ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้
Southern Thailand NewsPeople
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/STCC
วันพุธ ที่ 17 พฤศจิกายน 2553
Posted by ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้ , ผู้อ่าน : 1517 , 16:01:38 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน พันธุ์สังหยด โหวตเรื่องนี้

ไทย-มาเลเซีย :
ความสัมพันธ์แบบไทยยิกแขก-แขกยิกลาว-และลาวยิกลิง (1)

ประมวล มณีโรจน์

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)


(หมายเหตุผู้เขียน เรื่องราวต่อไปนี้เรียบเรียงและปรับปรุงจากคำบรรยายเรื่อง
‘อิทธิพลวรรณกรรมมาเลเซียในงานวรรณกรรมไทย’ ของผู้เขียน ในงานสัมมนา
วรรณกรรมสัมพันธ์ไทย-มาเลเซีย ซึ่งจัดโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
และสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย-กระทรวงวัฒนธรรม ณ โรงแรมลีการ์เดนส์พลาซ่า
หาดใหญ่ เมื่อ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒)

เรียน...เลขาธิการสมาคมนักเขียนแห่งชาติมาเลเซีย นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และเพื่อนนักเขียนร่วมภาค-ร่วมชาติ-ร่วมคาบสมุทร-ร่วมอุดมการณ์วรรณกรรมทุกวัยทุกแนวทางเข้ามานั่งอยู่ในที่ประชุมของนักเขียนเก่าใหม่ใหญ่เล็กมากหน้าหลายตาจากประเทศไทย-บรูไน-และมาเลเซีย ในห้องโอ่โถงของโรมแรมหรูกลางเมืองหลวงของภาคใต้อย่างนี้ ผมรู้สึกประหม่า ขาดความมั่นใจ และเหมือนขนาดของจินตนาการจะถูกบีบให้เล็กลง กลางวงล้อมของนักเขียนซึ่งถึงพร้อมทั้งการอ่าน การคิด และการแสวงหา ผมจะแสดงภูมิหรือเสนอทัศนะอะไรออกไป ก็คงไม่ผิดจากรูปรอยที่เพรงกาลอุปมาไว้ว่า เหมือนเอามะพร้าวมาขายสวน ถึงยังไงผมก็รับปากเลขาธิการสมาคมนักเขียนไทยไว้แล้ว ซึ่งผมก็ต้องมาและมานั่งเหงื่อตกอยู่ต่อหน้าทุกท่านแล้ว มาสวนมะพร้าวครั้งนี้ผมก็มีแต่มะพร้าว มาถึงแล้วก็ต้องขาย ทุกท่านที่เป็นเจ้าของสวนจะซื้อหรือไม่ซื้อผมก็จะกองมันไว้ที่นี่ แต่ที่กล้ามาก็เพราะผมเชื่อและรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ทั้งอุ่นกาย-อุ่นใจ-และอุ่นไอทัศนะ ที่ประชุมอันเงียบสงบแห่งนี้เป็นที่ประชุมของนักเขียน ซึ่งเป็นกลุ่มคนอุดมการณ์ที่ผมเชื่อมั่นมาตลอดว่าเป็นคนใฝ่สูง จริงใจ ไม่ยกตนข่มคนอื่น ไม่ทำร้ายเพื่อน ไม่คดในข้องอในกระดูก ไม่คิดอย่างเชื่ออย่าง ไม่พูดอย่างทำอย่าง กล่าวอย่างรวบรัดก็คือไม่ชั่วร้ายเลวชาติเหมือนพวกนักการเมืองมีบ้างบางโอกาสที่นักเขียนกับนักการเมืองอยู่ในร่างเดียวกัน แต่นักเขียนที่เป็นนักการเมืองก็ย่อมเป็นคนละเรื่องกับนักการเมืองที่เป็นนักเขียน คนละเรื่องกันทั้งอุดมการณ์ พฤติกรรม และกระทั่งนิสัยใจคอเหมือนความแตกต่างของชาห์นน อาหมัด-นักเขียนคนสำคัญของมาเลเซีย กับชวน หลีกภัย-นายกรัฐมนตรีคนสำคัญของประเทศไทย
 
ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีคนใต้ นักเลือกตั้งจากเมืองตรังผู้เคยประกาศว่าเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา ครั้งหนึ่งเคยถูกมรสุมการเมืองโถมใส่ ชนิดที่ต้องหลีกภัยไปซุ่มเยียวยาแผลใจด้วยศิลปะ ก่อนจะกลับมาพร้อมเย็นลมป่า-หนังสือในหัวใจที่นักเขียนควรสัมผัสขณะที่ชาห์นน อาหมัด (บางครั้งออกเสียงเป็นชาห์นอนหรือชะห์นูน) นักเขียนคนสำคัญจากบังกุลเดอร์ดับ-หมู่บ้านเล็กๆทางฟากตะวันออกของเมืองไทรบุรีหรือรัฐเคดะห์ ผู้เขียน Ranjau Sepan Jang Jalan หรือ Harvest but a Thorn หรือ ทาสแผ่นดิน นวนิยายวิถีชาวนาที่ประทับใจกันในระดับโลก (กันยารัตน์ ปฐมกุลมัย-แปล วงศ์ปาล-พิมพ์, ๒๕๒๓) และ Srengenge หรือ ภูเขาอาถรรพ์ นวนิยายที่บอกเล่าความเป็นมาเลเซียได้อย่างชัดเจนและลึกล้ำที่สุด (กิติมา อมรทัต-แปล คบไฟ-พิมพ์, ๒๕๔๓) รวมถึงนวนิยายสำคัญอื่นๆอีกเกือบ ๓๐ เรื่อง เขาเคยก้าวย่างบนถนนการเมืองระบบรัฐสภาในฐานะ สส.ของพรรคปาส
ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ก่อนจะถอนเท้ากลับมาใส่หมวกใบเดิม และให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ด้วยประโยคสั้นๆ “อยากมีเวลาคิดและอยากอยู่เงียบๆกับครอบครัว” ซึ่งเป็นประโยคที่นักการเมืองควรไตร่ตรอง

หากจะกล่าวถึงอิทธิพลของวรรณกรรมมาเลเซียในวรรณกรรมไทยนั้น ผมคิดว่าอาจจะกล่าว
ได้ไม่เต็มปากในชีวิตการอ่านของผม ผมมีโอกาสได้อ่านและรู้จักวรรณกรรมตะวันตกมากมาย
จากคุณูปการของนักแปลฝีมือดี อเมริกา อังกฤษ เยอรมัน รัสเซีย หรือแม้แต่แอฟริกา
แต่น้อยมากที่จะได้อ่านวรรณกรรมของประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าพม่า เขมร ลาว ญวน
หรือมาเลเซีย เคยพบเรื่องสั้นของพม่าและลาวบ้างตามหน้าวารสารกระแสรอง เคยเห็น
รวมเรื่องสั้นเวียดนามและมาเลเซียสักเล่มสองเล่ม จีนอาจจะมีมากหน่อยเพราะติดปีก
ฝากมากับลัทธิการเมืองส่งออก ปริมาณการแลกเปลี่ยนกันทางวรรณกรรมที่น้อยกว่าน้อย
พอจะบอกได้ว่า ประเทศไทยไม่ค่อยคบหาและไม่ให้ความสำคัญกับเพื่อนบ้านมากนัก
จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศเราจะพบกับปัญหาชายแดนแบบเส้นรอบวง ชายแดนตะวันตก
และภาคเหนือเรามีปัญหากับพม่า-มอญ-กะเหรี่ยง-และไทยใหญ่ ชายแดนอีสานก็ขัดแย้ง
กับรัฐบาลกัมพูชา ภาคใต้ก็ยังค้นไม่เจอว่าใครเผาโรงเรียน ยิงพระ และยิงครู ภาคตะวันออก
โชคดีหน่อยที่เป็นแนวทะเลยาวเหยียด ซึ่งในอนาคตไม่แน่ว่าเราอาจจะมีปัญหากับ
เทพเจ้าโพไซดอน-เทพแห่งมหาสมุทรจากตำนานกรีก สำหรับประเทศลาวนั้นแม้จะยัง
ไม่พบปัญหาความขัดแย้งที่เป็นรูปธรรม แต่ฟังว่าน้องลาวก็ไม่ค่อยชอบใจพี่ไทยมากนัก
เพราะพี่ไทยเป็นคนหัวสูง หมิ่นเหยียดคนใกล้ และมักจะคบหาคนไกลมาทำร้ายน้องลาวอยู่เสมอ
ประวัติศาสตร์การพัฒนาบ้านเมืองฉบับท้องถิ่นต่อไปนี้คงสะท้อนถึงอารมณ์ความรู้สึกตามทัศนะ
ข้างต้นได้หลายระดับ ประวัติศาสตร์ฉบับสายฟ้าแลบดังกล่าวเล่าว่า จีนยิกไทย-ไทยยิกแขก-
แขกยิกลาว-และลาวยิกลิง ‘ยิก’ ก็คือ ‘ไล่’ คนจีนชอบค้า พวกเขารวมอยู่ในบริเวณไหน
บริเวณนั้นมักกลายเป็นตลาดตลาดเกิดที่ไหนคนไทยยุคก่อนก็เหมือนถูกไล่ที่เพราะไม่รู้จักค้าขาย
ทั้งชีวิตเกิดมาถนัดแต่ทำนากับเลี้ยงสัตว์ จึงต้องออกไปอยู่แถวๆที่ราบรอบนอก ตรงไหนคนไทย
ไปอยู่คนแขกก็มักย้ายเพราะรำคาญหมูขี้พร้า คนแขกจึงต้องระเห็จเข้าไปอยู่แถวๆขอบป่า
ทำให้คนลาวต้องถอนเสาเรือนเดินลึกเข้าไปในป่า ว่ากันว่าคนลาวขยัน แข็งแรง และถนัด
ใช้แรงงานจึงเหมาะสำหรับการบุกเบิกต้นไม้ที่ลิงเคยอยู่จึงถูกโค่นแผ้วเผา ลิงจึงต้อง
หนีลึกเข้าไปอีก นอกจากจะเล่าเอาสนุกเพื่อกระแนะกระแหนความต้อยต่ำของคนลาว
และความงมงายของคนแขกแล้ว ยังเล่าเอาสนุกเพื่อโจมตีคนจีนว่าเห็นแก่ตัวและเอาแต่
ได้ฝ่ายเดียวอีกด้วย 
 
ว่าไปแล้วประเทศมาเลเซียกับไทยนั้นเติบโตมาด้วยกัน เรามีที่มั่นอยู่บนคาบสมุทรเดียวกัน เผชิญกับ
มรสุมในลักษณะเดียวกัน ต้องฝ่าฟันต่อสู้กับศัตรูจากขอบโลกในยุคล่าอาณานิคมและศัตรูต่างลัทธิ
ในยุคสงครามเย็นมาด้วยกัน แม้จะมีที่มั่นห่างกันคนละฟากภูเขา แต่กวีได้กล่าวไว้ สันกาลาคีรีไม่สูงนักแต่สูงเกินกว่าพลังวัฒนธรรมจะดั้นด้นไปมาหาสู่กันได้ การไม่ให้ความสำคัญและมองไม่เห็นใบหน้าของเพื่อนบ้าน เป็นกำแพงที่สูงใหญ่แข็งแกร่งกว่าสันกาลาคีรีมากนัก ความไม่สนใจกันนี่เองที่ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นอิทธิพลที่มีต่อกันได้ ทั้งๆที่เราต่างก็ได้รับอิทธิพลจากแอ่งอารยธรรมในระดับความเข้มข้นที่ไม่ต่างกัน เหมือนนักเรียนร่วมห้องที่ทั้งคุ้นหน้าและคุ้นชื่อ แต่เหมือนคนไม่เคยรู้จักเพราะไม่เคยพูดจากัน
 
เมื่อเราหันกลับมาสนใจประเทศเพื่อนบ้านในวันนี้ เราก็จะเห็นว่ามาเลเซียก็ไม่ต่างไปจากตัวเรา
คือจะเจอร่องรอยของอิทธิพลอินเดีย-อาหรับ-และชวา ก่อนที่ตะวันตกจะย่างสามขุมเข้ามาเหยียบคอ
ตัวละครที่ชื่อมาลายันอาจถูกยักษ์ขาวเหยียบคอและจ่อปลายดาบวาววับอยู่ที่ลูกกระเดือก ขณะที่
ตัวละครที่ชื่อสยามกลับถูกตบปากและไล่ให้ไปนั่งอยู่ที่มุมตึก ประมาณต้นปี ๒๕๕๐ ผมมีโอกาส
ได้พูดคุยกับนักเขียนมาเลเซียในงานสัมมนานักเขียนไทย-มาเลย์ครั้งแรกซึ่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นเจ้าภาพ ผมได้ยินได้ฟังว่านักเขียนมาเลเซียทุกคนค่อนข้างจะติดใจที่ประเทศของเขาต้องตกเป็นเมืองขึ้นอังกฤษและญี่ปุ่น และกล่าวชมผู้นำไทยว่าฉลาดหลักแหลมที่สามารถนำพาประเทศฝ่ามรสุมเมืองขึ้นมาได้ พวกเขาชื่นชมและอาจแอบอิจฉาในฐานะคล้ายมีเสรีภาพของประเทศเรา
แต่ด้วยสภาพความเป็นจริงแล้วผมคิดว่าเขากับเราไม่มีอะไรต่างกัน คนที่ถูกดาบของยักษ์ขาว
จ่อคอหอยอาจอึดอัดขมขื่น ขณะที่คนที่ถูกตบปากและถูกตะเพิดให้ไปนั่งอยู่ที่มุมตึกก็ไม่เหลือ
ศักดิ์ศรีใดให้โอ้อวดหรือภาคภูมิใจ แต่ที่ยิ่งใหญ่กว่าอดีตอันหดหู่ก็คือปัจจุบันที่เป็นอยู่ นักเขียนมาเลย์ต่างชื่นชมที่นักเขียนไทยมีโอกาสใช้ภาษาไทยสร้างงานเขียน ขณะที่นักเขียนไทยรู้สึกอิจฉาที่
นักเขียนมาเลย์ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีในระดับเจ้าอาณานิคม นักเขียนไทยใฝ่ในภาษาตะวันตก
เพราะกระสันจะ ‘โกอินเตอร์’ แต่นักเขียนมาเลย์อยากใช้ภาษายาวีเพราะอยากจะ ‘โกถิ่นเกิด’
 
ก่อนที่จะไปไกลกว่านี้ ผมอยากทำความเข้าใจกับท่านในเรื่องของความเชื่อก่อนสักนิด ผมเชื่อว่า
แนวคิดในเรื่องความเชื่อน่าจะใช้อธิบายประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรากับประเทศ
เพื่อนบ้านได้ ผมเชื่อของผมเป็นพื้นฐานมาก่อนแล้วว่าความเชื่อมี ๒ ระดับ คือ ความเชื่อที่เป็น
ความเชื่อกับความเชื่อที่เป็นความจริง ส่วนจะจริงแท้-จริงเทียม-จริงเฉพาะ-หรือจริงในลักษณะใด
ไม่ขออธิบายในที่นี้ ความเชื่อที่เป็นความจริงคือความเชื่อที่ถูกพิสูจน์หรือพบข้อสรุปในบางระดับแล้ว
โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ส่วนความเชื่อที่เป็นความเชื่อคือความเชื่อที่ถูกปฏิเสธโดยข้อสรุป
ทางวิทยาศาสตร์ อีกนัยหนึ่งคือกลุ่มก้อนแห่งอภิปรัชญาที่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ยังเอื้อม
เข้าไปไม่ถึง นักปรัชญาที่ชื่อฟริตจ๊อฟ คาปร้า (Fritjof Capra) เคยปรารภไว้ในหนังสือ The Turning Point (หรือ ‘จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ’ แปลโดยพระประชา ปสนฺนธมฺโมและคณะ) ว่าทัศนะแบบกลไกตามแนวคิดที่วางอยู่บนพื้นฐานปรัชญาของเรอเน เดร์คาตส์ เจ้าของวาทะ ‘เพราะฉันคิดฉันจึงมีชีวิตอยู่’ ผนวกกับทฤษฎีคณิตศาสตร์ของนักฟิสิกส์นามไอแซก นิวตัน และวิธีวิทยาของนักวิทยาศาสตร์อย่างฟรานซิส เบคอน ได้วาทกรรม ‘ความจริง’ ขึ้นมาชุดหนึ่ง และเป็นความจริงชุดสำคัญที่สามารถครอบงำโลกมาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ ๑๗ ถึงกลางคริสตศตวรรษที่ ๒๐ เป็นอย่างน้อย วาทกรรมชุดนี้กลายเป็นเงื่อนไขแรกๆที่ทำให้ความเชื่อแบบตะวันออกถูกทดแทนด้วยความเชื่อแบบตะวันตก ซึ่งเกิดเป็นระลอกคลื่นตีกลับไปกลับมาหลายระลอก และทำให้งานเขียนที่เคยถูกมองว่าแสดงตัวตนของวิถีบูรพาได้ชัดเจนและทระนงอย่าง Orientalism ของเอ็ดเวิร์ด ซาอิด (Edward Said) ถูกพิจารณาด้วยมุมมองใหม่จนกลายเป็นงานเขียนที่มีสีสันฉูดฉานและนิยมความรุนแรง ผมไม่รู้ว่าเพราะเขาเป็นกระบอกเสียงอันเข้มแข็งของชาวปาเลสไตน์หรือไม่ ที่ทำให้งานเขียนชิ้นสำคัญของนักวรรณกรรมเชื้อสายอเมริกัน-ปาเลสไตน์ผู้นี้ตกอยู่กลางคลื่นลมแห่งความคลางแคลงสงสัย แต่ที่รู้ก็คือเขาเป็นหนึ่งในนักคิดคนสำคัญที่ทำให้ทฤษฎี Post colonialism เริ่มมีพื้นที่เหยียบยืน พื้นที่เหยียบยืนซึ่งบ่งนัยแห่งการตื่นขึ้นของประเทศและกลุ่มชนที่ถูกรุกรานในยุคหลังการล่าเมืองขึ้นหรือยุคอาณานิคม

ว่าไปแล้วการเปลี่ยนแปลงของต้นธารทางความเชื่อหรือแม่แบบทางความคิด ย่อมเป็นกระสวน
ที่ซับซ้อนและลึกซึ้ง คำศัพท์ Paradigm นั้นไม่ว่าเราจะแต่งหน้าทาปากอย่างไร สับสนแค่ไหน
หรือเข้าใจมันในระดับใด กระบวนทัศน์ มโนทัศน์ สังกัป ความคิดรวบยอด วิสัยทัศน์ หรือ Vision
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘จักรวาลวิทยา’ ซึ่งเป็นศัพท์แสงที่เตลิดเปิดเปิงไปไกลลิบ ถึงอย่างไร
มันก็คือต้นธารหรือแม่แบบทางความความเชื่อที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดแบบแผนทางความคิด
และจะส่งผลอย่างหมดจดต่อโลกทัศน์ วิธีคิด และแบบแผนทางพฤติกรรมของบุคคล
 
กระบวนการเรียนรู้นั่นเองที่เป็นเครื่องมือขัดเกลาหล่อหลอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อเราอยู่ใน
กระสวนของการศึกษาแบบตะวันตก แม่แบบทางความคิดแบบตะวันตกก็จะค่อยๆพอกพูนเติบโต
วิธีคิดจากจากแม่แบบแห่งแผ่นดินจะถูกทดแทนด้วยวิธีคิดจากแม่แบบใหม่นำเข้า อีกนัยหนึ่งก็คือ
กระบวนการเรียนรู้แบบดั้งเดิมที่เป็นแนวดิ่งหรือแนวตั้งฉากกับพื้นโลก ซึ่งจะถ่ายโอนความเจนจัด
และประสบการณ์ของบรรพชนสู่อนุชนด้วยภาคปฏิบัติ กลับถูกทดแทนด้วยกระบวนการเรียนรู้
แบบใหม่ที่เป็นแนวนอนหรือแนวขนานกับพื้นโลก ซึ่งจะส่งผ่านองค์ความรู้จากตะวันตกสู่ตะวันออก
ด้วยภาคทฤษฎี ปัจจุบันเราจึงมีความคิดความเชื่อแบบตะวันตกอย่างอิ่มเอมจนออกอา เหมือนฟองน้ำ
ที่ตกอยู่กลางลำรางของสายน้ำเชี่ยวกราก ดร.อุทัย ดุลยเกษม เคยอภิปรายไว้ในงานสัมมนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เมื่อต้นปี ๒๕๔๖ ว่าคนไทยปัจจุบันจะคิดและเชื่ออย่างตะวันตกแบบเต็มส่วน คือ จะคิดและเชื่อในความเป็นมืออาชีพ (Professional) คิดว่าต้องมีมาตรฐาน (Standard) และเชื่อว่าต้องทันสมัย (Modernity) จึงไม่แปลกที่เราต่างก็ไม่สนใจและไม่ให้ความสำคัญกับตะวันออกที่ถูกประเมินด้วยกระบวนทัศน์แบบตะวันแล้วว่าไม่เป็นมืออาชีพ ไม่มีมาตรฐาน และไม่ทันสมัย
 
ผ่าน Post Cold war, Post Industrial, Postตายายย่าน Postโน่น Postนี่ มาถึง Post Modern
หรือยุคหลังทันสมัย อย่าว่าแต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เขมร พม่า หรือลาวเลยที่เรามัก
ไม่สนใจและไม่ให้ความสำคัญ แม้แต่แต่ปู่ย่าตายายหรือคนไทยด้วยกันแท้ๆ เราก็ยังโยนสายตา
ข้ามหัวไปดื้อๆ เมื่อเรามุ่งตะวันตกเสียจนลืมรากเหง้า เราก็ย่อมไม่มีอะไรเหลือไว้ให้ภาคภูมิใจ
เห็นกันชัดๆง่ายๆด้วย ‘ปรากฏการณ์แซนด์วิช’ หรือภาวะดิ่งเหวนรกของเศรษฐกิจโลกในช่วงนี้
(ต้นปี ๒๕๕๒) ซึ่งเศรษฐกิจไทยต้องหลุนตาติดตามตัวเลขจากตลาดหุ้นดาวน์โจนส์ ต้องติดตาม
การแลกเปลี่ยนเงินในสกุลดอลลาร์และสกุลยูโรอย่างใกล้ชิด ในโลกยุคใหม่ปัญญาชนไทยอาจจะเป็นคนทันสมัย รู้โลก รู้จักรวาล แต่ไม่รู้ตัวเองและขาด ‘ความเข้าใจ’ โดยเฉพาะกับคนใกล้ชิดซึ่งเป็น
สิ่งแวดล้อมที่ยังดำเนินอยู่บนวิถีของความเชื่อดั้งเดิม
 
ปีนี้ผมโอ่จะเป็นชาวนา นัยว่าเพื่อความมั่นคงทางด้านอาหาร ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจู่ๆ
ผมจึงอยากทำนา อยากเรียนรู้วิถีแห่งการงานของชาวนา และอยากมีข้าวในยุ้งฉางของตัวเอง ถึงอย่างไรผมก็ไม่สามารถมีวิญญาณของชาวนาได้ ความจริงในยุคแรกๆของโลกหลังกึ่งพุทธกาล ผมเคยใฝ่ฝันที่จะครองวิญญาณของศิลปินพื้นถิ่น โดยเฉพาะหนังตะลุงจะเป็นความใฝ่ฝันของเด็กในหมู่บ้านรอบทะเลสาบยุคนั้นทุกคน พอเริ่มเป็นหนุ่มก็ใฝ่ฝันที่จะมีวิญญาณของนักเขียน โดยเฉพาะวลี ‘นักเขียนไส้แห้ง’ จะเป็นวลีแปร่งหูที่เสียบลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งแห่งความทระนง ปัจจุบันแม้ผมอยากมีวิญญาณของชาวนา แต่ก็คงครองได้แต่วิญญาณของคนไม่มีวิญญาณเท่านั้น

พอเริ่มทำนาผมก็เริ่มเข้าใจว่าแท้จริงแล้วผมไม่เคยเข้าใจชาวนา โดยเฉพาะชาวนาที่มีรั้วบ้านติดกัน
เพราะเมื่อผมเสนอให้จ้างรถเกี่ยวข้าวเพื่อช่วยผ่อนแรงและเวลา เพื่อลดขั้นตอนการผลิต โดยไม่ต้อง
เกี่ยวหรือเก็บและไม่ต้องฟัดหรือนวดอีกต่อไป เมล็ดข้าวเปลือกจากกลไกของรถเกี่ยวจะบรรจุลง
กระสอบพร้อมสรรพ แค่นำไปผึ่งแดดสักสองสามแดดก็ขนขึ้นเก็บบนยุ้งฉางได้เลย ใครจะติดตรา
ความมั่นคงทางหาร ติดตราคนสำคัญในฐานะชาวนารุ่นสุดท้าย หรือจะติดตราผู้สืบทอดสาระของ
กระดูกสันหลังชาติก็ตามใจปรารถนา แต่ชาวนาข้างรั้วบ้านไม่เห็นด้วย เธอบอกว่ารถเกี่ยวไม่เคารพ
แม่โพสพ ทำข้าวหกเรี่ยราดอุจาดตา เธอไม่ได้กลัวขาดทุนแต่กลัวแม่โพสพจะโกรธและดลบัลดาล
ให้ฝนแล้งในปีหน้า เมื่อชาวนาเชื่อแม่โพสพ ฟังแม่คงคา และศรัทธาแม่ธรณี จึงไม่แปลกที่เขา
จะเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธ์ทุกสภาพ มีชีวิตท่องอยู่ในวิถีที่ก้ำกึ่งระหว่างโลกแห่งความเชื่อกับโลกแห่งความจริงและไม่สามารถอธิบายวิถีของเขาให้ผ่องแผ้วได้ด้วยเหตุผลของโลกสมัยใหม่
 
ชาวประมงริมทะเลสาบจะมีทวดจระเข้เป็นที่บนบานศาลกล่าว ชาวไร่ชาวสวนเชิงภูเขาบรรทัด
ก็จะมีทวดเสือลายพาดคลอนคอยคุ้มครองป้องกัน ขณะที่ชาวนาในที่ราบระหว่างภูเขากับทะเลสาบ
ก็จะมีทวดงูจงอางเป็นที่เคารพบูชา เหมือนที่โลกของลุ่มทะเลสาบซึ่งลืมตาขึ้นท่ามกลางรอยต่อ
ของโลกก่อนและหลังกึ่งพุทธกาล จะรู้จัก สนิทสนม และศรัทธาในอำนาจบารมีของหลวงพ่อทวดทั้งที่วัดพะโคะ (สงขลา) และวัดช้างให้ (ปัตตานี) วันดีคืนดีหลวงพ่อทวดหรืออดีตสามีราโมแห่ง
กรุงศรีอยุธยาตอนกลางก็จะโละเป็นดวงไฟยักษ์มาดูแลทุกข์สุขของลูกหลาน ณ ทุ่งราบริมทะเลสาบ

ที่นำมาจบตอนแรกลงที่ความเชื่อของชาวนาก็เพราะจะขึ้นตอนหน้าด้วยวิถีของชาวนาแห่งหมู่บ้าน
บังกุลเดอร์ดับ ตัวละครสำคัญในนวนิยายสำคัญของนักเขียนคนสำคัญ-ชาห์นน อาหมัด




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 17/11/2010 เวลา : 16.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi


เจิม

นาน ๆ มาทีแต่ชาติหรอยจ้านนิ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ดาวลดา

ดาวลดา งานเพลงรำลึกทัศนีย์ รุ่งเรือง - เพื่อนที่แสนดีของพี่น้องจะนะ สงขลา

View All
<< พฤศจิกายน 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        



[ Add to my favorite ] [ X ]


ท่านเห็นด้วยกับการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมตามแนวคิดในแผนพัฒนาภาคใต้ที่กำลังรุกหนักอยู่ตามพื้นที่ต่างๆในตอนนี้หรือไม่
เห็นด้วย
38 คน
ไม่เห็นด้วย
128 คน

  โหวต 166 คน