*/
  • SW19
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-08-19
  • จำนวนเรื่อง : 94
  • จำนวนผู้ชม : 288607
  • จำนวนผู้โหวต : 248
  • ส่ง msg :
  • โหวต 248 คน
Oh What A Night

เพลงจาก Jersey Boys,West End, London

View All
<< ตุลาคม 2010 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 26 ตุลาคม 2553
Posted by SW19 , ผู้อ่าน : 3100 , 15:55:29 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ชายแม้น โหวตเรื่องนี้

 

เดือนนี้ ตุลาคม พ.ศ. 2553 Liverpool Football Club ถูกนำมากล่าวถึงในหลายประเด็นแบบที่ไม่น่าชูใจนัก ทำให้นึกได้ว่ายังมีเกร็ดที่น่าสนใจและอาจจะไปไม่ถึงเมืองไทยของลิเวอร์พูลเอฟซีอยู่อีกมาก

เมื่อแรกหลงเสน่ห์ลิเวอร์พูลฟุตบอลคลับ มันกลับทางมาจากฝั่งไอร์แลนด์  เรื่องที่จะเล่าจึงพลอยกลับทาง และจำเป็นต้องเจือไอริชเข้าไปเสียแยะ  

ไอร์แลนด์ (Republic of Ireland) มีการปกครองของตนเอง ขณะที่ส่วนนอร์ทเทิร์นไอร์แลนด์อยู่ในการปกครองของสหราชอาณาจักร แต่คนจากทั้งสองส่วนนี้ก็ชอบอ้างกันเองว่ามีเมืองหลวงชื่อ Liverpool

ลิเวอร์พูลเป็นเมืองท่าอยู่ขอบฝั่งตะวันตกของประเทศอังกฤษ บริเวณที่เรียกว่า ‘เมอร์ซีย์ไซด์’ (Merseyside) ซึ่งแถบนั้นมีกันอยู่ห้าเมืองตรงปากแม่น้ำเมอร์ซีย์ พิกัดที่ตั้งก็ใกล้เคียงกับดับลิน (Dublin) เมืองหลวงจริงของไอร์แลนด์ในอีกฝั่งทะเล และก็เพราะเป็นเมืองท่า ซึ่งสมัยก่อนคือประตูไปสู่โลกใหม่ (New World) ที่อเมริกา เรือต้องผ่านไปแวะที่ไอร์แลนด์ก่อน ทั้งสองเมืองนี้จึงมีผู้คนหมุนเวียนผ่านไปมาตลอด ไอร์แลนด์ยามจนอดหยากยุคที่เรียกกันว่า ‘แฟมมีน’ (Famine) คนไอริชก็อพยพมาหางานทำที่ลิเวอร์พูล ไอร์แลนด์จนมาแต่สมัยโบราณ ส่วนลิเวอร์พูลซึ่งมีอดีตที่เก๋ไก๋เพิ่งมาเริ่มจนที่สุดตอนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และเพิ่งฟื้นตัวมาเมื่อไม่กี่ปีก่อน พ.ศ. 2543 นี่เอง

สองฝั่งจาก Bay of Dublin ข้ามมาสู่ Merseyside มีความเข้าใจกันเองดี มีอิทธิพลซึ่งกันและกัน ทั้งมุขตลก เพลง วัฒนธรรม และภาษา ใครไม่เข้าใจไม่รู้ด้วย...สองฟากนี้รู้เรื่องกันเองดี คนอังกฤษที่อยู่ลิเวอร์พูล เรียกว่า Liverpudlians หรือ Scousers  ซึ่ง ‘สเก๊าเซอร์’ ก็มีบุคลิกง่ายๆ ไม่ต่างจากพวกไอริชเท่าไหร่ และด้วยพื้นเพของเมืองท่าที่รุ่งเรืองมาก่อน คนลิเวอร์พูลจึงรับวัฒนธรรมที่ผ่านเข้ามาปะปนไปเต็มที่ สะท้อนออกมาชัดๆ ก็ที่สำเนียง‘สเก๊าซ’ (Scouse) ที่ได้สำเนียงของไอริชมาเป็นส่วนผสม แล้วก็รับอิทธิพลจากภาษาเว้ลช์ เยอรมัน และแสกนดิเนเวียน เป็นสำเนียงที่เน้นคำ การใช้เสียงสูงต่ำแตกต่างจาก ‘คนภาคเหนือ’ ของประเทศอังกฤษทั่วไป และออกจะ ‘sing song’ คือ ขึ้นลงใกล้กับร้องเพลง แบบพวกไอริชนั่นเอง

คำว่า ‘Scouse’ เองก็ให้ความหมายในอารมณ์เดียวกัน ดั้งเดิมมาจากภาษานอร์เวย์ หมายถึง สตูว์ คือ อาหารรวมมิตรของเนื้อสัตว์และผัก ที่จริงคือมีของเหลืออะไรก็ใส่เข้าไปได้ เนื้อที่ใช้เน้นถูกที่สุดทั้งชนิดและชิ้นส่วน (Cut) ใส่มัน (potato)ให้มากที่สุด ถ้าไม่ใส่เนื้อหนังอะไรเลยจะเรียกว่า blind Scouse     ปรุงด้วยความร้อนต่ำ.. ช้าๆ ในหม้อบนเตาหรือในเตาอบก็ได้ เป็นอาหารยอดนิยมของพวกกลาสีเรือในยุโรปตอนเหนือ น่าจะเพราะเป็นอาหารราคาถูก แล้วก็มาฮิตกันมากที่ลิเวอร์พูล

Liverpool Football Club ก็เหมือนสโมสรฟุตบอลทั่วไปในประเทศอังกฤษ ที่ได้รับการสนับสนุนหลักจากคนในชุมชนของตนเองก่อน ที่พิเศษออกไป คือความเป็น แฟมิลี่ แบบครอบครัวเดียวกัน ด้วยความเหนียวแน่นของคน บริเวณรอบบ้านของ Liverpool FC คือสนามแอนฟิลด์ (Anfield) นั้น ยังให้ความรู้สึกของ ‘สนามแถวบ้าน’ ที่หมดแนวรั้วบ้านคนก็ต่อเป็นรั้วสนาม อีกไม่นานก็คงเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แบบ Man United ซึ่งดูใหญ่โตน่าเกรงขาม แต่บรรยากาศครอบครัวใหญ่ของลิเวอร์พุดเลี่ยนส์คงไม่จางหายไปง่ายๆ

สัญลักษณ์ของ Liverpool Football Club สองอย่างก็เอามาจากของเมืองลิเวอร์พูล คือ สีแดง และนก Liver Bird ซึ่งอ่านว่า ‘ไลว่าร์เบิร์ด’ นกไลว่าร์นี้ มีที่มาตั้งแต่สมัยโบราณประมาณว่าเป็นนกในตราพระราชทานแก่เมือง โดยกษัตริย์องค์ที่ใช้สัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับนกอินทรี พอนานไปคนลืมที่มาของนกนี้ จึงมีการค้นหาสายพันธุ์ของนกไลว่าร์กันจริงจัง ได้ข้อสรุปเป็นทางการว่าเป็นนกทะเลขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ส่วนที่ไม่เป็นทางการก็ยังอยากให้เป็นนกอินทรีอยู่ ชี้ให้ดูเจ้าตัวที่อยู่บนตราของลิเวอร์พูลฟุตบอลคลับ ซึ่งช่วงคอสั้น ปากงุ้ม เห็นชัดว่าเป็นลักษณะของนกล่าเหยื่อ แบบอินทรี หรือเหยี่ยว สอดคล้องกับตำนานสร้างนกไลว่าร์ตั้งแต่ต้นว่า ที่จริงแล้ว ตั้งใจให้ออกมาเป็นนกอินทรี

นกไลว่าร์ที่คนไปหาดูกันที่ลิเวอร์พูลมีสามจุด คู่แรกที่ดังที่สุดจะอยู่บนยอดตึก Royal Liver Building บริเวณแม่น้ำเมอร์ซีย์ ตัวที่สามอยู่ใกล้กับโบถส์ประจำเมืองไม่ห่างจากที่แรก ส่วนตัวสุดท้ายนำมาตั้งไว้ที่ Merseyside Maritime Museum นกคู่แรกนั้นออกแบบขึ้นมาตามความเชื่อว่าให้ช่วยกันคอยดูแลเมือง (ผู้คน) และดูแลท้องทะเล (ความมั่งคั่งของเมือง) แต่...เมื่อลิเวอร์พูลเป็นเมืองท่า มีกลาสีเรือ มีตำนานเล่ากันมากมาย ก็ไม่เว้นเรื่องนกประจำเมืองนี้ว่า หน้าที่ของนกต่างเพศสองตัวนี้ คือ เจ้าตัวเมียที่หันหน้าออกสู่ทะเล คอยดูแลคนเดินเรือให้กลับเข้ามาอย่างปลอดภัย ในขณะที่ตัวผู้หันหน้าเข้าเมืองจะคอยดูแลให้ผับเปิดบริการเป็นปกติ (รอกลาสีกลับมา) แล้วถ้ามีคนดีมีวิชา หรือสาวพรหมจารีย์เดินผ่านมา เจ้าสองตัวนี้จะตีปีกได้พรึ่บ  ... ก็ไม่รู้ว่าเป็นมุขของไอริชหรือสเกาเซอร์ สะท้อนอารมณ์ขันไม่ปิดบังเลย

แฟนฟุตบอลของลิเวอร์พูลเรียกตัวเองว่า Kopites หรือ The Kop ซึ่งมีที่มาจากคำว่า Spion Kop ชื่อของเนินเขาในอัฟริกาใต้ สถานที่เกิดสงคราม Boer War ครั้งที่สองเมื่อปี พ.ศ.2443 ซึ่งมีทหารของกองพันแลงคาเชอร์ (Lancashire Regiment) ที่ไปรบเสียชีวิตถึง 300 นาย หลายคนในจำนวนนั้นมาจากลิเวอร์พูล พอปี พ.ศ. 2449 จึงมีการเปลี่ยนชื่ออัฒจรรย์หลังเสาประตูด้านหนึ่งเป็น The Spion Kop ซึ่งคนจะติดปากเรียกว่า The Kop End นับเป็นสนามกีฬาแห่งแรกที่มีการใช้ชื่อนี้ เพราะสองปีก่อนหน้านั้น Arsenal ก็ใช้เพียงชื่อ Kop ที่สนาม Woolwich ของตนเอง จากนั้นก็มีอีกหลายคนเรียกสนามของตนว่า The Kop แต่ไม่เป็นที่รู้กันแพร่หลายและขลังเท่าของลิเวอร์พูล โดยเฉพาะยามที่ ‘Kopites’ ทั้งหลายร้องเพลงมาจากฝั่งสนามนี้

The Kop ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีภาระสำคัญในช่วงก่อนหมดหน้าร้อน ที่จะต้องเตรียมเงินมาซื้อเสื้อทีมรุ่นใหม่ของฤดูกาลแข่งขันที่กำลังจะเริ่ม เพื่อเอาไว้ใส่มาเชียร์ทีมของตนเอง เสื้อเหล่านี้ราคาไม่ถูก แต่มันเป็นการแสดงใจสนับสนุนทีมของบ้านตัวเอง เสื้อของปลอมคงมีอยู่แล้ว แต่ไม่หากัน เพราะความหมายของการซื้อเสื้อ คือการแสดงตัว แสดงการสนับสนุน ... การซื้อของปลอมจึงไม่ตอบโจทย์นี้ แถมยังถูกพวกสเก๊าเซอร์ที่เป็น Kopites เหน็บกันแรงด้วย

ไม่นานมานี้ Gerry Marsden มารายการข่าวเช้า ถูกถามว่าเคยมีโอกาสต้องเดินฉายเดี่ยวบ้างหรือไม่ ปู่มาร์สเดน ซึ่งอายุใกล้ 70 เจ้าของเวอร์ชั่น You’ll Never Walk Alone ที่นำมาร้องสมัยยุค Gerry and the Pacemakers ที่แฟนลิเวอร์พูลรับเป็นเพลงชาติของคลับหัวเราะร่วน บอกว่าอย่างมากคงครั้งเดียว เพราะปู่เป็นคนลิเวอร์พูล ไปไหนคนก็ทักกันทั้งเมือง

พอเกิดโศกนาฎกรรมฮิลสบาเรอห์ ในปี พ.ศ. 2532 เมื่อแฟนลิเวอร์พูลซึ่งตามไปเชียร์ทีมของตนแข่งกับนอททิงแง่มฟอร์เรส (Nottingham Forest) ที่สนาม Hillsborough บ้านของ Sheffield Wednesday เกิดอุบัติเหตุอัฒจรรย์ถล่มผู้คนล้มทับกันเสียชีวิต 95 ราย (รายที่ 96 ซึ่งไม่เคยรู้สึกตัวเลยจากวันนั้น เสียชีวิตใน พ.ศ. 2536) ทั้งหมดเป็นแฟนของทีมลิเวอร์พูล คนลิเวอร์พูลสะเทือนใจเสมือนสูญเสียสมาชิกครอบครัวของตนเอง และยิ่งรวมใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น เจอร์รี่ มาร์สเดน ซึ่งเป็น The Kop คนหนึ่ง นำเพลงของตัวเองคือ Ferry Cross the Mersey มาร้องใหม่กับนักร้องคนลิเวอร์พุดเลียนส์เป็นการกุศลช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์และเพื่อเป็นการระลึกถึงผู้เสียชิวิต คนที่มาร่วมร้องได้แก่ The Christians, Holly Johnson, Paul McCartney และ Stock Aitken Waterman เพลงติดอันดับ 1 ของ UK Chart ถึง 3 สัปดาห์

(Ferry Cross the Mersey www.youtube.com/watch?v=z5G9W8Qblvw&feature=related) 

โศกนาฏกรรมฮิลสบาเรอห์เป็นเหตุให้มีการเพิ่มรูปคบเพลิงสองข้างในตราของสโมสรลิเวอร์พูล เพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิต ... เป็น Eternal Flame เปลวไฟที่ไม่มีวันมอดไหม้ เสมือนบุคคลเหล่านั้นจะยังอยู่ในความทรงจำตลอดไป

 

ปีที่ผ่านมา พ.ศ. 2552 ครบรอบ 20 ปีของฮิลสบาเรอห์ คนลิเวอร์พูลร่วมระลึกถึงผู้จากไปเสมือนเรื่องเพิ่งเกิดขึ้น ให้ความสำคัญและให้เกียรติกับเหตุการณ์อย่างที่สุด คนที่ไม่ใส่ใจ และ ‘สะเพร่า’ กับความรู้สึกของครอบครัวใหญ่นี้ ได้บทเรียนกันมาไม่น้อย รายล่าสุดคือ ผู้รักษาประตูสำรอง Charles Intandje ชาติฝรั่งเศส ที่ไม่สำรวมกิริยาและหัวเราะเล่นหัวในระหว่างพิธี พวก Kopites เห็นแล้วหมั่นไส้ บอกว่าไม่สมควรเล่นให้คลับต่อไปแล้ว ขณะเดียวกัน ทางคลับก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน จึงสั่งพักการเล่นไปสิบสี่วัน ทุกวันนี้ Intandje หลุดไปเป็นตัวสำรองอันดับห้า กว่าสัญญาจะหมดก็ พ.ศ. 2554 แต่ไม่มีกระทั่งรูปปรากฏในรูปทางการของทีม

เรื่อง Intandje นี้ ไม่มีความเห็นออกสู่สาธารณชนจากปากของ สตีเวน เจอร์ราร์ด ทั้งในฐานะกัปตันทีม และฐานะญาติของผู้เสียชีวิตหนึ่งราย เรื่องจัดว่าเล็กน้อยมาก ถ้าเทียบกับกรณีของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ The Sun ที่เจอพลังสเก๊าเซอร์เข้าไปเต็มที่

เหตุการณ์ที่ฮิลสบาเรอห์เกิดวันเสาร์ที่ 15 เมษายน พอวันพุธที่ 19 เมษายน The Sun พาดหัวว่า The Truth ระบุ ‘ข้อเท็จจริง’ ในวันเกิดเหตุว่า

แฟนบางคนล้วงกระเป๋าผู้ประสบอุบัติเหตุ ...

แฟนบางคนปัสสวะใส่ตำรวจและผู้เสียชีวิต และ ...

แฟนบางคนทุบตีตำรวจที่กำลังเป่าปากช่วยผู้บาดเจ็บหายใจ

ข้อกล่าวหานี้รุนแรง ใส่ความ และขัดต่อภาพจริงที่แฟนลิเวอร์พูลวิ่งอลหม่านช่วยเหลือผู้เจ็บ และแบกหามเปลพยาบาล สร้างความโกรธให้คนลิเวอร์พูลทั้งเมือง ร้านหนังสือพิมพ์เริ่มด้วยการยกเลิกการจำหน่าย The Sun คนที่เคยอ่าน เลิกอ่าน ร้านไหนที่ยังขายก็เลิกซื้อของร้านนั้น The Sun แก้เกมด้วยการลดราคา แจกนิตยสาร แจกวิดีโอ ดีวีดี ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เอาหนังสือพิมพ์มาให้ดาราตลกยืนแจกฟรีคนก็ไม่เอา จนต้องเอาไปเผาทิ้ง         บันทึกของคนในสำนักพิมพ์ระบุว่าข่าวชิ้นนั้นเป็นความสะเพร่า ปราศจากมูลความจริง ในขณะที่คนเขียนข่าว ชื่อ Kelvin MacKenzie ซึ่งเป็นบรรณาธิการในขณะนั้น ไม่ได้รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ตนเองกล่าวหา ห้าปีให้หลังแมคเคนซี่เอ่ยเสียใจกับข่าวที่เขียนไป

แต่ ... สิบสามปีถัดมาจากนั้นออกมาพูดใหม่ว่า จริงๆ ตอนนั้นไม่ได้เสียใจ และตอนนี้ก็ยังไม่เสียใจ ที่พูดไปอย่างนั้นเพราะเจ้าของหนังสือพิมพ์ (Rupert Murdoch) สั่ง  มาออกทีวีอีกทีเมื่อปี พ.ศ. 2550 ก็ยังปฏิเสธที่จะเอ่ยปากขอโทษ

คนลิเวอร์พุดเลี่ยนส์ไม่ลืม แต่คงเลิกสนใจไปนานแล้ว สถิติเมื่อ พ.ศ. 2547 ระบุยอดขายของ The Sun ในลิเวอร์พูลเพียง 12,000 ต่อวัน ยอดตกไปจากก่อนเหตุการณ์ก็แค่สองแสนฉบับ และทุกวันนี้หลายคนเรียกหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ว่า The Scum ซึ่งแปลตรงๆ ว่า คนสาระเลว

Fields of Anfield Road น่าจะเป็นบทสรุปเรื่องราวที่เกิดในสนามนี้ได้ดี เพลงนี้ต้นฉบับเป็นของไอริช (ก็ 90% ของคนไอริชเชียร์ทีมลิเวอร์พูล..) แต่ฉบับนี้พิเศษ เพราะมีคนอย่างคิงเคนนี่ Kenny Dalglish และ Phil Thompson มาร่วมด้วย

Kopites ผ่านร้อนหนาวมามาก แต่ความเหนียวแน่นในครอบครัวใหญ่นี้ น่าจะเป็นแรงขับให้ Liverpool FC ก้าวไปได้อีกไกล สำหรับคนเหล่านี้การแพ้ชนะในสนามไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ทิ้งกันง่ายๆ ... การเป็นครอบครัวเดียวกัน จึงทำให้ต้องอยู่ข้างกันทั้งยามดีและยามยาก...

You’ll never walk alone.

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
SW19 วันที่ : 27/10/2010 เวลา : 16.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณลูกเสือหมายเลข 9

ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมและสำหรับความเห็น
....................................................................

คุณ Reds

คลับบ้านใครก็คงมีประวัติและจิตวิญญาณทั้งนั้น
แต่สำหรับที่ Anfield นั้น มันมีพลังมาจาก 'คน' เป็นพิเศษ เพราะคนลิเวอร์พูลพิเศษในเรื่องเหนียวแน่นจริงๆ คนแมนเชสเตอร์ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ สองเมืองนี้อยู่ห่างกันแค่ขับรถไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คนไปๆ มาๆ กัน

SW19 โชคดีที่ได้เยือนสนามของทั้งคู่ บอกอย่างเป็นกลางได้ว่าอารมณ์และวิญญาณของ Anfield ต่างกว่าจริงๆ

ขอบคุณมากสำหรับความสนใจและ comment

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Reds วันที่ : 27/10/2010 เวลา : 16.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Redsscouser
รอย ฮอดสัน อาจจะไม่ใช่ผู้จัดการที่ดีที่สุด แต่เขาอาจจะเป็นผู้จัดการทีมที่เหมาะสมที่สุด ....  

คิดเห็นเช่นเดียวกับ พี่ลูกเสือครับ ... ผมกลับมองว่า สำหรับทีมอย่างแมนยูและอาร์เซน่อล หรือ ยูเว่ตามที่ คห. ที่ 1 อ้างมา ผมว่า ทีมเหล่านี้ต่างหากครับ ไม่มีจิตวิญญาณ ....

จิตวิญญาน ของนักเตะ มันไม่ได้มีหรือเกิดขึ้น โดยวัดจากฟอร์มการเล่น แต่มันวัดได้จาก พลัง และ การต่อสู้ที่ไม่ย่อท้อ ครับ .... ซึ่งผมเห็นได้จากลิเวอร์พูลชุดนี้ ที่กำลังพยายามอย่างเต็มที่

ขอบคุณ คุณ SW19 ... กับประวัติและรายละเอียดต่างๆ ...

เยี่ยมเลยครับ ไม่โหวตไม่ได้แล้ว ..

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 27/10/2010 เวลา : 16.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ขอตอบคอมเมนต์ที่ 1
ผมไม่เชื่อว่าจิตวัญญาณของลิเวอร์พูลหายไปครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
SW19 วันที่ : 27/10/2010 เวลา : 15.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ C_Tarnold

คุณพูดถูกต้อง ... ถ้ามองในแง่ว่า 'แชมเปี้ยนชิพ' เป็นเป้าหมายเดียวของคลับ

แต่สำหรับ Local Community คือชุมชนตรงนั้นน่ะ คลับให้ความหมายถึง 'สังคม' และ 'ศูนย์รวมชุมชน' ด้วย

และสำหรับ 'คนลิเวอร์พูล' คำว่า LFC มีความหมายมากกว่าเป็นเพียง สโมสรฟุตบอล เพราะ LFC คือ 'ครอบครัว' ของสังคมตรงนั้น
................................................................

คุณ NN1234

ขอบคุณที่แวะมา

ดูกี่กีฬาที่ประเทศอังกฤษ มีทีมที่ต้องเชียร์อยู่สองแบบ คือ ทีมจากคลับใกล้บ้าน และทีมเรื่อยเปื่อยตามแต่จะไปหลงรักใคร เรื่องความผูกพันกับคลับแถวบ้าน ไม่ว่าจะยามดียามเลวมันเกิดตามมาโดยธรรมชาติ ไม่งั้นคงไม่ตีกันมากี่ยุคกี่สมัยแล้ว แต่ยามลำบาก คนต่างคลับเขาก็มี 'น้ำใจ' ให้กันตลอด

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำที่หยอดมาให้ตลอด จะพยายามต่อไป แต่ที่สุดวิสัย คือ อยู่เกาะน่ะนะ มัน wet & cold รูปสีจัดจ้า มีแดด คงมีได้เท่านี้ละมั้ง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
NN1234 วันที่ : 27/10/2010 เวลา : 05.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

นั่นสิ..มีตำนานมายาวไกลอย่างนี้ จะทิ้งกันลงคอได้ยังไง..
แม้จะเคยเชีียร์อยู่ห่างๆ ตั้งกะสมัยดิวิชั่น ๑
แต่เรื่องสาระลูกหนังอังกฤษก็ไม่เคยลืมเลือน
พวกเขาระบายอารมณ์ความมึนตึง เครียดกันทางลูกหนัง
ความห่าม ดิบ เถื่อนมันก็จบลงตรงที่ลูกกลมๆ..และตำนาน
คนไทยเชียร์เพราะ...
เลิกเชียร์..ไม่ใช่ตัวทำเงิน ไม่มี ตำนาน.....๕๕๕

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
C_Tarnold วันที่ : 26/10/2010 เวลา : 17.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Tarnold
เว็บบล็อกเจาะลึกประเด็น ที่น่าสนใจการเมือง,ธุรกิจ,การเงิน,การตลาด

มันจะไม่เดียวดาย แต่จะเดียวดายถ้านักเตะ ยังเล่นแบบนี้ผมว่า จิตวิญญาณของลิเวอร์พูลหายไปหมดแล้ว ซึ่งแมนยูและยูเว และอาร์เซนอล หรือว่า เอฟเวอร์ตัน และทีมใหญ่ในโลกนั้นยังมีอยู่ แต่ลิเวอร์พูลนั้นหายไป เลยกลายเป็นแบบนี้

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน