• STILLWATER
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : stillwater_y@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-09
  • จำนวนเรื่อง : 182
  • จำนวนผู้ชม : 478127
  • ส่ง msg :
  • โหวต 33 คน
STILLWATER
อ่าน...อ่านหนังสือ ดู...ดูหนัง ดูคอนเสิร์ต ฟัง...ฟังเพลง และบทความ ความเรียง เรื่อยเปื่อย กับเวปรวม งานเขียนในนามปากกา STILLWATER ,เจ้าเสือร้าย และหนัง๔จอ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/STILLWATER
วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม 2550
Posted by STILLWATER , ผู้อ่าน : 1943 , 21:41:57 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

            Shattered Glass :ล้วงลึกจอมลวงโลก เป็นภาพยนตร์ที่เสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในปี 1998  ของการเปิดโปงการนั่งเทียนเขียนข่าวจากฝีมือนักเขียนรุ่นเยาว์ สตีเฟน  กลาส ของนิตยสาร เดอะนิวรีพับลิค   ซึ่งไม่บ่อยนักที่จะเห็นหนังที่นำเสนอเกี่ยวกับวงการสื่อสารมวลชนโดยเฉพาะเน้นหนักที่ชีวิตการทำงานข่าวของนักข่าวในนิตยสารชื่อดังต่างๆในอเมริกา    แต่ตัวละครที่โดดเด่นในหนังเรื่องนี้นอกจาก เฮย์เดน   คริสเต็นเซ็น ที่รับบทเป็นสตีเฟน  กลาส แล้วยังมี ปีเตอร์  ซาร์สการ์ด ผู้รับบทเป็นบรรณาธิการที่พบความไม่ชอบมาพากลของนักข่าวจอมลวงโลกผู้อ่อนวัยนี้ได้   การแสดงของ ปีเตอร์ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมสาขานักแสดงสมทบชายของสถาบันนักวิจารณ์ถึงหกสถาบัน

            ใน Shattered Glass ได้นำเสนอบทบาทของบรรณาธิการนิตยสารถึงสามคน   มี ไมค์  เคลลี่ เจ้านายเก่าผู้สนับสนุน สตีเฟน  กลาส ,ชัค  เลน (ปีเตอร์  ซาร์สการ์ด) บอกอที่ได้รับหน้าที่แทน ไมค์ และพบความจริงของการทำข่าวจอมปลอมของนักข่าวชื่อดังในสังกัดตนเอง  ส่วนอีกหนึ่งคนเป็นบอกอของนิตยสารคู่แข่งของเดอะนิวรีพับลิคที่มีบทบาทน้อยมากในหนังเรื่องนี้

            ความสำคัญในตำแหน่งบรรณาธิการของนิตยสารข่าวในหนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันการนำเสนอข่าวที่ถูกต้องแม่นยำ ฉับไวและแปลกใหม่เป็นประเด็นเด่นๆ   ภาพการประชุมเลือกหัวข้อข่าวในห้องออฟฟิศที่ดูจะมีแต่ความเร่งรีบตลอดเวลา   หนังเรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนเกิดความอยากรู้อยากเห็นลักษณะการทำงานของบรรดาบอกอนิตยสารต่างๆขึ้นมาว่า ในชีวิตจริง ผู้คนเหล่านี้มีลักษณะการทำงาน ไลฟ์สไตล์ อุดมคติ ความมุ่งมั่น และเหตุการณ์ประทับใจในการทำข่าวต่างๆอย่างไรบ้าง

            ล่าสุดมีหนังสือแปล เกี่ยวกับอาชีพ นี้ ชื่อเรื่อง The Last Editor บรรณาธิการคนสุดท้าย แปลโดย ภาสกร   ประมูลวงศ์ (บอกอของ The Pocket Book)  ออกมาวางบนแผงซึ่งนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวและการทำงานของนักหนังสือพิมพ์ชื่อก้องนาม จิม   เบลโลวส์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นเองด้วยวัยกว่า 80 ปี  ชายผู้นี้ผ่านประสบการณ์อันมากมายโดยเป็นอดีตบรรณาธิการ นิตยสารดังอย่าง นิวยอร์ก เฮรัลด์ ทรีบูน, วอชิงตัน สตาร์ ,ลอสแองเจอลิส เฮรัลด์-เอ็กแซมิเนอร์ ฯลฯ   ซึ่งถือว่าเป็นผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักกอบกู้นิตยสารอันดับรอง ทั้งหลายให้ลุกขึ้นสู้บรรดานิตยสารอันดับหนึ่งทั้งหลายอย่างมีสีสัน

            “ …ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะประกอบอาชีพอันใด หรือกำลังศึกษาอะไรอยู่   ไม่ว่าคุณจะอยู่ในแวดวงสื่อสารมวลชนหรือไม่ก็ตามที   หนังสือเล่มนี้ได้ทำหน้าที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือการจุดประกาย  ให้มีความซื่อสัตย์ต่อการที่เรารัก   ให้ยืดอกยอมรับความจริงในทุกๆสถานการณ์  และที่สำคัญเหนืออื่นใด   มันสอนให้เรารู้จักแก้ปัญหา…”   

           นี้เป็นคำนำของ ภาสกร   ประมูลวงศ์ ผู้แปล อดีตผู้ร่วมก่อตั้งตำนานหนังสืออะเดย์ บุคคลที่หันเหชีวิตจากวงการคอมพิวเตอร์มาสู่วงการน้ำหมึกแทน          ส่วน จิม  เบลโลวส์ แล้วเขามีเหตุผล 10 ข้อหลักที่ผลักดันให้เขียนหนังสือ The Last Editor  เล่มนี้ขึ้นมาในช่วงปลายของชีวิตการทำงานนี้   เหตุผลดังกล่าวคือ เพื่อสนองความต้องการของลูกสาว จัสตินที่มักถูกถามว่า พ่อหนูทำอาชีพอะไร?,  เพื่อพาผู้อ่านท่องอเมริกาผ่านห้องข่าว สถานีโทรทัศน์ นิตยสาร และอินเตอร์เนต, เพื่อกระตุ้นให้คนหนุ่มสาวสนใจการผจญภัยในอาชีพนักข่าว, เพื่อพูดถึงอาชีพและงานอันเป็นที่รัก, เพื่อแบ่งปันเรื่องราวในห้องข่าว, … ฯลฯ

            หลังจากได้อ่านหนังสือขนาด 442 หน้าเล่มนี้จบลง   ผู้เขียนได้พบว่า ด้วยเนื้อหาสาระที่หนักแน่น เต็มไปด้วยความรู้และข้อคิดเห็นที่น่าสนใจถึง 10 ข้อเหมือนกัน ดังนี้

1.      ได้รู้ถึงตั้งแต่อดีตที่ไม่สวยหรูนักในวัยเยาว์ ของ จิม

โดยเขาเป็นเด็กที่ไม่มั่นใจ ขี้อาย ไม่ค่อยพูด  แต่ชอบสังเกตมากกว่า ชอบบ่นพึมพำจนทำให้ใครๆประเมินเขาต่ำกว่าความเป็นจริง เป็นคนไม่ค่อยมีปากเสียงนัก  แต่กลับเขาเป็นนักโค่นความมั่นใจของผู้อื่น โดยมีอาวุธหลักคือ การพูดช้าๆ

2.      ได้เรียนรู้ถึงปมในอดีตเกี่ยวกับเรื่องของครอบครัวสมัยเด็กๆ

จิมเป็นเด็กตัวเล็กมาก ต่างจากพ่อของเขาที่ตัวสูงใหญ่และเป็นคนประเภทเรียนรู้จากโรงเรียน   ส่วนจิมเป็นคนประเภทจำไว้เป็นบทเรียน   เขาบอกกับตัวเองว่าจะไม่เป็นเหมือนพ่อ ไม่เอาเป็นแบบอย่างเพราะพ่อมักดุกับลูกๆแม้กระทั้งบนโต๊ะกินข้าว

3.      ได้เห็นมุมมองที่ต่างออกไปในการหางานแรกของชีวิต

จิมกล่าวถึงเด็กจบใหม่ทั่วไปว่า  เมื่อไปสัมภาษณ์งานแรกมักถามถึงผลตอบแทนก่อนอื่น  นั่นหมายถึงให้ความสำคัญกับความมั่นคงและประเมินตัวเองเรียบร้อยแล้ว   เขาเห็นว่าความมั่นคงแบบนี้ไม่ได้ช่วยอะไรได้เลยหากต้องสูญเสียความเป็นตัวเองไป  เพราะเขาเชื่อว่า ชีวิต คือการค้นหาอยู่ตลอดเวลา

4.      ได้เห็นความทุ่มเทในการทำงาน

เขามักตกหลุมรักงานเสมอ  โดยไม่เกี่ยวกับเงิน เขารักในสิ่งที่ทำและพยายามทำออกมาให้ดีและสร้างสรรค์ให้แตกต่างจากแบบเดิมๆด้วย

5.      ได้รู้ถึงการเริ่มต้นเป็นนักข่าวที่ดี

โดยอ้างว่านักข่าวที่ดีจะไม่ตัดสินอะไรจากปากคำเสียงเดียว   เพราะการได้รวบรวมคำพูดจากหลายๆปากจะทำให้ได้ภาพรวมที่มีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

6.      ได้ทราบถึงเคล็ดลับของการเป็นนักข่าว

กรณีที่มีใครตวาด หรือปฎิบัติตัวแย่ๆ   อย่าโกรธเขาเพราะคุณจะได้คำพูดเด็ดๆในประโยคสุดท้ายก่อนการกระแทกหูโทรศัพท์หรือปิดประตูใส่หน้าเสมอ   (ฮา)

7.      ได้ข้อคิดจากคอลัมน์ซุบซิบ ชื่อ ดิ เอียร์ ของวอชิงตัน สตาร์ ที่กล่าว่า

“คนที่มีงานยุ่งมักจะให้อภัยเร็วกว่าคนที่งานน้อย

 วุฒิสมาชิกทางใต้ โกรธง่ายหายเวกว่า วุฒิสมาชิกจากทางเหนือ

 นักเขียนกับบรรณาธิการด้วยกันมักจะให้อภัยก็ต่อเมื่อพวกเขาได้เอาคืนกันแล้ว

 ฝ่ายรัฐบาลมักจะให้อภัยเร็วกว่าฝ่ายค้าน    แต่นักวิชาการไม่มีวันให้อภัย

 และพวกเคนเนดี้ก็ เช่นเดียวกัน   (ฮา

8.      ได้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับลูกค้าที่ลงโฆษณาในนิตยสาร

จิมพูดว่า นักข่าวต้องเขียนเรื่องที่มันจะเป็นข่าว  ไม่ใช่เอาแต่คอยสนับสนุนลูกค้าที่ลงโฆษณา  และข่าวต้องเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดา   และไม่ใช่โสเภณีสิ่งพิมพ์

9.      ได้รู้ถึงการปฎิบัติตัวของนักข่าวเมื่อต้องไปงานปาร์ตี้

เมื่อต้องไปงานหรูหราของสังคมฮอลลีวู้ด  ไม่ควรเพียงทำข่าวว่าใครมา?  ใครแต่งชุดอะไรบ้าง? หรือถามว่าพวกเขาชอบสีอะไร   ต้องถามคำถามหินๆยากๆ กับคนเหล่านี้ได้คิดบ้าง   เช่น การเสพยา, การขัดแย้งของสตูดิโอครั้งล่าสุด เป็นต้น

10.  ได้รู้ถึงสิ่งแย่ๆที่จะเกิดขึ้นกับวงการสื่อสาร

ในกรณีถ้ามีบริษัทเดียวเป็นเจ้าของสื่อทุกประเภท ทั้ง หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือ โทรทัศน์ วิทยุ แล้วจะทำให้ปราศจากข้อคิดเห็นที่หลากหลาย   ซึ่งก็ไม่ต่างจากการได้ฟังสื่อเหล่านั้นทุกแขนงร้องเพลงทำนองเดียวกันหมดนั่นเอง

      ในช่วงชีวิตของบุคคลคนหนึ่งสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของบุคคลผู้นั้นจะประกอบไปด้วย ช่วงวัยเด็ก วัยทำงาน และท้ายสุดของชีวิต    แต่สำหรับ จิม เบลโลวส์ แล้วช่วงเวลาในการทำงานของเขายืดยาวมากกว่า  50 ปี (..1947-2001) หรือค่อนชีวิต นั้น คือประสบการณ์พ้นผ่านของบุคคลที่ทำงานในสายเดียวตลอดมา  และถือได้ว่าเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง ของวงการข่าวสารของอเมริกา    จนถึงวันนี้จิม ยังได้ตระหนักถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นไว้ในอนาคตเช่นกันว่า แนวโน้มของสิ่งพิมพ์มีจำนวนลดลงเรื่อยๆ นั่นเหมือนกับว่า  กระบอกเสียงลดน้อยลง มีผลให้ชีวิตของผู้คนเสื่อมถอยลงด้วยเช่นกัน

      แม้เรื่องราวใน บรรณาธิการคนสุดท้ายจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไกลตัวของคนไทย    แต่หลายคนคงปฎิเสธไม่ได้ว่า นั้นคือแนวทางในอนาคตที่ไม่ไกลนักของรูปแบบการทำงานที่สังคมไทยรับอิทธิพลมา   ดังคำกล่าวถึงเรื่องในอนาคตที่ว่า   อนาคตสามารถคาดการณ์ได้   แต่ไม่สามารถคาดหมายได้

      ดังตัวอย่าง เช่นที่ สตีเฟน   กลาส   ใน Shattered Glass ได้รับบทเรียนสำคัญในชีวิตมาแล้วนั้นเอง

     




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
มิสนอราห์ วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 19.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/missnorah

ชอบ Shattered Glass เช่นกัน
แรกๆคิดว่าคงเป็นแค่หนังตีแผ่ชีวิตนักข่าวลวงๆคนนึง

ปรากฎว่าบทหนังดีเลยล่ะ ตัวละครมีมิติ และพูดถึงวิถีคนทำสื่อได้ดีเลย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
TheQueenofNostalgia วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 16.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saisoi
The worst is yet to come. 

ชอบหนังค่ะ
โดยที่ไม่ได้อ่านหนังสือ
นั่งเทียนเขียนข่าวจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
waddaw วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 09.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/waddaw

หนังยังไม่เคยดู น่าสนใจมากจะหามาดูค่ะ
แต่หนังสืออ่านจบแล้วเรื่องราวของ จิม เบลโลวส์
นับเป็นอัตชีวิตที่สมบูรณ์เล่มหนึ่ง ซึ่งถูกถ่ายทอด
ผ่านปลายปากกาของนักแปลบทภาพยนตร์และ
คอลัมนิสต์คุณภาพ..ภาสกร ประมูลวงศ์
เวลาเพียง หนึ่งเดือนกับอีกสิบสี่วัน
ในการถอดใจความบอกเล่าเรื่องราวแห่งสื่อ
และเบื้องหลังคราบน้ำหมึกของวงการสื่อสารมวลชน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน