*/
  • SW19
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-08-19
  • จำนวนเรื่อง : 94
  • จำนวนผู้ชม : 271038
  • จำนวนผู้โหวต : 247
  • ส่ง msg :
  • โหวต 247 คน
Oh What A Night

เพลงจาก Jersey Boys,West End, London

View All
<< กุมภาพันธ์ 2011 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554
Posted by SW19 , ผู้อ่าน : 5222 , 07:19:13 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน พรายพิลาศ , hayyana และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

ปัญหาภายในชาติของอียิปต์ที่ประทุขึ้นช่วงปลายเดือนมกราคม พ.ศ. 2554 ดูห่างไกลจากประเทศนอกเขตทะเลเมดิเตอเรเนียนที่ได้แต่ร่วมภาวนาให้ความสงบของอียิปต์กลับคืนมาโดยเร็ว คนที่ผ่านเหตุการณ์ไม่สงบในชาติตัวเองมา ย่อมอดคิดไม่ได้ว่าชนวนของเหตุการณ์อาจมาจากการแบ่งแยกทางความเห็นเรื่องการปกครองประเทศ ... หรือสาวลึกไปถึงความเหลื่อมล้ำ การทุจริต เรื่องในบ้านที่จัดการได้เบ็ดเสร็จจากภายใน

ทว่าเรื่อง ‘ในบ้าน’ ของแต่ละชาติไม่ได้จบลงสวยงามเสมอไป ไม่ว่าจะเป็นความวุ่นวายในอิหร่าน (พ.ศ.2521-2522) Tiananmen Square (พ.ศ.2532) หรือรัสเซีย (พ.ศ.2534)

การวิเคราะห์ของบางสำนักข่าวต่างชาติจึงเปิดประเด็นว่าความไม่สงบครั้งนี้มีโอกาสนำไปสู่สงครามในโลกอาหรับ

โอกาสและความเป็นไปได้มีมากเพียงไหนคงต้องติดตามต่อไป แต่การประมวลเหตุการณ์ในอดีตได้ข้อสังเกตที่น่าสนใจ อันอาจส่งผลตามมาที่น่าสนใจยิ่งกว่า

จุดเริ่มต้น ณ เวลาปัจจุบัน ที่สะเทือน Arab World

Tunisia: ความไม่สงบเริ่มขึ้นประมาณสัปดาห์แรกของปี พอวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554 ประธานาธิบดี Zine al-Abidine Ben Ali ปิดฉากการครองประเทศตั้งแต่พ.ศ. 2530 ด้วยการลี้ภัยออกนอกประเทศ  

Day of Revolt: 25 มกราคม พ.ศ.2554 ประชาชนอียิปต์รวมตัวชุมนุมต่อต้านรัฐบาลภายใต้การนำของ Hosni Mubarak ซึ่งครองอำนาจมาตั้งแต่ พ.ศ. 2524 เหตุการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นตัวชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เปลี่ยนแล้วจะนำประเทศไปในทางไหนเป็นเรื่องเกินการคาดเดา

Jordan: 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 King Abdullah ประกาศล้มรัฐบาลและให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เตรียมจัดการปฏิรูปการปกครอง – ก่อนที่จะมีการประท้วงใดๆ มุสลิมฝ่ายตรงข้ามไม่ต่อต้านคิงอับดุลลาห์ แต่อยากได้นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง

Yemen: 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ประธานาธิบดี Ali Abdullah Saleh ประกาศลงจากตำแหน่ง โดยไม่มีการผ่องถ่ายอำนาจสู่รุ่นลูกชาย ด้วยวลีง่ายๆ ว่า ‘ไม่ต่อเวลา...ไม่สืบทอด...ไม่ปรับใหม่’

Algeria: ประเทศตกอยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉินที่ห้ามการชุมนุมในเมืองหลวงมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 ความเคลื่อนไหวจึงกรุ่นอยู่รอบนอกในเรื่องของปากท้องเป็นหลัก รัฐบาลนี้อยู่ในอำนาจมาตั้งแต่ พ.ศ. 2542

Morocco: มีปัญหาภายในมากพอกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเรื่องของการทุจริต แต่ใช้นโยบายคุมเข้มการแสดงออกของประชาชนแบบเดียวกับอียิปต์และอัลจีเรีย จึงยังคุมสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของประชาชนได้

เรื่องราวในอดีต

เรื่องราวของประเทศบนชายฝั่งเมดิเตอเรเนียนมีที่มาซับซ้อนในแง่ภูมิศาสตร์ ศาสนา และอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจ และต้องย้อนเวลากว่าครึ่งศตวรรษไปตั้งต้น

เรื่องยุ่งยากอยู่แล้ว เล่าอย่างง่ายให้เห็นภาพน่าจะเหมาะที่สุด 

ตะวันออกกลางจุดนี้ เป็นยิว(Jewish) อยู่ชาติเดียวคืออิสราเอล ซึ่งมีชายแดนฝั่งซ้ายติดกับอียิปต์ และฝั่งขวาเป็นแนวกับจอร์แดน ด้านเหนือชนกับเลบานอนและบางส่วนของซีเรีย ประเทศเพื่อนบ้านของอิสราเอลได้รับอิทธิพลจากสองชาติยุโรป ฝ่ายแรกคือ อียิปต์ จอร์แดน และซาอุดิอาเรเบีย (ซึ่งติดกับจอร์แดน) อยู่ภายใต้การควบคุมของอังกฤษอยู่นาน อีกฝ่ายคือเลบานอนและซีเรียเป็นฝรั่งเศส

ที่ตั้งของอิสราเอลนั้น เดิมถือเป็น Holy Land พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้นับถือศาสนาที่สืบเนื่องมาจาก Abraham อันได้แก่ Judaism (ยิว), Christianity, Islam และ Baháí มีชื่อตามไบเบิ้ลว่า Canaan และยังรู้จักกันในอีกหลายชื่อทั้ง Palestine และ Kingdom of Jerusalem ผู้คนที่อยู่อาศัยมีหลากหลายเป็นลักษณะชนเผ่า

คำว่า Palestinian ปัจจุบันนี้สื่อความหมายถึงชาวมุสลิมที่อยู่ในบริเวณเดิมที่เรียกว่า ปาเลสไทน์ แต่ในคนรุ่นบรรพบุรุษมีทั้งมุสลิมและยิว

บริเวณที่เรียกว่า West Bank รูปร่างก้อนหัวใจคร่อมตอนเหนือของทั้งอิสราเอลและจอร์แดนเอาไว้คือ ดินแดนปาเลสไทน์ (Palestine area) บริเวณปฐมเหตุแห่งการพิพาทอันยาวนาน เพราะขณะที่ไบเบิ้ล (Bible) ระบุว่าเป็นพื้นที่ของยิว พระคัมภีร์โกราน (Koran) ก็บอกว่าเป็นดินแดนของมุสลิมด้วย 

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อสนธิสัญญาในการดูแลปาเลสไทน์ของบริเทนจบลง ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นอิสระแก่ตนเองของชาติอาหรับ หลายชาติยังอยากคงความช่วยเหลือและสนับสนุนด้านความมั่นคงอยู่ เพราะความขัดแย้งระหว่างยิวและอาหรับไม่เคยหมดสิ้น จนกรณีพิพาทลามไปเป็นสงครามกลางเมือง (Arab-Israeli War 1948) ที่วันหนึ่ง สหรัฐอเมริกาก็เข้ามาแทรกแซง และสุดท้ายกำหนดพื้นที่นี้ว่าเป็น State of Israel 

แนวพรมแดนของอียิปต์และอิสราเอล มีพื้นที่เส้นยาวเลียบทะเลเรียกว่า Gaza Strip เดิมทีเมื่ออิสราเอลกลายเป็น ‘ยิว’ พวกมุสลิมก็ขยับมาอยู่กันตรงนี้ อียิปต์ก็ถือครองพื้นที่ไปเรื่อยเพราะเป็นที่ชุมชนของคนมุสลิม และออกจะหวงแหนในฐานะที่เป็นท่าเรือใหญ่ ไม่เช่นนั้น ไล่ไปฝั่งซ้ายอียิปต์จะไม่มีท่าเรือใช้ไปอีกไกล

จนปี พ.ศ.2510 เกิดสงครามหกวันระหว่างอิสราเอลและอียิปต์ อิสราเอลชนะ ได้ถือครอง Gaza Strip

ภายหลังเมื่อเกิดสันติภาพระหว่างอิสราเอลและอียิปต์ อิสราเอลจึงให้อียิปต์ใช้พื้นที่ Gaza Strip ด้วยเงื่อนไขที่อียิปต์ต้องคุมรอยต่อช่วงสั้นของชายแดนระหว่างกันตรงนั้นให้ เพราะศัตรูถาวรของอิสราเอลคือ PLO (Palestinian Liberation Organization) และ Hamas (ซึ่งหลายชาติกำหนดให้เป็นขบวนการก่อการร้าย) ใช้พื้นที่ตรงนั้นเป็นฐานเพื่อลักลอบขนอาวุธเข้า Gaza มานานแล้ว ทั้งตรงรอยต่อบนพื้นดินและบางครั้งขุดอุโมงค์ด้วยซ้ำ อิสราเอลป้องกันตัวเองจากการลักลอบทางน้ำและทางอากาศได้ดีแล้ว เมื่ออียิปต์ตกลงด้วย จึงตรึงความปลอดภัยทางพื้นดินไว้ได้อีกหนึ่งด้าน

อิสราเอลนั้นมีภาระต้องกันศึกจากรอบด้าน ก้อนดวงใจตรง West Bank ก็ไม่ไกลจากเมืองหลวง Tel Aviv ถ้าซีเรียที่โผล่มาจากสุดปลายตะวันออกเฉียงเหนือตั้งขีปนาวุธขึ้นเมื่อไหร่ ก็ยิงตรงเข้าถล่มได้ทันที

เมื่ออียิปต์ประสบวิกฤติทางการเมืองอยู่ ณ ขณะนี้ อิสราเอลจึงออกโรงสนับสนุนมูบารัก เพราะถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงในอียิปต์ขึ้น ข้อตกลงซึ่งสร้างความปลอดภัยให้หนึ่งด้านชายแดนย่อมกระทบไปด้วย

หากสถานการณ์ในอียิปต์เลวร้ายลงไปเรื่อย ปฏิกิริยาของ al-Ikhwan al-Muslimun หรือ Muslim Brotherhood องค์กรมุสลิมที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของอียิปต์ ซึ่งอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับมูบารักย่อมถูกจับตา

Muslim Brotherhood นี้เคารพระบอบประชาธิปไตย ปฏิเสธความรุนแรง มุ่งมั่นในการสร้างสาธารณกุศล แต่ขณะเดียวกันก็ยึดมั่นในหลักการที่สำคัญยิ่ง คือการสร้างรัฐที่มีการปกครองโดยใช้กฎหมายแห่งอิสลาม หรือ Sharia Law และมีคำขวัญที่เป็นที่รู้กันทั่วโลกว่า Islam is the solution.

การเปลี่ยนแปลงทางใดก็ตามของอียิปต์ย่อมส่งผลต่อสมดุลและความมั่นคงของโลกอาหรับและมุสลิม จึงเป็นเหตุให้ทุกฝ่ายเฝ้าดูเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด

โดยเฉพาะอิสราเอลที่มีความพร้อมในการสร้างปฏิกิริยาโต้ตอบเพื่อเสถียรภาพความมั่นคงของตนเอง

ความเดือดร้อนของอิสราเอลก็ถูกจับตาโดยสหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องเฝ้าดูและช่วยเหลืออิสราเอลอย่างภักดี เพราะชาวยิว ที่ต้องร่อนเร่หาแผ่นดินเป็นของตัวเองมานานนับศตวรรษนั้น ไปปักหลักปักฐานอยู่เป็นจำนวนมากในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในฝั่งตะวันออกอย่างเมืองนิวยอร์ค

ทุกวันนี้ชาวอเมริกันเชื้อสายยิวจำนวนไม่น้อยกลายมาเป็นผู้มั่งคั่งและมีอิทธิพลในวงธุรกิจ สังคมและการเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา

ความไม่สงบในวันนี้ของอียิปต์ที่เริ่มต้นดูจะเป็นเพียงแค่ความวุ่นวายภายในของหนึ่งประเทศในโลกอาหรับ ได้กลายมาเป็นปัญหาใหญ่พอที่จะดึงประเทศมหาอำนาจทั้งหลายให้เกาะติดความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด จึงเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะเลี่ยงผลกระทบอันอาจเกิดขึ้น และคงต้องร่วมวงติดตามเหตุการณ์ต่อไป

* * * * * * * * * * * *

อ่านเพิ่ม BBC, Telegraph, Guardian

Map: Collins WORLDATLAS



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
musachiza วันที่ : 22/03/2012 เวลา : 11.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

สารคดีที่คุึณว่าน่าจะเป็นงานของ

อเล็กซ์ โครนีเมอร์ (Alex Kronemer), เจ้าของบริษัท Unity Productions Foundation (UPF)
เขามีประวัติที่น่าสนใจทีเดียว และสร้างสารคดีเกี่ยวกับอิสลามหลายเรื่อง
หลังเหตุการณ์ 9/11
ขอบคุณกับไมตรีในการสนทนาครับ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
SW19 วันที่ : 22/03/2012 เวลา : 05.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19



ในสังคมที่สับสนเรื่องข้อเท็จจริงและการตีความ หากเราให้ความสำคัญในการรับฟังความเห็นของผู้อื่น ทั้งที่มาของมุมมอง และคำอธิบายปัญหาต่างๆ ว่า ... ทำไมคนหนึ่งจึงเขียนอย่างนั้น ...และทำไมคนค้านจึงค้านอย่างนั้น ก็คงทำให้ความขัดแย้งลดลงได้บ้าง และความจริงปรากฏขึ้นได้มาก

ในกรณีนี้ สิ่งที่คุณอธิบายที่มาของความเห็นนั้น ถูกต้องและชัดเจน บนพื้นฐานที่บอกได้ว่าจากมุมมองไหน จึงเป็นความเห็นที่รับฟังได้อย่างสร้างสรรค์ (constructive)

บางกรณีหรือบางส่วนของความเห็นที่เราอาจเห็นมาจากต่างองศาการมอง ก็เล่ามาตรงๆ เป็นการแลกเปลี่ยนที่อาจจุดประกายความคิดกันได้ อย่างที่เราได้จากความเห็นและคำอธิบายที่คุณกล่าวไว้

หากมองเรื่องการเป็นผู้ก่อการร้าย (Terrorist ในภาษาข่าว) ด้วยใจเป็นกลาง คงต้องบอกว่าในแต่ละสังคม เชื้อชาติมีทั้งคนดีและเลว อย่างเรื่องผู้ก่อการร้ายนั้น อิสราเอลก็เป็น ปาเลสทีเนี่ยนก็เป็น (หมายถึง PLO)

พวกที่บงการผลักดันให้เกิดการก่อการร้ายก็เป็น

คุณลองดูอย่างเรื่องซีเรีย พักก่อนหน้านี้ ที่ขอให้มี UN intervention (ให้เข้ามาแทรกแซงมั้งนะ) ปรากฏว่ารัสเซียและจีนก็วีโต้ ไม่ยอมให้เข้ามาทั้งที่เหตุการณ์มันชัดเจนมากแล้ว ก็เพราะว่าถ้าเข้ามาแทรกแซงแล้ว รัสเซียย่อมขาดประโยชน์หลายอย่าง ทั้งค้าอาวุธ น้ำมัน และอื่นๆ อีก

มันก็เหมือนกับการสร้าง balance of power หากอเมริกามีบทบาทกับอิสราเอล รัสเซียก็อยากมีซีเรียเอาไว้คานอำนาจกัน

อเมริกาทำทุกอย่างให้อิสราเอลดูดี ใครต้องการจะทำโทษอิสราเอลอย่างไร อเมริกาก็ค้านหัวชนฝามาตลอด
เหมือนเป็นหนึ่งประเด็นสำคัญที่อเมริกาหาประโยชน์ได้จากการเป็นสมาชิก security council ใน UN

มาถึงตรงนี้จึงเหมือนอเมริกาเอง ก็เป็น terrorist ไม่ต่างจากที่กล่าวหาคนอื่น

แต่นั่นแหละ ก็เป็นเพียงมุมมองของเรา จากด้านที่เราเห็น...อาจจะถูกหรือผิดก็ว่ากันไป

อยากเปลี่ยนเรื่องคุย...

ดูสารคดีเรื่องหนึ่ง เขาย้อยรอยประวัติศาสตร์ เฉลยให้เห็นอิรักช่วงรุ่งเรืองในสมัยโบราณเพราะผู้ครอง (คิง สุลต่านหรือเจ้าเมือง จำไม่ได้เสียแล้ว) เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ มีอะไรดี สั่งให้แปลเป็นอาระบิค ใครเอาหนังสือแปลเป็นอาระบิคมาให้ จะได้ตกรางวัลเป็นทองหนักเท่าน้ำหนักตัว เหมือนเป็นทั้งการส่งเสริมความรู้และรวมให้มุสลิมทั้งหลายได้เรียนรู้อย่างสะดวกในภาษาอาระบิค

ดูแล้วจำได้แต่ว่า น่าทึ่ง และประทับใจ
โดยเฉพาะได้เห็นอิรักในมุมของความรุ่มรวยทางปัญญา มากกว่าภาพพจน์ที่เป็นไปในช่วงหลัง ที่จริงบ้าง ไม่จริงก็มาก


ความคิดเห็นที่ 13 (0)
musachiza วันที่ : 21/03/2012 เวลา : 10.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

"เข้าใจได้อย่างเต็มใจในความ sensitive ที่คุณรู้สึก"
ขอบคุณครับ ...สิ่งสำคัญที่โลกและผู้คนที่ใช้อักษร
ในการกล่าวพาดพิงถึงชาวปาเลสไตน์และแผ่นดินนี้ก็คือ ..
มาตรฐานของคำว่า ความยุติธรรม ในขั้นปกติวิสัยแห่งสำนึก
ที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อใดๆ

เพราะสิ่งที่่ ยูเอ็น ปล่อยให้อิสราเอล ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
และสร้างกำแพงปิดกั้น ทั้งทางบกและใช้เรือรบปิดกั้น
ทางทะเลในปัจจุบันแม้แต่เรือที่ขนสิ่งจำเป็นเช่นอาหารและยา
ในนามสิทธิมนุษยชนก็ถูกสังหาร คุณคงเคยได้ยินนะครับเพราะเป็น
สถาการณ์ปัจจุบัน ที่ยังดำรงค์อยู่
มันเป็นเรื่องประหลาดมากที่โลกในนามของยูเอ็นนิ่งเฉย
แต่ผู้คนกลับยอมรับและพร้อมที่จะสื่อว่า
องค์กรที่ต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ เป็นผู่ก่อการร้ายตามมาตรฐาน
ที่อเมริกาและอิสราเอลเรียกเสมอ
ฮามาสเป็นพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตย
อย่างท้วมท้นจากชาวปาเลสไตน์ แต่อิสราเอลและอเมริกาไม่ชอบ
ก็กลายเป็นพวกก่อการร้าย จนทุุกวันนี้ปาเลสไตน์ที่เหลือแผ่นดินน้อยนิด
แถมพื้นที่แผ่นดินก็ไม่ติดต่อกัน ระหว่างเวสแบงค์และกาซ่า
แต่ ก็ยังไม่ได้เอกราช
แต่ผู้คนที่รับข่าวสารและวางข้อเขียนก็โอนเอียงว่า
"ปาเลสไตน์เป็นรัฐก่อการร้าย" แต่พอสาวความกัน อิสราเอล
และอเมริการวมทั้งชาวคริสต์ทั่วโลก ก็ชูพระคัมภีร์ไบเบิลและอัลกุรอาน มาเป็นส่วนประกอบในการอ้างอิงเสมอในเกือบทุกบทความในโลกในกรณีนี้
...และมักมีสูตรปิดท้ายด้วย เรื่องความฉลาดของยิวที่พัฒนาแผ่นดินนี้อาหรับขายแผ่นดินและเกเร ต่อด้วยสงครามหกวัน
และการประกาศเอกราชอิสราเอล 1984..
โดยมองข้ามคำว่า ความยุติธรรม ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่
ที่แยกเรื่อง ศาสนาออกจากการเมืองการปกครอง ทั้งที่ชาวปาเลสไตน์
นั้นชูประเด็นด้านประวัติศาสตร์ตามปกติ
ในการต่อสู้เชิงการเมืองบนเวทีโลกเสมอ

อันนี้ผมมิได้มีเจตนาคัดคานข้อเขียนของคุณนะครับ
แต่อยากบอกว่าเหตุใดจึงรู้สึก อ่อนไหว กับเรื่อง
แผ่นดินปาเลสไตน์

ผู้คนมักเขียนถึงปาเลสไตน์ว่า มีพวกอาหรับอันมากมาย
ที่รายล้อมที่พร้อมจะกลั่นแกล้งอิสราเอลเสมอ ทั้งๆปาเลสไตน์นั้น
เป็นประเทศเล็กของตนเอง ที่ถูกอิสราเอลข่มเหงเสมอมา
โดยประเทศอื่นในแถบนี้ แทบจะมิได้ช่วยเหลืออันใดเลย
ในปัจจุบัน เพราะประเทศอาหรับเหล่านั้นก็มีเรื่องในประเทศของตนมากมาย
ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ จนแทบจะเอาตัวไม่รอด
...แต่ข่าวสารปัจจุบัน ก็ยังยึดติดคำว่า อาหรับรวมหัวกันรังแกอิสราเอล
ในนามผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์..ทั้งที่สถานการณ์ของปาเลสไตน์
ในปัจจุบันนั้น ห่างไกลจากคำว่ายุติธรรม ขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ธรรมดา
จะพึงเข้าใจได้ยิ่งนัก...ขอบคุณครับที่ให้พื้นที่ร่วมสนทนาในเรื่องนี้


ความคิดเห็นที่ 12 (0)
SW19 วันที่ : 20/03/2012 เวลา : 15.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ขอบคุณสำหรับคำอธิบายเพิ่มเติม

อันที่จริงเป็นเรื่องที่คุยกันได้อีกนาน อยู่ที่ว่าเราจะย้อนไปถึงยุคสมัยไหน

เข้าใจได้อย่างเต็มใจในความ sensitive ที่คุณรู้สึก จุดหมายของการเขียนบทความนี้ คือให้คนที่ไม่มีความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน (current conflicts) ได้รู้เรื่อง หากย้อนไล่ไปถึงยุคที่ซับซ้อนเอาเรื่องอาจทำให้เรื่องนี้ยิ่งกลายเป็นเรื่องไกลตัวมากขึ้น จึงต้องละประวัติศาสตร์ในยุคก่อน

เรื่องที่เราเขียนจึงเป็นสถานการณ์ราวร้อยปีเศษที่ผ่านมา เมื่อได้ความเห็นเพิ่มเติมของคุณก็ช่วยเติมส่วนก่อนหน้าได้ดี

ประเด็นเรื่องการแย่งบ้านกันอยู่ เป็นประเด็นพื้นฐานของสงครามในประวัติศาสตร์อีกหลายเรื่อง

หลังจากเขียนบทความนี้ไปแล้ว เมื่อปีก่อนได้อ่านหนังสือหนึ่งเล่ม น่าสนใจ (อ่านสนุกมาก) และขอแนะนำ เขียนโดย King Abdullah II of Jordan ทรงมีรับสั่งให้คนเข้าใจง่ายๆ ถึงปัญหาในปาเลสไทน์ด้วยการอธิบายด้วยหลักการเรื่องการแย่งบ้านกันอยู่เช่นกัน เผอิญให้เพื่อนที่จะเข้าไปทำงานในบริเวณนั้นไปแล้ว และไม่ได้ต้องการนำมาอ้างเพื่อคะคานใดๆ เลยไม่ได้ยกมากล่าวถึง เพียงแต่คิดว่าถ้าคุณมีพื้นความรู้ที่ดีในเรื่องนี้อยู่แล้วถ้าได้อ่านคงจะชอบ


อย่างไรก็ตาม บทความนี้ต้องการเล่าถึงข้อขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ โดยจับเอาบางส่วนของประวัติศาสตร์มาให้พื้นฐานความรู้ แต่ไม่มีส่วนไหน หรือความตั้งใจของเราที่จะตีความว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของใคร

ขอบคุณมากที่ให้เวลามาสนทนากัน หากมีเรื่องอื่นต่อไปข้างหน้าคงได้มีคนคุยด้วยสนุก


ความคิดเห็นที่ 11 (0)
musachiza วันที่ : 20/03/2012 เวลา : 05.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ขอบคุณครับกับข้อมูลและคำอธิบาย
"๑. "เพราะขณะที่ไบเบิ้ล (Bible) ระบุว่าเป็นพื้นที่ของยิว พระคัมภีร์โกราน (Koran) ก็บอกว่าเป็นดินแดนของมุสลิมด้วย"
เหตุที่ผมจริงจังกับตรงนี้ เพราะสำหรับมุสลิมแล้ว
เมื่อใครอ้างว่า คัมภีร์อัลกุรอานบอกว่า
หมายความว่า เขากำลังอ้างถึงดำรัสของพระเจ้า
เพราะมุสลิมเชื่อว่าทุกคำในคัมภีร์นี้เป็นดำรัสของพระเจ้าทั้งสิ้น
เพราะมีผู้คนมากมายที่กล่าว คัมภีร์อัลกุรอานกล่าวเช่นนั้นเช่นนี้
โดยมิได้ตรงกับสิ่งที่ พระเจ้าทรงตรัสไว้ ในอัลกุรอาน
(แม้แต่มุสลิมบางกลุ่ม)ขออภัยเช่นกันหากผมสับสน


๒. "กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ต้องการสิทธิ์ขาดบนพื้นที่นี้ ก็ต้องไล่คนอื่นออกไป ... ต่อไป...ตลอดกาล เป็นการแย่งบ้านคนอื่น"
ประเด็นที่ผมแย้งคือ ในต้น ค.ศ. ที่600 นั้นมุสลิมมีสิทธิ์เด็ดขาด
ในแผ่นดินนี้ยาวนานนับร้อยปี แต่ก็มิได้ขับไล่ เจ้าของแผ่นดินออกไป
ทั้งที่เป็นยิวและคริสต์ออกไป
ต่างยุคของบาบิโลนหรือโรมัน ที่ไล่ยิวออกไปจากแผ่นดินนี้
โรมันในยุคครูเสดก็ขับไล่และเข่นฆ่าชาวพื้นเมืองทุกศาสนา
และยุคที่ไซออนสิต์ครอบครองแผ่นดินนี้ พวกเขาก็ขับไล่
ชาวปาเลสไตน์ออกไปเช่น ผมจึงเน้นว่าจะเหมาโหล
ด้วยคำพูดแบบเดียวกันทุกกลุ่มไม่ได้ เพราะมีประวัติ
ศาสตร์ด้านการเมืองและการสงครามยืนยัน

"ไซออนนิสท์มีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1896 แล้ว"
ครับอาจจะมีมาก่อนหน้าก็ได้ เพียงเรื่องผู้อาวุโสลำดับที่33นั้น
เป็นที่รู้จักกันในปี 1770 ที่วางเป้าว่าต้องเอาแผ่นดิน
ปาเลสไตน์ให้ได้(ตอนนั้นปาเลสไตน์อยู่ในอาณัตของออตโตมาน)
ส่วนผู้อาวุโสสายอื่นของยิวนั้น คิดว่าทีใดก็ได้(อูกันดาเคยถูกกล่าวถึง)
และไม่ต้องการปาเลสไตน์ด้วยซ้ำ(เพราะเชื่อเรื่องคำทำนายบางอย่าง)

ส่วนคำว่ายิวคาซาเรียนนั้น ณแผ่นดินนี้แหละที่ให้กำเนิดเชื้อสายยิวยุโรป
และไซออนิสต์ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องหรือมีบรรพบุรุษอันใดเกี่ยวพันกับ
กับยิว 12เผ่า ที่เคยอยู่ในแผ่นดินนี้มาก่อนเลย

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจบลง ปาเลสไตน์
เป็นประเทศชัดเจนที่อยู่ในสันนิบาติชาติแล้วนะครับ
นั่นหมายความว่า แม้แผ่นดินนี้จะเป็นเมืองขึ้นของใคร
ในนามของนักล่าอาณานิคม แบบเดียวกับ อินเดีย อินโด มาเลย์
อัฟริกาใต้ ฯลฯ ก็มิได้หมายความว่า ใครจะมีสิทธิอพยพผู้คน
จากดินแดนอื่นเข้าไปได้ แม้เจ้าของประเทศไม่เห็นด้วย
ไม่มีประเทศอาณานิคมใด ทีมีชะตากรรมแบบปาเลสไตน์เลย
ส่วนทีกล่าวว่า ซื้อแผ่นดินนั้นก็มิอาจหมายความว่าเป็นเรื่องถูกต้องได้
ในนามของประเทศในเชิงนิตินัย ระหว่างประเทศที่ตกลงกัน
ว่าขายประเทศกันได้นอกจากโดยพฤตินัย ที่อาจอยู่ร่วมกัน แบบคนขาวและคนดำในอัฟริกาหรือติมอร์ หรือแม้แต่ในประเทศไทยขณะนี้ที่ต่างชาติก็ซื้อที่ดินในหลายรูปแบบ ที่คนไทยอยากได้เงินก็ขาย แต่มันเป็นเรื่องผิดกฏหมายโดยชัดเจน รัฐบาลปาเลสไตน์ตอนนั้น
ถึงกับประกาศเอาโทษถึงประหารกับคนที่ขายแผ่นดินให้ต่างชาติด้วยซ้ำ
แต่รัฐบาลปาเลสไตน์นั้นไม่มีอำนาจจริงเพราะอยู่ใต้อำนาจอังกฤษ
และเรื่องผิดกฏหมายนั้น ถือเป็นโมฆะมิใช่จะกล่าวอ้าง
ในการยึดแผ่นดินเปลี่ยนชื่อประเทศไม่ได้
สิ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือ ปาเลสไตน์นั้นเป็นประเทศมาแต่เดิม
ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่ยอมรับกัน เช่นเดียวกับ ซีเรีย จอร์แดน
ซูดาน เยเมน ไทย เขมร ลาว
และความเป็นชาวปาเลสไตน์นั้นก็ย่อมรักแผ่นดินเกิดของตนเป็นธรรมดา
ไม่ว่าตนที่นี้จะมีกี่เชื้อสายหรือศาสนาใดก็ตาม
แม้จะไม่มีใครช่วยเหลือ พวกเขาก็ต้องลุกขึ้นสู้อยู่ดี
แม้จะมีเพียงก้อนหินในมือ
ถึงยูเอ็นจะยอมรับเรื่องแปลกๆในการตั้งประเทศอิสราเอลว่าถูกต้องก็ตาม


ขอบคุณกับข้อมูลเรื่องประวัติศาสตร์ ของประเทศอิสราเอลยุคใหม่ครับ








ความคิดเห็นที่ 10 (0)
SW19 วันที่ : 20/03/2012 เวลา : 02.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ musachiza

ขอบคุณที่เข้ามาทิ้งความเห็นที่เป็นประโยชน์ไว้ ณ ที่นี้
ก่อนที่จะอธิบายความในส่วนที่คุณตั้งคำถามไว้นั้น ขอให้ข้อมูลในส่วนของบทความนี้ว่า

๑. บทความนี้ เป็นการวิเคราะห์บนพื้นฐานการเมือง (Political base) ไม่ใช่การวิเคราะห์จากมุมมองด้านศาสนา โดยส่วนตัวมีความเคารพในคำสอนตามแนวทางของแต่ละศาสนาว่ามีที่มา เหตุปัจจัยของแต่ละสาย
และมีความเชื่อว่าตัวศาสนาเองไม่เคยเป็นปัญหา หรือสร้างปัญหา หรือความขัดแย้ง ปัญหาที่เกิดขึ้นกลับเกิดขึ้นจากคนในศาสนา (ที่นับถือศาสนานั้น) ที่มีดีเลวแตกต่างกันไปตามธรรมชาติที่ปรากฏในคนทั่วไป รวมถึงมีการอ้างเหตุทางศาสนามาเป็นประเด็นขัดแย้ง

ดูเหมือนในบทความล่าสุดเรื่องไอร์แลนด์ที่พูดเรื่องศาสนาในแง่ของ Roman Catholic และ Protestant ก็ยังเน้นอยู่ว่าข้อขัดแย้งของคนไอริชไม่ได้มาจากเนื้อความของศาสนา

๒. เมื่อเกิดข้อขัดแย้ง โดยเฉพาะที่กลายมาเป็นปัญหาทางการเมือง ทำให้มีการแบ่งพวก แยกสายในการอ้างถึง ‘ตาม’ ฝ่ายทางศาสนา (Division of sides) ไม่ใช่ ‘โดย’ ศาสนา ว่าเป็นพวกหรือเป็นเพราะศาสนาใดศาสนาหนึ่ง

การเอ่ยถึงกลุ่มผู้นับถือศาสนาทั้งหลายจึงมาจากพื้นฐานดังกล่าว


ในส่วนของประเด็นต่างๆ ที่คุณกล่าวมา เราเห็นด้วยทั้งสิ้น โดยเฉพาะในรายละเอียดของ The Koran ซึ่งคุณคงมีความลึกซึ้งมากกว่าเรา

ต่อคำถามสองข้อ
๑. "เพราะขณะที่ไบเบิ้ล (Bible) ระบุว่าเป็นพื้นที่ของยิว พระคัมภีร์โกราน (Koran) ก็บอกว่าเป็นดินแดนของมุสลิมด้วย"
๒. "กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ต้องการสิทธิ์ขาดบนพื้นที่นี้ ก็ต้องไล่คนอื่นออกไป ... ต่อไป...ตลอดกาล เป็นการแย่งบ้านคนอื่น"
ดูจะเป็นการเหมาโหลแบบยกเมฆ


ข้อหนึ่ง

เราผิดที่พูดไม่ชัดเจนเอง เพราะไม่ต้องการแตะลงในส่วนรายละเอียดของศาสนา ที่จะดึงออกจากประเด็นหลักทางการเมืองที่ต้องการพูดในบทความ
เรามีที่มาจากการวิเคราะห์ทั่วไปว่า พื้นที่ปาเลสไทน์นี้ เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ได้ Exclusive ให้อย่างเจาะจงต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่ที่มีคนทั้งสามศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างเป็น indigenous people คือเป็นคนพื้นเพในท้องที่ร่วมกัน เราไม่ได้ใช้คำว่า Bible หรือ Koran เพื่ออ้างถึงในแง่ของ Theology ว่า God หรือ Allah มอบอะไรให้ใคร แต่พูดถึงในแง่การบันทึกประวัติศาสตร์ ว่ามีคนเหล่านั้นอยู่ตรงนั้นแล้ว

ขออภัยที่ทำให้สับสน ขอเพิ่มเติมให้เข้าใจชัดเจน ณ ที่นี้ และขอบคุณที่ช่วยเพิ่มความกระจ่างให้ผู้อ่านท่านอื่น


ข้อสอง

คำพูดนั้น ขอยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการกล่าวอ้างอย่างยกเมฆแน่นอน

เพราะเป็นการตอบคำถามทางด้านการเมืองว่าทำไมอิสราเอลจึงมาตั้งตรงนี้

คำตอบ คือ ต้องเข้าใจก่อนว่ามียิวกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Zionists เป็นกลุ่มยิวที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ทั่วโลก ซึ่งมีความต้องการที่จะได้พื้นที่ตรงที่เป็นอิสราเอลเป็นที่ของตนเอง ...ต้องตรงนั้นโดยเฉพาะเจาะจงด้วย... ไซออนนิสท์มีหลายกลุ่มที่มีบทบาททางการเงินของโลก เช่น พวกนักการธนาคารและผู้มีเงินในอเมริกาและอังกฤษ เช่น กลุ่มครอบครัว Rothschild (มหาเศรษฐี มหาแบงค์เกอร์) ทำการผลักดันด้วยอำนาจทางการเงินให้ได้พื้นที่ตรงนั้นให้ได้

ไซออนนิสท์มีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1896 แล้ว

ขณะเดียวกัน กลุ่มยิวที่เรียกว่า Elders (ซึ่งเป็นเสมือนผู้ใหญ่ ผู้อาวุโสในกลุ่มของ Jewish) ก็รู้ดีว่า ไม่ควรไปตั้งตรงนั้น เพราะต้องเกิดปัญหาแน่นอน เนื่องจากในพื้นที่นั้นมีคนอยู่ดั้งเดิมแล้ว การเข้าไปอยู่จึงเป็นการเข้าไปแย่งพื้นที่ของคนดั้งเดิม ย่อมเกิดปัญหาแน่นอน กลุ่ม Elders คิดว่าพื้นที่ตรงไหนก็ได้

กลับมาที่พื้นที่ที่เป็นอิสราเอลนี้ต่อ

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจบลง มีการพูดคุยและเห็นพ้องกันว่า ให้คนยิวจากในยุโรปอพยพไปอยู่ในดินแดนปาเลสไทน์ได้ ในตอนนั้น คนที่ควบคุมการอพยพ คือ บริเทน ซึ่งออกกฎเกณฑ์เข้มงวดว่าจะเข้าไปได้ ต้องเป็นคนที่มีคุณภาพ ต้องมีเงินอย่างน้อยหนึ่งพันปอนด์ หรือประมาณแสนปอนด์ตามค่าเงินปัจจุบัน คนที่เข้าไปมีแค่หลักพัน แต่เป็นคนมีความรู้ รวย ไปถึงก็กว้านซื้อที่ดิน คนอาหรับก็ขาย ต่อมาก็ลงทุน (กับเรื่องน้ำมัน ฯลฯ) อาหรับในท้องที่ก็เริ่มไม่พอใจ ยิวก็ตั้งกลุ่มป้องกันตัวเอง (Haganah เป็น defence force) อยู่ต่อไปก็เริ่มมีคนเข้าไปถึงห้าแสน ตั้งแต่ 1939ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

อาหรับในยามที่ต้องการเงินก็ขายที่ เมื่อยิวเริ่มมีมากขึ้นก็อึดอัด อึดอัดมาตั้งแต่ก่อนที่จะถึงห้าแสนแล้ว อึดอัดว่าเข้ามาเอาพื้นที่ของตัวเองไป (ทั้งที่ตอนแรกอยากได้เงินก็ขาย ..คุ้นๆ ในสังคมไทยไหม..) ก็รบกันเรื่อยมา

แล้วอาหรับก็หงุดหงิดโทษบริเทนที่เอาพวกยิวเข้ามาอยู่ในบ้าน บริเทนก็อึดอัดยิว เพราะเห็นว่าเข้ามาแยะแล้วคุมไม่ได้ บริเทนก็อยากจะหนีแล้ว จึงไปตาม UN ให้มาแก้ปัญหา UN ก็สร้าง Partition คือแบ่งไปเลย ขีดเส้นให้ใครอยู่ที่ไหน เพื่อแทนที่บทบาทในการควบคุมของบริเทน โดยให้รู้ใครอยู่ตรงไหนแล้วคุมกันเอง นี่คือ 1947 ส่วนบริเทนก็ออกไปเลย ทหารบริทิชที่เลือกที่จะเกษียณที่นี่ก็อยู่ต่อ เป็น Commander ให้อาหรับไป

วันหนึ่ง David Ben-Gurion ลุกขึ้นมาประกาศอิสรภาพเป็น State of Israel ทั้งอเมริกาและรัสเซียก็ออกมารับทันที

ส่วนของอเมริกาก็ได้ไซออนนิสท์ ผลักดันจนยอมรับอย่างรวบรัด ส่วนของรัสเซีย สตาลินออกมารับเพราะได้ทีไล่ยิวจากชาติตัวเองออกมากลายๆ

ใน Palestine area หลังการประกาศ State of Israel กลับเกิดสงคราม Israel War of Independence หรือ First Arab – Israeli War ทันที (1948-1949)

สงครามนั้นอาหรับเป็นฝ่ายเริ่มบุกอิสราเอลก่อน ภายใต้การนำของอดีตทหารอังกฤษ

ส่วนบริเทนไม่ยอมรับ State of Israel จนกระทั่งสงครามจบ

เหล่านี้ จึงเป็นที่มาและข้อสรุปได้ว่า การเกิดของอิสราเอลเป็นการเข้าไปแย่งพื้นที่บ้านของคนอื่น คืออาหรับอยู่

การเข้าไปแม้มีสาเหตุจากหลายส่วน
การยอมรับของอาหรับในตอนแรกแม้มีเหตุผล
แต่วันหนึ่งก็เกิดเป็นปัญหาจากการไปอยู่ในที่ของคนที่เคยอยู่ดั้งเดิมอยู่ดี

จากข้อมูลของ UN ระหว่างปี 1947 – 1949 มี Palestinians จำนวน 726,000 คน ถูกขับไล่ หรือต้องลี้ภัยจากการสู้รบ


หากจะต่อว่าว่าอธิบายไม่ละเอียดพอ เราก็ขอน้อมรับเพราะเป็นคำอธิบายที่อยู่ในส่วนตอบความคิดเห็นที่อาจจะสั้นเกินไป แต่จะบอกว่ายกเมฆนั้น คงไม่ใช่
หลายส่วนที่นำมาเล่ามาจากข้อมูลที่สะสมมาหลายทาง บางครั้งไม่ได้ลงรายละเอียดเป็นปี หากสนใจลองหาข้อมูลของ Zionists Federation of Great Britain & Ireland และ Balfour Declaration 1917 ถ้าต้องการ link ยินดีค้นให้ตามหลัง

การเปรียบเทียบเรื่องการแย่งบ้านคนอยู่ เป็นการวิเคราะห์ที่พบเห็นได้ทั่วไป ไม่ต่างจากกรณีที่อังกฤษส่งคนของตน ซึ่งเป็น Protestant เข้าไปอยู่อาศัยใน Northern Ireland ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็น Catholic จนมีข้อขัดแย้งบานปลายกันมาเนิ่นนาน เราได้นำมาเล่าในเรื่องชุดไอร์แลนด์ที่คุณเข้ามาทิ้งข้อความไว้ ถ้ามีเวลาขอชวนให้ลองอ่าน

วันนี้ยาวแล้ว วันหลังมีโอกาสขออนุญาตขอความรู้ด้าน Koran เพิ่มเติมบ้าง

ขอบคุณมากอีกครั้ง

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
musachiza วันที่ : 19/03/2012 เวลา : 18.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ผมเข้าเพิ่งผ่านมาอ่านเอ็นทรี่นี้ครับ
จากข้อความที่คุณว่า
"เพราะขณะที่ไบเบิ้ล (Bible) ระบุว่าเป็นพื้นที่ของยิว พระคัมภีร์โกราน (Koran) ก็บอกว่าเป็นดินแดนของมุสลิมด้วย"

หากคำว่า พระคัมภีร์โกรานที่คุณเขียนตามตำราฝรั่ง หมายถึง คัมภีร์
อัลกุรอาน ของมุสลิมในภาษาไทยมุสลิมและอาหรับ
ผมว่าอาจมีข้อผิดพลาดนะครับ เพราะในคัมภีร์อัลกุรอานนั้น
พระเจ้า ก็ระบุว่า จะมอบดินแดน คานาอานนี้ให้แก่เผ่าพันธุ์ยิว
ตั้งประเทศเช่นกัน มุสลิมต่างก็เข้าใจเรื่องในประวัติศาสตร์โบราณนี้
เช่นกัน เพราะเหตุการณ์นี้เกิดก่อนที่ท่าน ศาสดามูฮัมหมัด(ของอิสลาม)จะเกิดเป็นพันปี

และต่อไปนี้เป็นข้อความที่พระเจ้าทรงมีดำรัสไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน
-“เจ้า(มูฮัมหมัด)มิได้มองดูพวกหัวหน้าในหมู่วงศ์วานอิสรออีล(อิสราเอล)หลังจากมูซา(โมเสส)ดอกหรือ ขณะที่พวกเขาได้กล่าวแก่นบี(คำว่านบีแปลว่า ศาสนทูต ในที่นี้หมายถึบงศาสนทูที่ชื่อซามูอิลหรือซามูเอลของชาวอิสราเอล)ของพวกเขาคนหนึ่งว่า โปรดส่งกษัตริย์คนหนึ่งมาให้แก่พวกเราเถิด พวกเราจะได้ต่อสู้ในทางของอัลเลาะฮ์ เขา(นบีซามูอิล)กล่าวว่า อาจเป็นไปได้ใหมว่าพวกท่านนั้น ถ้าการรบได้ถูกกำหนดแก่พวกท่านแล้ว พวกท่านจะไม่ต่อสู้(เพราะความขี้ขลาด) พวกเขากล่าวว่า “และได้มีสิ่งใดเกิดขึ้นแก่พวกเรากระนั้นหรือ ที่พวกเราจะไม่ต่อสู้ในทางของอัลเลาะฮ์ ทั้งๆที่เราและลูกๆของพวกเราถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านของเรา” ครั้นเมื่อการสู้รบได้ถูกกำหนดขึ้นแก่พวกเราแล้ว พวกเขาก็ผินหลังให้ นอกจากส่วนน้อยในหมู่พวกเขาเท่านั้น และอัลเลาะฮ์เป็นผู้ทรงรู้ดีต่อบรรดาผู้อธรรมเหล่านั้น”-

-“และนบี(ซามูอิล)ของพวกเขากล่าวแกพวกเขาว่า แท้จริงอัลเลาะฮ์ได้ส่ง “ฏอลูต”(ซาอูล) มาเป็นกษัตริย์แก่พวกท่านแล้ว พวกเขากล่าวว่า “เขามีอำนาจเหนือพวกเราได้อย่างไร ทั้งๆที่เราสมควรต่ออำนาจนั้นยิ่งกว่าเขา และทั้งเขาก็มิได้รับทรัพย์สมบัติอันกว้างขวาง” เขา(นบีของเขา)กล่าวว่า “อัลเลาะฮ์ได้ทรงคัดเลือกเขาให้มีอำนาจเหนือพวกท่านแล้ว และได้ทรงเพิ่มให้แก่เขาอีก ซึ่งความกว้างขวางในความรู้ และความสูงใหญ่ในร่างกาย และอัลเลาะฮ์นั้นทรงประทานอำนาจของพระองค์ให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลเลาะฮ์เป็นผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงรอบรู้”

(อัลกุรอาน 2/246-247)

นี่เป็นข้อความในคัมภีร์อัลกุรอาน ที่ยืนยันว่ามุสลิมนั้น
ต่างก็รู้ว่า แผ่นดินคานาอันนั้น พระเจ้าทรงมอบแก่ชาวอิสราเอล

ซึ่งในยุคที่ว่านี้ ความเชื่อของอับราฮัมนั้น ถือว่าเป็นความเชื่อเดียว
อันถูกต้อง คำว่าศาสนายิว คริสต์และอิสสลามยังไม่ปรากฏ
คำว่าอิสราเอล ยิว อาหรับ ใช้เรียก เผ่าพันธุ์เชื้อสายของผู้คนเท่านั้น

หากคุณว่า คัมภีร์โกหร่านที่คุณยกมา บอกว่าพระเจ้ามอบให้
มุสลิมนั้น ผมก็ยินดีรับฟังหลักฐานของคุณหากจะกรุณายกมา
เพราะผมไม่เคยได้ยินข้อความอย่างที่คุณอ้างเลย
ไม่ว่าจะจากคัมภีร์ ไบเบิลเดิม หรือใหม่
หรือคัมภีร์อัลกุรอานของมุสลิม ก็ตาม



แต่นั่นมันเป็นประวัติสศาสตร์โบราณ ที่ไม่สามารถเอามาอ้างกับ
ประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่ได้ เพราะโลกยุคใหม่ก่อนสงครามครามโลก
ครั้งที่หนึ่งนั้น เรื่องในคัมภีร์ของใคร ต่างก็เชื่อกันไปจะเอามาอ้างยึด
แผ่นดินที่ผ่านประวัติศาสตร์โบราณมาเป็นพันปีได้อย่างไร

เช่น ไทยไม่ยอมรับที่จะให้ขอมเขมรมายึดแผ่นดินไทย เพราะอ้างว่า
เมื่อพันกว่าปีที่แล้วดินแดนนี้เป็นของขอม หรือเขมร

ส่วนที่คุณว่า
"ที่เดิมตรงนี้ในปาเลสไทน์มีทั้งมุสลิมและยิว จึงเป็น holy land ของทั้ง Judaism, Islam & Christianity กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ต้องการสิทธิ์ขาดบนพื้นที่นี้ ก็ต้องไล่คนอื่นออกไป ... ต่อไป...ตลอดกาล เป็นการแย่งบ้านคนอื่น"
อันที่จริงแล้ว โรมันขับไล่ยิวออกจากแผ่นดินไปเกือบหมดตั้งแต่ก่อน
ที่พวกโรมันจะหันมานับถือศาสนาคริสต๋์แล้วครับ เรื่องนี้ค้นได้ไม่ยาก
มีทั้งในคัมภีร์ของคริสต์และประวัติศาสตร์ทั่วไป รวมทั้งหนังสือเรื่อง
ยิว ของหม่อมคึกฤทธิ ปราโมท

เมื่อผ่านยุคพระเยซูมาราวหกร้อยปีเกิดศาสนาอิสลามขึ้น และอิสลาม
ได้ครอบครองดินแดนแห่งนี้ ก็มิได้มีการขับไล่ชาวพื้นเมืองเดิมออกไปเลย
เพียงแต่มีการตั้งผู้ปกครองขึ้น ตอนนั้นเป็นยุคของคอลีฟะฮ์(กาหลิป)ที่ชื่อ อุมัร(โอมาร์)ในราวต้น ค.ศ. 600 เหตุที่มุสลิมได้ครองดินแดนนี้
ก็เพราะความร่วมมือจากชาวเมืองนี้ ที่ไม่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครอง
ของไบเซนไทน์ต่อไป

หากคุณมีหลักฐานว่า มุสลิมขับไล่ชาวพื้นเมืองปาเลสไตน์
หรือชาวยิวออกไป จะเป็นการชัดเจนอย่างมากหากคุณจะยก
หลักฐานที่ระบุ เรื่องเหตุการณ์ และพ.ศ.หรือ ค.ศ.ประกอบ

นักรบที่เข้ามาฆ่าคนในแผ่นดินนี้อย่างไม่เลือกฝ่าย
ว่า ยิวคริสต์หรืออิสลาม ก็เห็นจะมีในยุคสงครามครูเสด
แหละครับ เพราะพวกนักรบไม้กางเขนจากยุโรป
ไม่รู้ว่า ดินแดนนี้ ยิว คริสต์และอสลามนั้นอยู่ร่วมกัน
มองรวมๆกันแล้วก็เหมือนอาหรับทั้งนั้น
เลยฆ่าแบบไม่เลือกหน้า

ผมจึงไม่เห็นด้วยที่คุณว่า
"กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ต้องการสิทธิ์ขาดบนพื้นที่นี้ ก็ต้องไล่คนอื่นออกไป ... ต่อไป...ตลอดกาล เป็นการแย่งบ้านคนอื่น"
ดูจะเป็นการเหมาโหลแบบยกเมฆ

ส่วนจะเอาเหตุการณ์ยึดปาเลสไตน์ของยิวมาตั้งประเทศอิสราเอล
ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่นี้ยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในพระคัมภีร์
ทั้งสามศาสนาเข้าไปใหญ่ เพราะยิวในปัจจุบันนี้
มิได้มีเชืี้อสายเกี่ยวพันใดๆกับอิสราเอล 12เผ่าลูกหลานของ ยาโคป
(นบียะกู๊บ) ในพระคัมภีร์เลย
เพราะคนพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นยิวจากรัสเซีย ที่เรียกว่าพวก
คาซาเรีย (Khazaria)
http://www.oknation.net/blog/umbasbook/2011/04/02/entry-1/comment#read

ไม่ขอพูดเรื่องอัลอิควานุล และอียิปต์ เพราะเหตุการณ์ที่คุณเขียนนั้นเป็น
เหตุการณ์ปัจจุบัน ที่มีเหตุพลิกผันไปได้
ต่างจากประวัติศาสตร์โบราณ
ที่มีข้อมูลอ้างอิงจากคัมภีร์และหลักฐานประวัติศาตร์
ที่มีอยู่ทั่วไปมานานแล้ว

แวะมาคุยเรื่อง ปาเลสไทน์ครับ
ขอบคุณที่เปิดให้คอมเมนท์โดยสาธารณะครับ

http://www.oknation.net/blog/umbasbook

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
musachiza วันที่ : 19/03/2012 เวลา : 18.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ผมเข้าเพิ่งผ่านมาอ่านเอ็นทรี่นี้ครับ
จากข้อความที่คุณว่า
"เพราะขณะที่ไบเบิ้ล (Bible) ระบุว่าเป็นพื้นที่ของยิว พระคัมภีร์โกราน (Koran) ก็บอกว่าเป็นดินแดนของมุสลิมด้วย"

หากคำว่า พระคัมภีร์โกรานที่คุณเขียนตามตำราฝรั่ง หมายถึง คัมภีร์
อัลกุรอาน ของมุสลิมในภาษาไทยมุสลิมและอาหรับ
ผมว่าอาจมีข้อผิดพลาดนะครับ เพราะในคัมภีร์อัลกุรอานนั้น
พระเจ้า ก็ระบุว่า จะมอบดินแดน คานาอานนี้ให้แก่เผ่าพันธุ์ยิว
ตั้งประเทศเช่นกัน มุสลิมต่างก็เข้าใจเรื่องในประวัติศาสตร์โบราณนี้
เช่นกัน เพราะเหตุการณ์นี้เกิดก่อนที่ท่าน ศาสดามูฮัมหมัด(ของอิสลาม)จะเกิดเป็นพันปี

และต่อไปนี้เป็นข้อความที่พระเจ้าทรงมีดำรัสไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน
-“เจ้า(มูฮัมหมัด)มิได้มองดูพวกหัวหน้าในหมู่วงศ์วานอิสรออีล(อิสราเอล)หลังจากมูซา(โมเสส)ดอกหรือ ขณะที่พวกเขาได้กล่าวแก่นบี(คำว่านบีแปลว่า ศาสนทูต ในที่นี้หมายถึบงศาสนทูที่ชื่อซามูอิลหรือซามูเอลของชาวอิสราเอล)ของพวกเขาคนหนึ่งว่า โปรดส่งกษัตริย์คนหนึ่งมาให้แก่พวกเราเถิด พวกเราจะได้ต่อสู้ในทางของอัลเลาะฮ์ เขา(นบีซามูอิล)กล่าวว่า อาจเป็นไปได้ใหมว่าพวกท่านนั้น ถ้าการรบได้ถูกกำหนดแก่พวกท่านแล้ว พวกท่านจะไม่ต่อสู้(เพราะความขี้ขลาด) พวกเขากล่าวว่า “และได้มีสิ่งใดเกิดขึ้นแก่พวกเรากระนั้นหรือ ที่พวกเราจะไม่ต่อสู้ในทางของอัลเลาะฮ์ ทั้งๆที่เราและลูกๆของพวกเราถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านของเรา” ครั้นเมื่อการสู้รบได้ถูกกำหนดขึ้นแก่พวกเราแล้ว พวกเขาก็ผินหลังให้ นอกจากส่วนน้อยในหมู่พวกเขาเท่านั้น และอัลเลาะฮ์เป็นผู้ทรงรู้ดีต่อบรรดาผู้อธรรมเหล่านั้น”-

-“และนบี(ซามูอิล)ของพวกเขากล่าวแกพวกเขาว่า แท้จริงอัลเลาะฮ์ได้ส่ง “ฏอลูต”(ซาอูล) มาเป็นกษัตริย์แก่พวกท่านแล้ว พวกเขากล่าวว่า “เขามีอำนาจเหนือพวกเราได้อย่างไร ทั้งๆที่เราสมควรต่ออำนาจนั้นยิ่งกว่าเขา และทั้งเขาก็มิได้รับทรัพย์สมบัติอันกว้างขวาง” เขา(นบีของเขา)กล่าวว่า “อัลเลาะฮ์ได้ทรงคัดเลือกเขาให้มีอำนาจเหนือพวกท่านแล้ว และได้ทรงเพิ่มให้แก่เขาอีก ซึ่งความกว้างขวางในความรู้ และความสูงใหญ่ในร่างกาย และอัลเลาะฮ์นั้นทรงประทานอำนาจของพระองค์ให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลเลาะฮ์เป็นผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงรอบรู้”

(อัลกุรอาน 2/246-247)

นี่เป็นข้อความในคัมภีร์อัลกุรอาน ที่ยืนยันว่ามุสลิมนั้น
ต่างก็รู้ว่า แผ่นดินคานาอันนั้น พระเจ้าทรงมอบแก่ชาวอิสราเอล

ซึ่งในยุคที่ว่านี้ ความเชื่อของอับราฮัมนั้น ถือว่าเป็นความเชื่อเดียว
อันถูกต้อง คำว่าศาสนายิว คริสต์และอิสสลามยังไม่ปรากฏ
คำว่าอิสราเอล ยิว อาหรับ ใช้เรียก เผ่าพันธุ์เชื้อสายของผู้คนเท่านั้น

หากคุณว่า คัมภีร์โกหร่านที่คุณยกมา บอกว่าพระเจ้ามอบให้
มุสลิมนั้น ผมก็ยินดีรับฟังหลักฐานของคุณหากจะกรุณายกมา
เพราะผมไม่เคยได้ยินข้อความอย่างที่คุณอ้างเลย
ไม่ว่าจะจากคัมภีร์ ไบเบิลเดิม หรือใหม่
หรือคัมภีร์อัลกุรอานของมุสลิม ก็ตาม



แต่นั่นมันเป็นประวัติสศาสตร์โบราณ ที่ไม่สามารถเอามาอ้างกับ
ประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่ได้ เพราะโลกยุคใหม่ก่อนสงครามครามโลก
ครั้งที่หนึ่งนั้น เรื่องในคัมภีร์ของใคร ต่างก็เชื่อกันไปจะเอามาอ้างยึด
แผ่นดินที่ผ่านประวัติศาสตร์โบราณมาเป็นพันปีได้อย่างไร

เช่น ไทยไม่ยอมรับที่จะให้ขอมเขมรมายึดแผ่นดินไทย เพราะอ้างว่า
เมื่อพันกว่าปีที่แล้วดินแดนนี้เป็นของขอม หรือเขมร

ส่วนที่คุณว่า
"ที่เดิมตรงนี้ในปาเลสไทน์มีทั้งมุสลิมและยิว จึงเป็น holy land ของทั้ง Judaism, Islam & Christianity กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ต้องการสิทธิ์ขาดบนพื้นที่นี้ ก็ต้องไล่คนอื่นออกไป ... ต่อไป...ตลอดกาล เป็นการแย่งบ้านคนอื่น"
อันที่จริงแล้ว โรมันขับไล่ยิวออกจากแผ่นดินไปเกือบหมดตั้งแต่ก่อน
ที่พวกโรมันจะหันมานับถือศาสนาคริสต๋์แล้วครับ เรื่องนี้ค้นได้ไม่ยาก
มีทั้งในคัมภีร์ของคริสต์และประวัติศาสตร์ทั่วไป รวมทั้งหนังสือเรื่อง
ยิว ของหม่อมคึกฤทธิ ปราโมท

เมื่อผ่านยุคพระเยซูมาราวหกร้อยปีเกิดศาสนาอิสลามขึ้น และอิสลาม
ได้ครอบครองดินแดนแห่งนี้ ก็มิได้มีการขับไล่ชาวพื้นเมืองเดิมออกไปเลย
เพียงแต่มีการตั้งผู้ปกครองขึ้น ตอนนั้นเป็นยุคของคอลีฟะฮ์(กาหลิป)ที่ชื่อ อุมัร(โอมาร์)ในราวต้น ค.ศ. 600 เหตุที่มุสลิมได้ครองดินแดนนี้
ก็เพราะความร่วมมือจากชาวเมืองนี้ ที่ไม่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครอง
ของไบเซนไทน์ต่อไป

หากคุณมีหลักฐานว่า มุสลิมขับไล่ชาวพื้นเมืองปาเลสไตน์
หรือชาวยิวออกไป จะเป็นการชัดเจนอย่างมากหากคุณจะยก
หลักฐานที่ระบุ เรื่องเหตุการณ์ และพ.ศ.หรือ ค.ศ.ประกอบ

นักรบที่เข้ามาฆ่าคนในแผ่นดินนี้อย่างไม่เลือกฝ่าย
ว่า ยิวคริสต์หรืออิสลาม ก็เห็นจะมีในยุคสงครามครูเสด
แหละครับ เพราะพวกนักรบไม้กางเขนจากยุโรป
ไม่รู้ว่า ดินแดนนี้ ยิว คริสต์และอสลามนั้นอยู่ร่วมกัน
มองรวมๆกันแล้วก็เหมือนอาหรับทั้งนั้น
เลยฆ่าแบบไม่เลือกหน้า

ผมจึงไม่เห็นด้วยที่คุณว่า
"กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ต้องการสิทธิ์ขาดบนพื้นที่นี้ ก็ต้องไล่คนอื่นออกไป ... ต่อไป...ตลอดกาล เป็นการแย่งบ้านคนอื่น"
ดูจะเป็นการเหมาโหลแบบยกเมฆ

ส่วนจะเอาเหตุการณ์ยึดปาเลสไตน์ของยิวมาตั้งประเทศอิสราเอล
ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่นี้ยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในพระคัมภีร์
ทั้งสามศาสนาเข้าไปใหญ่ เพราะยิวในปัจจุบันนี้
มิได้มีเชืี้อสายเกี่ยวพันใดๆกับอิสราเอล 12เผ่าลูกหลานของ ยาโคป
(นบียะกู๊บ) ในพระคัมภีร์เลย
เพราะคนพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นยิวจากรัสเซีย ที่เรียกว่าพวก
คาซาเรีย (Khazaria)
http://www.oknation.net/blog/umbasbook/2011/04/02/entry-1/comment#read

ไม่ขอพูดเรื่องอัลอิควานุล และอียิปต์ เพราะเหตุการณ์ที่คุณเขียนนั้นเป็น
เหตุการณ์ปัจจุบัน ที่มีเหตุพลิกผันไปได้
ต่างจากประวัติศาสตร์โบราณ
ที่มีข้อมูลอ้างอิงจากคัมภีร์และหลักฐานประวัติศาตร์
ที่มีอยู่ทั่วไปมานานแล้ว

แวะมาคุยเรื่อง ปาเลสไทน์ครับ
ขอบคุณที่เปิดให้คอมเมนท์โดยสาธารณะครับ

http://www.oknation.net/blog/umbasbook

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
SW19 วันที่ : 06/03/2011 เวลา : 05.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ขอแสดงความขอบคุณสำหรับทุกความเห็น


สำหรับคำถาม...


...ฉนวนกาซาที่ว่าเป็นเส้นยาวเลียบทะเลนั้น หมายความริมชายหาดถูกเฉือนหรือกันออกไปกลายเป็นสิ่งนี้เหรอคะ...


ฉนวนกาซ่า คือ พื้นที่บนดิน (หาด) ริมทะเลเมดิเทอเรเนียนธรรมดานี่เอง แต่มีความสำคัญสองแง่ คือ เป็นทีชุมชนของคนทั้งยิว มุสลิมอยู่แล้ว ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ขึ้นกับฝ่ายใคร ก็ไล่และแบ่งแยกกันไม่ออก

อีกแง่คือ การเป็นบริเวณติดทะเล คือที่คนพยายามลักลอบ ‘เข้าสู่’ และ ‘ขนของ/อาวุธ’ เข้าอิสราเอล เพราะเป็นที่เดียวของปาเลสไทน์ (ปาเลสไทน์ = the whole area ที่ไม่ใช่อิสราเอล + ฉนวนกาซ่า) ที่ติดทะเล ไม่เช่นนั้น การเข้าสู่ปาเลสไทน์ก็ต้องผ่านมาทางซีเรีย หรือเบรุต



...เรื่องการตั้งประเทศอิสราเอลนี้ไม่เคยทำใจให้เข้าใจได้เลยค่ะว่าคุ้มตรงไหนที่ตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นมาแล้วปัญหาต่างๆก็ตามมาไม่หยุดหย่อน ทำไมชาวยิวไม่กระจายอยู่ตามประเทศต่างๆต่อไปเหมือนก่อนการตั้งประเทศ ซึ่งการอยู่ประเทศอื่นๆดูเหมือนจะปลอดภัยกว่าการไปอยู่ที่อิสราเอลท่ามกลางชาวอาหรับเสียอีก

หรือมาจากความเชื่อเรื่องนครศํกดิ์สิทธิ์จริงๆอย่างเดียวคะ...



การตั้งที่ตรงนี้ คือการที่อเมริกามาตั้งให้ เขาว่ากันว่าพวกที่เป็น elder ของชาวยิว รู้ดีว่ามาตั้งตรงนี้ต้องมีปัญหา ก็เคยเสนอให้ไปตั้งที่อื่นไม่ต้องอยู่ในพื้นที่ที่เป็น holy land ก็ได้ ตราบใดที่พวกยิวยังสามารถเดินทางมาแสวงบุญได้ แต่ก็คงต้องมีคนส่วนที่ต้องการฝืนโลกมาอยู่ตรงนี้ อิสราเอลจึงอยู่ตรงนี้

ที่เดิมตรงนี้ในปาเลสไทน์มีทั้งมุสลิมและยิว จึงเป็น holy land ของทั้ง Judaism, Islam & Christianity กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ต้องการสิทธิ์ขาดบนพื้นที่นี้ ก็ต้องไล่คนอื่นออกไป ... ต่อไป...ตลอดกาล เป็นการแย่งบ้านคนอื่น


การแย่งบ้านคนอื่นก็คือการรบกันไม่มีที่สิ้นสุด

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
scarletibis วันที่ : 04/03/2011 เวลา : 21.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/scarletibis

ฉนวนกาซาที่ว่าเป็นเส้นยาวเลียบทะเลนั้น หมายความริมชายหาดถูกเฉือนหรือกันออกไปกลายเป็นสิ่งนี้เหรอคะ

เรื่องการตั้งประเทศอิสราเอลนี้ไม่เคยทำใจให้เข้าใจได้เลยค่ะว่าคุ้มตรงไหนที่ตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นมาแล้วปัญหาต่างๆก็ตามมาไม่หยุดหย่อน ทำไมชาวยิวไม่กระจายอยู่ตามประเทศต่างๆต่อไปเหมือนก่อนการตั้งประเทศ ซึ่งการอยู่ประเทศอื่นๆดูเหมือนจะปลอดภัยกว่าการไปอยู่ที่อิสราเอลท่ามกลางชาวอาหรับเสียอีก

หรือมาจากความเชื่อเรื่องนครศํกดิ์สิทธิ์จริงๆอย่างเดียวคะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
hayyana วันที่ : 06/02/2011 เวลา : 10.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

ไม่ได้ดูข่าวไม่กี่วัน เล่นกันซ๊ะแล้ว

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
NN1234 วันที่ : 04/02/2011 เวลา : 23.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ขอบคุณที่ช่วยเฉลยให้ทราบหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องว่ากลุ่มผู้สนับสนุนปธ.มูบารักมาได้อย่างไร
ไม่มีสื่อ(ทีวี)ของไทยไหนเลยจะบอกเช่นนี้....
ผมก็คิดเรื่องสมดุลย์ในโลกอาหรับ-ยิว เช่นกัน เพราะเคยศึกษาเรื่องนี้มาบ้าง
แต่ไม่คิดว่าจะเกิดสงครามใหญ่โตอะไรในโลกอาหรับบริเวณนั้นครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
tengpong วันที่ : 04/02/2011 เวลา : 15.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

อยากให้ทั่วโลก เลิกคบอเมริกา
แล้วก็เลิกขายข้าว ให้กับประเทศที่ขายน้ำมัน

แต่ว่าคงยาก

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Toitoi วันที่ : 04/02/2011 เวลา : 14.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Toitoi

อยากเห็นแบบจบเร็วๆ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
BlueHill วันที่ : 04/02/2011 เวลา : 12.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

วิเคราะห์ได้ละเอียดมากทีเดียวครับ
ผมเองก็หวั่น ๆ อยู่ว่า การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในอียิปต์
จะนำไปสู่ปรากฎการณ์ โดมิโน ขึ้นในโลกอาหรับ
ที่สามารถพุ่งตรงสู่ อิสราเอล โดยที่สหรัฐอเมริกา
ไม่สามารถฉุดรั้งความรู้สึกและความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้อีกต่อไป

น่าเป็นห่วงสถานการณ์ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน