• STILLWATER
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : stillwater_y@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-09
  • จำนวนเรื่อง : 182
  • จำนวนผู้ชม : 381293
  • ส่ง msg :
  • โหวต 33 คน
STILLWATER
อ่าน...อ่านหนังสือ ดู...ดูหนัง ดูคอนเสิร์ต ฟัง...ฟังเพลง และบทความ ความเรียง เรื่อยเปื่อย กับเวปรวม งานเขียนในนามปากกา STILLWATER ,เจ้าเสือร้าย และหนัง๔จอ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/STILLWATER
วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤษภาคม 2550
Posted by STILLWATER , ผู้อ่าน : 2033 , 23:06:16 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

(*ตีพิมพ์ในคอลัมน์สนามวิจารณ์ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 31  ต.ค. 2546 )    

                                                                                       

คำว่า ภาพยนตร์นิยายวิทยาศาสตร์ (Science Fiction Movies) หรือ หนังไซไฟ ( Sci-fi)  ได้เริ่มใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1923  โดยหนังมีลักษณะเด่นที่สามารถสังเกตได้จากองค์ประกอบหลายอย่าง  คือ ลักษณะของตัวละคร เป็นมนุษย์ในอวกาศ, ฉากเหตุการณ์เป็นช่วงเวลาในอนาคต, สถานที่ในอวกาศ, แบบแผนโครงเรื่องมักขับไล่สัตว์ร้าย, แก่นเรื่องเป็นชัยชนะของมนุษยชาติ  และอื่นๆ เช่น มีชุดพร้อมเทคโนโลยี, ปืนมีลำแสง, ยานอวกาศ ฯลฯ    

ทุกวันนี้เราจะเห็นหนังไซไฟในหลากหลายรูปแบบ   โดยมักจะไปรวมกับหนังแนวอื่นด้วย ทั้งแฟนตาซี (E.T. The Extra-Terrestrial ,1982), สยองขวัญ (Aliens, 1986), ผจญภัย(Back to the Future ,1985) อีกมากมาย     แต่ถ้าเราย้อนกลับไปหารากเหง้า หรือต้นกำเนิดตระกูลของหนังประเภทนี้ ในแต่ละยุคสมัยแล้ว จะเห็นหนังไซไฟที่หลากหลาย ดังนี้

ปัจจุบัน กับ ยุค Cyberspace และความหลากหลาย เช่น The Matrix (1999), Jurassic Park (1993) , Terminator 2 : Judgment Day (1991)

ยุค 80’s กับการมาของหุ่นยนตร์ เช่น Blade Runner (1982), Robocop (1987)

ยุค 70’s กับ Star war (1977) และ Star Trek: The Motion Picture (1979)

ยุค 60’s กับการสำรวจอวกาศ เช่น 2001: A Space Odyssey (1968), The Time Machine (1960)

ยุค 50’s กับการบุกรุกของสงครามเย็นในรูปของมนุษย์ต่างดาว เช่น  Invasion U.S.A.(1952)

ยุค 1935-1949 กับ Flash Gordon ที่มาจากการ์ตูนวิทยาศาสตร์

ยุค 1920-1934  กับยุคหลากหลาย ทั้ง สังคมที่ไม่พึงปรารถนา (Dystopia) เช่น Metropolis (1926), เทพนิยายในอนาคต (Space Opera) เช่น นิยายเรื่อง Skylark of space (1928 ) และหนังไซไฟสยองขวัญ เช่น Frankenstein (1931) ฉบับมูฟวี่

และ ยุค 1800-1919 กับการเริ่มต้นจากนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง Frankenstein  และภาพยนตร์เงียบของการเดินทางไปดวงจันทร์ยาว 14 นาที เรื่อง A Trip to the Moon (1902)

ในบรรดาหนังที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของหนังไซไฟที่ดีที่สุดตลอดกาล  จนถึงทุกวันนี้คือ ภาพยนตร์เรื่อง 2001 : A Space Odyssey (1968)   ของ Stanley Kubrick  ที่บอกเล่าเรื่องราวของโลกในอนาคตตามความเชื่อของผู้สร้างและนักวิทยาศาสตร์สมัยนั้น ที่ได้คาดการล่วงหน้าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2001 ได้ใกล้เคียงอย่างน่าประหลาดใจ     และถ้าย้อนไปก่อน 2001 : A Space Odyssey ก็ยังมี ภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นภาพยนตร์วิทยาศาสตร์คลาสสิกที่ดีสุดสมัยภาพยนตร์เงียบขาว-ดำ เรื่อง Metropolis (1926) หนังเชื้อสายเยอรมันของผู้กำกับชาวออสเตรีย Fritz Long  ที่สร้างฉากหลังเป็นเหตุการณ์ในปี 2063 ของอนาคตได้อย่างน่าทึ่ง   

ภาพยนตร์เรื่องนี้มักถูกนำมาฉายในงานเทศกาลหนังใหญ่ๆ  เพราะถือว่าเป็นตำนานที่ไม่เคยหลับ     สำหรับฉบับใหม่นี้ได้มีการบรรเลงจากซิมโฟนีออเครสตร้าวงใหญ่ ที่ประพันธ์ดนตรีโดยสกอร์ของชาวอิตาเลี่ยน Girodio Moroder ที่จัดบรรเลงขึ้นในปี 1984    เช่นเดียวกันหนังเรื่องนี้ได้ถูกนำมาฉายปิดในงาน เทศกาลหนัง World film festival of Bangkok  2003  ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา    บรรเลงสดโดย 63 นักดนตรีของวงดุริยางค์วิทยาลัย ดุริยางคศิลป  มหาวิทยาลัยมหิดล

Metropolis เป็นเรื่องของมหานครตึกระฟ้าในโลกอนาคตที่เจริญรุ่งเรืองทางด้านเทคโนโลยีมีทั้งถนนทางด่วนพาดผ่านกลางตัวเมืองหลายชั้น  มีรางรถไฟฟ้า  และเครื่องบินที่สามารถจอดลงบนหลังคาตึกอาคารสูงๆได้    แต่ก็มีการแบ่งชนชั้นกันของสองกลุ่มระหว่าง กลุ่มชนชั้นส่วนใหญ่ที่เป็นทาสทำงานอยู่กับเครื่องจักรกลใต้ดิน   กับพวกชนชั้นที่สูงกว่าผู้คอยเสวยสุขกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยมีผู้นำจอมเผด็จการชื่อ John Fredersen  ที่กำลังหาทางกำจัด กลุ่มทาสที่รวมตัวกันต่อต้านและมี Maria  แม่พระคนสวยของเหล่าทาสเป็นผู้นำ     

 แต่ Freder ลูกชายของ John Fredersen  กับพบรักกับ Maria แล้วไปพบความไม่ยุติธรรมกับคนงานใต้ดินจึงขอร้องให้พ่อเขาช่วยแก้ไข    ซึ่งกลับทำให้ John Fredersen  เร่งร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง Rotwang สร้างหุ่นยนต์สาวให้เหมือน Maria  แล้วปลอมตัวไปยุยงคนงานใต้ดินให้ก่อความรุนแรงวุ่นวายขึ้น   เพื่อเป็นข้ออ้างในการกำจัดชนชั้นแรงงานทาสให้สิ้นซากต่อไป    แต่ท้ายสุดหนังจบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้ง  เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจกัน พร้อมฝากข้อคิดว่า “หัวใจ คือ ตัวกลางระหว่างสมองและแรงงาน”  และภาพยนตร์ยังแฝงถึงความหวาดหวั่นต่อการมาของหุ่นยนต์ หรือผลของเทคโนโลยีต่อชีวิตมนุษย์ด้วย

แม้เนื้อเรื่องจะออกดูคล้ายนวนิยายเก่าๆของบางประเทศที่นิยมดูกัน  เรื่องของชายผู้สูงศักดิ์หลงรักหญิงผู้ยากไร้   มีอุปสรรคมาขวางกั้น   แต่ก็กลับจบแบบสุดแฮปปี้      แต่สิ่งที่ทำให้ Metropolis ถูกเล่าขานไม่รู้จบ คือ ฉากของเมืองในอนาคต ที่อยู่ในอุดมคติที่สะท้อนความไม่แน่นอนของอนาคตที่เกินคาดหวัง    หลายภาพที่เกิดใช้ลักษณะรูปทรงเรขาคณิต ทั้งอาคารบ้านเรือน  การเดินแถวของคนงาน  หรือลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมของการเคลื่อนที่ของผู้คนจำนวนมาก   ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ผู้แสดงประกอบถึง 36,000 คน ความโดดเด่นในฉากเมืองนี้ทำให้เกิดการจัดแสงแบบ Dark city (คือเมืองแบบมืดที่มีเรื่องเกี่ยวกับภัยพิบัติ) เช่น ฉากเมืองแห่งอนาคตใน Blade Runner (1982)     

และ จุดเด่นของ การปรากฎตัวของหุ่นยนต์สาว ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นเรื่องใหม่มาก   การเคลื่อนไหวที่คล้ายผู้คนทำให้เป็นต้นแบบให้กับหนังหุ่นยนต์ในยุคหลัง  เช่น หุ่นยนต์ R2-D2 ใน Star wars (1977) และล่าสุดก็มี หุ่นยนต์สาว T-X ใน Terminator 3: Rise of the machines     นับได้ว่าการสร้างหุ่นยนต์  และฉากบ้านเมืองในอนาคตนี้  ถือเป็นแบบอย่างที่สำคัญของตำนานหนังไซไฟ เลยทีเดียว

Metropolis แปลว่า มหานคร   หนังออกฉายในปี 1926  เป็นช่วงหลังการแพ้สงครามโลกของเยอรมัน  พร้อมเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐ   บรรดาศิลปินจึงแสดงผลงานในรูปต่างๆ   ซึ่งมีผลต่อหนังที่ถือเป็นจุดยืนในการแสดงออกทางการเมือง  โดยได้ตั้งคำถามที่ท้าทายสำหรับยุคสมัยนั้นไว้สามข้อคือ (*)

1. เราจะไว้ใจว่าวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะสามารถควบคุมผลผลิตทางเทคโนโลยีของมันเองได้อย่างไร?

2. เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของการใช้ชีวิตอย่างไร?

3. เทคโนโลยีจะเข้ามาควบคุมสังคมในขณะที่ความเป็นมนุษย์จะลดลงเรื่อยๆหรือไม่?  หุ่นยนตร์จะมีศักยภาพถึงขึ้นมาแทนมนุษย์ได้หรือไม่?

เป็นคำถามที่น่าสนใจถามทิ้งไว้ในยุคนั้น    แม้ปัจจุบันจะยังไม่ถึงปี 2063 (ตามเหตุการณ์ในท้องเรื่อง) เหลืออีกหลายปี   แต่ก็คงพอมองออกถึงคำตอบทั้งสามข้อได้อย่างเป็นรูปร่าง   และแม้ว่าสำหรับกรุงเทพฯ จะไม่ใช่เมืองใหญ่ๆในโลก    แต่ในสภาพบ้านเมืองที่ทันยุคสมัยของกรุงเทพฯ ทั้งสาธารณูปโภค, การจราจร ,ความหนาแน่นของประชากร, ความเจริญในเมืองต่างๆ  พร้อมทั้งคำว่า Bangkok Metropolis  ก็อยู่ในความหมายของ กรุงเทพมหานคร  หรือ มหานครกรุงเทพ ได้นั้น  หรือดั่งคำที่ว่า มองละคร แล้วย้อนดูตัว ก็ได้เช่นกัน      ดังนั้นจะเห็นได้ว่า สามารถหาคำตอบทั้งสามข้อข้างต้นเทียบกับ Metropolis เป็น กรุงเทพมหานครได้ ดังนี้

จากคำถามข้อ 1 ว่า จะควบคุมเทคโนโลยีได้หรือไม่?   ถ้าลองยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี ของโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญของคนเมือง   แต่ทำไมพอมีมือถือรุ่นใหม่กว่า  ออฟชั่นแปลกใหม่ ลูกเล่นแพรวพราว แล้วผู้คนยังต้องตามหามาครอบครองทั้งๆที่อันเก่าที่มีอยู่ก็ยังใช้ได้  เป็นการใช้จ่ายเพื่อเปลี่ยนตามเทคโนโลยีไป  อย่างนี้ไม่รู้ว่าเราควบคุมเทคโนโลยี หรือ เทคโนโลยีควบคุมเรากันแน่ ..  ที่ทำให้มนุษย์เราต้องมีพฤติกรรมคอยตามตลอดเวลา   นี่ยังไม่นับสิ่งที่กำลังถือว่าคนเมืองต้องมีอีกมาก เช่น โน๊ตบุ๊ค  ,รถยนต์ ฯลฯ

จากคำถามข้อ 2  เทคโนโลยีเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตไหม?  ปัจจุบันมนุษย์เงินเดือนต้อง  ตื่นแต่เช้าตรู่ไปทำงานติดอยู่ในรถ  พักเที่ยง ทำงานบ่ายถึงเย็น แล้วเดินทางกลับบ้านติดอยู่บนรถอีก  กว่าจะถึงบ้านก็ดึก เป็นซ้ำอย่างนี้ทั้งสัปดาห์   วันหยุดก็แห่กันไปเที่ยวรถก็ติดอีก  เพียงแต่ย้ายที่รถติดเท่านั้น  กลับมาเริ่มทำงานสัปดาห์ใหม่ก็เหมือนเดิมอีกคล้ายๆกับถูกโปรแกรมไว้   เหมือนอะไรที่ถูกควบคุมอยู่      นอกจากนี้สภาพแวดล้อม ทั้งน้ำเสีย ,อากาศเป็นพิษ ,ขยะล้นเมือง  ที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมือง    อันเนื่องมาจากการอพยพเข้าเมืองใหญ่ๆ พร้อมกับเกิดการสร้างอาคารที่สูงๆ อยู่กันแบบหนาแน่น, การจราจรที่แออัด, ทางด่วนมหึมาทอดยาวมาบดบังแสงแดดเป็นระยะ  ทำให้มหานครแห่งนี้ช่างสับสัน  จับต้นชนปลายไม่ถูก  จะถือว่าเทคโนโลยีทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปไหม?

จากคำถามข้อ 3 ความเป็นมนุษย์ลดลงหรือไม่?   และหุ่นยนตร์จะมาแทนที่มนุษย์หรือเปล่า?    คงเคยได้ยินข่าวประจำวัน  จำพวกเกี่ยวกับบ้านเล็กบ้านน้อยที่ว่า “รวมกันเราอยู่ ทิ้งกูมึงตาย” หรือข่าววัยรุ่นกับเรื่องเพศว่า”จิ๋มของหนู จุ๊ดจู๋ของผม”   หรือการที่นักเรียนยกพวกตีกันเพราะหัวเข็มขัดไม่เหมือนกัน   หรือโจรปล้นมือถือตามสะพานลอย   หรือล่าสุด กับข่าวหนูน้อยเอเปค  ที่มีสถิติที่น่าสนใจว่า ตั้งแต่ตุลาคม 2545 ถึง พฤษาคม 2546 มีเด็กถูกทอดทิ้งในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท 141 คนเฉลี่ย เดือนละ 20 คน  เทียบกับสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนทั่วประเทศ  พบว่ามีเด็กวัย 1 ถึง 6 ขวบถูกทิ้ง เฉลี่ยปีละ 500 คน หรือเดือนละ 40 คน  แสดงว่าเฉพาะกรุงเทพฯ   ก็ทอดทิ้งเด็กครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศแล้วในแต่ละเดือน          แม้ใน Metropolis มีบทสรุปที่แสดงถึงว่า ความเป็นมนุษย์ถูกทำลายลงด้วยเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง  แล้วบทสรุปของมหานครกรุงเทพ จะเป็นแบบไหนต่อไป    ในเมื่อความเป็นมนุษย์ถูกบั่นทอน   แต่หุ่นยนต์ เช่นไอโบ้ หุ่นยนต์สุนัข หรือ ไอซิโม้ หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ กับเริ่มพัฒนาทางความสามารถเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ   ต่อไปเราจะสามารถแยกกันออกหรือเปล่าว่า ใครเป็นมนุษย์?  ใครเป็นหุ่นยนต์?   

จากคำตอบทั้งสามข้อ การควบคุมการผลิตของเทคโนโลยี (หรือควบคุมพฤติกรรมมนุษย์), การ ทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงสภาพชีวิตของผู้คน   แทนที่จะมีเวลาให้กันและกันในครอบครัวกับต้องแยกขนาดเป็นครอบครัวเล็กลงตามสภาพเศรษฐกิจที่โยงไปเกี่ยวกับเทคโนโลยีอีกที   คงเคยได้ยินคำว่า “โดดเด่นในหน้าที่   โดดเดี่ยวในครอบครัว” กัน   และการที่เทคโนโลยีสามารถควบคุมสังคมทำให้ความเป็นมนุษย์ลดลง   แต่หุ่นยนต์กลับมีส่วนคล้ายมนุษย์มากขึ้นในด้านความสามารถต่างๆ

ดังนั้นภาพยนตร์เรื่อง  Metropolis  ถึงแม้จะสร้างไว้กว่า 77 ปีมาแล้ว  กับมีมุมมองต่อความหวาดระแวงในการมาของหุ่นยนต์ต่างๆ   หรือเป็นความหวาดหวั่นกับสิ่งอื่นที่ยังมาไม่ถึง     แต่ตอนนี้เราผู้ยืนอยู่ปี 2003 พอจะมองอนาคตของหุ่นยนต์บวกกับการมาของโลกยุคดิจิตอลในยุคถัดไป  ว่าจะเตรียมรับมือกันอย่างไรกันดี...น่าคิดนะ

หมายเหตุ (*) ข้อมูลบางส่วนจากเอกสารแจกในงานเสวนา เรื่อง อิทธิพลของ Metropolis  ต่อภาพยนตร์แนว

วิทยาศาสตร์ ของ Dr. Hans-Peter Rodenburg เมื่อ 22 ต.ค. 2546

                 และเขียนบทวิจารณ์หลังจากการเข้าชมภาพยนตร์ปิดเทศกาลหนัง World film festival of

Bangkok   เรื่อง Metropolis  เมื่อ 26 ต.ค. 2546 ที่ผ่านมา

 



 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
tiki วันที่ : 27/05/2007 เวลา : 07.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tiki


อะไรจะใจตรงกันขนาดนั้น ผมเพิ่งจะเริ่มเขียนวิกิ เรื่อง Metropolis เมื่อวันที่ 25 นี้เอง งั้นขอ ลิงก์ เลย ละกัน ครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
HOF วันที่ : 26/05/2007 เวลา : 20.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/HOF

หนังวิทยาศาสตร์ มักจะก้าวล้ำกว่าความจริงไปไกลมากเสมอ แต่ชอบดู ไซไฟ มากครับ มันเปิดโลกจิตนาการของเราได้อย่างดี

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Rockstar วันที่ : 25/05/2007 เวลา : 08.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Rockstar

ขอดูมั่งได้มั้ยครับ อยากดู ยังไม่มีโอกาสเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
pook วันที่ : 25/05/2007 เวลา : 00.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pook1711
 Never complain. Never explain.

มีแผ่นนี้มาเกือบปีละ ยังไม่ได้หยิบมาดูซะที
ได้แรงกระตุ้นแบบนี้ เดี๋ยวต้องเปิดดูซะหน่อยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
pookcl วันที่ : 25/05/2007 เวลา : 00.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pookcl
Why am I feeling so strange

อยากดูจัง...ไม่เคยดูเลยง่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
LunLa วันที่ : 24/05/2007 เวลา : 23.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lunla
: Fa Me  SinG a SonG :

เขียนบล็อกใหม่แล้วค่า เชิญแวะไปเคาะประตูได้เช่นดังเคย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน