ่ง
ขจรฤทธิ์เขามาสารภาพกับผมตอนหลังว่าเขาแอบไปนอนอยู่หลังเวทีที่พี่เนาว์พูด
พอดี ได้ฟังแล้วเขาก็สนใจ หลังจากนั้นก็ไต่เต้าไปตามทางของเขาเองจนได้
เป็นนักเขียน เรียกได้ว่าอิทธิพลภายนอกเบื้องต้นจากคนที่เราเชิญมาพูด ส่วน
อิทธิพลภายในเบื้องต้น  ก็คือพวกเรา เพราะตอนนั้นพวกเราก็เคี่ยวกรำนักเรียน
กันพอสมควร อย่างน้อยที่สุด ห้องที่พวกเรานั่ง 3 คน ก็เป็นห้องที่เป็นสัดเป็นส่วน
ตอนนั้นเรียกว่าห้อง 226 เราเอา  หนังสือจิตร ภูมิศักดิ์ หนังสือของนายผี
วรรณกรรมเพื่อชีวิตที่เกี่ยวกับสังคม เกี่ยวกับอะไรต่างๆนานาไปจัดไว้ในห้องนั้น
ลูกศิษย์ลูกหาก็มาอ่าน ใครเอาไปอ่านก็ได้ ไม่มีระเบียบในการยืมอะไร หลังจากอ่าน
เราก็มานั่งคุยกัน แล้วก็ยุให้เด็กเขียน เขียนแล้วก็มาวิพากษ์วิจารณ์กัน บางครั้งเขียน
ไม่ค่อยดี เราก็แก้ให้พอสมควร แล้วเราก็ส่งไปหนังสือพิมพ์อาทิตย์บ้างอะไรบ้าง

ตอนนั้นพันดากับญิบเค้าสอน มศ.4 ส่วนผมสอน มศ.5 ก็ปูพื้นฐานกันมาเป็นทอดๆ
เด็กก็เลยไม่ห่างหายกับเรื่องแบบนี้ไป ต่อเนื่องอยู่เรื่อยๆ ผมคิดว่า ณ ที่ใดที่มีการ
พูดคุยเรื่องอะไรกันมาก ณ ที่นั่น คนก็จะเป็นอย่างนั้น เด็ก ก็เช่นกัน เขาได้ยินได้ฟัง
เรื่องอะไรมาก เขาก็จะสนใจแบบนั้น  อย่างผมกับสถาพรตอนอยู่สภาราชินี
อาจารย์เจียมจิต   บุญญานุรักษ์ สอนวิชาคำประพันธ์ อาจารย์เป็นเป็นคนชอบบทกวี
ไม่ได้แต่งเก่งอะไรหรอก แต่อาจารย์สนใจและจำของโบร่ำโบราณได้มาก ก็เลยยุ
ให้พวกเราเขียน เขียนกันเกือบทุกคาบเรียน เขียนกันเรื่อยเปื่อย ไม่ได้เขียนเรื่อง
ตามที่ครู สั่งนะ เห็นอะไรก็เขียนเป็นกาพย์เป็นกลอน เป็นอะไรไปหมด แล้วในที่สุด
ผม สถาพร และจิระนันท์ซึ่งเป็นรุ่นน้อง ก็เกิดมาในวงการวรรณกรรม ฉะนั้นตอน
ผมเป็นครู ผมก็ทำอย่างนี้ ทำให้เด็กได้ยินได้ฟังหรือได้พูดเรื่องแบบนี้กันบ่อยๆ
มันจึงเกิดหลายคน แต่พอมาช่วงหลังนี่ ผมไปสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
เรื่องการประพันธ์เรื่องเขียนหนังสือเลยน้อยลง  ที่ทำส่วนมากเป็นการพาเด็ก
ไปเข้าค่ายเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชนเป็นหลัก แต่ก็ยังสอนเรื่องการเขียน 
บทกวีอยู่บ้างนะ สอนให้เค้าพูด สอนให้เค้าเขียนเล่นๆ สั้นๆ ในเรื่องสิ่งแวดล้อม
แต่ก็ไม่จริงจังเท่าไหร่ ไม่เหมือนเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ทำกันจริงจังมาก พูดกันมาก
พูดกันบ่อย ผมจึงไม่แปลกเลยที่เมื่อเด็กๆเหล่านี้จบไปเรียนต่อที่อื่นๆ มักจะกลาย
เป็นประธานชมรม กลายเป็นนักกิจกรรมอะไรต่างๆ ตามที่เขาชอบ อันนี้ไม่ได้
หมายความว่าผมจะมายกยอตัวเองนะ ผมแค่ต้องการจะบอกว่า ณ ที่ใดมีการพูดคุย
เรื่องอะไรกันมาก หรือทำอะไรกันมาก ผลพวงก็จะตามมา ลูกศิษย์ลูกหาก็จะเป็น
อย่างนั้น

