*/
  • SW19
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-08-19
  • จำนวนเรื่อง : 94
  • จำนวนผู้ชม : 266337
  • จำนวนผู้โหวต : 247
  • ส่ง msg :
  • โหวต 247 คน
Oh What A Night

เพลงจาก Jersey Boys,West End, London

View All
<< ธันวาคม 2011 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม 2554
Posted by SW19 , ผู้อ่าน : 3753 , 06:39:52 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 9 คน พันธุ์สังหยด , ช้างเผือกในเมือง และอีก 7 คนโหวตเรื่องนี้

UNESCO (The United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) บอกว่าตัวบ่งชี้สำคัญที่ใช้เป็นเกณฑ์ดูมาตรฐานการศึกษา ความเป็นอยู่ การรับรู้ความเป็นไปของสังคมและเศรษฐกิจในชาติตัวเองของประชาชน คือ ปริมาณและประเภทของหนังสือที่พิมพ์ขึ้นมาในแต่ละปีของแต่ละชาติ

 

 

ใน พ.ศ. 2552 ปริมาณการพิมพ์หนังสือใหม่และจัดพิมพ์ใหม่ที่ UNESCO พูดถึง นั้น มี 300,000 รายการ ไล่เลี่ยกันทั้งในสหราชอาณาจักร (UK) และสหรัฐอเมริกา (US) ขณะที่ตัวเลขของประเทศไทย1 คือ 13,607 เป็นรองเวียดนาม (24,589) อินโดนีเซีย (24,000) และมาเลย์เซีย (15,767)     

 

จำนวนพิมพ์ที่ต่างกันมหาศาลจากซีกโลกตะวันตกและตะวันออกมีปัจจัยเกี่ยวข้องของการเป็นศูนย์กลางการพิมพ์ของบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และจีน2 แต่ตัวเลขนี้ก็ยังบอกความเคลื่อนไหวในความสนใจ ใฝ่รู้ ที่ชี้นำไปถึงเรื่องการใช้สติปัญญาความคิดของคนแต่ละชาติภาษา

 

และยังเป็นเครื่องช่วยยืนยันความสำคัญของหนังสือและการอ่าน ที่มีผลต่อการพัฒนาของประเทศ แม้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมายอดขายหนังสือทั่วโลกจะตก และตลาดการผลิตและจำหน่ายหนังสือจะเริ่มเคลื่อนตัวสู่รูปแบบใหม่

 

เมื่อ พ.ศ. 2553 ยอดขายหนังสือในตลาด US ลดลงกว่าที่เคยเป็น คนอเมริกันบอกว่าไม่ใช่ผลต่อเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจของชาติ ทั้งที่มีร้านหนังสือต้องปิดตัวลงไปบ้าง ทว่ามาจากช่องทางการขายแปรเปลี่ยนไปสู่การซื้อออนไลน์ และการซื้อ e-books จนกลายมาเป็นช่องทางการขายอันดับหนึ่งของตลาด US

 

ที่ UK ประชากรมีเพียงหนึ่งในห้าของ US แต่ครองตำแหน่งผู้ผลิตหนังสือใหญ่ที่สุดของโลก (per capita) ไม่ว่าจะในภาษาใด แม้จำนวนหน่วยขายจะลดลงใน พ.ศ. 2553 มูลค่ายอดขาย 3,100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 155,000ล้านบาท) ยังคงสูงขึ้น ด้วยอานิสงค์ของ Digital sales อันได้แก่ ebooks, downloads และ audiobooks ที่ส่งยอดขายเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 318% 3

 

 แนวโน้มของ Digital sales ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับผู้ผลิตหนังสือทางวิชาการใน UK ที่บุกเบิกตลาดมากว่าสิบปี ซึ่งอธิบายว่าเป็นแค่จังหวะของตลาดอุปกรณ์ e-reading ที่เพิ่งมีโอกาสถึงมือและอำนวยประโยชน์ให้ผู้อ่านทั่วไป

 

ที่เป็นเรื่องน่าสนใจกว่า คือ ร้านหนังสือทั่วไปยังครองใจคนบริทิช คงอันดับหนึ่งของช่องทางการขายหนังสือ ด้วยยอดจำหน่ายที่ตกลงไปบ้างแล้วจนเหลือ 739 ล้านเล่มนั้น มีเสน่ห์และจุดขายส่วนตัวที่ตรงไหน

 

 

Bookshops หรือร้านหนังสือใน UK (US เรียก Bookstores) มีทั้งร้านอิสระเฉพาะประเภท ร้านหนังสือเก่า ร้านที่มีสาขา และช่องทางใหม่ในซูเปอร์มาร์เก็ต

 

 

ร้านอิสระและร้านหนังสือเก่า มีทำเลดั้งเดิมในกรุงลอนดอนที่ผู้สนใจรู้แหล่งกันดี คือ SOHO และ Charing Cross Road ในขณะที่ร้านสาขานั้น มาจากเพียง 4 กลุ่มหลักที่เติบโตร่วมกับสังคมบริทิชมายาวนาน แม้กระทั่งผ่านสงครามโลกมาด้วยกัน คือ WHSmith, Blackwell’s และ Foyles ส่วน Waterstone’s นั้นมาหลังสุด

แต่ละเครือมีที่มา ที่สร้างจุดแข็งในธุรกิจของตนได้ชัดเจน

  

WHSmith นั้นคนบริทิชนิยมเรียกแค่ Smith’s ตามตระกูล Smith ผู้ก่อตั้ง มีกำเนิดจากแผงหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2335 จนมาเข้าสู่ยุค Railway Mania ที่การสร้างและการเดินรถไฟนำความเจริญมาสู่เกรทบริเทนอย่างถึงที่สุด จึงมีแผงขายหนังสือแห่งแรกที่สถานีรถไฟ Euston ในลอนดอน

 

กิจการของ Smith’s เติบโตเรื่อยมาจนถึงจุดเปลี่ยนใน พ.ศ. 2448 เมื่อการเช่าพื้นที่ในบริเวณสถานีรถไฟมีปัญหาถึงขึ้นบอกเลิกสัญญา สามเดือนต่อมา WHSmith ร้านแรกใกล้สถานีรถไฟจึงเปิดดำเนินการ และเติบโตเรื่อยมาจนมีสาขากว่าหนึ่งพันแห่งในปัจจุบัน

 

 

Smith’s ฝ่าวิกฤติทั้งยามสงคราม และการบริหารจนหมดยุคสมาชิกในตระกูลรุ่นสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2539 แต่ก็ยังยึดหลักความสำเร็จของการมีร้านค้าที่เกี่ยวข้องกับการสัญจร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของคนบริทิช ทุกวันนี้ Smith’s จึงมีจำนวนร้านใกล้เคียงกันระหว่างบนถนนหลักของชุมชน และศูนย์กลางการเดินทางทั้งสถานีรถไฟ สนามบิน สถานีบริการบนทางหลวง และไม่ตกยุคเรื่อง eBook apps กับ iPad และ iPhone

 

 

Blackwell’s มีทำเลเริ่มต้นที่ไม่มีทางผิดพลาดกลางเมือง Oxford ไม่กี่ก้าวจาก Bodleian Library หนึ่งในห้องสมุดเก่าแก่ที่สุดของยุโรป

Benjamin Henry Blackwell เปิดร้านแรกเมื่อ พ.ศ. 2422 ในพื้นที่เล็กจิ๋วขนาดที่ว่า หากมีลูกค้าเข้ามาในร้านเกินสองคน เจ้าของต้องออกไปยืนคอยข้างนอก แต่ Benjamin Henry ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการหนังสือ ฝึกงานมาตั้งแต่เด็กในร้านของพ่อ คือ Benjamin Harris Blackwell ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2389 ความรักและเข้าใจในเรื่องของหนังสือจึงทำให้ร้านของครอบครัว Blackwell ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

 

 

มาถึงรุ่นหลาน Basil Blackwell เป็นคนแรกของตระกูลที่มีโอกาสเรียนหนังสือถึงขั้นอุดมศึกษา จากทุนของ Merton College, Oxford University ใกล้บ้าน และมีความภาคภูมิใจในกำเนิดของตนเองที่ชั้นบนของ Blackwell’s ร้านแรก ท่ามกลางกองหนังสือและต้นฉบับ กรุ่นกลิ่นหมึก ปกหนัง ฝุ่นหนังสือ จนคุ้นเคยมาตลอดชีวิต และรักษาธรรมเนียมจากรุ่นพ่อที่ไม่เคยขัดจังหวะลูกค้าขณะพลิกอ่านหนังสือในร้าน

 

 

ความหลงใหลในหนังสือของ Basil Blackwell คือการอนุรักษ์และจัดพิมพ์ผลงานอมตะของนักประพันธ์ยิ่งใหญ่ของอังกฤษ อย่าง Shakespeare และ Chaucer และสะท้อนออกมาในคุณภาพของการเป็นแหล่งรวมหนังสือวิชาการชั้นนำของ UK แห่งหนึ่งและมาตรฐานความรู้ของพนักงานในร้านทั้ง 40 กว่าสาขาที่สามารถให้ข้อมูลและคำแนะนำเชิงลึกแก่ลูกค้าเสมอ

 

 

 

Foyles ร้านเก่าแก่ของลอนดอนที่มาจากกิจการในครอบครัว มีสาขาเพียงหยิบมือ Bristol สาขาแรกนอกลอนดอนเกิดขึ้นเอาเมื่อ 70 ปีให้หลัง และอีกสี่สาขาที่ตามมามีอายุมากสุดแค่หกปี ถูกจัดให้เป็นร้านหนังสือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นตำนานของโลกจนทุกวันนี้

 

กำเนิดของ Foyles นั้นก็ไม่เหมือนใคร

เมื่อสองพี่น้อง William & Gilbert Foyles พลาดการสอบเข้ารับราชการ จึงประกาศขายตำราที่ใช้เตรียมสอบเพื่อเก็บเกี่ยวทุนคืน ปรากฏว่าได้รับความสนใจล้นหลาม ทั้งคู่จึงเริ่มหาตำรามาจำหน่ายเพิ่มเติม เกิดเป็นกิจการ Foyles เมื่อ พ.ศ. 2446 มียอดขายปีแรก 10 ปอนด์

 

เมื่อเข้าสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง Gilbert ไปประจำการรบที่ Flanders เหลือแต่ William ดูแลร้าน ยุคนั้นมีแต่รถส่งหนังสือ Foyles วิ่งไปมาจนเป็นภาพคุ้นตาของคนลอนดอน

 

20 กว่าปีหลังร้านเปิด ยอดขายพุ่งถึงแปดแสนเล่ม ผ่านร้านและสิ่งที่ Foyles สร้างขึ้นก่อนใคร คือการสั่งซื้อจากแคตาลอกทางไปรษณีย์ เป็นชื่อเสียงของร้านอยู่ทุกวันนี้ว่าหากเป็นหนังสือหายากที่ใครไม่มี ให้มาที่ Foyles

 

พอถึงยุค 30s ที่ Hitler เริ่มเผาหนังสือทิ้ง William รีบส่งโทรเลขไปถึง The Fuhrer ขอเสนอซื้อหนังสือเหล่านั้นโดยไม่เกี่ยงราคา คำตอบที่กลับมา คือ ไม่มีอะไรจะขายให้ แล้วก็เผาหนังสือกันต่อไป ไม่นานนักเมื่อเข้าสู่ยุค The Blitz เยอรมนีกระหน่ำทิ้งระเบิดกรุงลอนดอน Foyles ก็ต้องเตรียมการป้องกันร้าน William จึงประกาศว่าจะเอาหนังสือ Mein Kampf อัตชีวประวัติของฮิตเลอร์ มาปูหลังคากันระเบิด

 

Foyles คงศักดิ์ศรีแห่งร้านเก่าแก่ไว้พร้อมกับการก้าวไปข้างหน้า ปี พ.ศ. 2551 จึงใช้คำว่า 'Foyles for Books, however you want to read them.' แนะนำตัวสู่ eBook และ eReader สร้างความสำเร็จในยอดขายท่ามกลางตลาดตกต่ำจนได้รับเลือกเป็นร้านหนังสือแห่งปีใน พ.ศ. 2553

 

 

Guinness World Record บันทึกไว้ว่า Foyles เป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยความยาวของชั้นหนังสือ 30 ไมล์ และจำนวนปก (titles) ที่วางจำหน่าย Foyles จึงกลายเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวต้องแวะเวียนมาดูอีกแห่ง

 

 

Waterstone’s มีอายุเยาว์กว่าใครจากปีเกิด พ.ศ. 2525 มีสาขาเกือบ 300 ในชุมชนทั่ว UK และบางแห่งในยุโรป ความเด่นของ Waterstone’s อาจจะมาจากการหาทำเลบนอาคารเก่าแก่งดงามหรือมีประวัติน่าสนใจ อย่างร้านที่ Piccadilly ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป และยังเป็นเจ้าของร้านหนังสือวิชาการที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปด้วย

 

การผลิตและการอ่านของคนบริทิชนั้น หากจะยึดเกณฑ์ UNESCO ดูเรื่องการพิมพ์ ก็ต้องย้อนกลับไปถึง พ.ศ. 2077 เมื่อมีการก่อตั้ง Cambridge University Press สำนักพิมพ์เก่าแก่ที่สุดของโลก ที่กลายเป็นร้านหนังสือเก่าแก่ที่สุดใน UK เมื่อ Cambridge Bookshop เปิดใน พ.ศ. 2124

 

แต่ถ้าจะเพ่งไปถึงคนระดับมันสมองของชาติ ตั้งแต่ชั้นราชวงศ์ ผู้นำ นักประพันธ์ต่างวัย หลากพื้นเพผู้สร้างงานเขียน หลายสาขาวรรณคดี จนวันหนึ่งตนเองกลายเป็น Legend ถึงแหล่งที่เดินเตร่ เสวนาและหาหนังสืออ่านอย่างอิ่มเอมสักเล่ม ก็มีเพียงแห่งเดียวที่พิเศษกว่าใคร คือ Hatchards

 

 

แฮทเชิชส์ มีลูกค้าประจำอย่าง Queen Charlotte (พระชายา George III) นายกรัฐมนตรีจากรุ่น Duke of Wellington (ผู้ปราบนโปเลียนใน Battle of Waterloo) สู่ Disraeli และ Gladstone

กวีอังกฤษ ตั้งแต่ Lord Byron, Oscar Wilde และ Rudyard Kipling 

 

 

Hatchards ร้านหนังสือที่เก่าที่สุดของกรุงลอนดอน และรองจาก Cambridge Bookshop เริ่มดำเนินกิจการตั้งแต่ พ.ศ. 2330 ที่ Piccadilly จนถึงบัดนี้ ได้รับ 3 Royal Warrants ตราพระราชทาน ในฐานะผู้ขายหนังสือถวาย Queen Elizabeth II, Duke of Edinburgh และ Prince of Wales

 

 

นักประพันธ์ในสมัยปัจจุบัน ที่รวมถึง Margaret Thatcher อดีตนายกรัฐมนตรี David Attenborough, J.K. Rowling ถือเป็นเกียรติที่มีโอกาสมาแนะนำหนังสือของตนและทำ Book signing เซ็นหนังสือที่ Hatchards และนักประพันธ์บางคนเลือกที่จะทำ Signing ที่ Hatchards เท่านั้น

 

 

Hatchards ไม่เพียงแค่มีทุกอย่างที่ร้านหนังสือปัจจุบันมี รวมทั้งการสมนาคุณราคาพิเศษ แต่สิ่งที่มากกว่าคนอื่นคือ หนังสือหายาก พิเศษ คลาสสิก มีพื้นที่ให้ขึ้นชั้นไว้อย่างสง่างามไม่ต้องเสียเวลาสั่งซื้อ

 

 

จังหวะดีในยามบ่าย อาจจะเจอสุภาพบุรุษหรือสุภาพสตรีสูงวัย กระซิบสนทนาด้วยภาษาสวยงาม สำเนียงคนมีการศึกษาวิพากษ์หนังสือบนชั้น ให้คนที่บังเอิญได้ยินนึกว่าหลงเวลากลับสู่ยุคก่อน

 

การเดินเลือกหนังสือที่ Hatchards จึงไม่เพียงได้อาหารสมองกลับบ้าน แต่ได้แกะรอยอดีตของลอนดอนทั้งคนและบรรยากาศที่เป็นตำนานแห่งโลกหนังสือ และความสุนทรีรื่นรมย์ติดมาอย่างที่ยากจะหาได้จากที่อื่น

 

 

* * * * * * *

Reference:

(1) ASEAN book publishers association report 2010

(2) 136,226 in 2007 General Administration of Press and Publication of the PRC

(3) The Publishers Association UK

WHSmith       Blackwell       Foyles       Waterstones      Hatchards 

เรื่องร้านหนังสือบริทิช น่าจะฟังเพลงจาก British guitarist: John Williams / JS Bach Prelude from lute suite 4 (uploaded by MonteverdiXVI)



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 04/01/2012 เวลา : 14.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ชอบร้านหนังสือชอบไปเดินดู ยิ่งร้านหไนังสือฝรั่งอยากไปเห็นด้วยตาสักครั้งเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
ช้างเผือกในเมือง วันที่ : 25/12/2011 เวลา : 18.45 น.
 

อ่านแล้วได้อาหารสมองดีจริงๆ...ภาพแต่ละภาพมีความสวยงามมากคะ ..ร้านหนังสวยน่าเข้าน่ามองมากเชิญชวนให้เดินเข้าไปในร้านเพื่อหาหนังสืออ่านคะ...

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
NN1234 วันที่ : 21/12/2011 เวลา : 07.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

หากคนเราต้องกินอหารเพื่อเพิ่มพลังกำลังทำงานในแต่ละวัน
แต่น้อยคนนักที่่จะหาอาหารให้สมอง เพื่อจะได้มีพละกำลังทำงานในแต่ละวัน
มีแต่การให้สมองพักผ่อนๆ ๆ ๆ และงีบหลับลงไป

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
SW19 วันที่ : 20/12/2011 เวลา : 05.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยม ขอให้มีความสุขกับการอ่านกันทั่วหน้า
SW19 เข้ามาเชื่องช้าอีกตามเคย


คุณ hayyana

พูดถึงร้านหนังสือเล็กๆ ทำให้คิดถึงร้านเล็กในพัฒน์พงศ์ ที่คุณโบ้ด คนใจดีตัวเล็กชายเชื้อสายจีนหอบหนังสื่อฝรั่งที่หายากสมัยนั้นไปส่งตามออฟฟิซอินเตอร์ทั้งหลาย อยากได้อะไรก็สั่งได้ มีสมุดหนึ่งเล่มจดชื่อคนที่สมัครเป็นลูกหนี้เอาไว้มาเก็บเงินตอนสิ้นเดือนด้วย คุณโบ้ดอาจจะไม่อยู่แล้ว แต่ร้านไม่ทราบจริงๆ เพราะน่าจะเกือบสี่สิบกว่าปีมาแล้ว

..........

คุณเต็งพ้ง

ถ้าสนใจหนังสือนก มาลอนดอนคราวหน้าลองแวะที่ร้านหนังสือของ Natural History Museum มีน่าสนใจแยะเหมือนกัน
Smith’s จะขึ้นชื่อเรื่องแมกกาซีน แต่ถ้าอยากได้แมกกาซีนพิเศษ และ Trade magazine ร้านหนังสือพิมพ์หน้าตาธรรมดาใน SOHO จะมีแยะ

..........

คุณหน่อผุด

โชคดีที่เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้านมีมาก และการสั่งซื้อก็สะดวก เคยได้ยินว่าการสั่งซื้อจาก Amazon ก็ทำได้ในเมืองไทย แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าบางครั้งหนังสือที่อยากได้คือของไทยที่ Amazon ไม่มีก็เศร้าเหมือนเดิม..


..........
คุณลูกเสือหมายเลข9

เพื่อนเราบางคนใช้วิธีเรียนรู้ด้วยภาพ (ฮา) เรียนอังกฤษ ไปต่ออเมริกา ภาษาก็ยังไม่อำนวย เลยอาศัยดูรูปเป็นหลัก

สบายดีไหมคะ /ครับ

..........
คุณสยุมพร

คิดถึง Borders
ที่อเมริกา Borders สนุกมาก แต่ที่นี่ตายไปหมดจดแล้วครับ /ค่ะ

L.A. คงหนาวแล้ว keep warm นะคะ /ครับ หนังสือดีๆ สักเล่ม ขดตัวอุ่นใกล้ heater น่าจะสบายดี Have a lovely Christmas & a great New Year!

..........
คุณต้นหญ้าในป่าใหญ่

ร้านไหนในเมืองไทยสนุกที่สุดครับ?

..........
คุณลาดพร้าวซอยสิบสอง

หนังสือที่นี่บางเล่มเสน่ห์ต่างกันด้วยเนื้อกระดาษ ได้กลิ่น ลูบคลำ ก็มีความสุข

แต่ ...

หนังสือที่เป็นตำรากับข้าว มันให้กลิ่นออกมาได้จากภาพ จนทำน้ำลายหกได้ หากคุณอุ๋มมีเก็บไว้หัวนอน ...
จะไหวไหมหนอ.. แล้วจะหิวตลอดคืนหรือเปล่านะ?

..........
คุณ NN1234

เรื่องหนังสือนี่เราคุยกันได้อีกยาว...

ร้านหนังสือในมิวเซียมเป็นอีกหนึ่งความสนุกส่วนตัวของบ้านนี้ มิวเซียมประเภทไหน ก็มีหนังสือประเภทนั้นแยะมาก
ที่คุณมี ‘experience’ น่าจะเป็นทั้ง V&A, National Gallery และล่าสุดประเภทไดโนเสาร์ น่าจะเป็น Natural Historal Museum

เรื่องหนังสือนมหก เห็นด้วยที่สุด ดูจะเป็นหนังสือขายดีกว่าสาระอย่างอื่น เป็นที่นิยมกันทั่วหน้า และคงเป็นอีกต่อไป เพราะเป็นนมพลาสติก ไม่เน่า ไม่บูด

ขณะที่คู่สร้าง คู่สม เท่าที่ได้ยินมา ในยุคหนึ่งเป็นหนังสือที่ราคาค่าโฆษณาแพงอันดับหนึ่งด้วยจำนวนแฟนเหนียวแน่น และจำนวนพิมพ์สูงกว่าใคร ไม่แพ้ ‘สกุลไทย’ ที่หวังว่าจะยังอยู่ดีทั้งสองฉบับ
ขอติดไว้กลับมาคุยกันอีกรอบ

..........
คุณแม่มดเดือนMarch

เสียดายที่เพลงไม่ปรากฏถึง ‘เมืองแม่มด’ หวังแต่ว่า ‘บ้านแม่มด’ จะมีแผ่นนี้ฟังได้

ลูกมดน่าจะเหมาะกับ Blackwell’s เราพบว่าขณะที่ Foyles มีทุกอย่าง แต่ความเล็กลงกว่านิดหนึ่ง ทำให้ Blackwell’s สนุก รายการหนังสือที่เลือกมา highlight น่าสนใจ ร้านใหญ่ของลอนดอน พนักงานเลือกหนังสือมาแนะนำ (staff’s choice) น่าสนใจมาก เป็นที่น่าทึ่งอีกอย่างที่พนักงานขายมีความรู้รอบตัวในระดับดีเชียว

..........
คุณ thetwit

ชอบใจที่ว่า ..การอ่านน่าจะเป็นวาระแห่งชาติ ..

ส่วนหนึ่งของการนำเรื่องร้านหนังสือมาเล่า เพราะกระแสเรื่องการเมือง สถาบัน ฯลฯ ในเมืองไทย ดูจะเป็นผลจากการที่คนไทยเสพสิ่งต่างๆ อย่างคร่าวๆ จนขาดสาระ – essence – ของสิ่งนั้น คนไทยสามารถเชื่อสิ่งที่มีการโฆษณาชวนเชื่อ โดยปราศจากข้อสงสัย เพียงเพราะข้อความนั้น เข้าทางกับความคิดและประโยชน์ส่วนตน มากกว่าเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง เหตุผล และความถูกต้อง

คนทั้งหมดคงไม่เป็นเช่นนั้น หวังว่าคนที่มีอิทธิพลต่อการจูงใจอ่านของเด็กสมัยนี้จะสามารถมีเสียงใหญ่จูงคนไปในทางที่ถูกต้องได้

..........
คุณชาลี

ที่จริงเดี๋ยวนี้เวลาเห็นเรื่องเกี่ยวกับนก อย่าว่าแต่หนังสือเลย รายการทีวีด้วย ก็ต้องนึกถึงคุณชาลีและภาพนกสวยเสมอ

..........
คุณเรือนข้าหลวง

อ่านความเห็นคุณเรือนข้าหลวงแล้วเพลินใจ นึกภาพตามได้แจ่มแจ้ง

การค้นพบร้านหนังสือที่สบอารมณ์เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่
สร้างมิตรภาพระหว่างผู้ขายและผู้อ่านได้ยาวนาน

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดหนังสือใน UK แกว่งไกวพอสมควร ด้วยเรื่องปากท้อง สังคม และอื่นๆ

ข้อมูลจากการวิจัยบอกว่า บางคนหาว่าหนังสือราคาแพงขึ้น ทั้งที่หนังสือเป็นของถูก (อย่างน้อยก็ถูกกว่าราคาขายที่ในเมืองไทยเหมือนกัน)
แต่คนที่ว่าอย่างนั้นบอกอีกว่าตัวเองมีทางออก คือ เปลี่ยนไปเป็นการยืมจากห้องสมุดแทน ทำให้ฉุกคิดว่าห้องสมุดในเมืองไทยอยู่ในสถานการณ์ใดแล้ว ยังอยู่รอดเป็นวัฒนธรรมที่รู้จักในผู้เยาว์รุ่นปัจจุบัน หรือเชยตกสมัยไปเสียแล้ว

หากซื้อหาไม่ได้ แต่ยังหาอ่านได้ อย่างน้อยก็ยังไม่ทำให้โลกแคบเกินไปนัก

..........
คุณ wullopp

ขอบคุณมากสำหรับการแวะมาเยี่ยมและความเห็น

..........
คุณพาจรดอทคอม

เรื่องท่องเที่ยวนี่แหละชูใจ ที่นี่เราติดตามอยู่หนึ่งเล่ม คือ Timeout มีทุกอย่างที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในทุกเมืองใหญ่ เดิมที Timeout London จะมีเรื่องน่าสนใจของแต่ละสัปดาห์ ทุกแง่ ทั้งอาหาร ที่เที่ยว อ่านได้ไม่เบื่อ จุดประกายให้อยากแวะไปดูนู่นนี่
ว่าแต่ คุณพาจรไปอินเดียหรือยัง รออ่านอยู่นะครับ /คะ

..........
คุณพี่โบเดีย

เดินทางมาทันทีเลยพี่โบเดีย .. ลอนดอนรออยู่



ความคิดเห็นที่ 17 (0)
พี่โบเดีย วันที่ : 19/12/2011 เวลา : 21.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/borderline


คิดถึงร้านหนังสือที่ ลอนดอน อย่างแรงส์

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
พาจรดอทคอม วันที่ : 19/12/2011 เวลา : 20.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pajondotcom
Pajondotcom

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๕ ครับคุณ SW19 ผมยอมรับว่าตัวเองจะปรับปรุงให้ชอบการอ่านมากขึ้น แต่ชอบดูและฟังมากกว่า เช่นการไปเที่ยวที่ไม่ต้องอ่านแค่เปิดตาก็เห็น แต่หากเราจะเป็นคนเขียนก็ต้องหมั่นอ่านให้มากๆ เขาว่าไว้ไม่ผิด...ส่วนหนังสือตามห้างมีมากมายส่วนมากเป็นนิตยสารดารานมหลุดอย่างที่ คห.๑๒ ว่าไว้เป็นจริงที่สุด....ชอบที่สุดขอเป็นหนังสือท่องเที่ยว ตอนกลับจากกัวลา ลัมเปอร์ มีร้านที่สถานีรถไฟขายหนังสือเกี่ยวกับประเทศอียิป ออสเตรเลีย ซิมบับเว ออสเตรเลีย โดมินิกัน จาไมก้า และเคนย่า ผมซื้อมาทั้งหมด เป็นหนังสือปกหนา ราแค่เล่มละ ๑๒๐ บาท ถือว่าถูกมาก...ส่วนโลนลี่ แพลเน็ตเป็นหนังสือที่ผมซื้อเก็บไว้ทั้งหมดในประเทศที่ไปมาแล้ว เดี๋ยวนี้โลนลี่ แพลเน็ตออกเป็นแมกกาซีนฉบับภาษาไทย..ชอบหนังสือท่องเที่ยวมากๆ เปิดดูทีไร เหมือนตัวเราอยู่ในนั้น เหมือนการเห็นเครื่องบินที่ทุกครั้งจินตนาการไปว่าตัวเองอยู่ในเครื่องบินลำนั้น...คนเราชอบอย่างไหน ก็หาหนังสือที่ตัวเองชอบ...ผมชอบท่องเที่ยวครับ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
wullopp วันที่ : 19/12/2011 เวลา : 20.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

เรื่อง-เพลง-ภาพประกอบยอดเยี่ยมครับ... โหวตให้แล้ว

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
เรือนข้าหลวง วันที่ : 19/12/2011 เวลา : 19.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/banklangtung

อ่านตอนนี้แล้วได้อาหารสมองมาก

ตื่นตาตื่นใจกับร้านหนังสือและความเป็นมาของแต่ละร้าน

ที่เมืองกาญจน์มีเพื่อนเป็นเจ้าของร้านหนังสือ

ไปที่ร้านทีไรก็อ้อยอิ่งอยู่ในร้านคราวละนานนาน

เขามีกาแฟและมีโต๊ะให้นั่งอ่านเลย

ตอนเป็นครูด้วยกันเราจะรักเด็กนักอ่าน

ป้าชอบอ่านแล้วไปเล่าให้เด็กฟัง

หลังๆได้สอนเด็กความสามารถพิเศษ

นอกจากอ่านแล้วเขายังเขียนนวนิยาย สารคดี

บางกลุ่มเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ด้วย

เด้กๆพวกนี้ได้ดิบได้ดีเพราะการอ่าน

เชื่อมั้ย?โรงเรียนสมเด็จย่าฯปัจจุบัน

กลายเป็นโรงเรียนที่ต้องจับฉลากเข้าเรียน

เพื่อความเสมอภาค??... ความแตกต่างระหว่างบุคคล

ไม่มีใครสนใจเราเลยเป็นสังคมด้อยปัญญาอย่างเสมอภาค

ดีเหมือนกันจูงจ..ใจง่ายดี

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
BlueHill วันที่ : 19/12/2011 เวลา : 17.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

หากว่าผมมีโอกาสไปอยู่แถวนั้น คงต้องค้นหาหนังสือเกี่ยวกับวิหคนกกาเป็นการใหญ่ อัพเดตความรู้่เรื่องสัตว์ป่า การค้นพบ การแยกสายพันธุ์ แยกดีเอ็นพี ส่วนใหญ่มาจากสถาบันวิจัยต่างประเทศ แล้วจึงแปลมาเป็นไทยอีกที

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
NN1234 วันที่ : 19/12/2011 เวลา : 14.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

[ปริมาณและประเภทของหนังสือที่พิมพ์ขึ้นมาในแต่ละปีของแต่ละชาติ]

เป็นดัชนีชี้วัด( indicator )ความมั่งคั่งทางสติปัญญาของคนในชาตินั้นๆ

หลังๆ ผมพบข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า ประเภทหรือคุณภาพของหนังสือในบ้านเรามีมากขึ้น เป็นหนังสือประเภท"เฉพาะกิจ"เสียมาก เช่น หนังสือปกอ่อนขนาดเท่านิตยสารรายสัปดาห์(เล้กกว่าแท็บลอยด์)ที่นำเสนอเรื่องย่อ/ละครโทรทัศน์ นิตยสารดารา
เชื่อไหมครับว่า นิตยสารเหล่านี้ฉบับไหนได้ภาพลับเฉพาะของคุณอั้ม พัชราภา(เปิดใจเรื่องราวต่างๆ หรือเปิดอก นมหกอะไำรเทือกนั้น)จะเป็นเล่มที่ขายดีที่สุด เพราะคนนิยมเธอเยอะครับ ส่วนผู้ชายก็อาจจะนิยมสะสมภาพเรือนร่างเธอก็อาจจะมีบ้าง(?) ปกน้องแพนเค้ก เขมนิจ ปก ณเดชน์ (ดาราชายไทยที่ใบหน้าละม้ายไปทางเกาหลี-ญี่ปุ่น) ฯลฯ ขายดีมากครับ
แปลว่า .........อะไรดีล่ะครับ?

ผิดกับนิตยสาร"คู่สร้าง คู่สม"ของคุณดำรง พุฒตาล แม้จะดูว่าอย้่างนั้นก็เหอะ ...?
เนื้อหามีสาระมากอยู่เหมือนกัน ปนๆ กับสาระประสบการณ์ชีวิต เรื่องดารามีน้อย แต่ก็ยอดขายมากเอาการ ดำรงอยู่ไำด้โดยไม่ต้องพึ่งโฆษณาภายในเล่ม

ที่นำเรื่องนี้มาเล่าก็คือ "ปริมาณและประเภทของหนังสือที่พิมพ์ขึ้นมาในแต่ละปีของแต่ละชาติ....ที่สื่อถึงคุณภาพของคนในชาติ"ครับ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
thetwit วันที่ : 19/12/2011 เวลา : 14.24 น.

อ่านแล้วชอบมากอยากไปซะทุกร้านเลยค่ะ..อยากให้เมืองไทยมีร้านหนังสือที่เป้นตำนานอย่างนี้บ้างแต่ก็ยากเพราะคนไทยโดยส่วนใหญ่อ่านหนังสือกันน้อย เด็กสมัยนี้ก็อ่านหนังสือไม่ค่อยจะสมกับวัยก็เยอะ ที่เห็นขายดิบขายดีในร้านหนังสือก็มีแต่นิยายประโลมโลกย์ประเภทคุณชายจอมแสบกับยัยตัวจุ้น พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่จะแนะนำหนังสือดีๆให้เด็กอ่านก็น้อยลง ลูกอยากซื้ออะไร อ่านอะไรก็ช่างมัน สำนักพิมพ์ดีๆที่เค้าพยายามเอาหนังสือดีๆที่มีคุณค่าน่าอ่านคนทั่วโลกเค้าอ่านกันเช่น สำนักพิมพ์ผีเสื้อ มาแปลก็ไม่ค่อยมีคนซื้ออ่าน สำนักพิมพ์ก็อยู่ไม่ได้ จริงๆเรื่องการอ่านน่าจะเป็นวาระแห่งชาติเสียด้วยซ้ำเพื่อที่คนในประเทศเราจะได้ไม่โง่ซ้ำซากอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
thetwit วันที่ : 19/12/2011 เวลา : 14.23 น.

อ่านแล้วชอบมากอยากไปซะทุกร้านเลยค่ะ..อยากให้เมืองไทยมีร้านหนังสือที่เป้นตำนานอย่างนี้บ้างแต่ก็ยากเพราะคนไทยโดยส่วนใหญ่อ่านหนังสือกันน้อย เด็กสมัยนี้ก็อ่านหนังสือไม่ค่อยจะสมกับวัยก็เยอะ ที่เห็นขายดิบขายดีในร้านหนังสือก็มีแต่นิยายประโลมโลกย์ประเภทคุณชายจอมแสบกับยัยตัวจุ้น พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่จะแนะนำหนังสือดีๆให้เด็กอ่านก็น้อยลง ลูกอยากซื้ออะไร อ่านอะไรก็ช่างมัน สำนักพิมพ์ดีๆที่เค้าพยายามเอาหนังสือดีๆที่มีคุณค่าน่าอ่านคนทั่วโลกเค้าอ่านกันเช่น สำนักพิมพ์ผีเสื้อ มาแปลก็ไม่ค่อยมีคนซื้ออ่าน สำนักพิมพ์ก็อยู่ไม่ได้ จริงๆเรื่องการอ่านน่าจะเป็นวาระแห่งชาติเสียด้วยซ้ำเพื่อที่คนในประเทศเราจะได้ไม่โง่ซ้ำซากอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 19/12/2011 เวลา : 12.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ฟ้องก่อน.....แม่มดฟังเพลงไม่ได้ค่ะ
แม่มดลูกมดคุ้นกับ Waterstones มากที่สุดเพราะเจอได้บ่อยๆที่ภาคพื้นยุโรป ไม่ต้องไปถึง UK เวลามาเมืองไทย ก็เข้า Kinokuniya เป็นหลัก
ส่วนที่เยอรมนี เราสนิทกับ Hugeldubel
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน เราใช้บริการของ Amazon เสียเป็นส่วนใหญ่ค่ะ สั่งวันนี้ พรุ่งนี้มา ค่าส่งก็ไม่เสีย
ลูกมดอ่านหนังสือมาก เร็ว และสามารถอ่านติดต่อกันได้นานถึง 6-7 ชั่วโมงมาตั้งแต่ตัวนิดเดียว ของขวัญวันเกิดกับคริสต์มาสนี่ไม่เคยเป็นอะไรเลยนอกจากหนังสือที่เจ้าตัวส่งรายการยาวเหยียดมาให้แม่ล่วงหน้า
เขาชอบลอนดอนมากก็เพราะร้านหนังสือนี่แหละค่ะ
หนังสือที่เมืองไทยแพงเกินไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ผู้เขียนก็ได้ค่าลิขสิทธิ์แค่ 7-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
NN1234 วันที่ : 19/12/2011 เวลา : 12.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

[จังหวะดีในยามบ่าย อาจจะเจอสุภาพบุรุษหรือสุภาพสตรีสูงวัย กระซิบสนทนาด้วยภาษาสวยงาม สำเนียงคนมีการศึกษาวิพากษ์หนังสือบนชั้น ให้คนที่บังเอิญได้ยินนึกว่าหลงเวลากลับสู่ยุคก่อน ]

ผมอยากได้ยินเสียงแบบนี้....ดังเล็ดลอดในร้านหนังสือบ้าง

บางที(อย่างเมื่อวานนี้เข้าไปในร้าน SE-ED นาน 3 ชม.คนเดียว)เห็น(คนไทยแท้ๆ)เดินเข้าร้านหนังสือกับขวักไขว่ แต่ก็"งั้นๆ แหละ" คนไทยเหนียม ขวยเขินที่จะวิพากษ์หนังสือกันออกเสียง คงเป็นเพราะว่า คนไทยอ่านหนังสือกันน้อย จริงอย่างที่เขาว่า ก็เลยไม่มีเรื่องมาสนทนา แม้สาระในหนังสือก้ไม่มีเรื่องจะพูดถึงมัน สะท้อนถึงความกลวงโบ๋ทางความคิดของคน(ไทยแท้ๆ)
มีคนหยิบหนังสือเล่มดังไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ ที่เครือเนชั่นกำลังโปรโมต ชีวประวัติของสตีฟ จ๊อบส์ ก็อดที่จะมองหน้าประเมินบุคลิกท่าทางของคนซื้อไม่ได้(ขอโทษที่ละลาบละล้วงทางสายตา) แล้วก็ได้คำตอบที่อยู่ในใจตัวเองว่า มันต้องใช่คนแบบนี้ (เล่มนี้ผมยืนอ่านไป 2- 3 หน้า แต่ไม่มีในลิสต์ที่ต้องจ่ายเงิน)
เมื่อวาน...ว่าจะไม่ได้หนังสือสักเล่มแล้ว เพราะท้องร้อง แต่ก็กดท้องอยู่ได้นาน คว้าที่เราสนใจมาได้ 3 เล่ม และ เพื่อเจ้าตัวน้อยอีกเล่ม(แนว sci-fi comic ของไทยเอง)

นครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดที่มีประชากรล้านกว่าคน มีมหาวิทยาลัย 2 แห่ง มีสถานศึกษาระดับอุดมศึกษามาก ผู้คนชอบเรียนเขียนอ่าน(มากกว่าบางจังหวัดที่ผมเคยอยู่) สภาพเศรษฐกิจดี พืชการเกษตรอุดมสมบูรณ์ อาจทำให้แรงซื้อหนังสือไม่มีตก มีหนังหนังสือที่มากับห้างโมเดิร์นเทรดขนาดยักษ์เคียงข้างเกือบทุกแห่ง รวมๆ แล้วก็ประมาณ 5 แห่ง ร้านออริจินอล(local brand)อย่าง ร้านนาครบวรรัตน์(ของหมอบัญชา พงษ์พานิช)ก็ยังอยู่ได้แต่ยอดขายอาจจะแผ่วไปบ้าง
แต่ทั้งนี้ต้องมองที่ว่า"เมืองคอน"เป็นเมืองกวี(ศรีปราชญ์)"ด้วย ทั้งที่มีศิลปินนักเขียนระดับประเทศก็อีกมาก (ที่รอขึ้นก็อาจจะมีบ้าง)

แต่การสนทนาเรื่องราวของหนังสือ โดยปัจเจกบุคคลก็น่าจะน้อยลง แม้ใน"หอสมุดแห่งชาติ นครศรีธรรมราช"ก็เหมือนว่าจะจัดกิจกรรมพวกนี้น้อยลง คงเพระาความสนใจของคนคอนพุ่งที่ร้านหนังสือในห้างโมเดิร์นเทรดนั้นเสียมากกว่ากระมัง

ขอบคุณที่เล่าถึงร้านหนังสือในเกาะอังกฤษมาให้ฟัง รู้สึกจะขาดไปร้านหนึ่งที่เป้นร้านหนังสือใกล้บ้าน "ร้าน V&A"...? และ"จุดที่หนังสือเล่มนั้น"เคยวาง

ขอบคุณอีกที

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ลาดพร้าวซอยสิบสอง วันที่ : 19/12/2011 เวลา : 11.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thairesearch2539

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน อุ๋มก้อยังยึดมั่นอยู่กับความคิดที่ว่า ไม่มีการอ่านใดที่จะมีความสุขเท่ากับการอ่านหนังสือเป็นเล่มอีกแล้วค่ะ ได้เก็บไว้ที่หัวนอน ได้หยิบมาอ่านเมื่อใดก็ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพิงสัญญาณใดๆ สุขมากมากค่ะ เห็นร้านหนังสือต่างๆ แล้วตาโต (จากที่ตาตี่) อยากจะเข้าไปอยู่ในนั้นเลยล่ะค่ะ คุณ SW19 ขา

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ต้นหญ้าในป่าใหญ่ วันที่ : 19/12/2011 เวลา : 10.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ponder

อยากจะหยุดเวลาเมื่อเข้าร้านหนังสือ ครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
สยุมพร วันที่ : 19/12/2011 เวลา : 10.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ooddee

เพลงไพเราะมาก สุดยอดฝีมือ
หนังสือตอนเด็ก ๆ ก็หนอนดี ๆ นี่เอง
เดี๋ยวนี้ต้องถนอมสายตาค่ะ เพราะเริ่มแย่แล้ว
แต่ก็ตลุยอ่าน จนฟ้าสาง ในบางเรื่อง....ฮิ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 19/12/2011 เวลา : 10.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

น่าไปเดินนะครับ..
ตอนไปสก๊อต(ผมไม่ได้แวะลอนดอน-ยกเว้นลงสนามบินเพื่อเปลี่ยนเครื่อง)ได้ซื้อหนังสือกลับมาอ่าน 1 เล่ม
ภาษาไม่เอื้ออำนวยให้อ่านครับ(ฮา)

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
หน่อผุด วันที่ : 19/12/2011 เวลา : 10.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/korpai
'ต้นไม้ต้นเดียวไม่เป็นป่า  กระดาษแผ่นเดียวไม่เป็นหนังสือ'

คนอ่านหนังสือเยอะ ร้านหนังสือมาก อยากให้เมืองไทยเป็นอย่างนี้บ้างค่ะ
ยิ่งอยู่จังหวัดเล็ก หนังสือไม่มีให้เลือกมาก ร้านหนังสือมีน้อย กระจายหนังสือไม่ทั่วถึง
หนังสือที่อยากได้บางทีหาซื้อไม่ได้ ต้องรอโอกาสได้เข้ากรุงซักทีถึงจะได้เป็นเดินหาซื้อ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
tengpong วันที่ : 19/12/2011 เวลา : 09.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

หนังสือนกหลายเล่ม รวมทั้งหนังสือผีเสื้อ ผมได้มาจากที่ใกล้บริติช มิวเซียม

ส่วนร้าน WHSmith ผมแค่ไปเติมตังค่าโทรศัพท์ ยังไม่เคยซื้อหนังสือจากร้านนี้เลย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
hayyana วันที่ : 19/12/2011 เวลา : 08.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

เยี่ยมครับ มีความสุขมากที่ได้เข้าร้านหนังสือ
มีร้านประจำที่ผมชอบไปตอนหลังเที่ยงคืน (ร้านเปิด 24hr)
ร้านหนังสือไทยเล็กนะครับ หนังสือน้อย
ทางเอเซียของจีนญี่ปุ่นเกาหลีไต้หวันฮ่องกงสิงคโปร์นี่ หนังสือเขาเยอะกว่าไทยมากๆ ของเวียตนามก็เช่นกัน
มีหนังสืออะไรใหม่ๆออกมาปั๊ป ไม่กี่วันเห็นฉบับแปลแล้ว

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน