• STILLWATER
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : stillwater_y@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-09
  • จำนวนเรื่อง : 182
  • จำนวนผู้ชม : 381302
  • ส่ง msg :
  • โหวต 33 คน
STILLWATER
อ่าน...อ่านหนังสือ ดู...ดูหนัง ดูคอนเสิร์ต ฟัง...ฟังเพลง และบทความ ความเรียง เรื่อยเปื่อย กับเวปรวม งานเขียนในนามปากกา STILLWATER ,เจ้าเสือร้าย และหนัง๔จอ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/STILLWATER
วันอังคาร ที่ 17 กรกฎาคม 2550
Posted by STILLWATER , ผู้อ่าน : 4176 , 21:56:02 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

(ตีพิมพ์ในคอลัมน์สนามวิจารณ์ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 10 ก.ย. 2547)

            Dogville  เป็นปฐมบทแรกในหนังชุด ‘หนังไตรภาค USA’  ของ ลาร์ ฟอน เทรีย์ (หลังจากนี้จะมีภาคต่อ คือ Mandalay และ Washington)  ผู้กำกับหนังแนว ชีวิตรันทดสุดหดหู่  แต่แฝงไปด้วยข้อคิดที่อิงมุมมองหนึ่งของชีวิตมนุษย์   จากบทบาทของหญิงคนเศร้ากับความเชื่อผิดๆของตัวเอกใน Breaking the waves (1996)  และสาวตาบอกคนทุกข์กับชะตากรรมของชีวิตใน Dancer in the dark (2000) อาจทำให้ใครหลายคนพอจะรู้แนวทางหนังเรื่องใหม่ของเขาได้เป็นอย่างดี

แม้ Dogville จะไม่ได้เข้าฉายตามโรงปกติ   เพราะหลังจากเข้าฉายในงานเทศกาลหนังของเมืองไทยเมื่อต้นปีแล้ว  วันนี้ได้มาปรากฏในรูปวีซีดี ดีวีดี ความยาวกว่าสามชั่วโมง กับบนปกวีซีดีได้ประทับตราบรรดารางวัลต่างๆในการเข้าร่วมงานเทศกาลหนังทั่วโลก   ทำให้ผู้เขียนต้องตามพิสูจน์หนังดังไร้โรงฉายเรื่องนี้ดู

ชื่อ Dogville เป็นเมืองเล็กๆในชนบทของอเมริกา  อยู่สุดชายขอบซึ่งมีทางเข้า-ออกเมืองเพียงเส้นทางเดียว มีชาวบ้านเพียงเกือบสิบครอบครัวเท่านั้น   ในช่วงแรกของการแจกแจงรายละเอียดของผู้คนในเมืองพร้อมกับคำบรรยายและเทคนิคใหม่ของหนังที่แปลกตา   โดยการนำเสนอคล้ายเป็นเวทีละครขนาดใหญ่ ไม่มีฉาก  ไม่มีอุปกรณ์ประกอบฉากมากนัก  อาณาเขตบ้านแต่ละหลัง  ใช้เพียงเส้นสีขาวบอกขอบเขต  เช่นเดียวกับชื่อถนน ต้นไม้ และสุนัข ก็เป็นเพียงรอยเขียนบนพื้น ไม่เห็นรูปร่างและตัวจริง    ด้วยหนังเปิดตัวได้เก๋ไก๋กับภาพท็อปวิว มองเห็นทั่วเมือง Dogville คล้ายเป็นแผนที่แผ่นหนึ่ง

เมื่อมีผู้คนหลายคนในชุมชน ทั้งหมอเกษียนอายุ เจ้าของร้านชำ ชายตาบอด ชาวไร่ พนักงานส่งของ วิศวกร หรือนักอยากเขียน   ดังนั้นจึงพยายามตั้งกฏเกณฑ์ประจำเมืองว่า การกระทำใดๆต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกคนในเมืองเท่านั้น  เช่นเดียวกับการมาปรากฎกายของ เกรซ (นิโคล  คิดแมน) สาวสวยผู้หนีการตามล่าของกลุ่มมาเฟียมาขอหลบอาศัย  โดยในสองสัปดาห์แรก เกรซต้องสร้างความยอมรับในหมู่ชาวเมืองให้ได้ทุกคน   ด้วยการเสนอตัวช่วยทำงานเป็นคนรับใช้ คนสวน พี่เลี้ยงเด็ก และช่วยทำฟาร์ม โดยไม่คิดค่าจ้าง

เมื่อครบสองสัปดาห์ เกรซได้รับการยอมรับให้เป็นสมาชิกใหม่ของเมืองอย่างอบอุ่น  จากช่วงเวลาแรกที่ชาวเมืองสามารถอยู่กันเองได้   โดยไม่ต้องมีผู้ช่วย(โดยเฉพาะเรื่องแรงงาน)   แต่เมื่อมีเกรซมาทำในหน้าที่นี้แล้ว  ชาวเมืองกลับเริ่มเรียกร้องมากขึ้น ด้วยการเพิ่มภาระการทำงานให้มากขึ้น บ่อยขึ้น  จนส่งผลต่อประสิทธิ์ภาพการทำงานของเกรซที่ถดถอยลงเนื่องจากอาการเร่งด่วนทางด้านเวลา  เธอเริ่มได้รับคำตำหนิมากขึ้น จนเธอเองก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นบ้างเหมือนกัน แม้เกรซจะมี ทอม  อิดิสัน (พอล  เบ็ททานีย์) ชายหนุ่มผู้หลงรักเธอคอยให้กำลังใจอยู่ก็ตาม

หลังจากนั้นชีวิตของเธอได้เริ่มตกต่ำดำลึกลงเรื่อยๆ  เมื่อมีประกาศนำจับเธอพร้อมให้รางวัลแก่ผู้ให้เบาะแสติดประกาศไปทั่วและน่าจะรวมไปถึงหัวเมืองใกล้เคียงด้วย  ก่อให้เกิดการไร้ที่ไปของเกรซ   แต่มันกลับทำให้ชาวเมืองเปรียบเสมือนมีแต้มต่อกว่าเธอ   โดยอ้างว่ากุมความลับของเธอ  ถ้าเธอไม่ยอมทำตามใจเขา(แต่ละคน) จะแจ้งกลับตามที่ประกาศจับ   นั้นทำให้ชีวิตของเกรซถูกเอาเปรียบ ล่วงละเมิดมากขึ้น จนสุดท้ายลงเอยด้วยการกลายเป็นนักโทษ และโสเภณี ที่มีโซ่ล่ามเธอตลอดเวลาแม้เวลาทำงานและเวลานอน  เพื่อป้องกันการหลบหนี

หนังไม่ได้จบลงเพียงแค่นี้  เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นการเดินทางซ้ำรอยเดิมแบบหนังเรื่องเก่าๆที่ผ่านมาของ ลาร์ ฟอน เทรีย์   แม้จะเป็นหนังหนึ่งในไตรภาคที่จะมีภาคต่อตามมา  แต่หนังก็มีบทสรุปในตัวเองของแต่ละตอน   โดยโยงอ้างอิงถึงอเมริกาอย่างชัดเจนด้วยการกล่าวถึงวันชาติ 4 กรกฏาคมขึ้นในหนัง

ด้วยการนำเสนอที่แปลกใหม่ แปลกตา อย่างที่กล่าวในตอนต้น  หนังถ่ายแบบคล้ายเป็นโรงละครเวทีโรงใหญ่ สามารถเห็นนักแสดงทั้ง 17 คน  เล่นในเกือบทุกๆฉาก  เพราะในหนังไม่มีกำแพงหรือผนังบ้าน   ทำให้สามารถเห็นนักแสดงคนอื่นๆได้ทั่วถึง ลาร์ ฟอน เทรีย์ ใช้กล้องกว่า 30 ตัวบนผนังเพดานไว้ถ่ายนักแสดงตลอดเวลา 

แรกเริ่มในครึ่งชั่วโมงแรกของหนัง  ผู้ชมอาจรู้สึกขัดๆเหมือนกับกำลังดูละครเวทีบนจอหนัง   แต่เมื่อคุ้นเคยในรายละเอียดตัวละครทั้งหมด   จวบจนการก้าวเข้าเมืองมาของเกรซ  การดำเนินเรื่องราวต่างๆ ช่วยให้คนดูเริ่มรับได้ในการเห็นรายละเอียดของตัวละครทั้งหมด ที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจขึ้นในการสังเกตที่สามารถเห็น เกรซก้าวเดินไปสถานที่ต่างๆ ตามเหตุการณ์ว่า ลำดับนั้นๆเธอเข้าไปช่วยทำงานในบ้านใคร  แล้วคนอื่นกำลังทำอะไรอยู่   หรือแม้กระทั้งฉากที่เธอถูกข่มขืน  คนอื่นๆนั่นทำอะไรกันอยู่ที่ไหน เป็นต้น

สิ่งที่อดใจไว้ไม่ได้ของผู้ชม  น่าจะเป็นปฏิกริยาของชาวเมืองประหลาดอย่าง Dogville นี้ว่าจะเป็นอย่างไรในแต่ละสถานการณ์  แม้ในช่วงแรกดูจะเป็นเมืองที่ดูอบอุ่นปลอดภัย แต่เมื่อเวลาผ่านไปพฤติกรรมก็เริ่มเปลี่ยนเกินคาดเดา เช่น ในช่วงท้ายของหนังที่เกรซพูดสารภาพในโบสถ์ต่อหน้าทุกคนว่า เธอถูกทุกคนในเมืองกระทำต่อเธออย่างไรบ้าง   แม้ปฎิกริยาแรกที่เกิดขึ้น  แต่ละคนจะพยายามปกป้องตัวเอง ว่าถูกกล่าวหาเกินไปก็ตาม   แต่บทสรุปของหนังก็ยากเกินจะนึกถึงของผู้กำกับชาวเดนมาร์กผู้นี้

นิโคล  คิดแมน  มารับบทเกรซได้อย่างไร้ที่ติ กับบทสาวงามผู้ไร้ที่มา  แต่ต้องรองรับการถูกกระทำทั้งทางร่างกายและจิตใจจากชาวเมือง   ถึงแม้ว่าชื่อหนังจะแฝงนัยยะบางอย่าง แบบเดียวกับการปรากฏตัวครั้งแรกของเกรซที่เธอไปแย่งเนื้อติดกระดูกของหมาตัวหนึ่ง  ที่มันพร้อมจะกัดเธอ   โดยครั้งแรกเธอเข้าใจว่า หมาจะกัดเพราะเป็นธรรมชาติของมัน เท่านั้น ซึ่งมีคำถามต่อมาว่า จริงอย่างที่เธอพูดหรือไม่?  หรือหนังจะอิงไปไกลถึงเรื่องประชาธิปไตยจอมปลอม และเย้ยหยันการใช้ชีวิตในประเทศอเมริกาอีกก็ตาม

แต่ผู้เขียนขอคิดแค่ใกล้ๆตัวมากกว่า กับเรื่องสัตว์ที่หนังอ้างอิงถึงคือ หมา(ที่เปรียบเสมือนชาวเมือง)จะกัดเกรซ  ที่อ้างว่าเพราะเป็นธรรมชาติของสัตว์  โดยอิงไปถึงเรื่อง การกระทำและการปฎิบัติต่อผู้เคยมีคุณประโยชน์  เช่นในกรณีสัตว์ที่มีคุณูปการพื้นบ้านทั่วไปของไทยอย่างการมาของ ‘ควาย’  ในยุคสมัยเก่าของชนบท ซึ่งถือเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับชุมชนเกษตรสมัยเก่า ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันกับมนุษย์  ที่ควาย มีคุณประโยชน์นานัปการจนสิ้นอายุขัยก็ยังนำมาเป็นอาหารอีก หรือหัวและเขาก็นำมาประดับบ้านประดับบารมี    แต่เมื่อเทคโนโลยีล้ำหน้าไปไกล  ชีวิตควายก็เปลี่ยนไปจนปัจจุบันคงพบว่าพี่-น้องควายสูญพันธ์ไปมากมาย จนต้องมีการอนุรักษ์พันธุ์ควายไทยขึ้น หรือเหลือเพียงพิพิธภัณฑ์ควายแถวจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น

เฉกเช่นเดียวกับช้างไทย  ที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับบรรพบุรุษของไทย  ทุกวันนี้กับเหลือเพียง ช้างที่ถูกกระทำทารุณด้านต่างๆ  ที่แม้แต่ที่เดินของลูกหลานพญาช้างสารกับถูกจำกัดขอบเขตเพียงให้อยู่เป็นที่เป็นทาง และลดจำนวนลงจนน่าใจหาย 

หรือเราจะอ้างเหตุผลทั้งหมด ว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ (ของใคร?) ได้หรือไม่?

การถูกกระทำอย่างไร้ทางโต้ตอบแบบนี้ ใช่ว่ามีให้เห็นเฉพาะในหนัง Dogville เท่านั้น   หนังเรื่องก่อนๆของผู้กำกับ ลาร์ ฟอน เทรีย์ คนนี้   ที่มักทำให้คนดูเกิดอาการ หม่นหมองเศร้า สุดสลด ในชะตากรรมของตัวละคร ที่ส่งผลกับอารมณ์ของผู้ชมว่า มนุษย์กระทำต่อกันได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

ในทางกลับกัน ถ้าใครได้ดูตอนจบของ Dogville แล้วอาจทำให้อารมณ์ข้างต้นเปลี่ยนไปจากเดิมทันที อย่างนี้พอจะตระหนักผลลัพธ์ที่ตามมา  เหมือนเป็นคำถามต่อว่า 

อะไรที่เคยทำไม่ดีกันไว้  แล้วสามารถยอมรับในบทสรุปที่ตามมาอย่างแบบในหนัง Dogville  ได้หรือไม่   ถามใจคุณดูสิ?

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
julyrhapsody วันที่ : 22/07/2007 เวลา : 18.40 น.
'love me, love my style'

ผู้หญิงอาจอิจฉาว่าเธอสวย
ผู้ชายอาจใหลหลงว่าเธองาม
แต่ทุกคนล้วนแต่มองว่าเธอเป็นทาส ที่จะทำอะไรกับเธอก็ได้ แม้กระทั่งระบายอารมณ์โกรธ เกลียด และความใคร่

..นั่นเป็นเพราะพวกเขามองว่าเธอไม่มีอำนาจ ต่อรองใด ๆ ยินดีรับใช้ กระดิกหางให้เหมือนหมาข้างถนน

ขอเพียงโยนเศษอาหารให้

-- จะมีความเลิศเลออะไรมากมายกับความเป็น "มนุษย์" หากสังคมแห่งการทำความดี เปี่ยมเมตตาและสติสัมปัญชัญญะ เป็นเพียงแค่อุดมคติ?? --

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
yai2333 วันที่ : 18/07/2007 เวลา : 11.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yai2333
..Everything can do... If you done..

น่าดู...น่าลุ้นตามด้วยครับ...




...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
มัชฌิมา วันที่ : 18/07/2007 เวลา : 10.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/muchshima
  อมยิ้มแก้มตุ่ย...น่ารักกว่า.... ทำหน้ามุ่ย ตั้งเยอะ !!!

อ่านแล้ว ....
อยากหามาดูมากๆ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
neoten วันที่ : 17/07/2007 เวลา : 22.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/neeo

ได้ดูหนังเรื่องนี้นานมากๆๆๆ แล้ว และชอบมากๆๆๆๆด้วยเช่นกันนะคะ เป็นหนังแนวแปลก แต่ว่าให้อารมณ์ที่เหมือนเราถูกกดอยู่ในกรอบแคบๆ ด้วยเรื่องราวและฉากนะคะ ต้องยกนิ้วให้ (แต่ว่า คนข้างๆที่ดูด้วยกันมันหลับกันหมดเลยค่ะ)

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน