ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้
Southern Thailand NewsPeople
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/STCC
วันเสาร์ ที่ 20 พฤศจิกายน 2553
Posted by ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้ , ผู้อ่าน : 1557 , 15:34:59 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

{เชิงอรรถวัฒนธรรม}
อำนาจและบารมี
สุวิทย์ มาประสงค์

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

“ในทันทีที่ชาวมลายูคนหนึ่งได้เป็นเจ้าของเงินเพียงนิดหน่อย
เขาก็จะใช้มันสร้างความสำราญ แก่เหล่าพรรคพวกและเพื่อนพ้องให้ได้เป็นจำนวนมาก
เท่าที่เขาจะสร้างได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตรงข้ามกับคนจีน”
บันทึกของจอห์น แอนเดอร์สัน
ในคราวมาเยือนสุมาตราตะวันออก ปี ค.ศ. 1823
 
พ่อเล่าผมว่า ตอนสมัยขึ้นมาหาซื้อที่ดินบริเวณ “ทุ่งค้อ” ที่ ราบเชิงเขาบรรทัด ในช่วง
ทศวรรษ 2490 นั้น พวกแขกสายนักเลงและนักล่า ยังพาหมาเดินนำหน้าและตามหลังเป็นฝูง
ผมเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งในเรื่องที่พ่อเล่า โดยเฉพาะเรื่องหมากับแขกนั้นดูมันขัดแย้งกับความจริง
ที่ผมมองเห็นจนสุดโต่งเกินไป ครั้นผมได้อ่านวรรณกรรมท้องถิ่นที่บันทึกสังคมแขกโดยคนแขก
ในยุคก่อน จากเรื่อง “เมืองสิด(ขุนแกล้ว) แหมะเว” ของ จิ เส็มหมาด ก็พบว่า ที่พ่อบอกเป็น
ความจริงเพียงปลายก้อย ที่เป็นจริงมากกว่านั้นก็คือ คนแขกที่ตั้งรกรากอยู่ก่อนในบริเวณนี้
ต่างมีวิถีอยู่ในโลกที่ต่างไปจากปัจจุบันราวฟ้ากับเหว พูดให้ชัดๆ ก็คือ วิถีของแขกในยุคนั้นต่าง
ก็ตั้งมั่นอยู่ในโลกเก่าที่เต็มไปด้วยการนับถือผี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเคร่งครัดในไสยศาสตร์ทั้งมวล
ในหลายที่ของบทกลอนนั้นอธิบายว่า เวทย์มนตร์คาถาและฝูงหมาดำรงอยู่ในวิถีประจำวันของคนแขกเหมือนกายกับเงา มีเรื่องเล่าที่ยังอยู่ในความทรงจำของหมู่ผู้อพยพที่ขึ้นมาหาที่ทำกินแถบเชิงเขาบรรทัดในช่วงปีดังกล่าวว่า คนนั้นคนโน้น “ถูกคุณไสยของคนแขก” จนต้องอพยพกลับออกไป แม่แบบทางความเชื่อของแขกกับไทยแถบนี้ยุคก่อนจึงอยู่ในกะลาใบเดียวกัน

แขกกับไทยในยุคก่อนจึงจำแนกได้จากการไม่ไปวัดและเมื่อมี “หมู” อยู่ในการปฏิสัมพันธ์เท่านั้น
ผมมีไอ้เกลอแขกอยู่คนหนึ่ง จำได้ว่าตอนเด็กๆเราเคยกินข้าวร่วมชามกัน ชามด้านหนึ่งของผมมี
กระดูกหมูต้มชะมวงวางอยู่ ขณะอีกด้านหนึ่งเขามีตับไก่ต้มวางโปะอยู่บนข้าว 

การไม่กินหมูของไทยแขก และการกินหมูของไทยพุทธถูกให้ความเคารพระหว่างกันโดยพฤตินัย เช่นเดียวกับวิถีทางในการสร้างอำนาจและบารมี ที่หากสอดคล้องกับโลกทัศน์ของคนส่วนใหญ่ ไม่ว่าไทยแขกหรือไทยพุทธก็ต่างพร้อมจะค้อมหัวยอมรับ ในทางตรงข้าม การปฏิเสธอำนาจก็
อาจเกิดขึ้นได้เมื่อวิธีการนั้นๆ ไม่เป็นไปในครรลองเดียวกับวิถีวัฒนธรรม ดังกรณีของ                  ลุงทุ่นทองอุบล  กับซากี ศาลาแม็ง
 
ในทศวรรษ 2520 ลุงทุ่นคือหนึ่งในสามคนของหมู่บ้านที่ยังมีควายฝูงนับ 100 ตัว คนที่ครอบครอง
ควายฝูงขนาดนั้นผ่านยุคทศวรรษ 2500 มาได้ย่อมไม่เป็นคนธรรมดา อย่างแรกเขาต้องรักษาฝูงควายที่ปล่อยป่าตลอดเชิงเขาให้ปลอดภัยจากพวกโจรได้ และอย่างที่สองคือเขาต้องมี “ที่ดิน” ในครอบครองให้มากพอที่จะเป็น “รั้วหญ้า” ให้ฝูงควายพักในช่วงฤดูทำนา คุณสมบัติทั้งอย่างแรกและอย่างหลังไม่มีวันเกิดขึ้นด้วยบุญจากชาติก่อนอย่างที่พระเทศน์หรอกครับ

ลุงทุ่นเป็นคนร่างใหญ่ เสียงทุ้มห้าวมีตบะและทรงอำนาจ อย่างน้อยผมก็เคยเห็นว่าไม่มีควายตัวไหน
กล้าดื้อ แกนุ่ง “ผ้ายาว” ผืนเดียว ไม่สวมเสื้อ แต่ผ้าขาวม้าไม่เคยหลุดจากไหล่ “ไอ้เชียง” เล่มโต
เหน็บติดเอวไว้ตลอดเวลาเหมือนคนทั่วๆไป  “หมุก” ยาสูบใบชุมเห็ดอันโตเขม็ดไว้ด้านหลัง
ผิวกร้านแดด ย่างเดินอย่างมั่นคงมักปรากฏให้ใครๆเห็นตอนเช้าและเย็นเมื่อต้อนควายเข้า-ออกรั้วหญ้าของแก นาลึกในแถบนั้นที่จำต้องใช้ควายลงไปเหยียบย่ำทำเทือก ล้วนแต่ใช้บริการควายฝูงของแกกันถ้วนหน้า ค่าตอบแทนอาจเป็นข้าวสารใหม่หลังการเก็บเกี่ยวสักหม้อเขียวหรือผ้าขาวม้าสักผืนหนึ่ง แล้วแต่ใครจะคล่องตัวในสิ่งใด ยิ่งไปกว่านั้น ยามญาติหรือพรรคพวกคนใดมีงานศพหรืองานแต่ง ควายตัวหนึ่งจะถูกส่งเป็นกับข้าวไปช่วยงาน หรือแม้แต่ครอบครัวใหม่ในละแวกนั้นมีลูกคนแรก
ควายก็จะถูกจูงมามอบเป็นของขวัญแก่ชีวิตใหม่ของครอบครัว การตอบแทนจากการให้ที่แกได้รับ
จากทุกคนคือความนับถือ และความนับถือนี่เองคือการตอบแทนที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด เพราะมันคือรั้วล้อมที่กันภัยจากโจรทุกกลุ่มมิให้เข้าไปกรายใกล้ฝูงควายของแก       
 
 พ่อผมเข้ามาหาซื้อที่ดินได้ขณะลุงทุ่นเป็นเจ้าของอาณาจักรแถบนี้อย่างมั่นคงแล้ว ข่าวว่าแม้ “หลวง” จะทาบทามให้ขึ้นเป็นผู้นำแบบเป็นทางการแกก็หาไยดีไม่ ผมได้ฟังทัศนะของแกต่อตำแหน่งนี้ในภายหลังว่า การเป็นคนดีของทางการอาจทำให้ความรักหวงกับญาติมิตรเกิดรอยตำหนิ
 
“คนหลวงต้องทำตามหลวงสั่ง แต่กูเลือกทำใจสั่ง”  “ใจ” ของแกคงมีความหมายใกล้เคียงกับคำ
 “มโนธรรม” ของยุคนี้
 
ก่อนหน้านั้นพ่อของผมไม่อยู่ในฐานะที่จะตีเสมอกับขาใหญ่อย่างลุงทุ่นได้ แต่ครั้นพ่อสร้างเนื้อ
สร้างครอบครัวจนตั้งหลักได้ด้วยที่ดินกว่า 30 ไร่ มีที่นา 20 ไร่พร้อมสวนยางเล็กๆ ขนัดหนึ่ง และลูกๆ
ชายหญิงอีกครอกใหญ่ พ่อก็เริ่มมี “สถานะ” พอจะเดินเข้าเยี่ยมกรายถึงบ้านของลุงทุ่นได้ ในราว
ทศวรรษ 2530 พ่อไปขอลูกสาวของแกคนหนึ่งให้กับน้องชายผม  คนแบบพ่อคือคนที่ศรัทธาใน
อำนาจอีกลักษณะหนึ่ง แต่ผมก็มองเห็นพ่อ “เล่นการเมือง” อยู่ในการผูกดองครั้งนั้น

ภายหลังที่ทั้งสองเป็นดองกัน ลุงทุ่นก็กลายเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของพ่อ แกจะมานอนเอกเขนก
อยู่ใต้ถุนบ้านเราบ่อยๆ สนทนากับพ่อได้ทั้งวัน เรื่องของพวกเขาก็คือโลกเก่าที่สูญหายไปแล้ว
ครั้งหนึ่งที่แกสนทนากับพ่อถึงวันวัยในอดีต ที่แกเพิ่งเข้ามาตั้งรกรากในบริเวณแถบนี้ ผมอดทึ่ง
กับวิธีคิดที่ถูกบ่มเพาะด้วยยุคสมัยไม่ได้

ลุงทุ่นบอกพ่อว่า ที่ดินรกร้างว่างเปล่าแถบนี้ในทศวรรษ 2470 นั้น ยังมีเสาบ้านที่ทำด้วยไม้แก่น
ปรากฏหลงเหลืออยู่ให้เห็น สืบได้เลาๆว่า คนแขกกลุ่มหนึ่งที่ตั้งรกกรากอยู่ก่อนถูกไข้น้ำถล่มตาย
เกลี้ยงทั้งหมู่บ้าน เอกสารทางราชการและปากคำคนอายุ 100 ปี จากภาคสนามตอนผมลงศึกษา
“โรคและการบริบาลในลุ่มทะเลสาบในรอบ 100 ปี” ให้ข้อมูลตรงกันว่า ช่วงทศวรรษ 2460
ไข้น้ำระบาดไปทั่วทุกแห่งหน คนสมัยนั้นเรียกโรคนี้ในอีกชื่อว่า “ไข้ยมบน” หมอจู จันทร์แก้ว
หมอพระวัดสะทังชายทะเลสาบอธิบายว่า มันเป็นโรคที่มาจากใบสั่งของพญายม ที่ใครคนใด
ยากรอดเงื้อมมือไปได้

ลุงทุ่นเข้าจับจองแสดงความเป็นเจ้าของโดยการ “ตัดซุย” ปักแนวให้คนอื่นๆรับรู้ ที่ดินกว่า
300 ไร่จึงเป็นรั้วหญ้าของควายฝูงของแกไปโดยปริยาย รั้วหญ้าที่กว้างขวางของลุงทุ่นมีทั้ง
ที่ดอน ที่ราบ ป่าอ่อน ป่าแก่ สายห้วยและลำมาบ อย่างไรก็ตาม ทำเลดีๆรอบๆบริเวณซึ่งเหมาะ
กับการปลูกสร้างที่อยู่และบุกเบิกเป็นผืนนาไม่ลำบากนัก ลุงทุ่นก็เว้นว่างไว้สำหรับชวนญาติมิตร
ที่ไว้ใจเข้ามาอยู่เข้าอาศัย แล้วชุมชนเล็กๆประมาณ 5-6 ครัวเรือนก็ได้ก่อเกิดขึ้น

ผมยังจำประโยคอันแสนธรรมดาๆ ของชาวบ้านเช่นลุงทุ่นได้อยู่จนถึงวันนี้
“โชคดีของ ‘คนมี’ ก็คือการได้ “ให้” คนอื่น มากกว่าคนทั่วๆไป” แกพูดกับพ่อ

ผมไม่รู้ว่า โลกทัศน์ที่ถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำอีกผ่านชุมชนทางศาสนาเช่นมหาเวสสันดรชาดก
จะกล่อมเกลาวิธีคิดของลุงทุ่นได้มากน้อยเพียงใด แต่วิถีที่แกปฏิบัติมันฟ้องร้องอย่างนั้น
ทว่าในอีกมุมที่น่ามองให้ต่างออกไปจากนี้ก็คือ ครรลองเช่นนั้นเป็นแบบแผนที่คนยุคก่อน
ซึ่งมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรได้มากกว่า จะดำรงตนอยู่ได้อย่างมี “ภูมิ”  ท่ามกลางสมาชิกที่ราย
ล้อมอยู่รอบๆ
 
รั้วคอกควายที่ลุงทุ่นมีอยู่ไม่เพียงมั่งคงแข็งแรงอยู่ในหมู่ไทยพุทธเท่านั้น หากแต่มันยังขยาย
ไปยังชุมชนคนแขกที่ประชิดอยู่กับบริเวณนี้ เช่น บ้านศาลาแม็ง เกาะหัวขวาน เกาะทัง และหัวควน
แล้วบารมีของลุงทุ่นก็แผ่ออกไปทับซ้อนกับ “พื้นที่”  ในโลกนักเลงของคนแขกนาม ซากี
ศาลาแม็งเข้าโดยไม่ตั้งใจ

ผม “จำความ” ไม่ทันชายแขกสูงอายุที่ฝูงหมาเดินนำหน้าและล้อมหลัง เรื่องเล่าของเขาจึงมา
จากคนสูงอายุที่จบชีวิตไปบ้างแล้วเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา หนึ่งนั้นคือลุงทุ่น แต่หากฟังแต่เสียงของ
ลุงทุ่นฝ่ายเดียว ดูจะไม่เป็นธรรมนัก ผมจึงเลือกเอามุมที่เล่าจากผู้สูงอายุอีกคน ซึ่งไม่ได้เป็น
พวกของลุงทุ่น แกจากไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว
นี่คือเรื่องเล่าของซากี ศาลาแม็ง โดยลุงยก หนูสังข์

ในช่วงทศวรรษ 2570 ถือกันว่า ซากีเป็นคนแขกผู้กว้างขวางที่สุดในแถบนั้น ผู้มาใหม่ที่เข้ามาบุกเบิก
ผืนป่าเป็นนาในบริเวณนี้จะต้องจ่าย หรือมีสิ่งของแลกเปลี่ยนไม่มากก็น้อยในการเข้าจับจองที่ดิน
หากใครเพิกเฉย “ผีใช้” ของซากีก็จะเข้ามาเล่นงานใครคนใดคนหนึ่งในครอบครัวจนล้มป่วย
นอกจากนั้น ในดงป่าที่กำลังแผ้วถางอาจจะมี “ยาดัก” ของเขาวางกลไว้ “ยาดัก” มีผลให้แข้งขา
ผู้เคราะห์ร้ายเปื่อยเน่าไร้ยารักษา และหากโดนตรงข้อต่อก็มีผลให้อวัยวะส่วนล่างลงไปพิการหลุดขาด เสียงเล่าลือที่โหดหินไปกว่านั้นก็คือ ซากีมี “ยาสั่ง” ที่สามารถสั่งมาในของกินชนิดใดชนิดหนึ่ง สำหรับ “เหยื่อ”  ที่เขาไม่พึงใจ และจุดจบของเหยื่อนั้นมีอยู่สถานเดียว...นี่คือซากีในโลกการรับรู้ของ
ไทยพุทธผู้เข้าบุกเบิกผืนป่าทำกินในยุคนั้น แต่สำหรับโลกของคนแขกและไทยพุทธบางกลุ่ม
ที่คุ้นเคยกับซากี  เขาคือหมอผู้กำจัดทุกข์ป่วยทุกประเภทด้วยค่ารักษาไข่ไก่ฟองเดียว

ซากีจะโผล่เข้ามาเยี่ยมคนต่างถิ่นพร้อมฝูงหมา บนหลังเปลือยเปล่าสะพายธนู โดยมีกระบอก
ลูกดอกอาบยาพิษตะเคียนไว้ข้างเอว  เขาจะตรงเข้าไปหาผู้มาใหม่แล้วป้องปากพูด
“ตรงนี้ที่ของกู”

นั่นหมายถึงเขากำลังต่อรองให้คนผู้นั้นจ่ายตามที่เขาจะพึงใจ ชื่อของซากีจึงอยู่ในความหวาด
วิตกของบรรดาผู้เข้ามาบุกเบิก

ผมแปลกใจยิ่งนักเมื่อลุงยกอธิบายว่า “ค่าคุ้มครอง” ที่ซากีเรียกมิใช่เป็นสิ่งสำคัญ หากแต่
“อำนาจ” ต่างหากคือสิ่งที่เขาต้องการ ซากีเพียงแค่อยากประกาศชื่อของเขาให้ปรากฏขึ้น
ในอาณาบริเวณที่อาณาบารมีของทุ่น ทองอุบล แผ่ออกไป ลุงยกให้ตัวอย่างหนึ่งยืนยันเจตนา
ของซากี “บ่าวหยากคนหนึ่งละ ที่ให้ “ลูกไก่เสอ” ซากีไปหนึ่งตัว แลกกับการเข้าไปตัดซุยที่ป่าไผ่  กว่า 20 ไร่”

หลังจากทำให้เหล่าผู้มาใหม่รู้จักเขาด้วยวิธีของเขาแล้ว ซากีจะไม่มาปรากฏกายอีก ผู้บุกเบิกแถบนี้
บางคนจึงจดจำซากีไว้อย่างคาบเกี่ยวกับความนึกฝันถึงความมีตัวตนของชายแขกผู้นี้

การประจันหน้าของลุงทุ่นกับซากีมีขึ้นในสายวันหนึ่ง สายวันนั้น ลุงหยากกำลังเดินตรวจดู “แร้ว” ที่ดัก
ฝูงหมูป่าเอาไว้ แร้วทั้งสองคันหลุดติดฝูงหมูไปขณะเมล็ดเหลืองอวบรวงในนาบิ้งนั้นเหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งถัดจากนาบิ้งนั้นคือสายห้วยเล็กๆ ที่ไหลเลียบมาจากข้างๆ กุโบร์ซึ่งอยู่บนเนินดงไผ่ป่า

ฝูงหมานำซากีออกมาจากกุโบร์ ขณะลุงทุ่นกลับจากต้อนควายไปทิ้งไว้ในดงหญ้าขอบละหานบัว
หมาเห่ากรรโชกและโหมใส่ลุงทุ่น แต่อึดใจพวกมันก็ร้องเอ๋งกระโดดหนีไปตัวละทิศทาง ทั้งสอง
ชะงักเท้าห่างกันราว 2 วาบนคันนาแคบๆ หลังสนทนากันคนละประโยค ต่างฝ่ายต่างลงจากคันนาหลีกทางให้กัน นี่คือเรื่องเล่าจากลุงหยากที่ยืนเห็นสองคนมาจากบิ้งนาของแก

ผมทวนเหตุการณ์ที่ลุงหยากเล่าให้ฟัง 2- 3 ครั้ง ลุงทุ่นถึงตามไปเอาประโยคที่ลอยหายไปในสายลม
เมื่อ 70 ปีก่อนกลับมาได้

“ผีมึง ทำให้สองครัวที่มาจากบ่อข่อย “ดับพาย” กลับไปแล้ว”  

“กูไม่มีควายเหมือนมึงนิ”

“คุณไสย” ในโลกไสยศาสตร์กับ “การให้” ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ของพุทธศาสนา ต่างเป็นเครื่องมือหนึ่งของการสร้างอำนาจในยุคที่มูลค่ายังเป็นวุ้นอยู่ในครรโภทรของทุนนิยม ยุทธวิธีทั้ง 2 ต่างสังกัดอยู่ในแต่ละ“แม่แบบของความเชื่อ” ของโลกยุคเก่า  อำนาจที่ถูกใช้ออกไปแล้วคนส่วนใหญ่เออออห่อหมกด้วย จะก่อตัวเป็นบารมี  อำนาจและบารมีจึงเป็นสิ่งสร้างอย่างหนึ่งทางสังคมที่ถูกนิยามขึ้นโดยมี “แม่แบบของความเชื่อ” เป็นตัวกำหนด
 
มุมมองของแอนเดอร์สัน ผู้ซึ่งเป็นกลไกชิ้นหนึ่งของทุนนิยมจากโลกตะวันตก ที่ผมยกมากล่าวข้างต้น เป็นทัศนะต่อกลุ่มคนนอกในโลกต่างสี ที่เขามีโอกาสมาเยือนเมื่อเกือบ 200 ปีก่อน มุมเห็นจากแหล่งที่ยืนของเขามาจากเชิงเปรียบเทียบที่แสดงนัยว่า คนมลายูล้าหลังอยู่ในสายลมแห่งทุนที่เป็น “อำนาจใหม่” ของโลกเช่นไร โดยลืมแลเห็นว่า แบบแผนความสัมพันธ์ที่ถูกปลูกถ่ายไว้โดย “แม่แบบของความเชื่อ” นั้น คือตัวตนของคนบนปลายคาบสมุทรแห่งนี้ ซึ่งมุ่งให้คุณค่าต่อความสัมพันธ์ระหว่างกันด้วย “สื่อกลาง”ที่ตนมีโอกาสครอบครอง มากกว่าการดิ่งเดี่ยวไปสู่โลกสำเร็จส่วนตน และนี่คือจักรวาลทัศน์ดั้งเดิมของกลุ่มคนปลายคาบสมุทรมลายู
 
อำนาจการครอบครองที่ต้องสั่งสมโดยพื้นฐานของความ “มั่งคั่ง” แบบที่แอนเดอร์สันมองเห็นจากวิถีคนจีนจึงเป็นลมระลอกแรกๆ จากแหล่งอื่นที่พัดเข้ามาเป็น “ตัวแบบทางความคิด” ในดินแดนแถบนี้ ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็น “แม่แบบความคิด” หลักของผู้คน
 
สี่ปีที่แล้วผมขับรถกว่า 300 กิโลเมตรไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพของลุงทุ่นที่วัดบ่วงช้าง ความตายของแกมีความหมายต่อผมสองระดับ หนึ่งนั้นแกมีฐานะเป็นพ่อตาของน้องชายผม  ส่วนอย่างหลัง แกคือร่องรอยอารยธรรมยุคก่อนที่ปรากฏรอยขีดข่วนไว้ให้เห็น 

แม้จะย่างเข้าคืนที่ 4 แล้ว แต่ญาติมิตรใกล้ไกลที่เดินทางมาร่วมรำลึกถึง “ความดีทางสังคม” ของลุงทุ่น ก็ยังล้นทะลักออกมานอกเขตวัดซึ่งมีพื้นที่กว่า 3 ไร่ ขณะผมนั่งกินข้าวในโรงครัว บนโต๊ะเลี้ยง แกงคั่วกลิ้งเนื้อควายส่งอายร้อนส่ายโชยอยู่เหนือถ้วย พลันความคิดของผมก็ได้กลิ่นหายนะจาก “ยาสั่ง” ของซากี ศาลาแม็ง ปลิวเข้ามา.

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ดาวลดา

ดาวลดา งานเพลงรำลึกทัศนีย์ รุ่งเรือง - เพื่อนที่แสนดีของพี่น้องจะนะ สงขลา

View All
<< พฤศจิกายน 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        



[ Add to my favorite ] [ X ]


ท่านเห็นด้วยกับการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมตามแนวคิดในแผนพัฒนาภาคใต้ที่กำลังรุกหนักอยู่ตามพื้นที่ต่างๆในตอนนี้หรือไม่
เห็นด้วย
38 คน
ไม่เห็นด้วย
128 คน

  โหวต 166 คน