Q : อาจารย์มองตัวตนของกวีรุ่นน้องๆ ยังไงบ้างคะ
เปลื้อง : ผมไม่รู้มองถูกมองผิดนะ แต่ผมรู้สึกว่า คนรุ่นหลังๆ พอสมมุติเป็นอะไร
เข้าสักอย่าง บางทีก็จะลืมอย่างอื่นไป  เช่น น้องๆ ที่เป็นกวีหลายคน พอเป็นกวี
ขึ้นมา บางทีก็ลืมความเป็น ‘คน’  ลืมหน้าที่ส่วนที่สำคัญอื่นๆของความเป็นคนไป
ไม่รู้เขาสำคัญอะไรอยู่นะ ผมไม่ค่อยได้แลกเปลี่ยนความคิดกันแบบถึงที่สุด
แต่พูดไปก็อย่าว่าแต่กวีเลย เพราะเดี๋ยวนี้คนในสมมุติอื่นๆ ไม่ว่า ครู ตำรวจ ทหาร
นักการเมือง พอเข้าไปเป็นสมมุตินั้น สมมุตินี้ ก็มักจะลืมความเป็น ‘คน’ ในแง่
ปรมัติสัจจะ หรือธาตุแท้ที่ทุกคนเป็นไปเสียทุกที อย่างกวีก็อาจไปหลงใหลอยู่กับ
ดอกไม้บาน หลงใหลอยู่ในโลกกวี จนลืมเกี่ยวข้องกับโลกของคนที่เป็นอยู่ อะไร
ทำนองนี้ ผมไม่อยากให้แยกตัวว่า ถ้าเป็นกวีแล้วไม่ต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง
ไม่ต้องเกี่ยวกับชาวสวนหรือเกี่ยวข้องกับพืชผักราคาตก  ผมว่าจริงๆกวีมีโอกาส
เป็นผู้เฝ้ามองสังคมหรืออะไรที่ลึกและต่อเนื่อง เหมือนกับศาสดาที่แค่เป็นคนๆหนึ่ง
แต่บังเอิญว่ามองโลกได้อย่างแตกฉาน ผมอยากเห็นกวีเป็นลักษณะเช่นนี้ เราอาจจะ
ไม่ใช่ศาสดา แต่อย่างน้อยก็ได้ในบางเรื่อง สำคัญว่าเรื่องนั้นต้องแตกฉาน ต้องชัดเจน
ต้องเข้าใจ แล้วนำเสนอสู่สังคม

Q : หมายความว่ากวีไม่ควรอยู่กับโลกของตัวเองมากเกินไป แต่กวีสามารถเดินออก
ไปสู่สังคมเท่าที่คิดว่าตัวเองจะช่วยได้ ?
เปลื้อง : ผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น ก็ต้องดูว่าสังคมนั้นเป็นยังไง มีความเป็นธรรม
ไม่มีความเป็นธรรม หรือใครอยู่ยังไง เป็นยังไง ผมว่ากวีไม่น่าจะละเลย ไม่ใช่ นั่งดู
ผู้กดขี่กับผู้ถูกกดขี่ แล้วรอเอามานั่งเขียนอย่างเดียว บางทีผมว่าก็น่าจะแอ๊กชั่นกับ
เขาบ้าง ไม่รู้ถูกผิดนะ แต่สำหรับผม ผมว่าถ้าเราลงไปแอ็กชั่นด้วย เนื้อหาสาระและ
อารมณ์มันจะชัดเจนขึ้นกว่านั่งดูแล้วก็เขียนขึ้นมา ผมว่า กวีไม่ใช่นั่งดูดอกไม้บาน
หรือว่าผีเสื้อตอมดอกไม้ อย่างเดียว แต่ควรทำตัวให้เป็นหนึ่งเดียวกับสังคมที่เป็นอยู่ด้วย

Q : สำหรับคนที่หัดเขียนบทกวีใหม่ๆ อย่างนักเรียน นักศึกษา อาจารย์มีอะไรจะบอกกับ
เขาบ้างเปลื้อง : ถ้าคนอยากเขียนจริงๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องเริ่มต้นจากการอ่านเท่านั้น
ต้องถามตัวเองว่าอ่านแล้วชอบหรือเปล่า มันต้องมีตัว ‘ฉันทะ’ ก่อน ไม่ใช่ว่าอยากเป็น
กวี เพราะบังเอิญไปเจอนักเขียนคนหนึ่งแล้วชอบ ถ้าอย่างนั้นเป็นยาก แต่มันต้องผ่าน
จากกระบวนการได้ยิน สมมุติว่าได้ยินพี่เนาว์อ่านบทกวี แล้วบังเอิญว่าความรู้สึกข้างใน
มันรู้สึกเพราะจริงๆ ไม่ได้โกหก ไม่ได้แกล้งทำ ตรงนี้ผม  คิดว่ามันเริ่มแล้ว ถ้าเริ่มตรงนี้
เราก็ไปอ่าน ไปอ่านแล้วก็ลองฝึกอย่าง ‘วิริยะ’ ในที่สุดตัว ‘จิตตะ วิมังสา’ มันก็  จะตาม
มาเอง ไม่น่าเป็นห่วงหรอก อยากเป็นก็จะได้เป็น ประเด็นสำคัญก็คืออยากจริงหรือเปล่า
แต่ปัญหาก็มีว่า ปัจจุบันเด็กเดี๋ยวนี้อยากเป็นไปหมด พอพบกับกวี อยากเป็น กวี พอไปพบ
นักร้อง ก็อยากเป็นนักร้อง พอไปคบกับนักการเมือง ก็อยากเป็นนักการเมือง ตรงนี้ผมคิด
ว่ามันเป็นศรัทธาจริต       (หัวเราะ) มันไม่เป็นจริตที่เป็นจริง เราต้องหาความอยากความ
ชอบให้เจอจริงๆ

Q : เวลาเขียนงาน อาจารย์รู้สึกว่าเลื่อนไหล หรือว่ามันติดๆขัดๆ เพราะรู้สึกว่าตัวเองต้อง
ผ่านด่านอะไรไหม?
เปลื้อง : มันเป็นบางครั้ง บางครั้งก็ติด ผมไม่ถึงกับว่าลื่นไหลตลอด อาจจะเขียนกวีช้าด้วยซ้ำ
เพราะเวลามีความคิดแล้ว ผมก็อยากจะนำเสนอผ่านกลวิธีการนำเสนอที่ดีด้วย ผมไม่ละเลยว่า
เนื้อหาดีแล้วอย่างอื่นไม่สนใจ ผมเห็นว่างานศิลปะมันต้องต้องพิถีพิถัน แต่ไอ้ที่ลื่นไหลออกมา
หรือถึงพร้อมของมันเองก็มีเหมือนกัน มันไหลออกมาได้ยังไงไม่รู้ ไม่เหมือนตอนที่มีความคิด
แล้วแต่อารมณ์ไม่ได้ เพราะอันนี้กว่าจะไหลออกมา แต่ละครั้งมันช้า อาจจะเพราะว่าเราอยาก
อยากนำเสนอแข่งกับอะไรบางสิ่งบางอย่างด้วยแหละ มันเลยช้า

Q : บางสิ่งบางอย่างนี่ หมายถึงอะไร
เปลื้อง : ตัวเองมั้ง ผมว่าพวกนักเขียนนี่เป็นกันทุกคนนะ อยากเขียนให้รู้สึกว่าดีกว่าชิ้นเก่า
อย่างตัวผมเองอาจจะพยายามมองไปที่เนื้อหาสาระ ไม่รู้สึกว่าต้อง สุดยอดอะไรมาก
แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังต้องพิถีพิถันอยู่ดี

Q : อาจารย์ยึดถืออะไรเป็นปรัชญาชีวิต
เปลื้อง : อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ แต่ผมคิดว่าผมเคารพธรรมชาติ ตอนสมัยทำสิ่งแวดล้อมผมก็สร้าง
วาทกรรมหรืออะไรก็ไม่รู้บอกนักเรียนว่า ให้เอา ‘ธรรมชาติเป็นครู’  เพราะผมมองว่าธรรมชาติก็คือ
ต้นฉบับ ต้นฉบับของหนังสือทุกเล่ม ต้นฉบับของกวีทุกคน ต้นฉบับของศาสดาและนักปราชญ์
เพราะฉะนั้นเราต้องเคารพต้นฉบับของเรา




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ดาวลดา

ดาวลดา งานเพลงรำลึกทัศนีย์ รุ่งเรือง - เพื่อนที่แสนดีของพี่น้องจะนะ สงขลา

View All
<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    



[ Add to my favorite ] [ X ]


ท่านเห็นด้วยกับการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมตามแนวคิดในแผนพัฒนาภาคใต้ที่กำลังรุกหนักอยู่ตามพื้นที่ต่างๆในตอนนี้หรือไม่
เห็นด้วย
38 คน
ไม่เห็นด้วย
128 คน

  โหวต 166 คน