*/
  • SW19
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-08-19
  • จำนวนเรื่อง : 94
  • จำนวนผู้ชม : 266490
  • จำนวนผู้โหวต : 247
  • ส่ง msg :
  • โหวต 247 คน
Oh What A Night

เพลงจาก Jersey Boys,West End, London

View All
<< กรกฎาคม 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 15 กรกฎาคม 2554
Posted by SW19 , ผู้อ่าน : 3513 , 05:23:39 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน NN1234 , BlueHill โหวตเรื่องนี้

Prologue อารัมภบท

XV เป็นคำอ้างถึง Rugby Football ตามจำนวนผู้เล่น 15 คน

สิ่งที่สะท้อนออกมาในสังคมรักบี้ดูจะเป็นวัฒนธรรมมากกว่ากีฬา

บางเรื่องน่าสนใจ ... โดยไม่ต้องเข้าใจและข้องแวะกับเกมและกฎกติกา

ประกอบกับมีสองเหตุการณ์กำลังจะเกิดขึ้น คือ

 2011 World Cup Rugby

งานวิวาห์ของบุคคลน่าสนใจในแวดวงรักบี้

จึงขอจับความเรื่อง XV ไว้คราวนี้ 3 ตอน

จำเป็นที่ตอนแรกต้องเกริ่นที่มาของ XV

…………………………………………………..

 

 

‘The rogue’s game played by gentlemen.’ เป็นหนึ่งวลีที่เปรียบ Rugby Football ว่าเป็นกีฬาที่ดูเถื่อนของสุภาพชน ขณะที่ฟุตบอลถูกมองกลับทางว่า ‘The gentleman’s game played by rogues.’ 

 

Rugby Football มีที่มายาวนาน และมีมูลเหตุให้บ่มเพาะบุคลิกได้ชัดเจน

 

กำเนิดของรักบี้ฟุตบอลที่บันทึกไว้มาจาก Public School ชื่อ Rugby ที่เมือง Rugby ประเทศอังกฤษในพ.ศ.2366 เมื่อนักเรียนชื่อ William Web Ellis คว้าลูกฟุตบอลหนีบแขนออกวิ่งไปสู่ฝั่งของคู่แข่งขัน

ณ เวลานั้น การเล่นฟุตบอลมีกติกาแตกต่างกันไปตามแต่ละพับลิกสกูล เช่น Eton Football หรือ Harrow Football แต่ไม่ปรากฏว่ามีใครใช้มือคว้าลูกวิ่งมาก่อน

 

เมื่อนักเรียนเหล่านี้ย้ายไปทั้งที่ Oxford และ Cambridge ก็ไปตั้งคลับเล่นฟุตบอลกันด้วยกฎที่ต่างคนต่างคุ้นเคย กฎกติกาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดเป็นของโรงเรียนรักบี้ ในที่สุด Ball game ลักษณะนี้จึงถูกเรียกว่า Rugby Football แม้ทุกวันนี้ที่โรงเรียนรักบี้จะเรียกเพียงแค่ ‘ฟุตบอล’

 

 

พื้นฐานที่ปรุงแต่งให้ Rugby Football ปรากฏอย่างที่เห็น เป็นผลมาจากการปลูกฝังของ Dr Thomas Arnold ครูใหญ่ของโรงเรียนรักบี้ในยุคสมัยหนึ่ง ที่ผสมผสานให้กีฬามีวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว

 

 

Thomas Arnold เป็นนักประวัติศาสตร์และนักการศึกษา ที่ให้ความสำคัญในคุณค่าของ Good Christian values อันได้แก่ ความเหมาะสม (Propriety) ความมีจริยธรรม ในการใช้ชีวิตและปฏิบัติต่อผู้อื่น ช่วงเวลาสิบกว่าปีของการเป็นครูใหญ่ อาร์โนลด์ได้ปฎิรูปการศึกษาทั้งเรื่องเรียน เรื่องกีฬาเพื่อปลดปล่อยพลังอันเหลือเฟือของเด็กผู้ชายภายใต้กฎกติกาของสุภาพชน และเรื่องระบบ Prefect ที่สอนรุ่นพี่ให้ปกครองรุ่นน้อง สร้างวินัยและความเข้าใจเรื่องการปกครองคน อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมของเยาวชนเมื่อประเทศอยู่ในช่วงขยายอาณาจักรในยุค Victorian

 

ระบบที่อาร์โนลด์วางรูปแบบนั้น ได้รับการยอมรับถึงขั้นเป็นพื้นฐานให้พับลิกสกูลอื่นในอังกฤษนำไปปฏิบัติตาม

 

บรรยากาศของโรงเรียนรักบี้ในช่วงของครูใหญ่ธอมัส อาร์โนลด์นั้น ถูกบันทึกไว้โดยนักเรียนคนหนึ่งคือ Thomas Hughes เป็นหนังสือชื่อ Tom Brown’s Schooldays ที่กลายเป็นหนังสือสำหรับอ่านในโรงเรียน และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และเรื่องทางโทรทัศน์หลายครั้ง

 

 

ความนิยมของหนังสือข้ามไปถึงฝรั่งเศสและเป็นที่จับใจ Baron Pierre de Coubertin อย่างยิ่ง

 

De Coubertin มาจากครอบครัวชนชั้นสูง เติบโตในช่วงความพ่ายแพ้ของ Franco-Prussian War ที่ฝรั่งเศสมีแต่ความหดหู่ เมื่อเห็นแนวทางปฏิรูปการศึกษาของ Thomas Arnold ก็สนใจจนกระทั่งข้ามมาหาถึง Rugby School ได้แรงบันดาลใจมากมายในวิธีสร้างคน (Character reforming) ด้วยกีฬาผนวกกับคุณแค่ของจริยธรรม และปักใจว่านี่คือปัจจัยที่นำอังกฤษเข้าสู่ความเป็นมหาอำนาจ – ปัจจัยที่หากคนฝรั่งเศสได้เรียนรู้ โดยเฉพาะเรื่อง Physical education ก็จะทำให้มีความพร้อมที่จะสู้รบ และตัดสินใจเมื่อเกิดข้อขัดแย้งในยามสงครามได้ดีกว่านี้ 

 

De Coubertin จึงนำแนวทางที่เห็นพร้อมกับการเล่นรักบี้กลับมาใช้ในระบบการศึกษาของฝรั่งเศส

 

 

ภายหลัง De Coubertin นักการศึกษาและประวัติศาสตร์ท่านนี้เอง ได้ก่อตั้ง International Olympic Committee ที่ดำเนินการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคทุกวันนี้

 

 

กล่าวกันว่า บุคลิกที่รักการเดินทางและผจญภัยของ Old Rugbeians หรือนักเรียนเก่าโรงเรียนรักบี้ มีส่วนช่วยให้กีฬาแพร่ไปสู่บางที่ในโลกเร็วขึ้น นอกเหนือจากประเทศในเครือจักรภพ และเมื่อกีฬาเกิดมาจากระดับโรงเรียน การเล่นรักบี้จึงเริ่มจาก Amateur game (สมัครเล่น) เมื่อข้อจำกัดของการรับผลตอบแทนถูกยกเลิกจึงกลายมาเป็น Professional game เมื่อ พ.ศ.2538 นี่เอง

 

 

ปัจจุบันการเล่นรักบี้แบ่งแยกย่อยหลายประเภท แตกสาขาจากสองส่วนใหญ่ คือ Rugby Union และ Rugby League แตกต่างกันตรงกติกาและที่มา

 

Union เดิมเป็นกีฬาสมัครเล่นและมีชนชั้นจากกำเนิดในพับลิกสกูล แต่ League เล่นในหมู่ผู้ใช้แรงงาน จึงเป็นกีฬาอาชีพเพื่อให้ผู้เล่นมีรายได้ทดแทนเมื่อต้องขาดงานมาเล่น ทั้งนี้ก็มีบางแห่ง เช่น เวลสส์ ไอร์แลนด์ และ นิวซีแลนด์ ที่คนเล่น Union มาจากผู้ใช้แรงงาน

 

ทั้งยังมีการแบ่งตามภูมิศาสตร์เป็นสองขั้วโลก ได้แก่ Northern & Southern Hemispheres

 

เมื่อรักบี้มี Good Christian values เป็นพื้นฐานตั้งแต่เริ่ม เกมและผู้เล่นจึงให้เกียรติซึ่งกันและกัน ใช้ความรุนแรงเฉพาะในสนาม อยู่ในกรอบของวินัย มีกฎของความประพฤติชัดเจน  (Etiquette) มีธรรมเนียมเฉพาะตัว สังคมของผู้เล่นจึงไม่ห่างไกลกัน แถมใกล้พอที่จะผูกพันธ์กันได้กว่าอีกหลายกีฬา

 

ภาพชายร่างยักษ์สูงกว่าหกฟุตบนสนาม ที่ต้องน้อมตัวตอบ Referee ด้วยการลงท้ายว่า Sir. จึงเป็นของธรรมดา

 

ใน Rugby Union มีหลายการแข่งขันสืบทอดเป็นประเพณีเพื่อกระชับความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทั้งระหว่างคนในยุโรปคือ Six Nations Championship และต่างขั้วโลก คือ The British and Irish Lions และ The Barbarians การแข่งขันเหล่านั้น เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เรี่ยกันราวช่วงท้ายรัชสมัยควีนวิคทอเรีย ปลายศตวรรษที่ 19

 

Six Nations เป็นการแข่งขันระดับ International แรกของ Northern Hemisphere เล่นกันปีละครั้ง เดิมทีเฉพาะใน Home countries คือ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลสส์ และไอร์แลนด์ เมื่อเกิดสัญญา The Entente cordiale (1904) สงบศึกระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษ สองชาติก็ให้รักใคร่ปรองดองแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันจนถึงเรื่องกีฬา ฝรั่งเศสรับรักบี้ไปเล่น ไม่กี่ปีต่อมาก็มาร่วมแข่ง กลายเป็น 5 Nations จน พ.ศ. 2543 เมื่ออิตาลีได้รับการยอมรับเข้ามาจึงเป็น Six Nations

 

ขณะที่ Union ยังเป็นกีฬาสมัครเล่น ผู้เล่นส่วนมากมีการศึกษาสูง มีโอกาสทางสังคมที่ดี ในหน้าที่การงานอย่าง แพทย์ นายธนาคาร แต่ยังเสวนาปนเปกับผู้เล่นชนชั้นกรรมากรทำงานเหมืองได้ไม่ขัดเขินก็ด้วย Good Christian values ที่หนุนอยู่มั่นคง วันหนึ่งจึงมีความคิดที่จะออกไปสู่อีกซีกโลกเพื่อทั้งเล่นกีฬาและสร้างประโยชน์ให้สังคม

 

The British and Irish Lions หรือ The Lions นั้น เดินสายออกไป 3 ประเทศของ Southern Hemisphere อันได้แก่ Australia, New Zealand และ South Africa ด้วยหลักการว่า To absorb local values and impart good Christian values – be of benefit to the local community.  เพื่อไปเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น และนำคุณค่าทางจริยธรรมและความประพฤติที่ดี (ที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา) ไปแบ่งปันให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนท้องถิ่น

 

The Lions Tour ออกเดินทางทุก 4 ปี ผู้เล่นถูกเลือกมาจาก England, Scotland, Wales และ Ireland

 

การได้ร่วมทีม The Lions เป็นหนึ่งในจุดสูงสุดของอาชีพ และจุดเปลี่ยนทางความคิดของผู้เล่นจำนวนมาก

 

 

สำหรับ The Barbarians หรือ The Baa-baas เกิดขึ้นด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าหลังฤดูกาลเล่นของปี ทุกคนว่าง ผู้เล่นต่างสโมสรที่เคยแต่แข่งกันมาน่าจะมีโอกาสได้พบปะและร่วมทีมเดียวกันไปแข่งกับทีมชาติต่างๆ

 

ผู้เล่นThe Baa-baas ในแต่ละปีเปลี่ยนไปเรื่อยตามที่ได้รับเชิญเท่านั้น หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเชิญพื้นฐานคือต้องเล่นเป็น แต่ที่สำคัญ คือ ต้องเป็นผู้เล่นที่มีความประพฤติดีทั้งในและนอกสนาม ไม่จำกัดว่าจะมาจากคลับไหน เชื้อชาติ สีผิวใด เพื่อให้สมกับปณิธานของผู้ก่อตั้ง The Barbarians ว่า

 

"Rugby Football is a game for gentlemen in all classes, but for no bad sportsman in any class."*

 

เมื่อทั้ง The Lions และ The Baa-baas ให้โอกาสผู้เล่นต่างสโมสร ต่างเชื้อชาติได้ร่วมเกมข้างเดียวกัน เกิดเป็น Rugby family เมื่อกลับสู่การแข่งขันในฤดูกาลปกติจึงสร้างบรรยากาศหลังการแข่งขันที่แตกต่าง ผู้ชนะและแพ้โอบไหล่ทักทาย ออกจากสนามด้วยกัน

 

ผลพลอยได้ คือธรรมเนียมแปลกที่พ่วงมา

 

The Baa-baas เป็นการแข่งขันเดียวที่ชุดแข่งกำหนดเฉพาะเสื้อและกางเกง ขณะที่ใช้ถุงเท้าหลากสีตามสังกัดของผู้เล่นจากทั่วโลก หากผู้เล่นกำลังจะเปลี่ยนคลับก็จะนิยมใส่ถุงเท้าของคลับเดิมและที่ใหม่อย่างละข้าง

 

 

และเพลงกลายเป็นบทบาทสำคัญมาก

 

ขณะที่ Northern Ireland อยู่ภายใต้การปกครองของบริเทน มี God Save The Queen เป็นเพลงชาติ เมื่อเป็นทีมชาติที่คนไปรวมกันกับ Republic of Ireland ก็เกิดปัญหาว่าร้อง Amhrán na bhFiann เพลงชาติ Ireland ไม่ได้ คนไอริชจึงแต่งเพลง Ireland’s Call เป็น Rugby Anthem ให้ทุกคนร้องด้วยกันได้ต่อจากเพลงชาติ และเมื่อเป็นไอริช ... จึงมีเพลง Fields of Athenry แถมสำรองไว้ร้องเมื่อเกมกำลังร่อแร่

 

ออสเตรเลียเคยใช้ God Save The Queen ก่อนมีเพลงชาติของตัวเองคือ Advance Australian Fair แต่คนก็ชอบ Waltzing Matilda ด้วย           Rugby Union เลยเอามาร้องต่อจากเพลงชาติ กลายเป็น Rugby Anthem ไปด้วย

 

สำหรับนิวซีแลนด์รับการเต้นพื้นเมืองของ Maori ที่เรียกว่า The Haka ใช้ก่อนการแข่งขัน เป็นการท้าทาย และคล้ายกับข่มขวัญคู่ต่อสู้ ตามธรรมเนียมอีกฝ่ายต้องเผชิญหน้าและสบตา  

 

The Haka สำหรับคนไม่คุ้น จะดูน่าตกใจ

พ.ศ. 2448 Wales ทราบข่าว The Haka ที่พวกสกอตแลนด์เจอมาแล้วหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้า คิดกันใหญ่ว่าจะแก้เกมอย่างไร Tom Williams ผู้คัดเลือกทีมของเวลสส์มีคำตอบให้

หลังสบตากับทีมนิวซีแลนด์ที่เรียกตัวเองเป็นครั้งแรกว่า All Blacks ใน ‘ฮักก้า’ ที่รุนแรง ข่มขู่แล้ว ผู้เล่นเวลสส์เปล่งเสียงร้อง Hen Wlad Fy Nhadau เพลงชาติที่ช้านุ่มนวล ตอบรับ มีคนทั้งสนามร้องตามก้องกระหึ่ม

 

นับเป็นครั้งแรกที่มีการร้องเพลงประจำชาติก่อนการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติทุกชนิด จึงเป็นต้นกำเนิดของการร้องเพลงชาติที่ปฏิบัติกันมาตราบจนทุกวันนี้

 

หนึ่งร้อยปีให้หลังเมื่อ  All Blacks กลับมาเยือน   เวลสส์จึงขอคงลำดับการร้องเพลงชาติไว้หลังฮักก้า นิวซีแลนด์อึดอัด ก็เลยไปฮักก้าให้เสร็จใน Changing room แทน    

 

เมื่อที่มาของกีฬาไม่ห่างจากคุณค่าอันดีงาม เพลงของรักบี้ส่วนใหญ่จะมาจาก Hymns ซึ่งร้องกันในโบถส์ รวมทั้งเพลงของ World Cup Rugby ที่ใช้มาสามสมัยแล้ว

 

2011 World Cup Rugby ที่ New Zealand: 9 กันยายน - 23 ตุลาคม

จึงคงมี World in Union ให้ฟังอีกหลายครั้ง

ก่อนที่ถ้วย William Web Ellis

จะถูกส่งมอบให้ผู้ชนะอีกวาระ

 

Searching for the best in me

I will find what I can be

If I win, lose or draw

It’s a victory for all.

 

………………………………………………………..

คราวหน้า...

XV เรื่องที่ 2: (Royal) Wedding ที่เกี่ยวดองคนในวง XV

Reference/ข้อมูลเพิ่มเติม

*Right Reverend W.J. Carey, former Bishop of Bloemfontein and an original member of the Barbarians.

World in Union sung by Bryn Terfel & Shirley Bassey 

Pictures courtesy of: “with a fine disregard…” A Portrait of Rugby School

Rugby History

ฟัง Hen Wlad Fy Nhadau 

ดู Haka



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
SW19 วันที่ : 23/07/2011 เวลา : 23.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ขอบพระคุณคุณสยุมพรสำหรับกำลังใจที่ไม่เคยหมดสิ้น
ทุกหน่วยย่อยของสังคมย่อมมีส่วนช่วยส่วนรวมได้
ตามบทบาท หน้าที่และความถนัดเฉพาะตน
มองในด้านบวก หากสิ่งที่ดึงจิตเราต่ำลงมีมากเพียงไร
โอกาสปรับปรุงไปสู่ด้านสว่างน่าจะมีมากประมาณเดียวกัน

ไปวิ่งวุ่นวายมาสองสามวันเพิ่งมีโอกาสเข้ามาได้ข่าวจากคุณสยุมพร หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งค่ะ
ทำให้มีแรงจะส่งตอนหน้าเบาๆ มาฝากในเร็ววันนี้ครับ/ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
สยุมพร วันที่ : 21/07/2011 เวลา : 22.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ooddee

ขอโทษที่เข้ามาอ่านช้าไปหน่อยค่ะ
แต่อ่านทุกตัวอักษร ที่ลึกซึ้ง
รวมทั้งคอมเม๊นต์ของทุกท่านด้วยค่ะ
ขอบคุณที่ตั้งใจเขียนเรื่องดี ๆ
ให้ได้ประเทืองปัญญา
และได้แต่หวังว่า(ฝันไปหรือเปล่า)
วันหนึ่งประเทศไทยเราจะมีวัฒนธรรม
แบบนี้บ้าง ตอนนี้ได้แต่สวดภาวนา
ขออย่าให้ชาติไทยเรา เลวร้ายไปกว่านี้เลย
(ป.ล. เพราะเผลอจิตเลยตก ฟกช้ำ ระกำใจ)

เป็นปลื้มแทนเจ้าของบ้าน ที่มีนักเรียนคนเก่ง(คุณหมอ NN1234)
สนใจ ค้นคว้า หาความรู้ สอบถาม
ให้เราได้รับรู้ไปด้วย ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
SW19 วันที่ : 20/07/2011 เวลา : 12.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ผู้ดี มากน้อย เก่า แก่กว่ากัน คงไม่เหมาะในการเปรียบเทียบสั้นๆ
แต่ความแตกต่างที่เห็นชัดคือ อังกฤษมี discipline มาจากกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ (Rule of Law) ขณะที่ฝรั่งเศสกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ คนจึงมี discipline น้อยกว่า
(เอ๊ะ เหมือนประเทศไทยหรือเปล่านี่)

ส่วนเรื่องศาสนา ตอบได้สองแบบ คือเป็นอีกหนึ่ง entry ใหม่เลย
หรือ
นั่งคุยเล่าสู่กันฟัง

อย่างไหนจะเร็วกว่ากันสองวันนี้ก็รู้


ความคิดเห็นที่ 11 (0)
NN1234 วันที่ : 20/07/2011 เวลา : 11.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ขอบคุณที่ตอบคำถาม(ให้แก่นักเรียน) แม้จะเป็นความคิดเห็นส่วนตัว แต่ผมก็เชื่อว่า น่าจะถูกต้องและเชื่อถือได้ เพราะลำดับความสำคัญของคำตอบมีนัยะสำคัญ(significant)
ผมเองก็เข้าใจเสมอมาว่า ศาสนาเป็นพื้นฐานของคุณงามความดี ความสงบสุขระหว่างชนเผ่าและในเผ่าเดียวกัน (แม้จะมีคนกล่าวว่า งมงายก็ตาม)
ศาสนาจึงเป็นที่มาของกฎของการอยู่รวมกันของมนุษย์ เป็นพื้นฐานที่มาของกฎหมายทำให้มนุษย์เคารพโดยไม่ต้องใช้อามิสบูชา(เว้นเสียแต่ว่า เขาทำผิดกฎนั้นๆ จึงจะต้องรับโทษด้วยการจ่ายค่าปรับ.....มิสบูชา)
ทราบมาว่า อังกฤษได้แยกนิกายของคริสตศาสนาจากโปแตสแตนท์ ซึ่งแต่เดิมให้มีเฉพาะแต่เกาะอังกฤษ ส่วนพวกเก่าก็อยู่บนแผ่นดินใหญ่ไป
ความคิดเห็นที่แตกแยกกันนี้ นักเรียนขอถามว่า...

๑) ทำให้ผู้คนในเกาาะอังกฤษดูเป็น"ผู้ดี"มากขึ้นหรือมากกว่า"ฝรั่งเศส"ที่เป็นพวกผู้ดีเก่าหรือไม่?
๒) เคยมีหรือไม่?ที่สองนิกายนี้เป็นฉนวนเหตุแห่งความขัดแย้งระหว่างกัน
๓) วิธีการปฏิบัติต่อประเทศอาณานิคมเปรียบเทียบระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสเห็นว่ามีความแตกต่างกัน ข้อนี้เป็นเหตุมาจากศาสนา,และจารีตประเพณีด้วยหรือไม่?

ผมรู้สึกว่า กำลังเชื้อเชิญให้เดินเข้าเกาะอังกฤษโดยบังเอิญเสียแล้ว......!!!
(ส่วนคำตอบในความเห็นที่ ๙ ผมจะนำไปขบคิดต่อไป)

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
SW19 วันที่ : 19/07/2011 เวลา : 23.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ NN1234 ในความเห็นที่ 7

ดีจัง ขยันทำการบ้านอย่างนี้ มีผลงานดีเด่นในปีนี้แน่นอน


ความคิดเห็นที่ 9 (0)
SW19 วันที่ : 19/07/2011 เวลา : 23.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ NN1234


ความเห็นนี้คงมาจากมุมมองของ SW19 แต่ผู้เดียว

เรื่องของผู้ดี ที่ปรากฏในตัวตนของพวกบริทิชคงต้องพิจารณาหลายปัจจัยประกอบกันไป

ในวงกว้าง คือยุโรป ก่อนที่จะยึดมั่นเป็น nationality และแยกเป็นชาติใดๆ นั้น สิ่งที่มาก่อนอื่น คือ ศาสนา
ศาสนาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของคน และเป็นหลักแห่งคำสั่งสอนให้คนมีศีลธรรม และประพฤติตัวในกรอบอันดีงาม และมีกฎกำหนดสั่งสอนผู้คน ที่ผู้คนยึดถือ เมื่อเป็นชาติขึ้นมา กฎหมายลำดับแรกก็เอามาจากข้อกำหนดตามศาสนา

ในบริเทน กว่าจะเป็น ‘ผู้ดี’ ได้ต้องหล่อหลอมมาจากทุกส่วนที่ก่อร่างสร้างมาเป็น United Kingdom โดยยกเว้นเรื่องของความมั่งคั่ง เพราะบริเทนนั้นไม่ได้ร่ำรวยกันหมดทุกคน (ชาติ) เช่น เวลสส์จนถึงจนมาก คนทำงานเหมือง แถมอังกฤษยังผ่านสงครามโลกมาอีก หลังสงครามมีการปันส่วนอาหารและของใช้ (Rationing)

สังคมบริเทนมีพื้นฐานมาจากชนชั้น (มีอย่างแน่นอน เปิดเผย ชัดเจน) แต่การมีชนชั้นในสังคมไม่ได้สร้างความเดือดร้อนใดๆ คนในชนชั้นนั้นพอใจในสิ่งที่ เป็น อยู่ คือ ของตนเอง ด้วยว่าได้รับความยุติธรรมตามพื้นฐานที่พึงมี มีกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ให้ความเสมอภาค คนทำหน้าที่ตามที่เป็นไปในส่วนของตนอย่างภูมิใจ เกษตรกรก็ภูมิใจในความสำคัญของตนเอง ของหน้าที่ ความสามารถเฉพาะทาง แม้กระทั่งช่างไม้ ช่างทาสี ที่เห็นงานของตนเป็น Artisan ไม่ได้เห็นเป็นต่ำต้อย

การที่รู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ทำ การทำอย่างมีจรรยาบรรณในอาชีพที่ทำ มีพื้นฐานมาจากวินัยที่ถูกปลูกฝังมา

การผ่านสงครามและต้องมีชีวิตที่ใช้ของแบบ Rationing ทำให้รู้จักพอเพียง

ช่วงยุควิคทอเรียน (1837 – 1901) เริ่มมีความเจริญหลายอย่างเกิดขึ้น แปลว่ามีเงินมากขึ้น ซึ่งเอื้ออำนวยให้เกิดสิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นเรื่องการศึกษา ที่เริ่มปลูกฝังเรื่องวินัยให้เยาวชนเป็นเรื่องเป็นราว โดยยึดหลักมาจากคำสอนของศาสนานั่นเอง (Good Christians values)
(สมัยต้นยุค Charles Dickens นอกจากเขียนหนังสือ ยังเป็นคนเล่าเรื่องที่เก่ง เพราะคนยังอ่านไม่ออก)

วินัยที่มากับจริยธรรม คือสิ่งที่ทำให้คนทำหน้าที่ที่ต้องทำอย่างมีคุณธรรม เคารพและปฏิบัติตามกฎกติกาอย่างเคร่งครัด เป็นพื้นฐานให้การปกครองคนหมู่มากไปข้างหน้า เป็นไปอย่างมี harmony และราบรื่น เมื่อเข้าไปในอาณานิคมต่างๆ นั้น (ที่ทุกคนหวังผลประโยชน์ทั้งนั้นแหละ) ก็ยังทำแบบมีจรรยาบรรณและทิ้งความเจริญให้คนในประเทศที่เข้าไปด้วย อย่างเช่น ทหารอังกฤษ (ระดับนายทหาร) ห้ามสุงสิงแต่งงานกับคนท้องถิ่น เพราะจะเสียการปกครอง ขณะที่ทหารฝรั่งเศสไม่ถูกห้าม

[Anna Leonowen ที่อ้างกำเนิดเก๋มากมายว่าพ่อเป็นนายทหารอังกฤษ แต่ไม่ได้รับการนับหน้าถือตาจากคณะสถานทูตนั้น ก็เพราะเขารู้กันว่าเธอเป็นลูกครึ่งอินเดีย ถ้าเป็นลูกครึ่งได้ ก็แปลว่าพ่อไม่ได้เป็นนายทหารสัญญาบัตร แล้วใครเขาจะเชื่อเรื่องอื่นของเธอ?]

วินัยมหาศาลของคนบริทิช ทำให้ดูเหมือนเป็นชาติที่หยิ่ง เชิด ลักษณะประจำชาติ (national-stereotype) เช่น ว่าต้องรู้จักถึงจะทักกัน ก็เลยทำให้ไปกันใหญ่ ที่จริงแล้วคนอังกฤษง่ายกว่านั้นมาก และสำหรับคนที่มาอังกฤษแล้วอยู่เฉพาะลอนดอนก็อาจจะไม่เห็นแบบนี้เสียแล้ว เพราะปัจจุบันลอนดอนถูกปนไปด้วยวัฒนธรรมจากคนหลากหลายที่เข้ามาจากในยุโรป และอื่นๆ

วินัยที่ช่วยชาติผ่าวิกฤตินั้น น่าจะเป็นวินัยพื้นฐาน คือ ‘การทำหน้าที่ของตนให้ครบสมบูรณ์’ ถ้าทุกหน่วยทำแล้ว ก็คงเกิดพลังมหาศาล



ความคิดเห็นที่ 8 (0)
SW19 วันที่ : 19/07/2011 เวลา : 23.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ Bluehill
คุณอุ๋ม
คุณ Hayyana

ขอบคุณสำหรับ comments..

ในรักบี้เล่นนอกเกม เขาก็ดูแลจัดการกันเอง และถ้าเจ็บเลือดสาดในเกม ยังเป็นแค่ Blood bin เข้าไปอุด ปะ แล้วรีบออกมาใหม่.. ไม่เจ็บ.. ไม่พัก .. ไม่หยุดจริงๆ

เลยกลายเป็นกีฬาสวยอย่างคุณอุ๋มว่า..


ความคิดเห็นที่ 7 (0)
NN1234 วันที่ : 19/07/2011 เวลา : 21.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ปล.
วันนี้ว่างจากคนไข้ ผมได้อ่าน"ฝรั่งเศส;วิวัฒนาการความคิดในสิบศตวรรษ จากยุคแรกถึง ค.ศ.๑๘๐๐"
ได้เข้าใจเเละเติม(ยังไม่รู้จักเต็มสักที)กับวัฒนธรรมยุโรป นักคิดนักเขียน ฯลฯ
ผมโหลดหนังสือเก่าๆ จากเน็ตมาไว้อ่านเต็มไปหมด
อืมมม...(บางที)ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมคนเรามันต้องมี "Tablet - กระดานชนวนแห่งศตวรรษที่ ๒๑"

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
NN1234 วันที่ : 19/07/2011 เวลา : 12.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ผมพยายามค้นหาคำว่า"ผู้ดี"จากความเป็นตัวตนของคนบริเตน ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพื่อพิสูจน์ว่า ความเป็น"gentleman"ของพวกเขาช่วยรักษาชาติเอาไว้และให้รอดพ้นวิกฤติชาติมาได้อย่างไร
น่าเสียดายที่วัฒนธรรมชาติเราคงจะยังเทียบไม่ได้กับ.......ของเขา เราจึงยังคาดหวังอะไรไม่ได้กับความอยู่รอดและนำพามันผ่านพ้นวิกฤติชาติไปได้อย่างไร
.......................................?
ขออนุญาตตั้งคำถามไว้เผื่อว่าใครผ่านทางมาจะช่วยตอบ (หรือ จขบ.ตอยก็ยิ่งดี)
ขอบคุณมากครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
hayyana วันที่ : 18/07/2011 เวลา : 15.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

ไม่มีแกล้งเจ็บตุ๊กตาทองดีครับ
มันไม่แปลกๆเหมือนอเมริกันฟุตบอลที่ลงเล่นทีละไม่กี่วินาทีแล้วก็พักด้วย ไม่ทันไรพักอีกแล้ว

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ลาดพร้าวซอยสิบสอง วันที่ : 18/07/2011 เวลา : 14.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thairesearch2539

อุ๋มชอบดูรักบี้นะคะ อุ๋มว่ามันสวยดี อิ อิ คนชอบกีฬาเป็นลมตาย ดูกีฬาว่าสวยดี แน้

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
BlueHill วันที่ : 18/07/2011 เวลา : 14.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

นับถือหัวจิตหัวใจคนเล่นรักบี้จริง ๆ
เกมหนักและแรง แต่ผู้เล่นไม่มีนอกเกม
แทบไม่มีการฟาดปากให้เห็น ผิืดกับฟุตบอลหรืออเมริกัน ฟุตบอล นะครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
SW19 วันที่ : 15/07/2011 เวลา : 14.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

จากอารัมภบท มีหนึ่งประเด็นที่ไปแทรกไว้ในเรื่องราวแทน

คือ Rule of Law ที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปกครอง

การมีพละกำลังและจำนวนเหนือกว่าไม่นำมาซึ่งชัยชนะในทุกเรื่อง รักบี้เป็นกีฬาที่ต้องสู้กันเต็มที่ตลอด ๘๐ นาที 'การเตะถ่วง' ไม่เคยปรากฏ

การปกครองของอังกฤษมาจากการแบ่งชั้นวรรณะ ซึ่งทุกคน happy กันหมด เพราะทุกคนมีหน้าที่ของตนในสังคม สิ่งที่ทำให้คน happy กันได้กันชนชั้นคือ ทุกคนเท่ากันหมดภายใต้กฎหมาย

นั่นคือ สิ่งที่อังกฤษก้าวไปข้างหน้าไปในระบอบการปกครองได้มั่นคง (ไม่ใช่เร็ว เพราะกว่าจะถึงวันนี้ก็นองเลือดมาก่อน) คือกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ และที่สำคัญที่สุด คือคนเคารพกฎหมาย คนเป็นอย่างนี้ได้ ก็ต้องสอนกันมาตั้งแต่สังคมครอบครัว และโรงเรียน

SW19 คงดูบ้า ในภาวะบ้านเมืองแบบนี้ ยังมีอารมณ์เล่าเรื่องกีฬา
แต่คุณ NN1234 อุตส่าห์มองทะลุถึงสิ่งที่แทรกไว้


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
NN1234 วันที่ : 15/07/2011 เวลา : 10.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

เหมือนพวก"คนยักษ์"เล่นแย่งชิงลูกบอล ไล่ปล้ำกันกลางสนาม มีประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน จนกลายเป็นวัฒนธรรมการต่อสู้ของ"คนยักษ์"แทนการทำสงครามแบ่งชิงทรัพยากร โดยมีคนยักษ์เป็นเสมือนตัวแทนของนักรบเหล่านั้น

ร.๖ ทรงจัดให้มีการศึกษาตามแบบอังกฤษ จึงนำหลักสูตรการเรียนการสอนมาบรรจุในวชิราวุธวิทยาลัย เพื่อสอนให้คนเป็นสุภาพบุรุษ รู้จักวัฒนธรรมการเคารพกติกา แม้ว่าเขาจะมีกำลังเหนือกว่าคู่แข่งอย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรเอากฎหมู่อยู่เหนือกติกาของเกมการแข่งขัน(สังคมด้วย)

ผมสอบถามเจ้าตัวเล็กว่า ที่ ร.ร.มีสอนไหม? .."ไม่มี" ...เลยเข้าใจว่า คงเป็นกีฬาที่ยัง"ไม่เหมาะ"กับเมืองไทย ทั้งที่เป็น ร.ร.คล้ายๆ กันนั้น
ผมเชื่อว่า หาก ร.ร.เขาใส่เรื่องนี้เข้าไป จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน
ลูกสาวไปเรียนมหาวิทยาลัย(มอ.หาดใหญ่)ปีที่แล้ว ได้เป็น ผจก.ทีมรักบี้ฟุตบอล ทำให้เะอหวนคิดถึงวันเก่าๆ อยากกลับไปเรียนแบบสนุกสนานแบบนั้น ซึ่งไม่มีในที่แห่งใหม่
แสดงว่า กีฬา(รักบี้)สอนให้คนเป็นคน เรียนรู้หลายๆ อย่างและทำให้คนมีความสุข...ไม่เพียงแต่คนที่เล่นในสนามเท่านั้น

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน