• STILLWATER
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : stillwater_y@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-09
  • จำนวนเรื่อง : 182
  • จำนวนผู้ชม : 478550
  • ส่ง msg :
  • โหวต 33 คน
STILLWATER
อ่าน...อ่านหนังสือ ดู...ดูหนัง ดูคอนเสิร์ต ฟัง...ฟังเพลง และบทความ ความเรียง เรื่อยเปื่อย กับเวปรวม งานเขียนในนามปากกา STILLWATER ,เจ้าเสือร้าย และหนัง๔จอ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/STILLWATER
วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม 2550
Posted by STILLWATER , ผู้อ่าน : 1901 , 22:24:45 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

Always: Sunset on

Third Street

 

“ มาดูหนังเรื่องนี้เป็นรอบที่สองแล้ว   เอาไปเขียนวิจารณ์ให้กับหนังสือสีสันครับ...หนังก็ดี...ใช้ได้เลยนะ...”

เป็นเสี้ยวหนึ่งของบทสนทนาหน้าโรงหนังแห่งหนึ่งย่านสยามสแควร์ที่มักอยู่ในคอนเส็ปของคำรวมๆว่า หนังเรื่องนี้ฉายแบบจำกัดโรง   ก็สามารถหาดูได้แถวนี้แหละ     โดยผู้กล่าวถ้อยคำข้างต้นชื่อ สิทธิรักษ์  ตุลาพิทักษ์  นักวิจารณ์หนังแถวหน้าของเมืองไทยที่ฝากผลงานตามคอลัมน์ภาพยนตร์ในหน้านิตยสารต่างๆมายาว...นาน 

เขาคือหนึ่งในกลุ่มสมาชิกที่มีการตั้งฉายาขำๆกันเล่นว่าเป็นกลุ่ม F4 อันประกอบด้วยจอมยุทธรุ่นราวคราวเดียวกันกับอีกสามประสานอันได้แก่  อาจารย์ประวิทย์ แต่งอักษร, มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ และนรา   ที่ตอนแรกผมนึกว่าคงได้ชื่อฉายานี้มาจากอาการอินเทรนด์ตามกระแสหนุ่มหน้าตี๋...ครั้งกระโน่น    แต่นึกไปนึกมาเลยแอบคิดต่อเรื่อยเปลื่อยว่า เอฟ...โฟว์ ...โฟว์อะไรหว่า?   

อ๋อ...รึว่า...โฟว์...นี่อาจจะมาจากคำว่า โฟว์ตี้ ( Forty = 40 )ที่น่าจะประมาณการได้ตามตัวเลขวัยของแต่ละคนก็ได้นี่...อือ...อืม...มีนัยยะ.. สมกับเป็นนักวิจารณ์ที่มักมองการณ์ไกลดูหนังให้ล้ำลึกเป็นสื่อทางสัญลักษณ์จริงๆ  แม้แต่ชื่อกลุ่มตัวเองก็ไม่เว้น...(ha)

นรา – “ ใครไม่ดูหนังเรื่องนี้ผมโกรธ(เนื่องจากเสียดายแทน) จริงๆด้วย”

มโนธรรม – “ ข้อบกพร่องขนาดมโหฬารของผู้กำกับหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่  คุณทำหนังเสร็จหนึ่งเรื่องแล้ว  แต่คนดูไม่อยากเชื่อว่าหนังได้จบไปแล้วจริง  สังเกตได้จากเสียงปรบมือกันเกรียวในช่วงเครดิตขึ้นบนจอ” (จากฟลิกซ์ ฉบับ 134)

          นั้นเป็นสองข้อสรุปจากบทวิจารณ์ของอีกสองสมาชิก F4 ที่พอจะการันตีถึงความเป็นหนังคุณภาพระดับติดปลายนวมไว้  จากเกณฑ์บรรทัดฐานตามสายตาเหยี่ยวของเหล่านักวิจารณ์มืออาชีพที่ได้เอ่ยคำชมประมาณนี้แล้ว  อาจทำให้กลายเป็นสิ่งจูงใจได้ดีประมาณหนึ่งของผู้มักประสบปัญหารายวีคที่ต้องเลือกช้อยดูหนังเพียง 1 ใน 7-8 เรื่องของโปรแกรมสัปดาห์ปลายเดือนเมษานี้      

แต่สำหรับผมแล้วสิ่งที่กระตุ้นต่อมความอยากดูหนังเรื่องนี้คือ ภาพหนังตัวอย่างในโรงอันโดดเด่น ชวนติดตาม ชวนมอง ทำให้บังเกิดความอยากจ่ายตังค์หน้าโรงแลกกับที่นั่งเย็นๆในเวลา 133 นาทีกับการดูการชมหนังญี่ปุ่นที่ดาราไม่คุ้นชื่อ ผู้กำกับไม่คุ้นหู  ข่าวสารไม่ค่อยมี  เข้าฉายแบบกระทันหันทันด่วน(แล้วทำไมกลายเป็นหนังดังประจำปีที่แล้วของแดนปลาดิบไปได้...หว่า)     แต่จำนวนภาพ 24 เฟรมต่อวินาทีได้บ่งบอกถึงงานสร้างชนิดทุ่มทุนทุ่มเทแรงใจมากโข...อยู่ทีเดียวกับภาพยนตร์เรื่องที่กำลังถูกกล่าวถึงทั้งหมดนี้ ชื่อเรื่อง  Always: Sunset on Third Street

            ซึ่งมีพล็อตเรื่องภายใต้บรรยากาศเก่าแก่ย้อนยุคไปในปีพอศอ 2501 หลังการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ของชาวญี่ปุ่น  ในตรอกเล็กๆเขตยูฮีของถนนสายที่ 3 กลางมหานครโตเกียว   ขณะกำลังมีการก่อสร้างหอโตเกียว ทาวเวอร์ สิ่งก่อสร้างทางสัญลักษณ์เพื่อประกาศการพยายามฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของชาวอาทิตย์อุทัย   ภาพแห่งความโหยให้ถวิลหาอดีตเก่าก่อนเป็นธีมหลักที่ทำได้ดีเยี่ยมตั้งแต่เปิดเรื่อง   แค่เห็นฉากสถานีรถไฟที่คราคร่ำเต็มไปด้วยผู้คนล้นจอราวล้านแปด   แม้จะไม่มีความรู้ประสบการณ์เก่าด้านภาพแห่งความทรงจำเก่าแก่ในอดีตกาลของเมืองโตเกียว    แต่ก็ตราตรึงคล้ายต้องมนต์ในรายละเอียดอันสมจริง  ที่เทคนิคพิเศษด้านภาพของหนังบรรจงสรรค์สร้างให้ประจักษ์แก่สายตาว่า ทำให้ได้อารมณ์ถวิลหานอสทัลเจีย (nostalgia)เสียจริงๆ

            Always: Sunset on

Third Street
สร้างจาก การ์ตูนเล่มยอดนิยมของเรียวไฮ  ไซกัน  ฉะนั้นตัวละครอันหลากหลายและมีเอกลักษณ์แสนเสน่ห์เฉพาะตัว  จึงออกมาประมาณกึ่งบุคลิกตัวการ์ตูนของสองตัวละครคู่กัดหลัก ซากาวะ(ฮิเดกาตะ  โยชิโอกะ)นักเขียนไส้แห้งอารมณ์ศิลปินผู้เฝ้ารอคอยการแจ้งเกิดกับรางวัลทางวรรณกรรมเด็กอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   และ ซูซูกิ(ชินอิจิ  ทสึซุมิ)เจ้าของร้านซ่อมรถอารมณ์ร้อน ซึ่งมีบ้านอยู่ฝั่งตรงข้ามกันบนถนนเล็กๆแห่งนี้   ฉากสองตัวเอกนี้ทะเลาะกันจนประตูบ้านกระจุย  หรือท่าโดนอัดจนลงนอนกับพื้นด้วยท่านอนประหลาดโลก...แสนเก๋ไก๋ แบบเดียวกับสไตล์ตัวการ์ตูน  จนทำให้บทบาทบางฉากบางตอนของสองคนนี้ดูเวอร์ๆไปหน่อย  จนหลายคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปออกจะทำให้ติดลบในอารมณ์ไปบ้างเล็กน้อย...แบบสิวๆ

            ส่วนที่มีเสน่ห์ในย่านถนนนัมเบอร์ 3 นี้เป็นตัวละครที่หลากหลาย  แถมมีเอกลักษณ์ลักษณะเฉพาะตัวแสนเฉี่ยวโดดเด่นของสองครอบครัวหลักบ้านใกล้เรือนเคียงซึ่งห่างแค่ฝากฝั่งถนนที่ไม่เกิน 10 ก้าวย่างเดิน   อย่างสมาชิกในร้านซ่อมรถของซูซูกิอันประกอบด้วยภรรยาใจดี และ อิปเปลูกชายวัยซนที่เอาแต่วิ่งเล่นทั้งวัน  และสมาชิกใหม่ลูกจ้างสาว มัตซึโกะ(มากิ  โฮริกิตะ)เป็นเด็กสาวบ้านนาที่ใฝ่ฝันมาเป็นเลขานุการบริษัทรถยนต์ใหญ่ยักษ์แต่การณ์กลับไม่เป็นดังนั้น  เมื่อมาพบสภาพอู่ซ่อมรถเล็กๆที่มีเพียงเธอกับซูซูกิ ท่านประธานบริษัทในความคิดของเธอในตอนแรก เพียงสองคนเท่านั้น  อีกทั้งปัญหาใหญ่คือเธอซ่อมรถยนต์ไปเป็น...เสียด้วย

            ส่วนบ้านฝั่งตรงข้ามนั้นเป็นร้านขายขนมเด็ก,ขายของเล่นมีพื้นที่ไม่กี่หยิบมือ  ซึ่งเป็นบ้านของซากาวะนักเขียนนิยายประโลมโลกย์ใส้แห้งผู้ซึ่ง ตกกระไดพลอยโจนเพิ่งรับปาก รับฝากเลี้ยงดูเด็กชายขี้อาย จุนโนะซึเกะ ที่ถูกแม่ทิ้งให้มาอยู่กับ สาวฮิโรมิ(โคยูกิ นางเอกใน The Last Samurai) อดีตนางระบำเปลื้องผ้าที่หันมาเปิดร้านขายเหล้า  และเธอยังเป็นที่หมายปองของนักเขียนหนุ่มซากาวะอีกด้วยจึงต้องทำใจยากจะปฎิเสธ  เมื่อสาวเจ้าขอความช่วยเหลือ...ฝากเลี้ยงหน่อย...น่า

            เหตุการณ์สองสมาชิกใหม่เอี่ยมในครอบครัวเล็กๆ จนเป็นการนำพาให้คนดูได้เรียนรู้บรรยากาศของชุมชนนี้ตลอดทั้งผู้คนรอบข้างไปพร้อมๆกับตัวละครมัตซึโกะและจุนโนะซึเกะ   ถึงแม้จะเป็นการเริ่มต้นที่ผิดความคาดหมายไปบ้าง  แต่นั้นเป็นเพียงความคิดเริ่มแรกของทั้งคู่เท่านั้น  เนื่องจากหลังจากนั้นยากที่จะละสายตาไปกับสองชีวิตที่ได้หลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวตามสิ่งแวดล้อมรอบข้าง  ภายใต้ความมีน้ำใจเอื้ออารีย์แห่งมิตรภาพในครัวเรือน

            เจ็ดตัวละครของบ้านหลักสองหลัง  ยังน้อยไปในชุมชนอันแสนคับคลั่งเช่นนี้  ยังมีบรรดาเพื่อนบ้านตัวป่วนมาร่วมปรากฎกายอยู่มิใช่น้อย    เท่าที่พอมีบทบาทมากหน่อยก็เป็น คุณยายจอมซิ่งจักรยานประจำตรอกซอกซอย และคุณหมอผู้มีน้ำใจที่เด็กๆกลัว...มั่กๆ    ตัวละครนับสิบนี้ ถึงจะถือว่ามีมากหลาย ก็ไม่ได้สร้างปัญหาอันใด  และยังไม่ทำให้เกิดอาการสับสนใดๆทั้งสิ้น    

เนื่องด้วยบุคลิกอันจำเพาะเจาะจงมีแก๊กประจำกายเล็กๆ  ทำให้ง่ายในการจดจำแต่ละตัวละคร     อีกทั้งช่วงอายุวัยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่เด็กเล็ก  หนุ่มสาว  คู่สามีภรรยา  คนเฒ่าคนแก่   ใช่ว่ามันจะทำให้เละเทะตามความหลากหลายของจำนวนตัวละคร   เพราะในเมื่อหนังทำการจัดวางปะติดปะต่อให้ทั้งหมดร้อยเรียงกันด้วยคำที่ครอบคลุมความหมายกว้างมากกว่านั้นภายใต้คำจำกัดความของ ‘มิตรภาพในครอบครัวและเพื่อนบ้าน’   ที่ส่งผลให้บังเกิดถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน  ท่ามกลางบรรยากาศกั๊นเอง...กันเอง  แสนอบอุ่น อันอบอวลหอมหวลเต็มไปด้วยน้ำมิตรกระจิต...มิตรกระใจของสังคมชุมชนเล็กๆแห่งนี้

            เนื่องจากหลังจากนั้น รายละเอียดอันซาบซึ้งกินใจ หัวเราะร่า และโศกเศร้าเคล้าน้ำตาริน ของความสัมพันธ์ในตัวละครที่มีความสัมพันธ์กระชับเกลียวกันทุกที...ทุกที  แบบค่อยๆเริ่มเล่นงานคนดูทีละนิด ทีละน้อย  แต่ขอโทษ ถึงขนาด...เอาตายไปข้างเลย...ขอบอก  เพราะไม่ใช่มีแค่ไม่กี่ฉาก  แต่นี่นับแทบไม่ถูก อย่าลืมว่ามีตัวละครนับสิบเชียว เรื่องราวและฉากประทับใจจึงทวีคูณตามไปด้วย

            โดยผมสังเกตในเพลงบรรเลงประกอบฉากสำคัญๆที่จะค่อยๆมีเสียงดังโหมเข้าใส่อย่างจงใจ๊..จงใจ  ในการเร้าอารมณ์โดยช่วงแรกๆมีเสียงเปียโนแผ่วเบามาก่อน ตามติดด้วยเครื่องเป่าโหนเสียงยืดยาว อ้อยสร้อย ก่อนโหมกระหน่ำด้วยเครื่องสายออเครสตร้าวงใหญ่เต็มวงเต็มสตรีม   กระแทกซ้ำบิวอารมณ์สุดๆ จนชัก ตะงิดๆในใจว่า  ยิ่งหญ่าย...เกินไปเปล่า...เพ่  ฉากนี้...ไม่เห็นมีใครตาย...ซักกะหน่อย     

แต่พอหลังจากนั้นสักเกือบครึ่งเรื่องเท่านั้นแหละ ความเคยชินจึงนำพาอารมณ์ร่วมกินใจ(เป็นคำโตๆ)ก็มาไม่นับไม่ยั้งจนทะลักต่อมน้ำตาแตกแทบกั้นไม่ไหวก็แล้วกัน  อาทิเรื่องราวของแต่ละช่วงวัยช่วงความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ...คืบหน้าไป

          วัยเด็ก – มิตรภาพเด็กๆวัยซนของอิปเปกับจุนโนะซึเกะ ขณะชวนกันออกตามหาแม่ให้เพื่อน

            วัยหนุ่มสาว  – นักเขียนผู้มีใส้ไม่เคยเปียก กับแหวนหมันแห่งความทรงจำของเขากับสาวฮิโรมิ

            ต่างวัยกัน  – ความสัมพันธ์อันแปรเปลี่ยนของ นักประพันธ์ใส้แห้งกับแฟนนานุแฟนหนังสือตัวจริง ที่ไม่ใช่อื่นไกล ก็เด็กที่เขาให้การอุปการะนั้นเอง

             – เด็กสาวบ้านนากับความคาดหวังของเธอและของในนายจ้างคนใหม่ ในอู่รถซอมซ่อ

             – ความห่วงหาอาทรของ พ่อแม่ของอิปเป กับเครื่องลางประจำกายที่แม่มอบให้

            ระหว่างครอบครัว  –  ของสมาชิกบ้านใกล้เรือนเคียงทั้งสอง แม้จะเคยกระทบกระทั้งกันมาบ้างก็ตาม  ในยามที่ต้องพึ่งพากันก็ไม่ละเลยหยิบยืมน้ำใจถ้อยทีถ้อยอาศัย  โดยเฉพาะในฉากการปรากฎตัวของซานต้าครอส  ร่วมถึงตัวละครอื่นๆอย่างคุณหมอประจำซอยผู้มีอดีตอันฝังใจยากจะลืมเลือน  ที่เป็นตัวแทนถึงสภาพจิตใจแห่งความสูญเสียของคนญี่ปุ่นยุคนั้น  ช่วยเตือนความทรงจำอยู่เป็นระยะ

            ในส่วนที่ทำได้ดีจนไม่อาจละเลยคือ อารมณ์ถวิลหาอดีต ที่ช่วยให้ระลึกถึงการเริ่มเข้ามาเยือนของเครื่องอุปโภคไฮเทคอย่าง ทีวีเครื่องแรกประจำชุมชน  หรือตู้เย็นหมายเลขหนึ่งประจำบ้าน  ที่มีเรื่องราวชวนขัน ชวนฮา สร้างรอยยิ้มพิมใจตามไปด้วย   หน่ำซ้ำยังอาจทำให้คนดูคนชมเหล่าสมาชิก F40 ทั้งหลายที่น่าจะทันกับการมาครั้งแรกของเทคโนโลยีภาพพร้อมเสียงแห่งความทรงจำเหล่านี้    (หรือกลุ่มคนที่มัก‘อิน’กับคำพูดโฆษณาอะไรสักอย่างที่มีดาราสาว คาร่า  พลสิทธ์ มาพูดวรรคทองประมาณนี้  “ มีคนถามว่า เกิดหนึ่งอะไร...ไม่หนึ่งแล้วรุ่นนี้  เกิดศูนย์...ต่างหาก” (อะจึ๋ย...))    ได้ย้อนระลึกถึงอดีตฝังใจแบบมีประสบ การณ์ร่วม ชวนให้ผุดรอยยิ้มขึ้นมาในใจได้อย่างไม่ยากเย็น

            ถึงแม้ในโลกปัจจุบันเราจะเคยได้ยินคำเปรียบเปรย ปัจจุบัน –อนาคต– อดีต ที่ว่าใครบางคน(ก็ไม่รู้...)บอกว่าต้อง Seize the day หรือทำวันนี้ให้ดีที่สุด   อีกทั้งใครอีกคนบอกให้เรามุ่งสู่อนาคต The road ahead และใครกันหนอ...บอกให้เราถวิลหาอดีต nostalgia  

    หรือมีการกล่าวโทษกระแสแนวคิด ‘นอสทัลเจีย’ ว่ามาจากความคิดต่อต้านโลกยุคปัจจุบัน  และหลีกหนีโลกอนาคตโดยการย้อนกลับไปหาความอบอุ่นและมั่นคงในอดีต   ก็ตามที    ในการแค่กลับไปฉุกคิดบางขณะแค่สองชั่วโมงฝ่าๆ...แบบไม่มากไม่น้อยจนเกินไปก็ถือเป็นความสุข ณ ปัจจุบันทันด่วนที่ไม่ไกลเกินที่จะไขว้คว้าเอาไว้พอเป็นกระสัยเติมเต็มให้หัวใจดวงน้อยได้บ้าง  บนความสับสนอลหม่านของเรื่องราวอันมากล้นปรี่ในบ้านเมืองวันนี้...มิใช่หรือ?

            6 มีนาคม 2006 ที่ผ่านมาล่าสุด Always: Sunset on

Third Street
เข้าชิง 14 รางวัลจาก Japan Academy prizes ครั้งที่ 29 แล้วกวาดมาเสียเบาะๆ 13 พลาดเพียงรางวัลดารานำหญิงยอดเยี่ยมเท่านั้น  รวมถึงสามารถคว้ารางวัลใหญ่อย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย     โดยเฉพาะอย่างยิ่งรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม ได้แก่ ทาคาชิ  ยามาซากิ ก็ทำให้ผมฉงนงงงวยเป็นอย่างยิ่งว่า  เขาคือคนเดียวกันนี้เหรอ ที่เคยสร้างหนังอย่าง Returner ที่บนเวปบอร์ดบันเทิงหนึ่งเคยมีคนให้ความเห็นว่า...เป็นหนังเสล่อสุดๆ...มาแล้ว   แต่คราวนี้เขากลับเป็นคนสร้างปรากฎการณ์จนบังเกิด  ‘หนังที่คนญี่ปุ่นหลงรักที่สุด ประจำปี 2005’  นับเป็นการปรับขบวนจรยุทธขนานใหญ่ที่โน้มเอียงไปในทางที่ดีขึ้นเป็นอย่างยิ่ง

          ไม่ต่างไปจาก ฉากจบของหนังเป็นภาพแบล็คกราวด์ อาทิตย์อัสดงคู่กับหอโตเกียว ทาวเวอร์ ที่สร้างเสร็จอย่างสมบูรณ์ตั้งสูงตระหง่าน  แทนอารมณ์ร่วมของหนังที่สถานการณ์ต่างๆได้คลี่คลายลง  ช่วยสร้างสรรค์ส่งเสริมให้ ผู้คนมีกำลังใจ มีความหวัง ตราบที่ชีวิตยังไม่สิ้น แถมพกด้วยให้บังเกิดความสุข อิ่มเอมใจ ความรู้สึกที่ดี feel good หอมหวานกับอดีตที่มาช่วยหล่อเลี้ยงดวงใจ  ให้มีพลังเฝ้ารอคอย...อย่างมีความหมายในวันข้างหน้า   คล้ายๆกับห้วงทำนองเพลง ตะวันชิงพลบ พร้อมเสียงร้องคอรัสตามในใจ ที่ล่องลอยมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยและไม่อินังขังขอบใครๆของผมเอง  ที่ว่า

“ ...ชีวิต(ชีวิต)...ไม่พ้น(ไม่พ้น)...

      ขึ้นลงก็แค่นั้น (อยากจะขึ้นอย่างนั้นให้นานๆ) 

      ตะวัน(ตะวัน)...ชิงพลบ(ชิงพลบ)...

      ชิงตกจากฟ้า (ลา...จากหายไป)...”




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
jobkaka วันที่ : 08/12/2007 เวลา : 20.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chonnaphat

รอดูภาค2อยู่ครับ....ภาคแรกหนังดีมากจนต้องซื้อดีวีดีเก็บไว้เลย

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
waddaw วันที่ : 08/12/2007 เวลา : 10.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/waddaw

ดูเรื่องนี้ 4 รอบแล้ว
ยังชอบอยู่เสมอ (Always)
เขียนถึงเรื่องนี้ไป 2 เวบ มีคนชอบมากเช่นกัน
รอดูภาคสองอยู่ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Rockstar วันที่ : 08/12/2007 เวลา : 10.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Rockstar

ระหว่าง หมู กับ แมว
ผมชอบแมวมากกว่า ผมมักจะชอบเรื่องทำนองว่า
"วันนึงในฤดูร้อนที่อากาศดีแดดแรง แต่คล้ายๆฝนจะตก รู้สึกแมวของฉันหายออกจากบ้านไป"
หรือไม่ก็
"ในวันที่อากาศสบายๆวันนึง มีแมวจากไหนก็ไม่รู้ เดินเข้ามาเยี่ยมเยียนที่บ้านฉัน"
เรื่องทำนองนี้ มักให้ความรู้สึกค่อนข้างลึกลับ
ที่บ้านผมมักจะมีแมวหลงมาเสมอๆ เมื่อสองสามวันที่แล้ว แมวสีแดงนอนอยู่ใต้ท้องรถ
หน้าตาสวย และเป็นแมวสามสี แมวตัวผู้อ้วนๆ
พูดถึงแมวแล้ว หลายๆคนจะนึกถึง แมวที่พบเห็นได้บ่อยๆ อาจเป็นการ์ฟิล หรืออาจเป็น
ไมเคิล (แมวในการ์ตูนญี่ปุ่น) แต่ผมนึกถึงมุราคามิ นึกถึงนิยายที่ "แมวโผล่มาเสมอๆ"
แล้ว ส่วนมากมักเป็นแมวสามสี แล้วก็อาจมีคนที่พูดกับแมวรู้เรื่อง
สำหรับผม แมวเป็นสัตว์นำโชค ผมมักมีเรื่องดีๆทุกครั้งที่แมวเดินเข้ามาในบ้าน
.....
ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้ามาอ่าน "ความเคลื่อนไหว" ในบล๊อกซักเท่าไร
บางที่หลังจากวันนี้ ไปถึงหลังปี่ใหม่ อาจไม่ค่อยได้เปิดคอม เพราะมีงานที่ต้องสะสาง
ขอให้คุณๆบล๊อกเพื่อนบ้านของผม มีความสุข และสนุก กับปีใหม่
ถ้าใครมีแมวอยู่แล้ว ก็ขอให้โชคดี แต่ถ้าใครยังไม่มี
ก็ ขอให้แมวเดินเข้าบ้านครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 07/12/2007 เวลา : 14.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

เป็นหนึ่งในหนัง(ญี่ปุ่น)ในใจครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
กิต วันที่ : 06/12/2007 เวลา : 22.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kit2550
สิ่งที่ยังไม่รู้........ยังมีอีกเยอะขอบคุณทุกท่าน....ที่นำเรื่องที่ยังไม่รู้...แบ่งปันกันรู้


สวัสดีครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน