ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้
Southern Thailand NewsPeople
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/STCC
วันอังคาร ที่ 2 สิงหาคม 2554
Posted by ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้ , ผู้อ่าน : 1817 , 13:01:14 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สัมภาษณ์ สิน สันป่ายาง : วิพากษ์นักวิชาการรับจ้าง นักสร้างเขื่อน กรณีเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงตอนบนที่เชียงดาว
โดย องอาจ เดชา

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

สิน สันป่ายาง คืออดีตเจ้าหน้าที่ทำงานโครงการจัดการลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน รับผิดชอบในพื้นที่อำเภอเชียงดาว ปัจจุบันกำลังศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมจากโครงการของรัฐ

“ที่รัฐมักบอกว่าการพัฒนาการสร้างเขื่อนทั้งหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของคนส่วนรวมนั้นไม่จริง เป็นแค่การตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มเล็กๆ ที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ โดยที่ภาระทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมเป็นของมหาชนทั้งประเทศ”

สิน สันป่ายาง เคยเป็นเจ้าหน้าที่ทำงานโครงการจัดการลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน รับผิดชอบในพื้นที่อำเภอเชียงดาว ปัจจุบันศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกำลังศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมจากโครงการของรัฐ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี โครงการอ่างเก็บน้ำแม่น้ำปิงตอนบน หรือเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงตอนบน ที่บริเวณบ้านโป่งอาง หมู่ที่ 5 ตำบลเมืองนะ จังหวัดเชียงใหม่ ที่กำลังเป็นข่าวชาวบ้านกำลังลุกขึ้นต่อต้านอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ ได้อย่างน่าสนใจ
............................................................................................................................
ในฐานะที่เคยทำงานโครงการจัดการลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบนและกำลังทำงานวิจัยเรื่องนี้อยู่ มีความเห็นอย่างไรที่จู่ๆ ก็มีข่าวกรมชลฯ จะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงตอนบนในพื้นที่อำเภอเชียงดาว ?
ถ้าจะพูดกันจริงๆ แล้ว คือ เป็นหน้าที่ของกรมประทานที่ต้องทำการจัดหาน้ำเพื่อรองรับความต้องการบริโภคในภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ และโดยปกติที่เราเห็นๆ ก็คือ น้ำหนักของการจัดหามักจะเทไปที่สองภาคหลัง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ทำการผลิตและบริการเพื่อสนองความต้องการบริโภคของภาคเมืองเป็นส่วนใหญ่

ส่วนภาคการเกษตรนั้น ถ้าเป็นการเพาะปลูกตามฤดูกาลแล้วคงไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อระบบการเกษตรเป็นไปเพื่อตอบสนองการผลิตแบบอุตสาหกรรมการเกษตรมากขึ้น เช่น ระบบเกษตรพันธสัญญา การทำนาปรัง การเพาะปลูกนอกฤดูกาล ฯลฯ ก็ทำให้ความต้องการใช้น้ำของเกษตรกรเพิ่มมากขึ้นด้วย แต่ในเป็นความจริง พื้นที่ที่ต้องการใช้น้ำมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ราบรอบๆ เมืองใหญ่ ซึ่งไม่สามารถหรือไม่มีพื้นที่เพียงพอจะสร้างแหล่งน้ำได้อีกต่อไป ดังนั้น การสร้างแหล่งน้ำรองรับการอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้นจึงต้องหาพื้นที่รองรับใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำที่มีคนอาศัยอยู่อย่างเบาบาง

นั่นเป็นเหตุผลกรมชลประทานจึงเลือกที่จะสร้างที่บ้านโป่งอาง พื้นที่ต้นน้ำปิงที่เชียงดาว ?
ใช่ และที่สำคัญ เพราะเขาอาจเห็นว่าคนในชุมชนนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ไทยใหญ่ ปกาเกอะญอ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เสียงไม่ดังในสังคมอยู่แล้ว ซึ่งกรณีของบ้านโป่งอาง เห็นได้ชัดเจนว่า นอกจากสภาพพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เป็นพื้นที่ราบระหว่างหุบเขา โครงสร้างทางธรณีวิทยาและดินแข็งแกร่ง ห่างไกลจากชุมชนใหญ่ๆ และเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่จัดว่าเป็นของคนชายขอบที่ไม่ดัง จึงมีความเหมาะสมหรือศักยภาพในการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำค่อนข้างสูง...ผมเข้าใจว่านี่คือมุมมองของเทคโนแครตของกรมชลประทาน

หากในความเป็นจริง ชุมชนชาวบ้านจะเป็นอย่างไร ถ้ารัฐยังคงดึงดันจะสร้างต่อไป ?
ในความเป็นจริงคืออะไรนั้น คนในพื้นที่น่าจะรู้และเข้าใจดีกว่าผม เพราะการสร้างเขื่อนใหญ่ขนาดนั้น ไม่ว่าจะมีการอพยพคนออกจากชุมชนหรือไม่ รับรองได้ว่าส่งผลกระทบต่อคนในหมู่บ้านและชุมชนรอบข้างอย่างแน่นอน เอาแค่ง่ายๆ เฉพาะบริเวณหัวเขื่อน จะต้องมีการปรับแต่งพื้นที่มากมายขนาดไหน จะต้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ทำงานทั้งวันทั้งคืนเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันนานๆ ต้องมีการขนดินขนหินเข้าออกหมู่บ้านด้วยรถบรรทุกหนักวันละเป็นร้อยเป็นพันเที่ยว ถนนทั้งเส้นจะเสียหายไปเท่าไร อากาศจะคละคลุ้งไปด้วยฝุ่นขนาดไหน เสียงเครื่องจักรและความสั่นสะเทือนจะมากน้อยเพียงใด อย่างนี้ชาวบ้านจะทนไหวหรือเปล่าครับ

ทำไมในตัวโครงการ เจ้าหน้าที่รัฐถึงชอบใช้คำว่า อ่างเก็บน้ำ ทั้งที่ขนาดปริมาณนั้นเทียบเท่าเขื่อนขนาดใหญ่?
ที่จริงก็คงไม่แปลกหรอกเพราะกรมชลเขามีโครงการแบบนี้ทุกพื้นที่ อย่างที่บอกว่ามันเป็นภาระหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ผิด แต่มันแปลกที่ว่าโครงการใหญ่ๆ ในช่วงหลังมักจะหลีกหนีไม่ใช้คำว่าเขื่อน ไปใช้คำว่าฝายทดน้ำบ้าง อ่างเก็บน้ำบ้าง แต่อันที่จริงโดยพื้นฐานทั้งโครงสร้างและแนวคิดในการสร้างไม่ได้แตกต่างจากเขื่อนขนาดใหญ่ เป็นวาทกรรมที่ภาครัฐหรือกลุ่มที่สนับสนุนพยายามยกมาใช้เพื่อลดกระแสการต่อต้าน แต่ชาวบ้านจะเห็นด้วยหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านมักจะมองว่าไม่แตกต่างกัน

ที่ผ่านมา คุณคิดว่ารัฐมองเขื่อนเป็นอย่างไร?
ตามประสบการณ์แล้ว เห็นว่า รัฐมองเขื่อนในฐานะที่เป็นตัวชี้วัดระดับการพัฒนาของประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ แต่มักไม่มองถึงผลกระทบทั้งทางสิ่งแวดล้อม สังคมและเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งถ้าให้วิพากษ์แนวคิดการสร้างเขื่อนหรือโครงการใหญ่ๆ แล้ว นักสร้างเขื่อนหรือเทคโนแครตเหล่านั้น มักจะมองพื้นที่แบบที่ไม่เห็นตัวคนอยู่ในนั้น หรือเห็นคนในพื้นที่นั้นอยู่ในฐานะที่จะทำอย่างไรก็ได้ จะให้อพยพหรือจ่ายค่าชดเชยอย่างไรก็ได้ แต่มักไม่มองถึงมิติความสัมพันธ์ของคนที่อยู่ในพื้นที่นั้น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแต่คนในชุมชนเดียว แต่อาจหมายถึงหลายๆ ชุมชนรอบข้าง ที่ติดต่อสัมพันธ์กันมาอย่างเนิ่นนานหลายสิบหลายร้อยปี พื้นที่ชุมชนจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่กายภาพ พื้นที่ตั้งถิ่นฐาน ทำการเกษตร แต่มันคือพื้นที่ของระบบความสัมพันธ์อยู่บนนั้นด้วย ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอันนี้แหละที่นักสร้างเขื่อนไม่เห็น ไม่เข้าใจ หรือไม่อยากเห็นและไม่อยากเข้าใจ เพราะเทคโนแครตชั้นสูงทั้งหลายไม่ได้เติบโตมาจากชาวนาชาวไร่ ชาวบ้านคนยากคนจนที่อาศัยอยู่ตามป่าตามดอย จึงไม่เข้าใจชาวบ้านว่าเพราะผลประโยชน์ที่ได้จากการสร้างเขื่อนนั้นไม่สามารถตอบสนองชาวบ้านเหล่านั้น

ในขณะชาวบ้านมองว่าพื้นที่ชุมชน ผืนดินผืนป่าและแม่น้ำนั้นคือชีวิตของพวกเขา ?
ใช่แล้วครับ ในขณะชาวบ้านเขาคิดคนละแบบกับเทคโนแครต เขาไม่ได้มองว่าพื้นที่นี้จะให้ประโยชน์มากหรือน้อยแค่ไหนแบบนักเศรษฐศาสตร์ แต่เขามองว่ามันเป็นพื้นที่แห่งชีวิตของเขา พื้นที่ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญของผู้คนที่นั่น ก็ไม่อยากให้ใครเข้ามาทำอะไร โดยที่เขาไม่เห็นด้วยและไม่อยากให้ทำ ต่อให้มันเป็นที่รกร้างว่างเปล่าหรือเป็นป่าเสื่อมโทรมแค่ไหนก็ตาม ท่านเหล่านั้นจะรู้ไหมว่าไอ้ทุ่งร้างนั้นเป็นที่เลี้ยงสัตว์ของชาวบ้าน ป่าดงแห้งๆ เป็นแหล่งอาหารประจำชุมชนที่เลี้ยงผู้คนได้นับร้อยพันคน นี่ยังไม่พูดถึงคุณค่าเชิงนิเวศที่มีต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในพื้นที่เหล่านั้นเลย

อย่างไรก็ตามก็มีเทคโนแครตจำนวนหนึ่งที่เป็นลูกชาวบ้านที่สามารถพัฒนาตนเองจนกลายเป็นหัวกะทิในหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาได้ด้วย พวกนี้น่ากลัวยิ่งกว่าพวกแรก เพราะมักจะคิดว่าตัวเองเป็นลูกชาวบ้านคนยากคนจนมาก่อน ชาวบ้านทั้งหลายจึงน่าจะคิดน่าจะทำได้เหมือนกับตนเอง ซึ่งถ้ามีนักพัฒนาคิดกันแบบนี้มากๆ ก็น่าเป็นห่วงครับอนาคตของชุมชนชนบททั้งหลายว่าจะอยู่กันต่อไปอย่างไร จะต้องเผชิญกับอำนาจรัฐและอำนาจทุนรุนแรงขึ้นแค่ไหนในกระแสการพัฒนาเพื่อก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่ในช่วงอายุของเรานี้

คุณมองว่าการสร้างเขื่อน มันจะส่งผลต่อพื้นที่ ชุมชนอย่างไรบ้าง ?
ผลกระทบอย่างแรก ก็คือ ด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ไม่ต้องบอกก็คงนึกภาพออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างอย่างที่เกิดขึ้นกับเขื่อนหลายๆ แห่ง คือ การสูญเสียพื้นที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน พื้นที่ป่าไม้ หรือแหล่งโบราณคดีที่มีคุณค่า ซึ่งก็ไม่ต้องอธิบายต่อว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมันมีค่ามากเกินที่จะประเมินได้ ซึ่งถ้าจะให้อธิบายจริงๆ คงต้องคุญอธิบายกันยาวเลยหละ แต่อยากให้มองให้กว้างไปถึงชุมชนรอบข้างหรือทั้งระบบลุ่มน้ำก็ได้ เพราะเรารู้ว่าน้ำจากขุนน้ำปิงนี้ไหลไปไกลกว่า 700 กิโลเมตรจนถึงปากน้ำโพเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วไหลต่อไปอีกเกือบ 400 กิโลเมตรสู่ปากน้ำของอ่าวไทยรวมความยาวแล้วเกือบ 1,100 กิโลเมตร พื้นที่รับน้ำจะใหญ่ขนาดไหน ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนมากมายเพียงใด

ระบบใหญ่ๆ แบบลุ่มน้ำนี่แหละที่คนมักไม่เข้าใจ ต่อให้เป็นนักวิชาการ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ทางวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์ทั้งหลายส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจ! เพราะคนที่เรียนจบทางด้านทรัพยา กรน้ำหรือการจัดการลุ่มน้ำจริงๆ ส่วนใหญ่ก็ทำโมเดลแบบจำลองลุ่มน้ำในพื้นที่เล็กๆ ระดับลุ่มน้ำย่อย และมักจะมองเฉพาะน้ำกับอิทธิพลของมัน แต่มักไม่ได้ศึกษาถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีรายละเอียดของปัญหาการสูญเสียพื้นที่ป่า การเปลี่ยนแปลงพื้นที่การเกษตร การขยายตัวของเมือง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ ซึ่งผมคิดว่า นี่เป็นข้อบกพร่องอย่างใหญ่หลวงของคนที่อ้างว่ามีความรู้ ความสามารถที่จำเป็นในการพัฒนาประเทศ

คุณกำลังจะบอกว่า การที่คนบางกลุ่มมองระบบลุ่มน้ำผิดแปลกไป ทำให้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงใช่ไหม ?
แน่นอนว่า ผลลัพธ์มันจะออกมาแตกต่างกับโมเดลที่ท่านทำการศึกษาไว้แบบที่ไม่สามารถยอมรับได้ ทำไมต้องอธิบายเรื่องนี้ เพราะกำลังจะบอกว่าพื้นที่ภาคกลางที่เกิดขึ้นและอยู่มานานเพียงไม่กี่พันปีนั้นเพราะลำน้ำทั้งสี่สายในภาคเหนือ และอาจรวมถึงระบบแม่น้ำที่ไหลลงปากอ่าวไทยทั้งหมดด้วย (แม่กลอง ท่าจีน ป่าสัก บางปะกง) แม่น้ำเหล่านี้ช่วยรองรับเลี้ยงดูชีวิตที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำมาหลายร้อยหลายพันปีอย่างไม่มีปัญหา แต่แปลกไหมตั้งแต่สี่สิบปี ห้าสิบปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันเรามักได้ยินปัญหาเกิดขึ้นกับพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำมากมาย เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง แม่น้ำลำคลองตื้นเขิน ตลิ่งพัง แผ่นดินทรุด การสูญเสียพื้นที่ชายฝั่ง ฯลฯ ซึ่งเรามักจะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุกันเป็นส่วนมาก

ลองยกตัวอย่าง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแนวคิดเช่นนี้ ?
ยกตัวอย่างเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง ถ้าสันนิษฐานกันว่าเกิดจากคลื่นลมรุนแรง ก็แก้ด้วยการสร้างกำแพงกันคลื่นซึ่งมันผิด! คุณไปดูหลักฐานโทนโท่ แถวมาบตาพุดได้เลย เพราะปัญหามันเกิดจากหลายสาเหตุกว่านั้น ทั้งการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อทำนากุ้ง การทำลายพื้นที่ชายหาดเพื่อสร้างโรงแรม รีสอร์ต การสร้างถนนเลียบชายฝั่ง การสร้างท่าเรือที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชายฝั่ง ฯลฯ โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำต่างๆ ที่ไหลลงทะเล เพราะมันเป็นตัวการสำคัญที่ช่วยให้ทั้งระบบลุ่มน้ำและปากแม่น้ำคงอยู่ได้

ทีนี้ย้อนกลับไปดูที่บอกไว้ว่ามีแม่น้ำข้างบนอะไรบ้างที่ไม่มีเขื่อน?
ไม่มีเลยใช่ไหมครับ...ยกเว้นแม่น้ำยมที่เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ในขณะแม่น้ำสำคัญแต่ละแห่งมีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ทั้งนั้นเลย โดยเฉพาะในน้ำแม่ปิงตอนนี้ก็ปาไปสี่แห่งแล้ว (แม่แตง, แม่งัด, แม่กวง,ยันฮี) แต่ละแห่งสร้างมากี่สิบปี กักตะกอนไว้หน้าเขื่อนกี่พันล้านตัน ตะกอนนี่ก็ตัวดีที่ช่วยซัพพอร์ตลุ่มน้ำเจ้าพระยาเหมือนกัน

เราเคยได้ยินไหมว่าคนโบราณเขาใส่ปุ๋ยในนาข้าว เคยได้ยินไหมว่าน้ำหลากท่วมนาเสียหาย เดี๋ยวนี้ละครับชาวนาในอยุธยาต้องซื้อปุ๋ยปีหนึ่งๆ ไปกี่สิบกี่ร้อยล้านบาท แล้วรู้ไหมว่าชายฝั่ง(นับเฉพาะอ่าวไทย)สามสิบปีที่ผ่านมาสูญเสียพื้นที่ไปกี่ล้านไร่ ปีหนึ่งๆ สูญเสียพื้นที่ไปเท่าไหร่ คนกรุงเทพไม่ต้องไปดูไกลเลยครับ บางขุนเทียนนี่เองพื้นที่หายไปเยอะเท่าไหร่แล้ว อยากจะบอกคนเมืองกรุงว่าเรียกร้องเอาน้ำเอาไฟ เอาแต่ความสุขสบายเฉพาะตัว แต่ไม่รู้ว่าความสบายเหล่านั้นนะกำลังทำลายเมืองกรุงเทพอยู่นะครับ

วกมาที่เขื่อนกั้นแม่น้ำปิงตอนบนที่กำลังร้อนขณะนี้ คุณคิดว่าชุมชนจำเป็นจะต้องมีบทบาทเรียกร้องต่อสู้อย่างไรดี?
ถึงแม้ผมอาจจะมองภาพคนในเมืองใหญ่ไม่ค่อยดี แต่จำเป็นที่ชาวบ้านจะต้องสร้างแนวร่วมสู่คนที่อาศัยในชุมชนให้มาก เพราะต้องยอมรับคนบ้านนอกอย่างเราเสียงไม่ดังเท่ากับคนในเมือง ดังนั้น เราจำเป็นต้องสร้างพื้นที่ใหม่ๆ ให้คนเหล่านั้นเข้ามาเรียนรู้ให้มากที่สุด สร้างทุกพื้นที่ทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายความร่วมมือกับกลุ่มชุมชนเมือง เครือข่ายการท่องเที่ยว เครือข่ายการศึกษาการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ฯลฯ โดยเฉพาะพื้นที่ใหม่อย่างเครือข่ายออนไลน์อย่าง เฟซบุ๊ค เพราะเป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่เข้าไปใช้ประโยชน์มากถึงมากที่สุด มากกว่าพื้นที่ใดๆ เพราะเป็นพื้นที่ที่เขาแสดงตัวตนได้ชัดเจนที่สุด ลองดึงคนเหล่านี้เข้ามาเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านก็น่าจะเป็นพลังที่สำคัญในการต่อสู้ได้ อย่างไรก็ตามในพื้นที่ออนไลน์ยังมีอีกมากมายที่เราสามารถสร้างแนวร่วมได้ ทั้งในเว็บบอร์ดที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอย่างห้อง Blue Planet ในพันธุ์ทิพย์ ช่องข่าวทางอินเตอร์เน็ทต่างๆ ที่เป็นสื่อทางเลือกก็มีมาก แต่ก็ต้องดูด้วยว่าเข้ากับประเด็นของเราไหม

พื้นที่ต่อมาน่าจะเป็นสื่อกลางเก่ากลางใหม่อย่าง วิทยุชุมชน อันนี้ชาวบ้านน่าจะคุ้นเคยที่สุดและใช้ประโยชน์ได้มากที่สุดคงไม่ต้องไปแนะนำว่าทำอย่างไรจึงจะสร้างแนวร่วมได้เพราะอาจเป็นการสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ

พื้นที่อันหนึ่งที่ละเลยไปไม่ได้ก็คือ หนังสือพิมพ์ ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด พื้นที่อันสุดท้ายที่คิดได้ในตอนนี้ก็คือสื่อเก่าเก๋ากึ๊กแบบโทรทัศน์ แม้ว่ากลุ่มทางสังคมต่างๆ อาจมองว่าสื่อโทรทัศน์บางช่องนั้นเป็นเครื่องมือของพวกอนุรักษ์นิยม จารีตนิยม หรือของขุนนางเอ็นจีโอ แต่ก็เป็นช่องที่เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านมากที่สุดในสื่อกระแสหลัก เพราะคนทำข่าวส่วนหนึ่งเคยเป็นกลุ่มเอ็นจีโอที่ทำงานกับชาวบ้านมาอย่างยาวนาน น่าจะมีวิธีการให้เราสามารถจุดให้เป็นประเด็นที่น่าสนใจแก่คนในสังคมได้ มีหลายรายการที่เราควรนำเสนอ โดยเฉพาะรายการเวทีสาธารณะควรจะนำเรื่องของเราไปนำเสนอสักตอนสองตอน แต่ที่ง่ายที่สุดและเร็วที่สุดคือนักข่าวพลเมือง

คุณคิดว่า ที่ผ่านมา มีหลายพื้นที่ชุมชน ที่เคลื่อนไหวต่อสู้คัดค้านไม่ให้มีการสร้างเขื่อน จนประสบผลสำเร็จระดับหนึ่งได้นั้น มีปัจจัยเรื่องใดบ้างที่เป็นแรงหนุนเสริม ?
จากการที่เคยเข้าไปศึกษาชาวบ้านที่เคยต่อสู้ว่าทำไมจึงยอมให้เกิดโครงการได้ พบว่าที่ชาวบ้านเคยต่อสู้ยืนหยัดอยู่ได้นั้นเป็นเพราะเครือข่ายความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ภายนอก ทั้งกับเครือข่ายประชาสังคม นักวิชาการ ชุมชนที่ได้รับผลกระทบเหมือนกันและเอ็นจีโอ แต่การต่อสู้ครั้งหลังแทบไม่มีส่วนนี้เข้ามาเกี่ยวข้องช่วยเหลือ ยิ่งโดนอำนาจในท้องถิ่น ทั้งส.ส.และเทศบาลที่มีแนวสนับสนุนโครงการนั้นเข้าไปแล้วก็แทบจะหมดหวัง ยังผสมกับการนำคนที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงเข้ามาร่วมทำประชาพิจารณ์โดยอ้างว่าส่งผลกระทบต่อคนทั้งตำบล ซึ่งน่าจะเป็นข้ออ้างของคนที่ผลักดันโครงการ
มากกว่าเพราะคนที่เข้าร่วมเป็นฝ่ายสนับสนุนโครงการ ผลก็คือแพ้หลุดลุ่ย แต่ที่สำคัญก็คือคนในชุมชนเองก็ไม่เข้มแข็งพอ ก็ลองตั้งใจแน่วแน่ว่าไม่เอาก็คือไม่เอาแล้วใครจะขัดได้ เพราะอยู่ในพื้นที่ของตัวเองแท้ๆ ถ้าเสียงยังไม่เห็นพ้องต้องกันก็อย่าไปหวังเลยว่าจะไปสู้กับใครได้

ทางออกของชุมชนโป่งอาง จะต้องทำยังไงต่อไปนับจากนี้ ?
ชาวบ้านคงต้องเร่งสร้างพื้นที่และแนวร่วม ก็คงเป็นอย่างที่บอกไป และก็ต้องเน้นย้ำว่าถ้าเราไม่เอาเสียอย่าง ใครเขาจะกล้าฝืนมติได้ แต่ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่คนในชุมชนเองจะต้องศึกษาเรียนรู้กันภายในชุมชนให้มากขึ้น โดยเฉพาะประวัติความเป็นมาของท้องถิ่นที่จะต้องศึกษาให้ถึงแก่นถึงราก ถึงโคตรเหง้าเหล่าตระกูลเลยยิ่งดี แล้วต้องศึกษาวิถีชีวิตของคนในชุมชนตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นสิ่งสำคัญที่จะบ่งบอกตัวตนของชุมชนว่าเราเป็นใคร มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อไหร่ และทำอะไรลงไปบ้าง แล้วนำไปขยายให้คนอื่นได้รับรู้ พยายามสะท้อนภาพวิถีชีวิตของคน
ที่สัมพันธ์กับพื้นที่ให้มากเพราะจะเป็นตัวบ่งบอกว่าพื้นที่ชุมชนของเราสำคัญต่อชีวิตผู้คนมากเพียงใด ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดขึ้นเท่าไหร่ก็จะทำให้คนอื่นเข้าใจเรามากขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม อย่าหลีกเลี่ยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะมันเป็นเครื่องมือช่วยที่ดีในด้านหนึ่ง เช่น ระบบภูมิสารสนเทศ(จีไอเอส) การทำแผนที่การใช้ที่ดิน แผนที่กรรมสิทธิ์ แบบจำลองสภาพพื้นที่ การทำแผนที่ลุ่มน้ำ ฯลฯ แต่อย่ายึดเป็นสรณะ เพราะฝ่ายรัฐนั้นมีกลไกหน่วยงาน ความรู้หรือเครื่องไม้เครื่องมือทางด้านนี้มากกว่าชาวบ้านแบบเทียบกันไม่ติด ชาวบ้านจึงต้องเรียนรู้เองหรือขอความช่วยเหลือไปยังสถานศึกษา หรือหน่วยงานที่มีแนวคิดในการสนับสนุนชาวบ้าน อย่างในเชียงใหม่นี้ก็คงเป็น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) หรืออาจจะเป็นมหาวิทยาลัยพายัพ ซึ่งระยะหลังนี้มีงานวิจัยทางด้านสิทธิของคนตัวเล็กตัวน้อยเทียบเท่าหรืออาจจะเด่นกว่า มช.ด้วยซ้ำ

อีกประเด็นก็คือ อย่าหลงกลสิ่งที่รัฐหรือผู้มีอำนาจหยิบยื่นให้ เพราะไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ มีได้ก็ต้องมีเสีย รัฐจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ชุมชนตกเป็นเบี้ยล่าง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง วิธีการนับวันก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นจนเราไม่แทบไม่รู้ว่าตกเป็นเบี้ยล่างของอำนาจแล้ว อันนี้บอกหรือสอนใครไม่ได้ต้องเจอกับตัวเองแล้วแก้ไขเอง ไม่มีประสบการณ์พอที่จะแนะนำได้

จะฝากบอกคนในสังคมไทยส่วนรวม ว่าควรเข้าใจและเข้ามาหนุนแก้ปัญหารัฐสร้างเขื่อนซ้ำซากนี้ยังไงบ้าง ?
ต้องเข้าใจว่าคนในสังคมปัจจุบันขับเคลื่อนไปด้วยระบบทุนนิยมแบบไทยๆ ที่มีมิติซับซ้อนทั้งความเป็นเจ้าขุนมูลนายคนใหญ่คนโต ผู้ดี คนมีการศึกษา และคนร่ำคนรวย ที่คนเรามักจะยึดถือและยกย่อง คนไทยมักไม่เห็นคนในฐานะที่เท่าเทียมกันแต่มักมองเปรียบเทียบว่าเราดีกว่าหรือแย่กว่าเขาอย่างไร ซึ่งมันเป็นปัญหาเพราะทำให้เราไม่เคารพสิทธิของคนอื่น โดยเฉพาะคนที่ด้อยกว่า

ดังนั้น สังคมจึงควรเข้าใจว่า การที่จะได้มาซึ่งทรัพยากรเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคในวิถีแบบคนในเมืองนั้นต้องแลกกับอะไรไปบ้าง ทั้งพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่ทำการเกษตร ที่อยู่อาศัยของคนเล็กคนน้อยที่เรามักมองไม่เห็นหรือไม่อยากเห็น เราเห็นแค่สิ่งที่เราอยากเห็น และสิ่งนั้นต้องไม่ส่งผลลบต่อตัวเรา ซึ่งเป็นวิธีคิดที่อันตรายของปัจเจกบุคคลสมัยใหม่ เนื่องจากทำให้เรามองไม่เห็นหรือไม่เข้าใจความทุกข์ของคนยากคนจน ชนชั้นแรงงาน เกษตรกรและชาวนาอันเป็นกลไกสำคัญที่คอยขับ
เคลื่อนสังคมในทุกวันนี้ ชนชั้นกลางทั้งหลายต้องเรียนรู้และเข้าใจคนชนบทให้มาก ไม่รู้สิ ผมคิดว่าคนชนบทรู้จักคนในเมืองมากกว่าคนในเมืองรู้จักคนชนบทนะ

แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องพยายามหาทางช่วยเหลือพวกเขาด้วยไม่ว่าทางใดก็ตาม เพราะอำนาจรัฐมักจะตอบสนองความต้องการของชนชั้นกลางหรือชนชั้นสูงในเมืองมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ เราต้องเรียนรู้เพื่อเข้าใจว่า ที่รัฐมักจะบอกว่าการพัฒนาการสร้างเขื่อนทั้งหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของคนส่วนรวมนั้นไม่จริง เป็นแค่การตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มเล็กๆ ที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ โดยที่ภาระทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมเป็นของมหาชนทั้งประเทศ   

อีกประเด็นที่สังเกตเห็น คือ โครงการขนาดใหญ่แบบนี้มักหนีไม่พ้นธุรกิจศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ เพราะการทำโครงการแบบนี้จำแบบต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ การศึกษาผลกระทบในหลายๆ ด้าน ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล คำถามก็คือใครเป็นผู้จัดทำรายงานการศึกษาแบบนี้ ก็คงต้องตอบว่าเป็นกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาหน้าเดิมๆ ที่หากินกับโครงการแบบนี้ รวมทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐชื่อดังหลายแห่ง (แม้กระทั่ง มช.เอง) ปีหนึ่งๆ รัฐต้องใช้งบประมาณด้านนี้ค่อนข้างมาก เวลามีโครงการหน่วยงานเหล่านี้มักจะได้รับผลประโยชน์ไปก่อนแล้วไม่ว่าโครงการนั้นจะผ่านความเห็นชอบของประชาชนหรือไม่ก็ตาม เราต้องติดตามตรวจสอบกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย โดยเฉพาะพวกอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ใช้ตำแหน่งทางวิชาการเพื่อเข้าไปมีบทบาทหรือแม้กระทั่งหาประโยชน์จากโครงการเหล่านั้น ซึ่งอันนี้มันเชื่อมโยงถึงระบบการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ โดยเฉพาะในระดับบัณฑิตศึกษาเลยทีเดียว

เพราะเราจะพบว่าการทำอีไอเอ มักจะมีอาจารย์เข้าไปรับทำโครงการแล้วแยกย่อยแต่ละประเด็นเพื่อให้นักศึกษาไปใช้ทำเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์เพื่อทำตัวจบ ซึ่งถือได้ว่าสมประ โยชน์กันหลายฝ่าย แต่ชาวบ้านล่ะครับ คนกลุ่มนี้เคยต้องแบกภาระรับผิดชอบกับชาวบ้านด้วยหรือเปล่า? ไม่เคยมีเลยแม้สักครั้งเดียว อันนี้ผมเห็นว่าเป็นการผิดจรรยาบรรณของความเป็นอาจารย์หรือการศึกษาอย่างร้ายแรง ร้ายยิ่งกว่านักทำอีไอเอในบริษัทที่ปรึกษาด้วยซ้ำเพราะอย่างน้อยคนกลุ่มนั้นก็ไม่ได้ใช้ตำแหน่งทางวิชาการมาหากินกับโครงการ ซึ่งถ้าเกิดผลกระทบมันจะรุนแรงแบบที่เขาเหล่านั้นคาดไม่ถึง บทเรียนล่าสุดเท่าที่เห็นก็คือในกรณีของเหมืองถ่านหินลิกไนต์ที่เวียงแหงที่อาจารย์จาก มช. ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้อีกเลยหลังจากเข้าไปทำอีไอเอ ก็เพราะฐานคิดของชาวบ้านกับวิธีคิดของนักทำอีไอเอแตกต่างกันจนไม่สามารถลงรอยกันได้อย่างที่บอกไปในตอนต้นๆ  

สุดท้ายก็คงเป็นเรื่องแนวคิดในการพัฒนาแบบรวมศูนย์ที่ควรจะยกเลิกไปได้แล้ว เพราะเป็นแนวทางที่เกิดขึ้นกว่าหกสิบปีที่แล้ว แนวทางการพัฒนาในปัจจุบันควรจะเป็นแนวทางการพัฒนาทางเลือกที่มีการกระจายอำนาจให้คนในท้องถิ่นหรือภูมิภาคนั้นๆ เข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด ซึ่งก็คือให้ประชาชนจัดการตนเอง รัฐควรถอยออกไปเป็นเพียงผู้สนับสนุนร่วมกับกลุ่มทุนเอกชน เริ่มตั้งแต่การวางแผนเลยยิ่งดี เพราะการกระจายอะไรออกเป็นส่วนเล็กส่วนน้อยมากเท่าไหร่หากเกิดผลเสียก็จะมีเฉพาะวงแคบๆ เท่านั้น แต่ถ้าเกิดผลดีเมื่อรวมกันแล้วจะเพิ่มแบบทบเท่าทวีคูณกว่าโครงการขนาดใหญ่ที่รวมศูนย์อำนาจเสียอีก

คุณลองนึกภาพบานหน้าต่างมีกระจกแผ่นใหญ่แผ่นเดียวถ้าโดนปาก้อนหินจนแตกขึ้นมันจะพังไปทั้งแผ่น แต่ถ้าหน้าต่างนั้นแยกเป็นช่องกระจกเล็กๆ หลายสิบหลายร้อยช่องแม้โดนก้อนหินใหญ่ๆ มันก็จะแตกเพียงช่องสองช่อง ดังนั้น แนวคิดการกระจายอำนาจให้ประชาชนจัดการตนเองจึงน่าจะเป็นทางรอดที่ดีที่สุดในเวลานี้.  

ขอบคุณที่มา : ประชาไท





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ดาวลดา

ดาวลดา งานเพลงรำลึกทัศนีย์ รุ่งเรือง - เพื่อนที่แสนดีของพี่น้องจะนะ สงขลา

View All
<< สิงหาคม 2011 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]


ท่านเห็นด้วยกับการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมตามแนวคิดในแผนพัฒนาภาคใต้ที่กำลังรุกหนักอยู่ตามพื้นที่ต่างๆในตอนนี้หรือไม่
เห็นด้วย
38 คน
ไม่เห็นด้วย
128 คน

  โหวต 166 คน