*/
  • SW19
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-08-19
  • จำนวนเรื่อง : 94
  • จำนวนผู้ชม : 266477
  • จำนวนผู้โหวต : 247
  • ส่ง msg :
  • โหวต 247 คน
Oh What A Night

เพลงจาก Jersey Boys,West End, London

View All
<< พฤศจิกายน 2011 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน 2554
Posted by SW19 , ผู้อ่าน : 4469 , 05:49:08 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน ซำมะแจะ , february26 และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

The Great War พ.ศ. 2457 – 2461 (1914 – 1918) เป็นสงครามใหญ่ในประวัติศาสตร์โลกที่ขีดเส้นแบ่งยุโรปเป็นสองฟาก ปมเหตุแห่งสงครามซับซ้อนด้วยแรงกระตุ้นแห่งอำนาจ ทั้งด้านการปกครองและเศรษฐกิจของชาติที่เกี่ยวข้อง มากกว่าชนวนเหตุสุดท้ายแห่งการประกาศสงคราม

 

การสิ้นสุดของสงครามครั้งนี้ ยังมีปัจจัยที่นำไปสู่การเกิดสงครามครั้งใหม่ใน พ.ศ. 2482 (1939) ให้ The Great War ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น The First World War หรือ World War I (WWI)

 

สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (WWI) นับ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2457เป็นวันเริ่มต้น กว่าจะถึงวันยุติสงครามอีกกว่าสี่ปีต่อมา มีทหารและประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บกว่า 35 ล้านคน

จนถึงสองปีก่อนหน้านี้  The Last Tommy แห่ง WWI ก็จากไป ปิดฉากชีวิตของพยานบุคคลแห่งสงครามสี่ปี ที่ยังคงฐานะโหดร้ายที่สุดแห่งประวัติศาสตร์ความขัดแย้งของมวลมนุษยชาติ และมีเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อคนรุ่นต่อมาถึงวันนี้ - - 97 ปีให้หลัง

 

Tommy หรือ Tommy Atkins คือชื่อเล่นของ British Army ที่ใช้กันทั่วไป มีต้นกำเนิดจากหลายทฤษฎี ย้อนไปได้เก่าที่สุดใน พ.ศ. 2286 เรื่อยมาจนยุค Duke of Wellington (1794) จนมาถึงสมัยที่กระทรวงกลาโหมบริทิช War office ในสมัยนั้น นำชื่อนี้มาใช้แทนการเรียกชื่อนายทหารทั่วไปตั้งแต่ พ.ศ. 2358 

 

พอเข้าสู่ WWI ชื่อ Tommy Atkins ถูกใช้เป็นตัวอย่างเพื่อการกรอกเอกสารของทหารบริทิช

 คำว่า Atkins นั้น หมายถึง ‘little son of red earth’ เปรียบเสมือนเสื้อทูนิคสีแดงของทหารบริทิชยุคโบราณ

 

 

และเมื่อเอ่ยคำว่า The Last Tommy ก็รู้กันว่า หมายถึง Harry Patch ทหารผ่านศึก WWI ที่ผ่านการต่อสู้ที่ The Trench และเสียชีวิตเมื่อ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 มีอายุ 111 ปี 38 วัน นับเป็นบุคคลที่มีอายุมากที่สุดในเกรทบริเทนและยุโรป ขณะที่ทหารหลากเหล่าชาติอื่นในยุโรปที่ผ่าน The Great War จากไปหมดสิ้นแล้ว

 

ยกเว้นคนท้ายที่สุด Claude Choules เสียชีวิตเมื่อ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 อายุ 110 ปี สังกัด Royal Navy เพราะเริ่มแรกที่อยากเป็นทหารอายุเพียง 14 – น้อยเกินกว่าจะเป็น Tommy ได้

 

Harry Patch เข้ารับราชการทหารหลังสงครามเริ่มสองปี และออกสู่แนวรบ The Trenches ที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดใน พ.ศ. 2460 Patch ไม่เคยปริปากเล่าเรื่องความทารุณของสภาพสงครามเลยจวบจนอายุได้ 100 ปี เหมือนกับ Tommy อื่นที่รอดชีวิตมา ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะย้อนคิดถึงวันเวลาระหว่างสงครามได้  

The Trenches มีความลึก 6 ฟุต กว้าง 3 ฟุต ชื้นแฉะ เต็มไปด้วยโคลน ให้ซุกตัวรอดปลอดจาก sniper แม่นปืนของทหารเยอรมัน ที่เรียกกันว่า Jerry และใช้ชีวิตร่วมกับหนูที่ตัวโตกว่าแมว ถ้าจะงีบได้สงบก็ต้องเอาผ้าคลุมศีรษะ ตัดรำคาญจากหนูที่วิ่งพล่านกระทั่งบนใบหน้า กัดกินทุกอย่างที่ขวางทาง น้ำดื่มติดกลิ่นน้ำมันจากถังบรรจุ     แต่ที่ร้ายที่สุด คือ ศัตรูที่อาศัยแนบตัวคือ ‘เหา’ ทั้งตัว ทั้งไข่ แทรกอยู่ทุกอณูของเสื้อผ้า หลายๆวันก็ต้องกลับด้านเสื้อใส่ให้หายคัน สุดท้ายก็พ่ายแพ้เหาเหล่านั้น ที่คืบคลานย้ายไปฝังตัวในแนวตะเข็บผ้า  

 

ทหารแต่ละนาย อย่างดีก็อายุราว 18 ยังเป็น boys ในโลกแห่งสงคราม ผู้รอดชีวิตจึงได้ประสบการณ์ของความหฤโหดเกินสงครามครั้งไหนแม้ในปัจจุบันนี้  

 

เมื่อ Harry Patch เริ่มเอ่ยถึง The Great War มีเพียงคำพูดสั้นๆ ว่า

‘It wasn’t worth it. No war is worth it.

No war is worth the loss of a couple of lives let alone thousands.

World War One is history, it isn’t news.’

 

 

และวันหนึ่งเมื่อ Patch ได้พบกับ Charles Kuentz ทหารผ่านศึกเยอรมัน ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ที่ต่างคนอายุร้อยปีเศษแล้ว และอุตส่าห์มีของที่ระลึกติดมือมาแลกกัน ต่างคนต่างสงบใจและมีจุดหมายเดียวกัน คือ คำนึงแค่ความเป็นหนึ่งเดียวและสันติภาพของยุโรป   

 

ไม่กี่ปีถัดมา Patch ได้กลับไปดู Flanders หนึ่งในสมรภูมิรบ และหลุดปากออกได้เพียงว่า ‘war isn’t worth one life.’ 

 

Patch จากไปอย่างสงบ สั่งเสียไว้ว่าไม่ต้องมีการยิงสลุต และให้งดการติดอาวุธแม้ในกรณีที่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธอาภรณ์ของทหารผู้ร่วมพิธีศพ ที่มีตัวแทนมาจากเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส และเยอรมนี

วันนั้น จึงมีเพียงเสียงระฆังที่กังวานสั่งลา 111 ครั้ง  

 

ในระหว่างสงคราม ชีวิตผู้คนจำนวนมากล้มหายตายจาก มีหนึ่งชีวิตของทหารเยาว์วัย ที่เป็นแรงบันดาลใจให้มีบันทึกไว้ และเป็นที่มาของบางธรรมเนียมในวันนี้

Lieutenant Alexis Helmer ทหารปืนใหญ่คาเนเดี้ยน อายุเพียง 22 ปีถูกกระสุนปืน 8-inch shell จากฝ่ายเยอรมนียิงร่างแหลก เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2458 ณ บริเวณ Flanders, Belgium ที่เดี๋ยวนี้คาบเกี่ยวในเขตของทั้งเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์

John McCrae แพทย์สนามและผู้เคยสอนหนังสือ Helmer มาก่อน เป็นผู้รวบรวมชิ้นส่วนร่างของ Helmer และประกอบพิธีฝังศพให้ กระทบใจกับความสูญเสียของ the fallen ที่มีชีวิตร่วงหล่นลงง่ายเหลือเกิน จึงเขียนกลอนไว้ ภายใต้บรรยากาศของสนามรบและบริเวณที่ทำเป็นที่ฝังศพที่ Flanders ซึ่งเกลื่อนไปด้วยสีแดงของดอกป๊อปปี้บานสะพรั่งเต็มท้องทุ่ง

 

To you from failing hands we throw

The torch; be yours to hold it high.

If ye break faith with us who die

We shall not sleep, though poppies grow

In Flanders fields.

 

In Flanders Fields ของ McCrae กลายเป็นหนึ่งในบทประพันธ์โด่งดังผลผลิตจากสงคราม ที่รู้จักกันไปทั่วโลกในวันนี้

 

หลังสงคราม Tommy ที่รอดมาจาก The Great War ต่างก็หาทางดำเนินชีวิตต่อไป ถึง พ.ศ. 2456 มีการก่อตั้ง The Royal British Legion องค์กรการกุศลที่ช่วยเหลือ ดูแลความเป็นอยู่ของทหารผู้ได้รับผลกระทบทั้งร่างกายและจิตใจ

ปีถัดมา Major George Howson MC ทหารผ่านศึกจาก The Great War ได้ก่อตั้ง Disabled Society เพื่อช่วยเหลือทหารทุพพลภาพทั้งชายและหญิง และไปชักชวน The Royal British Legion ทำดอกป๊อปปี้เพื่อสร้างงานและรายได้ให้ผู้ทุพพลภาพ และหาทุนไว้ใช้ในการช่วยเหลือทหาร

 

จากวันนั้นมา The Royal British Legion ได้ให้ความช่วยเหลือชุมชนทหารมาจนครบ 90 ปี ปัจจุบันมี Queen Elizabeth II เป็นองค์อุปถัมภ์

 

 และการสร้างงานของ Howson ได้ก่อให้เกิด The Poppy Factory องค์กรที่ขยายขอบข่ายในการจัดหางานให้ทหารผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามทั้งร่างกายและจิตใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้

 

อันที่จริง ธรรมเนียมการใช้ดอกป๊อปปี้เป็นสัญลักษณ์ระลึกถึงทหารผ่านศึกสงครามถูกจุดประกายผ่านมาจากสตรีสองท่าน คือ Moina Bell Michael ครูอเมริกัน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากคำประพันธ์ In Flanders Fields ของ John McCrae ถึงขั้นเขียนกลอน We Shall Keep the Faith ตอบไว้ และตั้งปณิธานว่าจะใช้ดอกป๊อปปี้เป็นเครื่องระลึกถึงผู้เสียชีวิตในสงคราม และช่วยผู้หลงเหลือ

จากอเมริกา ความคิดของ Moina Michael ได้รับการตอบรับจาก Madame Anna Guérin ชาวฝรั่งเศส ที่ใช้ดอกป๊อปปี้มาระดมทุนหาเงินช่วยทหารผ่านศึก และบูรณะพื้นที่ในฝรั่งเศสที่เสียหายจากสงคราม และชวนชาติพันธมิตรของฝรั่งเศสใช้ดอกป๊อปปี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการรำลึกถึง The Great war ร่วมกัน

ดอกป๊อปปี้สีแดงชาดนี้ จึงเดินทางมาถึงเกรทบริเทน ในที่สุด

  

ขณะที่ พ.ศ. 2557 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นวาระครบรอบหนึ่งร้อยปี The Great War เกรทบริเทนไม่เคยละเว้นที่จะนึกถึง The Glorious Dead ชีวิตที่สิ้นไป จากสงครามนั้น ในวันที่สงครามยุติลงเมื่อ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2461 

‘the eleventh hour of the eleventh day of the eleventh month’

วันที่เรียกกันว่า Armistice Day ที่ทุกฝ่ายตกลงหยุดยิง แม้การยุติ The Great war มีผลอย่างเป็นทางการเอาเมื่อมีการลงนาม Treaty of Versailles ในวันที่ 28 มิถุนายนปีถัดมา

 

 

เกรทบริเทน เริ่มการรำลึกถึง The Glorious Dead ที่จากไปในสงครามเมื่อครบรอบปีแรก ด้วยการยืนสงบนิ่งเป็นเวลาสองนาที เมื่อ Big Ben ตีบอกเวลา 11.00 น. ในวันที่ 11 พฤศจิกายน

หลังการลงนามใน Treaty of Versailles มีพิธีสวนสนามเฉลิมฉลองการสิ้นสุดของสงครามกลางกรุงลอนดอน มีบุคคลสำคัญของฝ่ายพันธมิตรอย่าง John Pershing, Ferdinand Foch, Douglas Haig และ David Beatty มาร่วมพิธี จึงมีการสร้างอนุสรณ์สถานประกอบพิธีนั้นเป็นการชั่วคราวเรียกว่า The Cenotaph ที่หมายถึงหลุมศพที่ว่างเปล่า ซึ่งเข้ากับสถานการณ์ของความสูญเสียของทหารจำนวนมากที่ยากจะหาร่างกลับคืนสู่มาตุภูมิได้

หลังพิธีการ ประชาชนต่างนำพวงหรีดและดอกไม้มาวางคารวะและรำลึกถึงทหารเป็นจำนวนมาก เกิดเป็นแรงผลักดันให้สร้าง The Cenotaph ขึ้นเป็นการถาวร

 

 

พอถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (World War II / WWII) พ.ศ. 2482 การประกอบพิธีในปีที่วันที่ 11 อยู่ในวันธรรมดาเป็นไปอย่างลำบาก จึงเลื่อนไปปฏิบัติกันในวันอาทิตย์ที่ใกล้วันที่ 11 ที่สุด

เมื่อจบ WWII แล้วจึงเลื่อนพิธีไปเป็นวันอาทิตย์ที่ใกล้วันที่ 11 อย่างถาวร และเรียกวันนั้นว่า Remembrance Day หรือ Remembrance Sunday เพื่อรำลึกถึงชีวิตที่ปลิดปลิวไปในสงครามโลกทั้งสองครั้ง

 

แม้บางขณะจะมีกระแสต่อต้าน Remembrance Day ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งสงครามและการทำลายล้าง ประชาชนบริทิชก็ยังให้ความสำคัญและไม่เคยลืมทหารผู้จากไป ที่เสียสละความสุขสบายเพื่อรักษาความสงบให้ประชาชนในชาติ และไม่ลืมความยากลำบากในยามศึกสงคราม จากเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้วเสมอมาจนถึงปัจจุบัน

 

การล่วงเกินสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียสละชีวิตเหล่านั้น แม้เพียงการลบหลู่ห้อยโหน  เดอะซีโนถาป เป็นเรื่องใหญ่

การละเลยไม่ให้ความสำคัญอย่างที่ FIFA ห้ามนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษติดสัญลักษณ์ดอกป๊อปปี้ในการแข่งวันอาทิตย์ Remembrance Sunday (ทั้งที่เยอรมนีออกมาสนับสนุน) จึงเดือดร้อนถึง Prince William of Wales ต้องเขียนจดหมายท้วงติงจนได้รับการยินยอม

ไปจนถึงการที่ Robin Gibb นำเพลงของ Bee Gees มาร้องร่วมกับทหารเพื่อหารายได้จุนเจือผู้ผ่านศึกสงคราม

 

เหล่านี้เป็นเรื่องที่ British Public ร่วมใจกันทำได้ เพื่อดูแลผู้ที่เสียสละความสุขส่วนตัวทำหน้าที่ปกป้อง The Queen and Her Country เฉกเช่นคำกล่าวขอบคุณผู้ซื้อดอกป๊อปปี้จากใจคุณปู่ทหารผ่านศึกว่า

We served you and you take care of us...

 

ก่อนจะถึง Remembrance Sunday ของปี 2011 ชีวิตจำนวนมากในลอนดอนจะเต็มใจชักชวนกันหยุดนิ่งในวัน Armistice Day 11 – 11 – 11 – 11 

 

แค่สองนาทีสงบนิ่ง ครั้งหนึ่งในชีวิต

ณ เวลา 11 นาฬิกาของวันที่ 11 เดือน 11 ปี 11

เพื่อรำลึกถึงความเสียสละของ Service men and women ทหารชายและหญิงจาก The Great War 

 

**********

*

Reference:

BBC Worldwars History

The Royal British Legion

Robin Gibb & the official poppy appeal single 2011

I’ve gotta get a message to you: posted by www.youtube.com/user/royalbritishlegion



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
tengpong วันที่ : 05/04/2012 เวลา : 00.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

อ่านเรื่องนี้อย่างช้าช้า ละเมียดละไม
เพื่อตั้งใจมอบเป็นเกียรติแด่ The Last Tommy และ ทหารทุกนายรวมทั้งทหารของไทยเราด้วย
Rest in peace.

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
สยุมพร วันที่ : 30/11/2011 เวลา : 01.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ooddee

รอให้ห้องว่างวายผู้คน
เข้ามาอ่านอย่างเงียบ ๆ
ซึมซับ 3 รอบ
พร้อมฟังความคิดเห็น
แค่นี้ก็กำไรแล้วค่ะ
ขอบคุณนะคะ
ที่ช่วยเติมเต็ม
กับสิ่งที่ไม่รู้ ให้ได้รับรู้
อนุโมทนา

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
ลาดพร้าวซอยสิบสอง วันที่ : 17/11/2011 เวลา : 12.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thairesearch2539

แหม แหม อ่านคำนิยมของคุณ SW19 ต่อฝีมือการปรุงอาหารของคุณ Roux แล้วให้รู้สึกอยากไปทานในทันใดคะ แต่ทว่าผู้คนคงทราบเหมือนอย่างที่คุณ SW19 บอกอุ๋ม คนเลยจองเพียบแแล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
NN1234 วันที่ : 14/11/2011 เวลา : 00.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

WWI ดูว่าสาเหตุมาจากอะไร ที่ครูสอนมาก็คือ การลอบปลพระชนม์ราชวงศ์ของออสเตรีย แต่จริงๆ แล้วก็มีสาเหตุหลายประการที่สุมๆ กันเข้ามาในช่วงนั้น เรื่องปลงพระชนม์ฟังดูเป็นจุดแตกหัก และแบ่งแยกคูกรณีทำสงครามกันจริงๆ ณ วันนั้น
แล้วเยอรมันก็เริ่มต้นบุกชาวบ้านทุกแนวรบ โดยเฉพาะแนวรบด้านตะวันตก ถือเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี..?

ตอนที่จบลงเยอรมันก็เลยต้อง"โทษใบแดง"ห้ามๆ ๆ ๆ"เพราะเป็นผู้รุกรานชาวบ้านเขาก่อนและไปทำเขาหนักกว่าใคร
วิลสันแห่งอเมริการ่างสัญญาที่อยากให้โลกสงบขึ้นมา ๑๔ ข้อ แต่ทว่า....สภาของอเมริกันเองที่กลับไม่ให้สัตยาบัน ...WWI เลยจบลงโดยที่ไฟไม่ได้มอดลงอย่างราบคาบ

จำมาอย่างนี้คร่าวๆ ต้องกลับไปเปิดตำราเพิ่มแล้วล่ะ...

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
พาจรดอทคอม วันที่ : 13/11/2011 เวลา : 00.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pajondotcom
Pajondotcom

ขอบคุณสำหรับ 11/11/11/11 ของจริงที่อังกฤษ กับเรื่องราวดีๆ ..ไอ้ผมเป็นคนชอบฟังเลงเสียมากกว่า ..หนัง Enigma ไม่เคยดู แต่ชบเพลง Enigma....Return to innocent..ครับ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
SW19 วันที่ : 13/11/2011 เวลา : 00.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ขอตอบคุณที่ละประเด็น ถือว่าแลกเปลี่ยนความเห็นจากประวัติศาสตร์


....‘แต่อันนี้มันสวนทางกันกับระบอบนาซี ......? หรือลัทธิชาตินิยมนาซี’ ....


Keynes กับ Nazi เป็นคนละประเด็นกัน
นาซีเป็นเพียงการเมือง -- right wing politics ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับ Economics เลย
ขณะที่ Keynes เป็น pure economics แนวคิดของ Keynes บอกว่า ในยามที่มี depression แทนที่จะตัด deficit โดยการลดรายจ่ายของรัฐบาล (government spending) ก็ให้เพิ่มเข้าไปแทน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับคืนสู่สภาพปกติ ให้หลุดพ้นจาก depression ก่อน

ที่บอกว่า Hitler แค่เอาแนวคิดของ Keynes มาใช้ก็คือ แค่กระตุ้น สร้างงาน สร้างเงิน แต่แทนที่จะสร้างด้วยการก่อให้เกิดอุตสาหกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อความก้าวหน้าด้านอื่นในชาติ กลับไปสร้างความแข็งแกร่งติดอาวุธให้ตัวเอง

แนวคิดของ Keynes ไม่มีอะไรผิด แต่เป็นแนวคิดเบื้องต้น ในยุคต้นๆ ที่ถึงเวลาปฏิบัติกันในความเป็นจริงที่มีปัจจัยของชาติโดยเฉพาะที่นอกเหนือการควบคุม (uncontrollable factors) แล้วก็จะใช้แนวคิดนี้โดดๆ ไม่ได้

ส่วนที่คุณว่า
.... ฉันอุตส่าห์ออกไปรบเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงกับความเป็นความตาย.... นั้น

ในความคิดของเรา เห็นว่า ฮิตเลอร์จะรู้สึกอย่างนั้นก็ไม่น่าเห็นใจ เพราะตอน WWI นั้น ไม่มีใครให้ออกไปรบตั้งแต่ต้น ไม่มีเหตุที่เหมาะสมให้ออกไปเลย ที่ออกไปนั้น ส่วนหนึ่ง (กับทางด้านเรา) เพราะทนเห็นอังกฤษและฝรั่งเศสจับมือรักใคร่กันไม่ได้ และมีปมในใจเรื่องการไม่เคยเป็นมหาอำนาจ (ในสภาพที่เป็น Germany) ชาติตัวเองก็แตกเหนือแตกใต้กันมานาน ที่บางคนชื่นชม Bismarck ว่าจับมารวมกันได้ เหตุที่แตกกันตรงนั้นก็เพราะเรื่องศาสนา ที่คนหนึ่งเป็น Catholic อีกคนเป็น Protestant

(ขอนอกเรื่องว่า Bismarck ไม่เคยเป็น hero ในใจเรา คนแถวนี้เปรียบเทียบไว้ชัดแจ๋วว่า ครั้งหนึ่งนั้น คนบ้าอำนาจสองคนลุกขึ้นมาสู้กัน ถึงทำให้ต่างฝ่ายต่างเจ๊งกันไปนาน สองคนนั้นคือ Napoleon และ Bismarck ใน Franco Prussian War)

หากคุณจำได้ ยุค Queen Victoria นั้นเกรทบริเทนเจริญสุดขีด เพราะคิดนาฬิกาที่ใช้บนเรือได้ จึงรุ่งเรืองทางราชนาวีอย่างถึงที่สุด ตอนนั้นฝรั่งเศสจบไปนานแล้ว หลังจากแพ้ The Battle of Trafalgar ที่สู้กับ Lord Nelson (ลอร์ดเนลสัน จึงเป็นยิ่งกว่าวีรบุรุษของชาติ) ขณะนั้นเยอรมนีก็อิจฉาอยู่ และต้องการแข่งทางเรือกับเกรทบริเทน รัชสมัยของ Queen Victoria นั้นอยู่นาน Crown Prince เรียกกันว่า Bertie กว่าจะได้ขึ้นก็เจริญพระชนมายุมากแล้ว ก่อนหน้านั้นมักเสด็จข้ามฝั่งไปเฮฮาอยู่ที่ปารีสจนเป็นที่รักใคร่ของคนฝรั่งเศสมาก เพราะตัวเองไม่มีเจ้าแล้ว การได้สัมผัสกับผู้มาจากราชสำนักเป็นเรื่องเก๋ หาไม่ได้ พอ Queen Victoria สิ้น 1901 Bertie ก็ขึ้นเป็น Edward VII พอ 1904 ก็มีการเซ็นหนังสือรักใคร่จูบปากกันระหว่างเกรทบริเทนและฝรั่งเศส ชื่อ Entente Cordiale ฝ่าย Germany เห็นอย่างนั้นก็ไม่ชอบแล้ว ออกจะดูไม่ปลอดภัยสำหรับเยอรมนีมากด้วย

ที่จริงแล้วสาเหตุของ WWI เป็นปมลึกหลายชั้น เกินกว่าที่พูดมาข้างต้นมากนัก เสมือนมีปัญหาซับซ้อนผนวกจากฝั่ง Austria-Hungary Empire, Ottoman Empire แล้วจึงเข้ามาบุกกันทาง Western Front

ที่สำคัญ ยุโรปในตอนนั้นมันเริ่มมี ‘Foreign Policies’ คำนี้ไม่เคยมีมาก่อน และมีบทบาทสำคัญมาก เพราะเดิมทียุโรปอยู่กันด้วย Dynastic Policy ที่ควบคุมกันตามสายเลือด ที่ราชวงศ์เก่าแก่ต่างๆ ผูกพันกันมากมาย สมัยก่อน Bourbon ของฝรั่งเศสเคยไปครองราชย์ที่สเปน จากการแต่งงานกันไปกันมา จนถึงยุคหนึ่งต้องมี Treaty ที่ห้ามฝรั่งเศสและสเปนรวมกัน (ขอโทษทีจำไม่ได้แล้ว ดูเหมือนจะเป็นหลัง Seven Years wars)

ที่เกรทบริเทน พอเริ่ม The Great War กระแสความชิงชังเยอรมนีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย George V (ลูก Edward VII หลานปู่ Prince Albert) เข้าภาวะจำเป็นที่ต้องขยับตัวหนีออกจากภาพพจน์ความเป็นเยอรมันที่ติดตัวมากับ Prince Albert ที่มาจาก ราชวงศ์ Saxe-Coburg-Gotha ก็ตั้งนามราชวงศ์ใหม่เป็น ‘House of Windsor’ เรื่อยมาจนบัดนี้

แถมอีกนิดว่า ปกติเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง มี ‘House’คือบ่งว่ามาจากสายสกุลไหน แต่ไม่ใช้นามสกุล จนมาถึง The Queen องค์ปัจจุบันนี้เอง ที่ทรงดำริว่าครอบครัวท่านจะใช้ Windsor เป็นนามสกุล

ที่เล่ามาเป็นเพียงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ครูชี้ให้มองกัน แล้วเราก็ใช้เวลาครูคุ้มเหมือนกัน จะว่าไม่เที่ยงตรงก็เป็นไปได้ เพราะเราเป็นคู่กรณีในสงครามย่อมพูดต่างกัน เพราะฉะนั้นอย่ากังวลไปเลย

ถือว่าเล่าสู่กันฟังเพลินๆ


ความคิดเห็นที่ 19 (0)
NN1234 วันที่ : 12/11/2011 เวลา : 22.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ที่ผมตอบเม้นท์นี้ไม่มีใน referrence ใดๆ อย่ามาสาระกับผมนะครับ เพียงแค่ผมใช้จิตนาการต่อจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ อาจจะผิดเสียเป็นส่วนใหญ่ก็ได้

เราจินตนาการได้ครับ หลังจากเรียนรู้ประวัติศาสตร์แล้ว...ไม่งั้นก็ไม่สนุก ครูก็ไม่อยากเล่าให้เราฟังต่อ
เสียค่าเทอมลงะเบียนเรียนแล้วต้องใข้ครูให้คุ้มค่าเทอม

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
NN1234 วันที่ : 12/11/2011 เวลา : 22.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ในเรื่อง "นาซี"ที่ผมเขียนถึงชีวประวัติของฮิตเลอร์ และการก่อกำเนิดของระบอบลัทธินาซีนั้น
ผมได้กล่าวถึงการยุติลงของ WWI ซึ่งฝ่ายเยอรมันเป็นผู้แพ้สงครามและต้องจ่ายค่าปฏิกรสงคราม
ฮิตเลอร์ นักรบผู้ได้รับเหรีญญกล้าหาญจากสงคราม ได้รับการยอมรับให้เป็นผุ็นำพรรคนาซี ที่หวังจะกอบกู้ฐานะและสถานะตนเองจากผู้พ่ายแพ้มาเป็นผู้ชนะเสียบ้าง เพราะความเจ็บปวดของผู้แพ้นั้น มิใช่เพียงแค่การอับอายขายหน้าชาวโลกเท่านั้น
มันยังพ่ายแพ้ถึงคนในชาติอีกด้วย ..... จริงหรือไม่ว่า ...การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้น..
๑) เป็นการระบายความแค้น..? และหรือ
๒) ลัทธินาซีจะนำมาซึ่งความยิ่งใหญ่ด้วยความเเข็งแกร่งขึ้นไปจากการสร้างเชื้อชาติคนสายพันธุ์ใหม่..?
และนี่ก็เลยกลายเป็นชนวนเหตุนำไปสู่การทำสงคราม WWII โดยนาซี/เยอรมันก็มีส่วนผลักดันอยู่ไม่น้อย


กำลังจะบอกว่า ..ชนวนสาเหตุของ WWII นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพราะ"เชื้อไฟ"จาก WWI ที่ไม่สิ้น
ส่วนใน Treaty of Versailles นั้น ฮิตเลอร์รับไม่ได้เลยแม้สักข้อเดียว ...?(ตามเรื่องฮิตเลอร์ยอมรับเพียงบางข้อ)
ก็แหม...ฉันอุตส่าห์ออกไปรบเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงกับความเป็นความตาย เห็นชีวิตเพื่อนร่วมสนามสงครามตายเป็นเบือ ทำไม่ฉันจะต้องมายอมรับไอ้สนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และร่างโดยผู้ชนะ มันย่อมกดชีวิตชาวเยอรมันให้จมน้ำให้ตายหมดทั้งประเทศ มันก็จะทำ...(อันนี้ผมคิดไปเอง)

เรื่อง การกู้ชาติก็น่าคิดนะครับ ในยามที The Great Depression ทฤษฎีของหลายสำนักได้รับการยอมรับและงัดกลยุทธ์เหล่านั้นขึ้นมาใช้ แม้กระทั่งหม่อมราชวงศคึกฤทธิ์ ท่านก็คงคิดสร้างงานจากการผันเงินไปสู่ชนบทก็ด้วยแนวคิดของ John Maynard Keynes (ทฤษฏีเคนส์)

แต่อันนี้มันสวนทางกันกับระบอบนาซี ......? หรือลัทธิชาตินิยมนาซี

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
SW19 วันที่ : 12/11/2011 เวลา : 19.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19


รูปที่ไม่ได้เอามาลง แถมบ้าง

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
NN1234 วันที่ : 12/11/2011 เวลา : 19.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234



ความคิดเห็นที่ 15 (0)
SW19 วันที่ : 12/11/2011 เวลา : 18.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ NN1234

มาช้า ก็มีอะไรดีๆ มาทิ้งไว้เสมอนะคุณ


อย่างที่คุยไว้กับคุณ driftworm สุดท้าย สงครามหนีไม่พ้นเหตุแห่งอำนาจและความโลภ ตอนที่เอาเรื่องนี้มาเล่า สองจิตสองใจว่าจะเอ่ยถึงข้อสรุปแห่งการปิดฉาก The Great war ดีหรือไม่ แล้วก็ตัดสินใจแตะไว้นิดเดียว เพราะตั้งใจเขียนให้คุณทวด คุณปู่ทั้งหลายมากกว่า

หากจะเล่าต่อ (เรื่อง WWI, WWII ที่คุณ NN1234 ศึกษาและจำได้แม่นยำทั้งนั้น) ก็อยากจะพูดเรื่อง Treaty of Versailles ซึ่งคงต่อได้อีกยาวสามตอน เพราะไอ้ค่า reparation ที่เยอรมนีถูกสั่งให้ชดใช้นั้น มันมีมูลก่อให้เกิดผลมาเป็น WWII และนำมาใช้เป็นตัวอย่างที่ดีของการเอาแนวคิดทางเศรษฐกิจมาตีความได้เลวร้ายได้ที่ - - ในวิธีการที่เยอรมนีหาทางหาเงินมาใช้หนี้

ถ้าเป็นหนี้และต้องการฟื้นเศรษฐกิจของชาติ ก็ต้องสร้างงาน สร้างอุตสาหกรรมและสร้างรายได้ - - John Maynard Keynes (อังกฤษ) ว่าไว้อย่างนั้น

Hitler ก็ตีความอุตสาหกรรมเป็นการสร้างอาวุธและรถ Volkswagen – สองอย่างเท่านั้น ผลเป็นอย่างไรเราก็เห็นกันแล้ว

เรื่องสงครามโลกทั้งสองครั้ง มีบทเรียนให้เราเรียนรู้กันมากมาย คุณ NN1234 ออกไอเดียน่าสนใจเรื่องการนำมาเล่าผ่านหนัง แต่ขอเรียนตามตรงว่าการดูหนังสงครามมักเป็นเรื่องเครียดสำหรับเรามากกว่า หลายเรื่องไม่สามารถทนดูได้ รวมทั้ง Schindler List ที่ยังไม่สามารถทำใจอยากดู

หลายอย่างคนรุ่นแม่เล่าให้ฟังว่าความลำบากในการใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษเป็นอย่างไร เขายังทันการปันส่วนอาหาร ไข่ผง และอื่นๆ สิ่งที่พอดูได้ มักเป็นเรื่องที่ยังมีแสงสว่างที่ปลายทาง มี Silver lining หลังฟ้าฝน

เคยดูเรื่อง Enigma แล้วยังพอใจในการค้นคิด decoding กับเครื่องของเยอรมนี

ดู Nania แล้วยังรู้สึกถึงตอนที่เด็กๆ ต้องถูกอพยพไปฝากไว้กับครอบครัวต่างจังหวัด

ที่สำคัญ ยังมีเรื่องที่เรียนรู้จากสงครามที่ยังนำมาปรับใช้กับการดำรงชีวิตของคนยุคนี้อีกมาก ... ที่อยากนำมาเล่าสู่กันต่อไปในเร็วๆ นี้



ความคิดเห็นที่ 14 (0)
SW19 วันที่ : 12/11/2011 เวลา : 18.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ driftworm

การฆ่าฟันเป็นเพียงเครื่องมือ (tool) ในการบรรลุถึงวัตถุประสงค์ที่ไม่พ้น ความไม่พอ .. โลภ ทั้งในอำนาจและเงินตรา ภาษาสมัยใหม่ก็ต้องใช้คำว่า เศรษฐกิจ

สมัยโบราณคนไม่มากอย่างที่ประชากรชาติตัวที่ 7 Billion เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ พวกผู้นำยังต้องตะกายแสวงหาอำนาจ พอเข้าสู่ยุคใหม่สงครามมันก็เปลี่ยนรูปแปรสภาพไป tool ที่ใช้มันไม่ต้องเป็นการฆ่าฟันให้ถึงตายจากเลือดตกยางออก tool สมัยใหม่ มันกลายเป็นเงินตรา ที่ฆ่าคนให้กระอักจุกอกกับความโลภ

เอ..พูดเรื่องเก่า แล้วดันมานึกถึงตัวร้ายที่ทั้งตระกูลทำตัวเป็น Economic Dictator ในเมืองไทย ยังไงไม่รู้

ไอ้เศรษฐกิจเกินตัวที่พยายามสร้างกัน ผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ก็ดูหนังตัวอย่างจาก Berlusconi ที่อิตาลีไปพลางๆ ได้ ดูสภาพและวิธีการคงไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก

คุณเคยดูหนัง (Animation) เรื่อง Spirited Away หรือไม่?
อยากให้ดู แล้วมาคุยกันว่าเห็นเหมือนกันหรือไม่ ความตะกละกราม(โลภ)ของพ่อแม่ที่ทำให้ถูกสาบ
ความเห็นแก่ได้ (โลภ) ของผู้คนที่ทำให้เทพเจ้าแม่น้ำคายสิ่งโสมมใส่
บอกแค่นี้ดีกว่าเดี๋ยวคุณดูไม่สนุก

อ้อ เรื่อง Gang of New York เห็นด้วย มันเป็นแค่เรื่องการตีกันของพวกไอริช และพวกที่ไม่เป็นไอริช ขาดสาระเหตุผลที่ทำให้ต้องฆ่ากันตามหนังว่า ...

น่าเสียดายว่าเรื่องจริงของเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอย่างในหนัง ที่เราดูกันเป็นเรื่องในหน้าหนังสือ (based on true story) แค่ 10 หน้าเองมั้ง ไม่มีรายละเอียดแบบที่เห็นในหนัง

คุณพูดเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงหนังฉบับภาษาไทย ที่ไม่รู้ใครทะลึ่งไปแปลคำว่า Five Points ว่า ห้าจุด อะไรอย่างนี้ ชื่อเขาดีๆ ไปแปลเสียอย่างนี้ ไม่รู้ว่า หากเป็นสี่แยกพงษ์เพชร ไปปรากฏในหนังต่างชาติ จะต้องแปลว่า Diamond Family หรือเปล่า ...


ความคิดเห็นที่ 13 (0)
NN1234 วันที่ : 12/11/2011 เวลา : 13.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ขอโทษที่เข้ามาล่าช้า เพราะมัวแต่"ลุย"น้ำท่วมอยู่ ...กว่าจะมาถึงได้ แต่ก็ตั้งใจมา

อ่านเอนทรี่นี้ทำให้ผมนึกถึงอะไรหลายๆ อย่าง แต่ที่ จขบ.เล่านี้ทำให้ผมนึกเห็นภาพร่างลางๆ ของมหาสงครามทั้ง 2 ครั้งในโลกสมัยใหม่(หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม)

ผมนึกถึงวรรณกรรมเรื่องหนึ่ง ...All Quiet on The Western Front (แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง) เขียนโดย Erich Maria Remarque) หม่อมเจ้าขจรจบกิตติคุณ กิติยากร ทรงเป็นผู้แปลจากภาษาเยอรมัน
ภาพนั้นชัดขึ้นเมื่อผมได้ชมภาพยนตร์ในชื่อเรื่องเดัียวกันนี้ในแผ่น DVD

อารมณ์ของเรื่องราวส่งผลให้เราได้รับความสะท้อนใจถึงความหดหู่ใจ สังเวชใจ ที่ได้เห็นก็แต่ความหายนะ ความเดือดร้อน การพลัดพราก ความทุกข์...........สิ่งอันเป็นด้านลบของจิตใจ(อกุศลกรรมนำไปสู่อกุศลจิต หรือ เกิดจากอกุศลจิตของมนุษย์ มันจึงนำไปสู่อกุศลกรรม-สงครามโลก)

การยอมรับหรือไม่ยอมรับสงครามไม่ว่าด้านใดก็ตาม เป็นการกระทำในด้านบวกของมันในภายหลัง ส่วนในขณะที่เกิดสงครามนั้น มีแต่ผู้อ้างว่า สงครามจะนำมาซึ่งความสงบสุขของมวลมนุษย์ แต่เมื่อกาลเวลาของสงครามสิ้นสุดลง มนุษย์ได้ทบทวนความหายนะของมันแล้ว ..ต่างก็ล้วนบอกว่า "มันไม่คุ้มกันเลย"

(เรื่อง นาซีก็เป็นอีกเสี้ยวหนึ่งของกระบวนการเกิดและทำสงคราม)

ดังคำกล่าวว่า 'war isn’t worth one life.’ นั่นแล

หนังสงครามยังคงต้องหามาทบทวนดูอีกเรื่อยๆ เช่น ผลงานของ Steven Allan Spielberg เรื่อง Schindler list (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว)

ไม่ลองเล่าเรื่องสงครามผ่านแผนฟิล์มดูบ้าง..?

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
driftworm วันที่ : 12/11/2011 เวลา : 10.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

อีกเรื่องหนึ่งที่ดูแล้วเห็นถึงความไม่มีสาระ (absurd)
ของการฆ่าฟันกันด้วยความคิดที่ยึดถือ หรืออุดมการที่ยึดถือ
คือหนังเรื่อง Gang of New York
'

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
SW19 วันที่ : 12/11/2011 เวลา : 01.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19


ขอขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยม และทุกความเห็น

SW19 ไปร่วมสงบใจเมื่อเวลา 11.00AM 11-11-2011กลาง Trafalgar Square

ที่รถทุกคัน รวมทั้งรถเมล์ คนเดินถนน หยุดนิ่ง นึกถึงความสูญเสียทุกชีวิตเมื่อเกือบร้อยปีก่อน และผู้เสียสละความสุขสบายของตนเองในวันนี้ ให้เรามีชีวิตอย่างปกติได้ทุกวัน

ในวาระอันควร คงมีรูปจากเหตุการณ์วันนี้ 11-11-11-11 ที่ไม่มีวันเกิดขึ้นได้อีกในชั่วชีวิตของตัวเอง (คงไม่ทันได้อยู่ดูวันที่ 11/11/2111 ในคราวหน้าแล้ว) มาเล่าเรื่องสู่กันฟังใหม่


ความคิดเห็นที่ 10 (0)
driftworm วันที่ : 11/11/2011 เวลา : 22.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

สงคราม ไม่มีดี
อ่านเรื่อง The Road Back ของอีหริค มาเรีย เลอ ม้าร์ค เมื่ออายุ ๑๓ ปี
แปลเป็นไทยโดยใคร จำไม่ได้ ชื่อแปลว่า "ทางกลับ"
เห็นความหดหู่ ไร้ค่า แทบจะ absurd ฝังใจมาแต่นั้น
.

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
พี่โบเดีย วันที่ : 11/11/2011 เวลา : 20.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/borderline

ขอบคุณค่ะสำหรับเรื่องราวดีๆ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
thetwit วันที่ : 11/11/2011 เวลา : 20.30 น.

ขอบคุณสำหรับความรู้เรื่องดีๆของ
วัน Armistice Day 11 – 11 – 11 – 11
สงครามโหดร้ายเสมอ...ไม่อยากให้เกิดอีกเลยไม่ว่าสงครามอะไร

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ลาดพร้าวซอยสิบสอง วันที่ : 11/11/2011 เวลา : 20.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thairesearch2539

อ้อ เห็นว่าเชฟ Michel Roux ที่คุณ SW19 เคยแนะนำจะมาทำอาหารที่นอร์มังดีด้วยค่ะ แต่แพงมากกกกกกกค่ะ คริ คริ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ลาดพร้าวซอยสิบสอง วันที่ : 11/11/2011 เวลา : 20.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thairesearch2539

สวัสดีค่ะ หมู่นี้อุ๋มเลยหายไปจากบล็อกเนื่องมาจากน้ำท่วมลาดพร้าวซอยสิบสองคะ เลยไม่ได้มาเซย์ฮัลโหลคุณ SW19 เลยนะคะว่าไปเที่ยวฝรั่งเศสเป็นอย่างไรบ้างตะ ครอบครัวอุ๋มมีความสุขกันมากที่เบอร์กันดีค่ะ มาจ๋อยที่กรุงเทพฯนี่ล่ะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ช้างเผือกในเมือง วันที่ : 11/11/2011 เวลา : 19.41 น.
 

ขอบคุณนะค่ะที่นำเรื่องดีดีมาให้อ่านที่ทันสมัยเสมอ..ทำให้รู้ถึงความเป็นมาของ
11-11-11 ด้วยนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
BlueHill วันที่ : 11/11/2011 เวลา : 17.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

คนที่ผ่านสงครามมาเท่านั้นจึงจะรู้ว่าความโหดร้ายเป็นเช่นนั้น
ผมว่า โลกเรามีสงครามมามากเกินพอแล้วนะครับ ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกเลย

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เพลงกระบี่ฯ วันที่ : 11/11/2011 เวลา : 17.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/plaengkrabi
http://www.oknation.net/blog/krabinoi   **BE GENTLE WITH THE EARTH**

ขอบคุณคะ
11.11.11

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
hayyana วันที่ : 11/11/2011 เวลา : 08.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

อื่ม..เราน่าจะทำอะไรให้ทหารใต้หรืออื่นๆบ้าง
"ไม่มีสงครามที่ไหนคุ้มค่า"
นึกถึงพวกถือปืนมายืนโชว์กร่างบนเวทีเมื่อเร็วๆนี้จริงๆ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Maira วันที่ : 11/11/2011 เวลา : 07.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Illusions

สวัสดียามเช้าค่ะ ..

ขอบคุณสำหรับประวัติ วัน..." 11.11.11" ..นี้ค่ะ ..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน