• STILLWATER
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : stillwater_y@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-09
  • จำนวนเรื่อง : 182
  • จำนวนผู้ชม : 478093
  • ส่ง msg :
  • โหวต 33 คน
STILLWATER
อ่าน...อ่านหนังสือ ดู...ดูหนัง ดูคอนเสิร์ต ฟัง...ฟังเพลง และบทความ ความเรียง เรื่อยเปื่อย กับเวปรวม งานเขียนในนามปากกา STILLWATER ,เจ้าเสือร้าย และหนัง๔จอ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/STILLWATER
วันอังคาร ที่ 25 ธันวาคม 2550
Posted by STILLWATER , ผู้อ่าน : 7330 , 23:59:31 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

          “ ทองปาน ภาพยนตร์สารคดีที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของอุษาคเนย์  ว่าด้วยปัญหาการพัฒนา ชีวิตผู้คน นิเวศวิทยาและโลกาภิวัตน์ ” (คำโปรย จากปกพอกเกตบุ๊คแถมวีซีดีชื่อ ทองปาน)

            “ ทองปาน  เป็นภาพยนตร์กึ่งสารคดีขาวดำ ความยาว 60 นาทีสร้างขึ้นในสมัยของ มรสุมการเมืองไทย  เมื่อปี 2519 (สร้างเสร็จก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ไม่กี่วัน) โดยทีมงานสมัครเล่น  ที่เป็นอาจารย์ นักศึกษาทั้งไทยและเทศ รุ่น 14 ตุลา 2516 ... คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ดู  แต่ในวงการ อุษาคเนย์ศึกษา  นอกบ้านเรา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกาเหนือ ยุโรปและออสเตรเลีย ทองปาน  กลายเป็นหนังที่ must see ‘ต้องดู’ ของอาจารย์และนักศึกษา...หนังต้องห้ามในไทยเรื่องนี้ไปเปิดตัวที่ London Film Festival จนได้รางวัลเกิยรติยศ Outstanding Film of  Southeast Asia ”   (คำนำจาก ชาญวิทย์ เกษตรศิริ)

            “ ทองปาน  สร้างตามรอยเหตุการณ์การสัมนากรณีเรื่อง เขื่อนผามอง  ปัญหาการตั้งรกรากใหม่และการเคลื่อนย้ายประชากร  เกิดในปี พ.ศ. 2518 ณ บริเวณเขื่อนจุฬาภรณ์ ผู้เข้าร่วมสัมนาประกอบไปด้วย นักศึกษา นักวิชาการ นักข่าว ชาวบ้านผู้ได้รับความเดือดร้อน และตัวแทนจากภาครัฐ ” (บทสัมภาษณ์ของ ไพจง  ไหลสกุล หนึ่งในทีมผู้กำกับ)

“ เกือบจะพูดได้ว่า  หนังเรื่องนี้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญเพราะเดิมทีเดียว เพื่อนๆที่คิดจะทำหนังสือเกี่ยวกับชีวิตชนบทของประเทศไทยตั้งใจจะสร้างจากเรื่องสั้นของผมเรื่องหนึ่ง   แต่หลังจากที่เราได้พบกับทองปาน  เราก็คิดว่า เรื่องราวชีวิตของเขาดูจะมีชีวิตชีวามากกว่า ” (คำสิงห์  ศรีนอก หนึ่งในทีมเขียนบทภาพยนตร์)

            เรื่องราวหลากหลายของภาพยนตร์กึ่งสารคดี (Feature film) เรื่องคนชายขอบชาวอีสานนาม ทองปาน นี้ได้บังเกิดและถูกขับขานเผยแพร่ขึ้นอีกครั้งเนื่องในวาระบรรจบครบรอบ 30 ปีของหนัง  ชวนให้เป็นบทท้าทายที่ต้องการรอการพิสูจน์ในการดำรงอยู่ เป็นอย่างยิ่ง   ซึ่งถ้าหากได้รับการจับตามองด้วยดวงตาแห่งยุคมิลลิเนียมของชนรุ่นหลังด้วยแล้ว น่าจะทำให้เกิดอาการทะลุทะลวงทางใดทางหนึ่งหรือไม่มากก็น้อยให้พอเห็นซึ่งความเข้มข้นในการถ่ายทอดการชี้แจง นำเสนอ เรื่องราวแห่งความเป็นจริงส่วนหนึ่งของประเทศโลกที่สาม    ถึงแม้ว่าจะต้องหรี่ตามองข้ามหรือละเลยในส่วนของเทคนิคงานสร้างอันแสนธรรมดาเก่าแก่ เชยๆไร้ซึ่งความโฉบเฉี่ยวอลังการงานสร้างที่มักตัดภาพฉับ...ฉับถี่ยิบเป็นหมื่นพันภาพต่อหนึ่งนาทีอันแสนคุ้นตาแห่งยุคสมัยนี้  ไปบ้างก็ตาม

            บทวิจารณ์นี้ใคร่นำเสนอถึงความโดดเด่นในชั้นเชิงทางภาษาหนังที่สามารถก้าวข้ามการเวลา ของภาพยนตร์กึ่งสารคดีเข้มข้นที่อุบัติขึ้นด้วยความบังเอิญ จากเรื่องที่เกิดจากเหตุการณ์จริงของ นายทองปาน (องอาจ)  โพนทอง ชาวบ้านยากจนธรรมดาคนหนึ่งที่โดนกระแสอันเชี่ยวกราดภายใต้ถ้อยคำอันสวยหรูว่า “ การพัฒนาประเทศ” โหมกระหน่ำด้วยมอบการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ามาให้ชาวนาจนๆโดยไม่ได้คำนึงถึงความต้องการอันแท้จริงว่าคืออะไรกันแน่...

            หนังเปิดเรื่องที่ฉากการตักน้ำในคูน้ำเล็กๆของ ผัน ภรรยาวัยกลางคนของทองปาน แล้วค่อยๆหาบน้ำด้วยไม้คานที่ทาบลงบนบ่าอันแกร่งกร้าน  เดินผ่านใต้โครงเสาไฟฟ้าแรงสูงขนาดใหญ่ยักษ์มหึมา  ภาพความขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงเปิดประเด็นหนังให้มีพลังเป็นอย่างยิ่งขึ้น  เมื่อตัวละครเดินเข้าหากล้องพร้อมกับเสียงเพลง คนกับควาย (ซึ่งขณะนั้นเป็นเพลงต้องห้าม ทางการเมืองที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นเพลงแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์) ค่อยดังขึ้น ซ้ำยังไม่พอเมื่อกล้องไม่เคลื่อนไปไหน  แต่ยังจับภาพของผันหามครุน้ำมุ่งหน้าเข้าหากล้องโดยค่อยๆซ้อนทับกับภาพควายตัวหนึ่งยืนเลมหญ้าในฉากหลังจนทับมิดทั้งภาพควาย  เหลือเพียงแต่หญิงชาวบ้านหาบน้ำ

            แค่เปิดเรื่องยังไม่มีบทสนทนาใดๆก็สามารถสื่ออารมณ์ของหนังได้อย่างทรงอานุภาพแฝงมีเสน่ห์จึงไม่น่าแปลกใจว่าอีก 50 กว่านาทีที่เหลือเรื่องราวภาษาของภาพจะนำเสนอได้อย่างอารมณ์ประชดประชันสักแค่ไหน   อีกทั้งถ้าดูที่ความหมายของเพลงแล้วยิ่งสามารถนำไปคิดต่อได้อีกกว้างไกล

            คนกับคนทำนาประสาคน             คนกับควายทำนาประสาควาย

            คนกับควายความหมายมันลึกล้ำ               ลึกล้ำทำนามาเนิ่นนาน

            แข็งขันการงานมาเนิ่นนาน                       สำราญเรื่อยมาพอสุขใจ...

            ปัญหาแรกของคนใต้เขื่อน ต้องแล้งน้ำเพราะถูกกักน้ำไว้เหนือเขื่อน  พอหน้าฝนถูกปล่อยให้น้ำท่วมนาเพราะกลัวเขื่อนพัง   เป็นคำบอกเล่าจากปากคำของ ทองปาน พร้อมภาพเล่าเรื่องชีวิตแสนอัตคัตความเป็นอยู่กับภรรยาและลูก 4 คน   ภาพซูมหน้าบุตรชายคนหนึ่งของทองปาน ถัดมากับภาพฝูงแพะเดินข้างถนนที่มีเสียงกระหึ่มของมอเตอร์ไซด์วิ่งผ่าน  ชวนให้อดคิดถึงการมาเยือนของการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ท่ามกลางเหล่าๆแพะสองขาในชนบทไม่ได้

            เนื้อเรื่องที่ดำเนินต่อไป หลังจากทองปานถูกชักชวนให้เป็นตัวแทนไปร่วมสัมนาถึง การสร้างเขื่อน ผามอง  ที่มุ่งมั่นจะสร้างขึ้นในแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง กินพื้นที่แถบจังหวัดเลยและหนองคายของไทย  หนังใช้ภาพการประชุมที่ประกอบด้วยผู้คนหลายฝ่ายทั้ง นักวิชาการ ข้าราชการ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายต่อต้าน ผู้เชียวชาญต่างชาติ ผู้แทนราษฏร นักศึกษา ชาวบ้าน     ตัดสลับกับภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวทองปาน เช่นการ การวิดน้ำจับปลา  การวางแหแต่ไร้เงาปลาเหมือนแต่ก่อน  อาการป่วยของภรรยา  การดิ้นรนหาเงินด้วยการขึ้นชกมวย  หรือการหันหน้าเข้าหาเหล้าหนีปัญหา ฯลฯ

หนังมีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษตลอด ยกเว้นเมื่อตอนผู้เชี่ยวชาญต่างชาติลุกขึ้นอภิปราย  หนังจงใจตัดซับฯออก  น่าจะพยายามทำให้ได้อารมณ์เดียวกับตัวละครทองปาน ที่ฟังข้อความไม่รู้เรื่องจับใจความไม่ครบถ้วน  ท่ามกลางการประชุมอันดูสวยหรู  ที่สรรหาแต่ถ้อยคำข้อความหลากมุมมองของผู้ลุกขึ้นพูดป่าวประกาศปาวๆ เช่น

- พอการพัฒนามาแล้ว ไฟฟ้ามา วิทยุมา ทีวีมา คนถูกโฆษณาให้ซื้อของ คนรวยและต่างชาติก็รวยมากขึ้น  ชาวบ้านต้องผลัดถิ่นจากพื้นที่สร้างเขื่อนอีกทั้งปลาบึกแถวนั้นอาจสูญพันธุ์เพราะถูกถือว่าไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ

- ปัญหาของการพัฒนา คือ ทำอย่างไรให้พอใจแกคนหมู่มากและยาวนานที่สุด  แต่ติดขัดที่ความซับซ้อนของปัญหาที่ไม่อาจคาดเดาได้

- ประชุมกันบนโต๊ะ ตัดสินชะตากรรมให้ชาวบ้านรึ? น้ำท่วมแล้วใครได้ ใครเสีย?

- การพัฒนามีทั้งผลดีและผลเสีย  ให้ได้ร้อยเปอเซนต์คงไม่มี  แต่คำนวณดูแล้วได้รับผลดีมากกว่าเสีย   ก็ควรพิจารณากันให้ดี

- ถ้าเขื่อนสร้างได้ ประเทศไทยร่ำรวยแน่ๆ พลังงานนำไปดัดแปลงได้อีกเยอะแยะ

- คนที่จะทำอะไรได้สำเร็จต้องมีอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่ง  ความเศร้าของนักวิชาการ คือนอกจากปากกา ไมโครโพน ปริญญาบัตรคนละ 3-4 ใบ  เรายังมีอำนาจอะไรหนุนหลังพวกเราอยู่อีกหรือ?

- ประชาธิปไตยจาก 14 ตุลาที่ได้มา จะมีความหมายอะไร?  ถ้ามันไม่ประกันชีวิตความเป็นอยู่ให้ได้ดีกว่านี้

- เขื่อนเป็นสัญญาว่าชีวิตดีขึ้นรึ?  แต่ทำไมบางกลุ่มต้องอพยพหนี  เสาไฟฟ้ามันข้ามหัวชาวบ้านให้แต่ชาวเมืองสว่างไสวจนแยกไม่ออกว่ากลางวันกลางคืนแล้ว

- เพราะประชาชนไขว้เขว้และมีความไม่เข้าใจ  ประชาชนส่วนน้อยควรต้องเสียสละให้คนส่วนใหญ่บ้าง ฯลฯ

และมีตัวแทนจากชาวบ้านเสียงหนึ่ง  ที่พูดอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน  จึงเป็นได้เพียงแค่การตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า

“ น้ำก็อยากได้ ดินก็อยากได้อยู่   แต่ปัญหาอื่นของชาวบ้าน เช่น ขโมยขโจร  ราคาข้าวตกต่ำ สัมประทานทางเดินรถถูกเอารัดเอาเปรียบ ขาดแคลนหมอ       ถ้าสร้างเขื่อนมาแล้วจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้บ่? ”

หรือฉากเปรียบเปรยในตอนทองปานขึ้นชกมวยเพื่อแลกเงิน หมัดล้วนๆที่ถูกระดมเข้าใส่อย่างไม่นับถี่ยิบ  แล้วเขาถูกน็อค อย่างสิ้นท่าไม่ต่างจาก ชีวิตที่โดนมรสุมโหมกระหน่ำภายใต้ถ้อยคำ “การพัฒนาประเทศ”นั่นเอง ในช่วงท้ายเรื่องส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง เมื่อผัน-ภรรยาต้องจากไปด้วยด้วยวัณโรคเพราะขาดเงินค่ารักษา    โดยมีเพียงฝากข้อความไว้กับลูกชายว่า เธอต้องการควายสักตัวเท่านั้น   ถึงแม้นัยยะของควาย คล้ายจะเป็นความหมายที่ซ้อนสัญลักษณ์ให้ตีความกันไปได้ต่างๆนานา  เพราะภาพสัตว์สี่ขาคู่วิถีชาวนาไทยประเภทนี้ยังมีให้เห็นตอกย้ำความมีอยู่ความเป็นจริงของมันอยู่เป็นระยะๆในฉากอื่นๆ

ถึงแม้ในการสัมนา ทองปานจะหายตัวไปตอนท้ายๆไม่ได้แสดงความคิดเห็นอันใดเลย  ก็ถือว่าคล้ายประดุจเป็นไปตามประสาคนที่ไม่ค่อยมีปากมีเสียงในสังคม  หรือยิ่งนานวันผู้คนแบบทองปานก็มักจะมีพฤติกรรมในแบบค่อยๆจางลงจนหายตัวไปในสังคมจนแทบเสมือนไม่มีตัวตนใดๆทั้งสิ้น  เช่นเดียวกับการหายไปจากหมู่บ้านของทองปานในตอนจบของเรื่องราว

คงปฎิเสธไม่ได้ว่า  การนำเสนอบทพูดบทสนทนาของตัวละครบางตัวจะดูคล้ายการท่องจำไปบ้างตามประสานักแสดงสมัครเล่นทั้งหมด ที่ถือเป็นจุดด้อยหนึ่งของหนัง  แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ถูกหักกลบลบหนี้ไปด้วยประเด็นของเรื่องราวเข้มข้นที่มาจากชีวิตจริงของทองปาน การสัมนาเรื่องเขื่อนที่เกิดขึ้นจริง   ชวนให้อดร่วมตามติดประเด็นต่างๆหลังเครื่องหมายเควชั่นมาร์คขึ้นไม่ได้ ถึงคำถามที่ถูกตั้งทิ้งท้ายไว้ว่า

ตกลง ถ้าสร้างเขื่อนแล้วจะแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้รึเปล่า?

ซึ่ง เขื่อน ในที่นี้สามารถตีความว่าคือ สัญลักษณ์แห่ง การพัฒนาประเทศ ในรูปแบบหนึ่งนั่นเอง    ที่หนังนำเสนอการให้ความคิดความเห็นในหลายๆฝ่าย    โดยสังเกตุกันดีๆจะพบว่าทุกฝ่ายใช้วิธีการแอบอิงจากเพียงเรื่องที่แต่ละคนแต่ละฝ่ายเกี่ยวข้องหรือมีข้อมูล หรือมีผลประโยชน์อยู่เท่านั้น   ดูแล้วไม่ต่างจากการนำเพียงประสบการณ์ส่วนตัวเพียงด้านเดียวไปจับกับปัญหาใหญ่ที่ซับซ้อนลึกล้ำกว่า    ฉะนั้นการจะตีความว่าใครถูก ใครผิด ใครดี ใครไม่ดี ใครน่าเชื่อถือ     จึงอยู่ที่ว่าใช้อะไรมาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินใจในแต่ละประเด็นๆไป   ซึ่งไม่ง่ายที่จะฟันธงตัดสินใจอะไรใดๆ      ดังนั้นบทสรุปอันเปิดกว้างไว้จึงเป็นคำถามปลายเปิดมากว่า 30 ปีแล้ว

ดูๆไปแล้วความขัดแย้งต่างๆของเรื่องราวในอดีต  ก็แสนอินเทรนด์กับเรื่องราวร้อนๆสุดฮอททางการเมืองทุกวันนี้  ที่ไม่รู้จะออกหัว ออกก้อยอย่างไง  แต่อย่างไรก็อย่าลืมคนกลางแบบ ทองปาน 2549 อย่างเราๆท่านๆ...ก็แล้วกัน   เพราะจากประสบการณ์ของทองปานยุคก่อนคงพอวางรากฐานให้ทองปานแห่งยุคปี 2549 นี้พึ่งพาข้อมูลในหลากมุมหลายด้านของทุกๆฝ่ายให้มากที่สุด    กับโจทย์อันแสนซับซ้อนซ่อนเงื่อนจนไม่อาจจะวางใจอะไรได้ง่ายๆ     แต่ไม่รู้ว่าทองปานตัวจริงพอศอนี้จะทำตัวเองจางหายไปจากสังคมเหมือนบรรพบุรุษรึเปล่า

เออ...แล้วตกลง  ถ้าสร้างเขื่อน(ในทางนัยยะอื่นๆ)แล้วจะแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้รึเปล่า...ล่ะ?

หมายเหตุ  อ้างอิงข้อมูลจากพอกเก็ตบุ๊คประกอบวิซีดีเรื่อง ทองปาน  หาซื้อได้จากศูนย์หนังสือจุฬาฯ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
waddaw วันที่ : 31/12/2007 เวลา : 22.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/waddaw


ขอให้มากมาย สิ่งสุข รอยยิ้ม และความรักค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
jobkaka วันที่ : 26/12/2007 เวลา : 16.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chonnaphat


เข้ามาอ่านบทความครับ....

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ครูเจี๊ยบ วันที่ : 26/12/2007 เวลา : 00.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/baan-koo-kai
หัวใจ...ของฉัน..เป็นนักเดินทาง..อักษรของฉัน...เป็นนักเดินทาง หัวใจของฉัน...ไร้ซึ่งพันธนาการอักษรของฉันถูกพันธนาการด้วยหัวใจฉันเอง

มาส่งความสุขค่ะ
ถ้าไม่รับขอให้.....สุขกว่าเดิมมากๆ อิอิ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน