• STILLWATER
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : stillwater_y@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-09
  • จำนวนเรื่อง : 182
  • จำนวนผู้ชม : 381301
  • ส่ง msg :
  • โหวต 33 คน
STILLWATER
อ่าน...อ่านหนังสือ ดู...ดูหนัง ดูคอนเสิร์ต ฟัง...ฟังเพลง และบทความ ความเรียง เรื่อยเปื่อย กับเวปรวม งานเขียนในนามปากกา STILLWATER ,เจ้าเสือร้าย และหนัง๔จอ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/STILLWATER
วันศุกร์ ที่ 15 มิถุนายน 2550
Posted by STILLWATER , ผู้อ่าน : 2255 , 08:51:10 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

(ตีพิมพ์ในคอลัมน์ Ourground base วารสารคอร์ ฉ. 14 ก.พ. 2547) 

“หลังจากนี้ ผมขอเป็น  กองกลางตัวจ่ายบ้าง”

คำพูดนี้จากคำให้สัมภาษณ์กับหนังสือบันเทิงฉบับหนึ่งของ ผู้กำกับที่สั่ง คัต…ช้าที่สุด ปื๊ด-ธนิตย์   จิตนุกูล  

เป็นการให้สัมภาษณ์ในช่วงก่อนที่ภาพยนตร์เรื่อง “บางระจัน”จะเข้าฉาย (เริ่มฉาย 29 .. 2543)    สถานการณ์ตอนนั้น  หนังของ ปื๊ดเรื่องที่ออกฉายคือ สวัสดีบ้านนอก (2542)

ให้ผลที่น่าผิดหวังในเรื่องรายได้ หรือเรื่องก่อนหน้านั้นก็ให้ผลลัพธ์ออกมาไม่ดีนัก เช่นกัน     ทำให้ปื๊ดพูดในเชิงจะขอลดบทบาทของตัวเองจากศูนย์หน้าตัวบุกของวงการหนังไทยมาเป็น กองกลางตัวจ่ายเหมือนกับเพื่อนซี้ของเขา

อังเคิ่ล-อดิเรก   วัฏลีลา ที่เคยกล่าวอย่างน้อยใจเช่นกัน หลังจากงานกำกับสุดหินของเขาเมื่อหลายปีก่อนกับ”ฉลุยหิน คนไข่สุดขอบฟ้า(2537)” กับความล้มเหลวทางด้านรายได้ว่า

“ผมหมดศรัทธา  ในคนดูหนังไทย”   

หลังจากนั้นอังเคิ่ลจึงลดบทบาทงานด้านการกำกับเปลี่ยนมาเป็นผู้อำนวยการสร้างคอยผลักดันงานที่น่าสนใจแทน    ทำให้เหลือเพียงปื๊ดที่ยังคงทำหนังอย่างต่อเนื่อง    แถมล่าสุดมีข่าวว่าเขาได้ไปทาบทาม เสี่ยอ่างทองคำ ชูวิทย์  กมลวิศิษฎ์    แต่ปื๊ดออกมาปฏิเสธว่า “ผมว่าคุณชูวิทย์น่าจะจำคนผิดมากกว่า   ผมไม่เคยพบรู้จักคุณชูวิทย์ ไม่เคยเที่ยวอ่างเขา เพราะผมพูดติดอ่างอยู่แล้ว  ไม่ชอบติดอ่างซ้ำซ้อน” (ฮา)

                แต่หลังจาก”บางระจัน” ออกฉาย  รายได้เกินกว่าร้อยห้าสิบล้านบาทแถมโกอินเตอร์ไปคว้ารางวัล Best filmmaker จาก Festival Du Film Astique de Deauville ประจำปี 2544 อีกต่างหาก    มีผลทำให้ ปื๊ดยังต้องทำหน้าที่ศูนย์หน้าของวงการหนังไทยต่อไป    พร้อมๆกันนั้นความขยันของเขาก็มีอย่างสม่ำเสมอกับข่าวการเปิดกล้องหนังในหลายเรื่องในระยะเวลาเดียวกัน    โดยได้ชื่อว่าเป็นจอมโปรเจ็คด้วยซ้ำไป   จากความสำเร็จของบางระจัน หนังแนวพีเรียดย้อนยุค  ทำให้เกิดหนังในทำนองเดียวกันตามมาของปื๊ด คือ “ขุนแผน” 

ที่แม้จะไม่ฮือฮาเท่าไร  แต่ก็เอาตัวรอดในเรื่องรายได้ไป   และในปีนี้ล่าสุดกับผลงานบทประพันธ์ของไม้เมืองเดิมกับสุมทุน  บุญเกื้อ  หนังย้อนยุคสมัยสงครามจับดาบตามสไตล์ “ขุนศึก”  ก็ได้ฤกษ์ ลงโรง   เพื่อพิสูจน์ความเป็นศูนย์หน้าในวงการของเขาอีกครั้ง

            ถ้าย้อนไปดูงานเก่าของ ปื๊ด ในยุคแรกๆ เขาแจ้งเกิดในฐานะผู้กำกับคู่กับอังเคิ่ล อย่างหนังรักวัยรุ่นเรื่อง  ซึมน้อยหน่อย  กระล่อนมากหน่อย (2528), ปลื้ม (2529)  แล้วแยกมากำกับเดียวในงานแนวพิพากษาในศาล กับ  อย่าบอกว่าเธอบาป (2530), แฟนตาซีปนฮาใน สยึ๋มกึ๋ย (2534), สยึ๋มกึ๋ย 2 (2537) ,หนังรักสุดโรแมนติกเรื่อง รักเอย (2539),แนวบู๊ขี่ม้ายิงปืนกับ เสือ..โจรพันธุ์เสือ(2541), หนังลูกทุ่งชนบทเฮฮาใน สวัสดีบ้านนอก(2542) ,หนังพีเรียดย้อนยุคในบางระจัน (2543)และ ขุนแผน(2545)      จะเห็นความหลากหลายในงานของ ปื๊ดมาก   จากผลงานเก่าๆดังกล่าวทำให้พอจะเห็นภาพสะท้อนออกมาในงานใหม่ของเขาเกือบทั้งหมดกับผลงานล่าสุดของเขาได้ เช่นกัน

                ขุนศึก เป็นเรื่องราวที่ว่าด้วย การศึกระหว่างรบและรักของหนึ่งหญิงสองชาย (ทำให้นึกถึงขุนช้างขุนแผน)  โดยมีฉากหลังเป็นสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายของรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรก่อนการทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าหงสาวดีที่หนองสาหร่าย  ซึ่งกำลังคัดเลือก จาตุรงคบาท (นักรบผู้คุ้มกันเท้าทั้งสี่ของช้างทรงของพระมหากษัตริย์) แทนคนเดิมที่ได้สละชีวิตแทนพระมหากษัตริย์ไปแล้ว  

 

           ตัวเอกของเรื่องเป็นช่างตีดาบนามว่า เสมา (วรวิทย์   แก้วเพชร)   ที่แอบหลงรักดอกฟ้าชื่อ แม่หญิงเรไร (สาวิณี   ภู่การุณ)  สาวผู้สูงศักดิ์ ที่มีใจต่อเสมาเช่นกัน   แต่เธอก็ยังมี หมู่ขัน (ปราบต์ปฎล   สุวรรณบาง) ผู้มีนิสัยทะเยอทะยานเฝ้าหมายปองอยู่เช่นกัน   จึงเป็นบทพิสูจน์ของเสมาในการฝ่าฟันอุปสรรค์ทั้งในสนามรบและสนามรัก   แม้ขุนศึกจะมีดาราหน้าใหม่มากหน้าหลายตา   แต่ดาราเก่าก็โดดเด่นไม่แพ้กันทั้ง เฒ่ามั่น (ชุมพร   เทพพิทักษ์)ในบทพ่อผู้สูงวัยของเสมา กับขุนรณฤทธิ์ (โกวิท   วัฒนกุล)ผู้จงรักภักดีต่อประเทศชาติ   แม้แต่บทสมเด็จพระนเรศวรก็ได้ดาราที่เคยรับนายจัน หนวดเขี้ยวจากบางระจัน กลับมาแสดงอีกครั้ง

                หนังมีฉากโปรดักชั่นใหญ่ๆ  จะเห็น ฉากต่อสู้ รบกันเป็นระยะ  ดูไปดูมาไม่ต่างจาก บางระจัน และขุนแผน  จะพบการประจันหน้ากันของทั้งฝ่ายไทยกับพม่า และไทยกันเองที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน   มีฉากชาวบ้านสู้รบโดยผู้ชายไม่ใส่เสื้อเหมือนในบางระจัน     แต่ถ้าเป็นฉากรบใหญ่ๆ จะเห็นการใส่เสื้อเกาะแบ่งเป็นสองฝ่ายเหมือนกับขุนแผน  พร้อมทั้งกองทัพเดินเท้า, กองทัพม้าและปืนใหญ่เช่นเดิม        ส่วนอื่นๆในขุนศึกที่คล้ายคลึงกับผลงานที่ผ่านมาของปื๊ดก็มี เช่น

                มีฉากสถานที่ซ่องสุมกำลัง ฝึกไพร่พลของขุนรณฤทธิ์  ไม่ต่างจาก ซ่องโจรของเสือใบใน เสือ..โจรพันธุ์เสือ หรือ ซ่องโจรของนายจัน   หนวดเขี้ยวในบางระจัน

                ในด้านตัวละคร  บทของพระเอกเสมา ที่ถูกรังแกเพื่อรอวันระเบิด  เช่นเดียวกับบทบาท เสือใบ ที่ถูกกลั่นแล้งจนต้องกลายไปเป็นโจร   หรือจะเป็นบทบาทของนางเอก แม่หญิงเรไร ผู้ถูกกีดกันในเรื่องความรักจากพ่อที่มีท่าทีหวงลูกสาว  เช่นเดียวกับบทพ่อของเพ็ญ   พิสุทธ ในรักน้อยหน่อย กระล่อนมากหน่อย หรือ กำนันอาชีพ (จตุพล   ชมพูนุช) ที่มีลูกสาวคนสวยเหมือนกันในสวัสดีบ้านอก, บทของ แม่หญิงเรไร  เป็นหญิงแก่นๆมั่นใจในความรัก  ไม่ต่างนักกับบทคุณหญิง (นิ้ง-กุลสตรี  ศิริพงษ์ปรีดา)ในรักเอยและ บทภรรยาของเสือใบในเสือ..โจรพันธุ์เสือ นัก

                หรือว่าจะเป็นบทคู่แข่งทางความรักของเสมา ในบท หมู่ขัน  ที่มีสถานภาพที่เหนือกว่าพระเอกในตอนต้นเรื่อง คล้ายกับบทของขุนช้าง ในเรื่องขุนแผนเช่นกัน     บทเพื่อนๆผู้ช่วย ของเสมา มีสิงห์กับสมบูรณ์  ในเสือโจรพันธุ์เสือ ก็มีเสือมเหศวร ผู้มีปืนคู่(ต๊อก-ศุภกรณ์   กิจสุวรรณ ) เป็นมือขวาเสือใบเช่นกัน   ในบทเรียกเสียงฮา ขุนศึก มีสินจอมหิว กับโจรเฉียดมือธนูจอมปวดฟัน  ก็คล้ายกับบทจิ๊กโก๋สุดต๊องใ นสวัสดีบ้านนอก  หรือบรรดาเพื่อนๆของพระเอกเอ็ม(สุรศักดิ์   วงศ์ไทย)ในบทของหมีและโต้งในสยึ๋มกึ๋ย

                แม้ขุนศึกจะไม่มีฉากแฟนตาซีหรือมนต์ดำ  แต่เน้นไปที่ความเชี่ยวชาญในการรบมากกว่าก็ถือว่าเป็นข้อดี  ไม่อย่างนั้นก็อาจจะทำให้นึกไปถึงภาพยนตร์ขุนแผนไปได้อีก     ขุนศึกทำได้ดีในเรื่องของบรรยากาศชนบท เช่นฉากในตลาด หรือบ้านของเสมา   แต่ส่วนที่ด้อยกับเป็นฉากรบในบางฉากที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร   แม้จะมีธงแดงและธงน้ำเงินก็ตาม   โดยเฉพาะในฉากพันตูกันไม่รู้จะเชียร์ใครดี?     ส่วนเนื้อเรื่องที่ดูจะไม่มีอะไรแปลกใหม่นักในเรื่องชิงรักหักสวาท หรือรักระหว่างรบนี่  และการต่อสู้เพลงดาบที่ไม่สามารถมีฉากที่จำได้ติดตาหลังจากดูหนังจบแล้วเลย

                ดังนั้น ขุนศึกจึงจัดได้ว่าเป็นงานรวมมิตร ของปื๊ด  ซึ่งดูจะเป็นการย่ำอยู่กับที่หรือเปล่า?  กับหนังในสไตล์นี้ ตั้งแต่บางระจัน และขุนแผนมา    ในเมื่อบางระจันเป็นหนังที่เน้นไปที่การต่อสู้การรบ   ส่วนขุนแผนก็ออกไปทางรักๆใคร่ๆ    ขุนศึก ก็เป็นผลพวงจากทั้งสองเรื่องคือเป็นสงรามรบ สงครามรัก เช่นกัน

                แม้ปื๊ดจะเคยถูกติงในถ้อยคำที่ว่า “ใหญ่แต่หลวม” คืองานของเขาเน้นที่ฉากงานสร้างโปรดักชั่นยิ่งใหญ่  และบทหนังอยู่ในลักษณะเคลียร์คัตชัดเจนหมด คือบทไม่ลึก เดาเรื่องราวได้ง่าย  ขาดความซับซ้อนของตัวละครก็ตาม   แต่ชื่อชั้นและความขยันที่สร้างมายาวนาน  ก็ยังถือว่าปื๊ดมีผู้คนคอยเฝ้าติดตามและเอาใจช่วยอยู่พอสมควร

                ไม่ว่าผลตอบรับของหนังจะออกมาอย่างไร   แต่ถ้าศูนย์หน้าของหนังไทยคนนี้  ยังใช้ฟอร์มเดิมไปตลอด   ก็คงต้องคิดหนักสักหน่อยว่าจะเป็นกองหน้าหรือกองกลางตัวจ่ายดี  กับสภาพตลาดหนังไทยที่กลับมาฮือฮาและฝุ่นเริ่มจางลงแล้วจนพอเห็นว่าใครตัวจริงบ้าง  ใครเจ็บตัว ใครรอดบ้าง?   และในคราวหน้า ปื๊ดยังจะมีอะไรใหม่อีกไหม?   เพื่อว่าจะได้รักษาตำแหน่งศูนย์หน้าตัวจริง ว่ายังจะพอสามารถเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันอยู่รึเปล่า?    หรือปื๊ด กล้าพอจะทำเหมือนกับบทของเสมาที่กล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสิ่งที่ดีขึ้นไหม? เช่น …กล้าไปสมัครทหาร, กล้าไปแอบพบแม่หญิงเรไร, กล้าท้าดวลดาบกับแม่ทัพพม่า และกล้าถอดเกราะเพื่อปะดาบกับหมู่ขัน  เฉกเช่นในบทของเสมาในขุนศึกรึเปล่า?  คงต้องคอยลุ้นกันต่อไป

หมายเหตุ  ลองวิจารณ์ภาพยนตร์ในแบบ Arthur  โดยดูจากผลงานเก่าๆของผู้กำกับคนเดียว  ว่ามีความสัมพันธ์อะไรกับงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นบ้าง ครับ

 

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 15/06/2007 เวลา : 09.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ruarob

น่าดูครับ แต่ขอให้คนดูทำใจนิดหนึ่งว่า ถึงอย่างไรหนังก็จะไม่มีวันเยี่ยมเท่าหนังสือไปได้ เพราะสำนวนการเขียนของไม้ เมืองเดิมนั้นไม่มีภาพใดสามารถตีความออกมาได้สวยงามลุ่มลึกเท่าอักษรครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน