ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้
Southern Thailand NewsPeople
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/STCC
วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม 2554
Posted by ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้ , ผู้อ่าน : 2011 , 15:56:43 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เสวนา: “ความจริงในม่านฝุ่น: มองชนบทไทยและการพัฒนาจากการศึกษาจากภาคสนาม” สี่อรายงานวิชาการ รื้อถอนสี่ภาพโรแมนติกชนบทไทย ชาวบ้านในชุมชนชนบทยังอยู่กันแบบพึ่งตนเองพอเพียง และสวยงามจริงหรือ? 

วันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อเวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ อาคารอเนกประสงค์ 1มีการจัดวงวิชาการเสนอรายงาน ในหัวข้อ “ความจริงในม่านฝุ่น: มองชนบทไทยและการพัฒนาจากการศึกษาจากภาคสนาม” มีผู้ร่วมนำเสนอคือ เนตรดาว เถาถวิล, ชลิตา บัณฑุวงศ์, สุรินทร์ อ้นพรม และทับทิม ทับทิม โดยมี ดร.รัตนา โตสกุล เป็นผู้ร่วมเสนอความคิดเห็น วงวิชาการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนา “ภูมิทัศน์และการเมืองของการพัฒนาชนบทไทยร่วมสมัย” ซึ่งจัดโดยคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีสาระสำคัญมานำเสนอแก่ผู้อ่านดังนี้

 

เนตรดาว เถาถวิล นักศึกษาปริญญาเอกภาคสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ได้ทำงานศึกษาในหัวข้อ “เฮ็ดอยู่ แต่บ่พอกิน: การดิ้นรนของชาวนาอีสานในยุคโลกาภิวัตน์ด้านอาหารและการพัฒนา” โดยตั้งคำถามถึงการทำเกษตรอินทรีย์ว่า เป็นหนทางไปสู่การพึ่งตนเองของชาวนาหรือไม่ สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของชาวนาได้จริงหรือ และเป็นการหลีกหนี
ความสัมพันธ์ของรัฐ ทุนนิยม และระบบตลาดจริงได้แค่ไหนอย่างไร
 
เนตรดาวได้เท้าความถึงที่มาของเกษตรอินทรีย์ในเมืองไทยว่า เกษตรอินทรีย์เป็นแนวคิดที่นำเข้า
จากต่างประเทศสู่ประเทศไทยตั้งแต่ทศวรรษ 2530 ในฐานะที่เป็นทางเลือกเพื่อหลีกหนีจากการปฏิวัติเขียว โดยองค์กรพัฒนาเอกชนได้สร้างวาทกรรมเกษตรอินทรีย์เพื่อเป็นทางเลือกออกจากการเกษตรแผนใหม่ ส่วนกลุ่มทุนและรัฐที่ผลักดันเกษตรอินทรีย์เพื่อการค้า อย่างไรก็ตาม แนวคิดเกษตรอินทรีย์ขององค์กรพัฒนาเอกชนได้ถูกนำมาผนวกอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 8 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการผนวกรวมแนวคิดเกษตรอินทรีย์ขององค์กรพัฒนาเอกชนและของรัฐ ทั้งในด้านอุดมการณ์และปฏิบัติการ
 
เนตรดาวเสนอว่า เกษตรอินทรีย์ ถูกนำเสนอภาพที่เป็นอุดมคติ และการส่งเสริมเกษตรกรรมอินทรีย์นี้กระทำผ่านการใช้เทคนิคทางอำนาจสองประเภท เพื่อสร้างภาพแทนความจริงเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์เทคนิคทางอำนาจประการแรก คือการสร้างภาพแทนความจริงเกี่ยวกับเกษตรเคมี ว่าเป็นภาพปีศาจของระบบทุนนิยม ซึ่งบั่นทอนศักยภาพในการพึ่งตนเองของชุมชน เทคนิคทางอำนาจประการที่สองคือการสร้างภาพแทนความจริงเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ว่าเป็นระบบเกษตรกรรมเชิงอุดมคติ ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการพึ่งตนเองเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับค่านิยมตามหลักพุทธศาสนา เช่น การนำ
เสนอภาพว่าเกษตรอินทรีย์ทำแล้วได้บุญ ผู้บริโภคกินแล้วได้บุญ ส่วนเกษตรเคมีทำแล้วบาป เป็นต้น ในระยะต่อมาเกษตรอินทรีย์ยังถูกเชื่อมโยงกับแนวคิดชาตินิยม เช่น การนำเสนอภาพว่าเกษตรอินทรีย์เป็นคุณค่าที่ฝังรากอยู่ในผืนแผ่นดินไทยและสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านดังปรากฏตามสื่อต่างๆ
 
การนำเสนอภาพความจริงในเชิงอุดมคติเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ มุ่งสร้างความเชื่อในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับความจริงว่าเกษตรอินทรีย์เป็นระบบการผลิตเพื่อการพึ่งตนเอง และอยู่นอกระบบตลาด ทั้งที่ในความจริงแล้ว เกษตรอินทรีย์เป็นการผลิตในระบบตลาด และความสัมพันธ์ระหว่างทุนแรงงานและผู้บริโภคในระบบเกษตรอินทรีย์ เป็นความสัมพันธ์ในระบบทุนนิยม ซึ่งมีการหาประโยชน์จากแรงงานของเกษตรกร การหากำไรจากการขายปัจจัยการผลิตและการซื้อผลผลิตจากเกษตรกร
อย่างซับซ้อน
 
เกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ในระบบทุนส่วนใหญ่ผลิตในระบบเกษตรพันธะสัญญา และการค้าผลิต ภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่ถูกกำกับควบคุมโดยทุนด้านการเกษตร ทว่าวาทกรรมเชิงอุดมคติเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์กลับทำให้แง่มุมที่เป็นเศรษฐศาสตร์การเมืองของเกษตรอินทรีย์ถูกกีดกันออกไป และถูกทำให้กลายเป็นเพียงแค่เรื่องเทคนิคการผลิตเกษตรอินทรีย์และสุนทรียะของการเสพความหมายเกษตรอินทรีย์
 
จากการลงไปทำวิจัยในหมู่บ้านนาสวรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว จ.อุบลราชธานี มีการปลูก
ข้าวอินทรีย์เพื่อส่งออก พบว่าชาวนาที่ทำเกษตรอินทรีย์ได้ถูกเชื่อมโยงกับระบบตลาดท้องถิ่นและ
ตลาดโลกอย่างซับซ้อน ผ่านทางกระบวนการพัฒนาชนบทที่มุ่งแก้ปัญหาความยากจนให้แก่เกษตร กรและการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และยังเกี่ยวข้องกับมิติของการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงาน ทั้งในประเทศและข้ามประเทศด้วย ข้อเท็จจริงที่มักจะถูกมองข้ามและไม่มีการนำมากล่าวถึงก็คือ การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขบริบททางเศรษฐกิจสังคมที่มีความแตกต่างเหลื่อมล้ำในสังคมชนบท ชาวนามีการถือครองที่ดินมากน้อยต่างกัน มีทุนไม่เท่ากัน และมีแรงงานไม่เท่ากัน ดังนั้นความสามารถในการปรับตัวเพื่อทำเกษตรอินทรีย์จึงแตกต่างกัน และผลลัพธ์ในการทำเกษตรอินทรีย์ของชาวนาแต่ละกลุ่มจึงไม่เหมือนกันด้วย
 
จากการวิจัยทางสถิติพบว่า ชาวนารายย่อยที่ทำเกษตรอินทรีย์ต้องทำงานหนัก แต่กลับได้รับประ โยชน์น้อยที่สุดจากการทำเกษตรอินทรีย์ และต้องพึ่งรายได้จากการขายแรงงานเพื่อความอยู่รอดเป็นหลักในขณะที่ชาวนาขนาดใหญ่ใช้ทุนในการจ้างแรงงานเพื่อทำเกษตรอินทรีย์เป็นหลัก แต่กลับได้รับประโยชน์จากการทำเกษตรอินทรีย์มากที่สุด และมีความมั่นคงในการทำเกษตรอินทรีย์มาก กว่าชาวนาจน นอกจากนี้ ข้อค้นพบที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ความอยู่รอดของครัวเรือนชาวนาในปัจจุบัน มาจากการสร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพที่หลากหลาย ซึ่งไม่ใช่แค่การทำเกษตรอินทรีย์เพียงอย่างเดียว แต่มาจากการทำเกษตรหลายระบบ และการทำงานรับจ้างนอกภาคเกษตร รวมถึงการเป็นผู้ประกอบการรายย่อยด้วย
 
นอกจากนี้ ข้อค้นพบที่ว่าชาวนาที่ทำเกษตรอินทรีย์มีหนี้สินสูง ไม่ได้แตกต่างจากกับชาวนาที่ทำ
เกษตรเคมี ทำให้มีข้อโต้แย้งว่า เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่หนทางที่จะช่วยให้ชาวนาหลุดพ้นจากความยากจนหรือการเป็นหนี้สิน ทั้งนี้เพราะเกษตรกรขายผลผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในราคาที่ไม่ได้แตกต่างไปจากสินค้าเกษตรเคมีมากนัก แม้ว่าราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดจะมีราคาสูงแต่ส่วนแบ่งผลกำไรที่เกษตรกรได้รับกลับมีสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับทุนที่เป็นผู้ค้าปัจจัยการผลิตและรับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์ไปแปรรูปส่งขาย ในขณะที่เกษตรกรที่ทำการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์มีความเสี่ยงสูง จากต้นทุนการผลิตและการจัดการที่เพิ่มขึ้น การใช้แรงงานที่เข้มข้น และความเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธการซื้อผลผลิต หากผลผลิตเกษตรอินทรีย์ไม่ได้คุณภาพตรงตามมาตรฐานที่กำหนด
 
กล่าวโดยสรุป การสร้างภาพแทนความจริงว่าเกษตรอินทรีย์เป็นทางเลือกสู่การพึ่งตนเองของชาวนายากจน ที่ช่วยให้ชาวนายากจนสามารถมีชีวิตอยู่รอดอย่างพอเพียง และไม่ถูกเอาเปรียบจากระบบตลาด จึงเป็นการนำเสนอภาพเกษตรอินทรีย์ที่ไม่สอดคล้องความจริง จากการวิจัยในพื้นที่หมู่บ้านนาสวรรค์ จ.อุบลราชธานีพบว่า เงื่อนไขความสำเร็จหรือล้มเหลวของการทำเกษตรอินทรีย์เป็นสิ่งที่สำ คัญ และควรจะถูกนำมาพิจารณาอย่างละเอียดและรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศักยภาพที่ไม่เท่ากันของชาวนาแต่ละกลุ่มในการปรับตัวสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ที่มีไม่เท่ากัน
 
การพิจารณาเงื่อนไขทางเศรษฐกิจสังคมของชาวนาที่ทำเกษตรอินทรีย์ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เข้าใจว่าแนวทางการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ควรจะได้รับการปรับปรุงหรือหนุนเสริมในด้านใด จึงจะสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรเฉพาะกลุ่ม นอกจากนี้การสร้างความอยู่รอดและมั่นคงให้กับการดำรงชีพของชาวนา อาจจะต้องพิจารณาในมิติที่กว้างไปกว่าการทำเกษตร เนื่องจากครัวเรือนชาวนามีรายได้ส่วนใหญ่มาจากการรับจ้างและการประกอบอาชีพนอภาคเกษตร ดังนั้นการมีมาตรฐานที่หนุนเสริมที่จำเป็นในด้านข่าวสารเกี่ยวกับการจ้างงาน การส่งเสริมทักษะการทำงานนอกภาคเกษตร และการจัดสวัสดิการที่เหมาะสมให้แก่แรงงานอพยพที่มาจากครัวเรือนในชนบทจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ชาวนาอยู่รอดได้จริง
 

ทางด้านชลิตา บัณฑุวงศ์ นักศึกษาปริญญาเอกทางด้านมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยฮาวายได้ทำวิจัยเรื่อง “ออแฆกำปง (ชาวบ้าน) ไม่โรแมนติก: การเกษตรและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแบบเข้มข้นในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยได้ลงไปวิจัยในหมู่บ้าน กำปงไฮย์ญีแต ในจังหวัดปัตตานี บริเวณลุ่มน้ำสายบุรีซึ่งมีลักษณะเป็นลุ่มน้ำจืด ข้อค้นพบจากงานศึกษาชิ้นนี้โต้แย้งการสร้างภาพโรแมนติกที่ว่าชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวดำรงชีวิตอย่างเกื้อกูลและพึ่งตนเอง และโต้แย้งคำอธิบายที่ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของระบบตลาด/ทุนนิยมและการขาดจิตสำนึกของชาวบ้าน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำลายสภาพแวดล้อม และทำให้ชาวบ้านพึ่งตนเองไม่ได้
 
ในทางตรงกันข้าม ชลิตาเสนอว่า สภาพที่ไม่ได้โรแมนติกที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของการที่ชาวบ้าน พยายามปรับตัวให้มีชีวิตรอดได้ท่ามกลางบริบทและเงื่อนไขที่สลับซับซ้อนในพื้นที่โดยเฉพาะโครงสร้างและความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐไทยกับชาวมลายูมุสลิม แต่เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ภาคประ ชาสังคมไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก
 
จังหวัดชายแดนใต้ มักถูกนำเสนออย่างโรแมนติกว่ามีจัดการทรัพยากรแบบส่วนรวม มีการเคารพสิทธิและการแบ่งปัน ซึ่งวางอยู่บนรากฐานของจิตสำนึกแบบพิเศษและเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีการยกย่องชาวบ้านที่มีความรู้แบบพิเศษนั้นว่า “ปราชญ์ชาวบ้าน” ภาพดังกล่าวนี้เพิ่งมาปรากฏในช่วงสิบปีที่ผ่านมาเท่านั้น โดยเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเข้ามาขององค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอที่คัดค้านการสร้างเขื่อนสายบุรีในปี 2535 ซึ่งต่อมาเอ็นจีโอสายทรัพยากรธรรมชาติ ก็ได้ขยายประเด็นการทำงานไปสู่ประเด็นพื้นที่ทำกินและเกษตรกรรมแบบยั่งยืน
 
ภาพวิถีชีวิตและชุมชนมลายูมุสลิมที่โรแมนติกได้ถูกผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยสอดคล้องกับที่ขบวนการภาคประชาชนเริ่มให้ความสำคัญกับ “ภาคประชาสังคม” และลงมาทำงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้นหลังจากเกิดความรุนแรงปะทุขึ้นในปี 2547 โดยกลุ่มประชาสังคม หรือเอ็นจีโอที่ว่านี้เป็นชนชั้นนำในเมืองที่มีการศึกษาดี และเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่ามีคุณธรรมสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ และมีบทบาทในการผลักดันและตั้งหน่วยงานอิสระ รวมถึงจัดสรรงบประมาณจำนวนมากซึ่งเอื้อให้ภาพโรแมนติกดังกล่าวปรากฏในสื่อต่างๆ ในโทรทัศน์ และงานวิจัย ในทุกระดับที่ประชาสังคมสนับสนุนเงินทุน
 
ชลิตาชี้ให้เห็นถึงการจัดการทรัพยากรในหมู่บ้านว่ามีกิจกรรมการผลิตที่หลากหลาย และมีการพึ่งพิง
ธรรมชาติ ซึ่งดูเหมือนว่าจะสอดคล้องกับภาพโรแมนติกแบบ “เศรษฐกิจชุมชน” แต่หากมองลึกลง
ไปแล้ว การทำเกษตรในพื้นที่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เนื่องจากมีแนวโน้มการทำลายความสมดุลของ
ธรรมชาติ ด้วยการใช้ปุ๋ย และสารเคมีอันตรายต่างๆ นอกจากนี้ ระบบการผลิตก็ไม่ได้เป็นอิสระจาก
ตลาดหรือระบบทุนเท่าใดนัก ในทางตรงกันข้าม การทำเกษตรกรรมในพื้นที่นี้ ล้วนใช้ทุนสูงในหลาย
ขั้นตอน เช่น ค่าปุ๋ย ค่าที่นา ค่าแรง ซึ่งโดยรวมแล้วมีความแนบแน่นกับระบบทุนนิยม และเศรษฐกิจ
โลกอย่างมาก โดยเฉพาะผ่านการปลูกยางพาราซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจ
 
นอกจากนี้ยังพบว่า คนในหมู่บ้านมีการบริโภคและจับจ่ายใช้สอยในมูลค่าสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นการ
ใช้สมาร์ทโฟน รถยนต์ รถกระบะ เครื่องประดับตกแต่ง มีการจัดทัวร์และวงแชร์ที่วงเงินสูงนับแสนบาทซึ่งไม่ต่างจากวิถีชีวิตในเมืองมากนัก แต่องค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ กลับมองว่า วิถีชีวิตดังกล่าว
มีสาเหตุมาจากแนวทางการพัฒนาของรัฐที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและระบบทุนมากเกินไป ทำให้ชาวบ้านถูกครอบงำ และเกิดลัทธิบริโภคนิยมในหมู่ชาวบ้าน ซึ่งอาจป้องกันไม่ให้เป็นเช่นนั้นได้ หากชาวบ้านมีจิตสำนึก เข้มแข็ง และรู้จักความพอเพียง
 
อย่างไรก็ดี สำหรับในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่เปราะบาง มีความขัดแย้งทางศาสนาและชาติพันธุ์ระหว่างคนท้องถิ่นกับรัฐไทย และสถานการณ์ความรุนแรงต่างๆ ดำเนินมาอย่างแหลมคมการทำความเข้าใจสภาพความไม่โรแมนติกด้วยโครงเรื่องตามที่ภาคประชาสังคมเสนอจึงดูจะไม่เพียงพอ  เนื่องจากโครงเรื่องที่ว่านี้ละเลยประเด็นเกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบจากการที่รัฐไทยพยายามเข้าจัดการเพื่อครอบครองเป็นเจ้าของเหนือพื้นที่และเพื่อให้ได้การสวามิภักดิ์จากคนมาลายูมุสลิม กระบวนการดังกล่าวดำเนินการอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการโครงการพัฒนาโดยพื้นที่พรุถือเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่สำคัญยิ่งของรัฐไทย
 
แทนที่จะใช้นโยบายกลืนกลายแบบบังคับดังเช่นในอดีต โครงการพัฒนาพรุ เป็นเครื่องมือที่ออกจะดูดีกว่าที่จะช่วยให้ “รัฐไทย” ได้รับความสวามิภักดิ์และความจงรักภักดีจากชาวมาเลย์มุสลิมในพื้นที่บนฐานความคิดที่ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจจะนำมาสู่ความมั่นคงแห่งชาติ และป้องกันไม่ให้ชาวบ้านไปร่วมมือกับผู้ก่อการไม่สงบ โดยโครงการพัฒนาต่างๆ จากรัฐ จะถูกผลักดันผ่านทางโครงการพระราชดำริในช่วงกลางทศวรรษที่ 2520 และได้ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความเข้มแข็งของสถาบันกษัตริย์ในช่วงที่ผ่านมา
 
นอกจากนี้ยังพบว่า ในสายตาของรัฐไทยพรุเป็นเพียงพื้นที่น้ำท่วมขังไร้ประโยชน์ เสื่อมโทรมและไม่ก่อให้เกิดผลผลิตใดๆ การเข้าพัฒนาพื้นที่รกร้างนี้ให้เกิดประโยชน์ และเกิดความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงเป็นบทบาทหน้าที่ของรัฐที่จะต้องกระทำเหนือดินแดนและผู้คนของตน ดังจะเห็นจากการเข้าไปจัด การพื้นที่พรุ ด้วยการระบายน้ำทำให้เป็นพื้นที่แห้ง โดยอ้างว่าทำไปเพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรม แต่กลับส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการจัดการพรุของชาวบ้าน ก็กลับถูกละเลยไปอย่างสิ้นเชิง
 
โครงการพัฒนาพรุในเขตชายแดนภาคใต้เกี่ยวข้องอย่างมากกับลักษณะเฉพาะของรัฐไทยที่สถาบันกษัตริย์มีบทบาทสูงในการเข้าครอบครองหัวใจและความภักดีของชาวมาเลย์มุสลิมในพื้นที่ ดังนั้น การพัฒนาพรุของรัฐ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสภาพของพรุเท่านั้นหากแต่ยังเป็นการเปลี่ยนตัวตนของชาวมาเลย์มุสลิมผู้อาศัยและใช้ประโยชน์จากพรุ จากที่มีสถานะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีศาสนาที่แตกต่างให้กลายมาเป็น “พสกนิกร” ทั้งนี้ การละเลยนัยสำคัญในเชิงระบบนิเวศของพื้นที่พรุและการละเลยประสบการณ์และความรู้ในการใช้ประโยชน์จากพรุของชาวมลายูมุสลิม ได้สร้างความชอบธรรมให้กับความพยายามในการเปลี่ยนตัวตนดังกล่าวเพราะเป็นการให้ภาพคนมาเลย์มุสลิมในฐานะกลุ่มคนที่ยากจน ไร้การศึกษา ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ขาดศักยภาพในการแก้ไขปัญหาในชีวิต ไม่มีแม้กระทั่งความสามารถในการนำที่ดินพรุรกร้างเสื่อมโทรมรอบๆ ตัวมาทำให้เกิดประโยชน์ได้ ภาพลักษณ์นี้สอดคล้องกับสถานะของพสกนิกรที่ความผาสุกในชีวิตจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการปกป้อง คุ้มครองและช่วยเหลือจากรัฐไทยโดยเฉพาะในส่วนที่ผ่านทางสถาบันจารีต
 
ก่อนหน้านี้ พื้นที่พรุในหมู่บ้านกำปงมีสถานะเป็นเพียงป่าพื้นที่น้ำขัง ต่อมาในปี 2547 เริ่มมีการสร้าง
อ่างเก็บน้ำ และมีการเข้าไปจัดการพื้นที่ดังกล่าวอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยมีการส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำมาหากินของชาวบ้าน หรือระบบกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามวิถีชีวิตแบบเดิม ทำให้เกิดภาวะลักลั่น เนื่องจากรัฐส่งเสริมให้ชาวบ้านใช้ประโยชน์จากที่ดินมาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีการ ปิดล้อมที่ดิน ทำให้ชาวบ้านใช้ประโยชน์ได้น้อยลง โครงการการจัดการพรุในสามจังหวัดชายแดนใต้ จึงกลายเป็นทะเลงบประมาณที่ไม่มีวันสิ้นสุดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่มีอิทธิพลในท้องถิ่น
 
ชลิตาชี้ให้เห็นอีกว่า วิถีชีวิตของชาวบ้านที่ไม่โรแมนติกและขูดรีดธรรมชาตินี้ เป็นผลจากการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ท่ามกลางความพยายามของรัฐไทยในการเข้ามาจัดการพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทำให้สถานการณ์แย่ลง โดยการนำเสนอจังหวัดชายแดนเฉพาะภาพที่โรแมนติก หรือกล่าวโทษว่าปัญหาเป็นเพราะทุนนิยมแทรกซึมเข้ามา แต่ละเลยปัญหาที่สำคัญกว่านั้น คือการที่อำนาจจารีตของรัฐไทยพยายามเข้ามาจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ ขณะที่ “ภาคประชาสังคมไทย”ที่เข้ามาก็มีลักษณะอนุรักษ์นิยม และสนับสนุนอำนาจแบบจารีตด้วยเช่นกัน พวกเขาไม่ให้ความสำคัญกับการที่ชาวบ้านพยายามในการปรับตัวและตัดสินใจด้วยตนเอง ซึ่งการทำแบบนั้นช่วยให้ภาคประชาสังคมไทยมีที่มีทางในการทำงานต่างๆ ต่อไป เช่น ผลิตงานสื่อ และงานวิชาการซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อที่จะหาทางรื้อภาพที่สวยงาม โรแมนติก และจิตสำนึกของชาวบ้านให้กลับคืนมา
 
สุดท้ายนี้ ชลิตาสรุปว่า หากปัญหาโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจของรัฐไทยที่มีต่อชาวมลายูมุสลิมยังไม่ได้รับการแก้ไขและถูกให้ความสำคัญ การดำเนินงานต่างๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็จะกลายเป็น “อุตสาหกรรมความไม่มั่นคง” ที่ไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและ ความรุนแรงในพื้นที่ได้ หากแต่จะนำมาซึ่งการดำรงอยู่ และเจริญเติบโตขององค์กรต่างๆในประชาสังคมนั้นเองเป็นหลัก
 

ในขณะเดียวกัน สุรินทร์ อ้นพรม นักศึกษาปริญญาเอก คณะภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ได้ศึกษาในหัวข้อ “ป่าชุมชน: เครื่องมือเสริมสร้างความเข้มแข็งหรือเพียงแค่เทคโนโลยีอำนาจชิ้นใหม่” เขาพิจารณา “ป่าชุมชน” ในฐานะที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกจากการจัดป่าโดยรัฐ/การจัดการป่าอย่างรวมศูนย์โดยมีชุมชนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร โดยตั้งคำถามว่าที่จริงแล้ว ป่าชุม ชน สามารถส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้แค่ไหน หรือแท้จริงแล้วเป็นเพียงการใช้อำนาจรัฐเพื่อการควบคุมชุมชนที่แนบเนียนกว่าเดิมเท่านั้น
 
สุรินทร์เลือกศึกษาวิจัยในบ้านห้วยแก้ว ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่ที่มีการจัดตั้งป่าชุมชนเป็นแห่งแรกของประเทศไทยในช่วงต้นทศวรรษ 2530 การศึกษาของเขาทำให้พบว่า "นัยกรรมป่าชุมชน"มีขีดจำกัดอย่างมาก และการพยายามแปลงนัยกรรมดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติส่งผลให้มีการกีดกันการเข้าถึงทรัพยากรป่าไม้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของชาวบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มคนจนในชุมชนที่จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรจากป่าอย่างมาก
 
ในการจัดการป่าชุมชนมีการจัดตั้ง “องค์กรชุมชน” ซึ่งมีกฎระเบียบที่ควบคุมการจัดสรรทรัพยากรป่าภายในท้องถิ่น มีการจัดตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนที่คอยควบคุมกฎระเบียบดังกล่าวไม่ต่างจากที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้เคยควบคุมชาวบ้าน แต่ต่างกันตรงที่ว่าชาวบ้านภายในชุมชนจะควบคุมกันเอง แต่การควบคุมดังกล่าวได้ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้าน เมื่อคนบางกลุ่มในชุมชนถูกคณะกรรมการป่าชุมชนกีดกันไม่ให้ใช้ประโยชน์จากป่า ทำให้เกิดคำถามว่าตกลงป่าชุมชนเป็นของใครกันแน่
 
จากข้อค้นพบดังกล่าว สุรินทร์จึงเห็นว่าป่าชุมชนที่ควรจะเป็นทางเลือกจากการจัดการป่าของรัฐอาจ กลายเป็น “เครื่องมือทางอำนาจรูปแบบใหม่” ที่คอยควบคุมและจัดการทรัพยา กรป่าไม้ ไม่ต่างจากการใช้อำนาจของกรมป่าไม้ในการควบคุมชาวบ้านและกีดกันไม่ให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์จากป่าอยู่นั่นเอง
 

ด้าน ทับทิม ทับทิม คณะสังคมศาสตร์ นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสาขาภูมิ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ทำศึกษาในหัวข้อ "ลูกทุ่งหรือลูกกรุง? ความเป็นเมืองในชนบท"ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างภาพจินตนาการเกี่ยวกับความเป็นลูกทุ่งหรือชนบทไทย ที่แทรกอยู่ในความนึกคิดของคน “ลูกกรุง” หรือคนชั้นกลางในเมือง กับปรากฏการณ์ที่เป็นความจริงในพื้นที่ชนบท
 
จินตนาการเกี่ยวกับชนบทของคนกรุงสะท้อนผ่านสื่อสาธารณะต่างๆ ดังเช่นรายการโทรทัศน์ “ฉันจะเป็นชาวนา” กลายเป็นค่านิยมและคาดความหวังที่ไปกดทับการดำรงชีวิตของคนชนบทที่พยายามกำหนดหรือสร้างแรงกดดันว่าคนชนบทควรอยู่แบบพอเพียง เป็นชุมชน มีวิถีชีวิตแบบ“ดั้งเดิม” รักษาสภาพธรรมชาติที่เขียวขจี มีสุนทรียะและความงาม ความเข้าใจเหล่านี้ล้วนแต่ภาพชนบทในจินตนา การที่มีลักษณะหยุดนิ่งและไม่สะท้อนความเป็นจริง เป็นภาพที่ถูกสร้างขึ้นอย่างน้อยตั้งแต่ราวทศวรรษปลาย 2520 เมื่อชนชั้นกลางเริ่มตื่นตัวกับกระแสสิ่งแวดล้อมนิยมในช่วงที่มีการคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจน และมีการสร้างและผลิตซ้ำภาพแทนในลักษณะดังกล่าวเรื่อยมา
 
ในพื้นที่ศึกษาของทับทิมซึ่งอยู่ชานเมืองเชียงใหม่ มีกลุ่มคนหลากหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ เช่น ม้ง ไทใหญ่ ที่อพยพเข้ามาอยู่ในฐานะแรงงานรับจ้าง รวมทั้งคนเมืองที่เป็นคนท้องถิ่นดั้งเดิมขณะเดียวกัน ก็มีชนชั้นกลางในเมืองและชาวต่างชาติเข้ามาซื้อที่ดินเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัยด้วยเช่นกัน ในพื้นที่ดังกล่าวมีอาคารพาณิชย์และร้านขายของชำมากมาย คนในท้องถิ่นมีการสร้างหอพักโดยคาดหวังว่าจะเป็นแหล่งรายได้แบบ “น้ำซึมบ่อทราย” เป็นต้น ภาพปรากฏเหล่านี้สะท้อนทั้งวิถีการผลิตที่หลากหลายนอกเหนือจากการทำนาและการทำการเกษตร ตลอดจนวิถีการบริโภคแบบทุนนิยมที่เป็นจริงของคนชนบท ซึ่งไม่ได้มีความโรแมนติก หรือมีสุนทรียะและความงามตามจินตนาการเกี่ยวกับชนบทของคนชั้นกลางในเมือง
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อคนชั้นกลางในเมืองหันไปใช้ชีวิตในพื้นที่ชนบทมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ได้นำพาเอาความคิดดังกล่าวเข้ามาปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของชนบท เช่น มีการไปซื้อที่ดินเพื่อทำนาปลูกข้าวอินทรีย์แต่ใช้วิธีการจ้างแรงงานคนในท้องถิ่นเดิม มีการสร้างโรงแรมหรูที่ผู้มาพักจะสามารถได้รับประสบการณ์แบบชาวชนบทคือได้มองเห็นทุ่งนา ได้ทดลองทำนา เกี่ยวข้าว หรือบริโภคข้าวอินทรีย์จากผืนนาดังกล่าว
 
จินตนาการของคนชั้นกลางในเมืองต่อพื้นที่ชนบทอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา เช่น เมื่อคนชั้นกลางไปสร้างบ้านพักในพื้นที่ชนบทก็ไม่อยากให้มีการพัฒนาถนนเพราะเกรงว่าจะไม่หลงเหลือความเป็น “ชนบท” ที่มีสุนทรียะหรือความงามแบบที่ตนเองต้องการ แต่ความต้องการเช่นนั้นกลับขัดแย้งกับความต้องการของคนท้องถิ่นเดิมที่อยากให้มีการพัฒนาถนนและสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น เป็นต้น
 
ทับทิมทิ้งท้ายด้วยการยกตัวอย่างเกี่ยวกับต้นกล้วยต้นหนึ่งที่เมื่อตัดเครือไปแล้วคนชนบทก็อยากจะตัดใบตองไปใช้ประโยชน์ และตัดต้นทิ้งเพื่อให้หน่อไม้ได้เจริญเติบโตขึ้นมา แต่คนในเมืองกลับเห็นว่ายังควรที่จะเก็บต้นและใบกล้วยที่เหลือเอาไว้เพราะยังมีความงดงามตัวอย่างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงวิถีคิดที่แตกต่างกันระหว่างคนชั้นกลางจากในเมืองและคนท้องถิ่นที่ต่างจะต้องเข้าไปร่วมกันใช้ทรัพยากรในพื้นที่ชนบทเดียวกัน ซึ่งฝ่ายหนึ่งเน้นเรื่องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเพื่อการดำรงชีวิตประจำวันหรือเพื่อกินเพื่ออยู่ แต่อีกฝ่ายกับเน้นในเรื่องการเสพสุนทรียะความงาม ซึ่งอาจทำให้ความขัดแย้งเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแต่ละฝ่ายต่างไม่ได้พูดจาหรือสื่อสารกันแต่ต้องการที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของชนบทไปตามความต้องการของตนเอง 
 


ขอบคุณที่มา: ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลมือง

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ดาวลดา

ดาวลดา งานเพลงรำลึกทัศนีย์ รุ่งเรือง - เพื่อนที่แสนดีของพี่น้องจะนะ สงขลา

View All
<< กรกฎาคม 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]


ท่านเห็นด้วยกับการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมตามแนวคิดในแผนพัฒนาภาคใต้ที่กำลังรุกหนักอยู่ตามพื้นที่ต่างๆในตอนนี้หรือไม่
เห็นด้วย
38 คน
ไม่เห็นด้วย
128 คน

  โหวต 166 คน