*/
  • SW19
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-08-19
  • จำนวนเรื่อง : 94
  • จำนวนผู้ชม : 269120
  • จำนวนผู้โหวต : 247
  • ส่ง msg :
  • โหวต 247 คน
Oh What A Night

เพลงจาก Jersey Boys,West End, London

View All
<< มีนาคม 2012 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 3 มีนาคม 2555
Posted by SW19 , ผู้อ่าน : 6988 , 22:50:21 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 8 คน อะหนึ่ง , สยุมพร และอีก 6 คนโหวตเรื่องนี้

Dublin เมืองหลวงของไอร์แลนด์ อยู่ขอบเกาะด้านตะวันออกที่มีเพียง Irish Sea ขวางกั้นกับเกรทบริเทน

 

เมืองเล็กแห่งนี้ ผ่านกาลเวลาแห่งการต่อสู้ จลาจล การนองเลือด และสงครามกลางเมือง         ความช่างจดช่างจำอันเป็นลักษณะประจำชาติทำให้บันทึกของอดีตมีอยู่ทุกรูปแบบ เป็นงานประพันธ์ บทกวี ร้อยแก้ว เพลง บทละคร และประติมากรรม ที่ต่างสะท้อนหลากอารมณ์ความรู้สึก ทั้งปลุกเร้า ท้อแท้ เสียดสี ขบขัน ชิงชัง

 

พื้นที่ขนาดแค่ไม่ถึงหนึ่งในสิบของกรุงเทพมหานคร ดูคับแคบไปด้วยร่องรอยความเป็นมาของชาติ ยากต่อคนไอริชจะชี้ชัดว่าผลงานใดคือที่มาของรางวัลเกียรติยศ City of Literature 

 

จะเป็นความศิวิไลซ์ในจารึกของ Book of Kells เมื่อหนึ่งพันปีเศษ

หรือโนเบิลไพรซ์สาขาวรรณกรรมชิ้นแรกเมื่อเกือบหนึ่งร้อยปีก่อน จนมาถึง 4 รางวัลในวันนี้

เพราะความสามารถในการขีดเขียนของคนไอริชนั้นโยงใยอยู่ในทุกส่วนชีวิตของผู้คน กระทั่งในความนิ่งของสายน้ำ Liffey ฉากหลังที่สงบเยือกเย็นของดับลิน

 

กว่าจะก้าวสู่ฐานะเมืองแห่งวรรณกรรมโลก จึงมีนักคิด นักปรัชญา นักประวัติศาสตร์ และนักต่อสู้จำนวนมาก ร่วมกันจดและจัดแต่งมรดกทางวัฒนธรรมไว้ให้แก่ชาติ สร้างสามัญสำนึกที่หวงแหนเสรีภาพและความเป็นชาติ แก่ประชาชน

 

เกิดเป็น Open book เล่มโตให้โลกได้อิ่มเอมในอรรถรสของงานประพันธ์ทรงคุณค่า และศึกษาหาประโยชน์จากประสบการณ์ของผู้ผ่านวิกฤติในชาติมาแล้ว

 

ทั่วดับลิน จึงมีมุมสงบให้บุคคลเหล่านี้เฝ้ามองโลกที่หมุนเวียนเปลี่ยนไป และให้ผู้ผ่านมาแวะทักทาย

 

จาก Trinity College Dublin

 

 

Oliver Goldsmith (พ.ศ. 2273 - 2317) และ Edmund Burke (พ.ศ. 2272-2340) มา Trinity College Dublin ปีเดียวกัน ต่อมาก็ข้ามไปอยู่เกรทบริเทนเหมือนกัน แต่ Goldsmith ทิ้งสิ่งที่เรียนด้านศาสนา กฎหมายและแพทย์ มาเป็นนักเขียน

 

 

ส่วน Burke เป็นทั้งนักคิด นักเขียน และนักการเมือง ผู้วางรากฐานการเมืองแนวอนุรักษ์นิยมควบกับการเป็นตัวแทนเสรีนิยม สร้างงานเด่นให้คนจำได้ดี ที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อเขียนบันทึก ‘Reflections on the Revolution in France’ ก็เป็นหนังสือขายดีที่สุดทันทีที่ออกวางขายแม้ราคาจะสูงกว่าหนังสือการเมืองอื่นในยุคนั้น ยิ่งฉบับภาษาฝรั่งเศสขายหมดทันที 2,500 เล่มในวันเดียว ต้องพิมพ์เพิ่มอีกถึงสิบครั้งตั้งแต่ช่วงการปฏิวัติยังไม่จบสิ้น

ก็คงไม่น่าแปลกใจ หากได้ยินคำคมของ Burke ว่า

You may have subverted Monarchy, but not recover'd freedom...

จะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ไปได้ ก็ใช่ว่าจะทำให้เสรีภาพและความรุ่งเรืองเกิดขึ้นได้ตามที่คาดหวัง

 

George Salmon (พ.ศ. 2362 – 2447) ใช้ชีวิตที่ Trinity College Dublin ตั้งแต่เรียนจนทำงานเป็นถึงอธิการบดี Provost เขียนบทความ (Treatise) ทางคณิตศาสตร์เป็นตำราโด่งดังที่ถูกแปลเป็นภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส และอิตาเลี่ยน และยังรู้ลึกซึ้งด้านศาสนา

 

 

แต่ด้วยความคิดแบบอนุรักษ์นิยม ได้ค้านการให้สตรีเข้าร่วมเรียนหนังสือมาตลอด จนยอมอ่อนข้อเอาไม่กี่ปีก่อนสิ้นชีวิตใน พ.ศ. 2447 เมื่อนั้น จึงเป็นยุคแรกของการรับนักศึกษาหญิง

 

 

William Lecky (พ.ศ. 2381 – 2446) ที่นั่งอยู่ไม่ห่าง ศึกษาด้านศาสนา ครั้นเมื่อขยับความสนใจมาสู่เรื่องประวัติศาสตร์ ได้สร้างงานสำคัญ คือ ประวัติศาสตร์ของอังกฤษ และไอร์แลนด์ในศตวรรษที่ 18 และรวมถึงบันทึกประวัติของ Jonathan Swift และ Daniel O’Connell

 

ชื่อของ Swift อาจไม่ติดหูเท่าเรื่อง การเดินทางของกัลลิเวอร์ ที่ Jonathan Swift ชาวไอริชเขียน Gulliver’s Travels ไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2269 

 

Daniel O’Connell (พ.ศ. 2318 - 2390) มีบทบาทสำคัญถึงที่สุดด้านการเมืองของไอร์แลนด์ช่วงต้นศตวรรษ 19 ในฐานะ The Emancipator ผู้ต่อสู้เพื่อให้แคทอลิคมีสิทธิ์และเสียงเท่าเทียมใน Westminster Parliament สภาผู้ปกครองบริเทนและไอร์แลนด์

 

ที่สำคัญ O’Connell คือผู้ล้มล้าง Act of Union ที่มัดไอร์แลนด์ไว้กับเกรทบริเทนในเวลานั้น

 

 

ปรัชญาในการปฏิบัติและต่อสู้ของ O’Connell จุดประกายให้ผู้นำระดับโลกรุ่นต่อมาอีกจำนวนมาก อย่าง Mahatma Gandhi และ Martin Luther King

 

หลังยุคของ O’Connell ความเคลื่อนไหวในการปกครองยังไม่หมดสิ้น มีนักต่อสู้ไอริชตามมาอีกหลายรุ่น เช่น James Larkin (พ.ศ. 2419 – 2490) ที่ฝ่าฟันเรื่องสหภาพแรงงาน แนวคิดสังคมนิยม ชื่อของ Larkin จึงปรากฏในงานกวี งานประพันธ์ และเพลงของนักเขียนรุ่นหลังในฐานะวีรชน

 

 

ในเวลาเดียวกันของกลางศตวรรษที่ 19 ก็เริ่มเป็นยุคกำเนิดของนักประพันธ์ที่มีผลงานที่โลกปัจจุบันคุ้นหู

 

หากย้อนดูนักประพันธ์สมัยศตวรรษที่ 18 จะพบปัจจัยร่วมตรงกันในพื้นฐานความรู้ Theology เรื่องศาสนา ที่แนวการเรียนรู้วางกรอบให้ความคิดเกิดขึ้นเป็นระบบ มีการวิเคราะห์ถี่ถ้วน เพราะ Theology สอนให้ยึดหลักปรัชญา ประวัติศาสตร์ การค้นคว้าเรียนรู้อย่างลึกซึ้งเรื่องเผ่าพันธุ์มนุษย์ Ethnography และจิตวิญญาณ มาใช้ทำความเข้าใจ อธิบายต่อ วิจารณ์ โต้แย้งประเด็นทางศาสนาทั้งของตนเองและศาสนาอื่นได้ถ่องแท้

 

 

บันทึกของคนสมัยโบราณจึงมาจากต่างมุมกับนักประพันธ์ของศตวรรษที่ 19 ซึ่งประสบการณ์จากการต่อสู้ การบีบบังคับด้วยกฎเกณฑ์ของ Roman Catholic Church และการใช้ชีวิตต่างแดนของนักเขียนจำนวนมาก ทำให้วิธีคิดและการแสดงออกพลิกผันอย่างสิ้นเชิง

 

 

Dublin Writers Museum ได้รวมรวมสิ่งละอันพันละน้อยที่เกี่ยวข้องกับชีวิตไอริชที่มีบทบาทกับวรรณกรรมของชาติ ทั้งเก้าอี้ เครื่องพิมพ์ดีด ปากกา หนังสือ จดหมาย กระทั่งลายมือบนเศษเสี้ยวกระดาษ ใช้มุมมองของดับลินเชื่อมรอยต่อให้คนรุ่นปัจจุบันผ่านเข้าสู่ความเป็นมาของงานเขียนสมัยร้อยกว่าปีที่แล้ว

..งานที่เป็น Living literature ที่ยังอ่านกันอยู่จนบัดนี้

ที่นี่ จึงมีเกร็ดชีวิตของนักเขียนหลายคนให้ศึกษา

 

 

 

Oscar Wilde (พ.ศ. 2397 – 2443) 

มีบทบาทอย่างยิ่งในแนวคิด Aestheticism และ Decadent Movement อันเกี่ยวกับสุนทรียภาพในบทประพันธ์และงานศิลปะ ที่ไม่ต้องการเหตุและผล หรือประโยชน์ใช้สอยประกอบ เพื่อแก้ต่างความสวยสะอาง

All art is quite useless.

- Oscar Wilde

งานของ Wilde เป็นเลิศเรื่องความงดงามของภาษา ภาพชีวิตหรูหราในบทละคร สำนวนตวัดคมกริบที่นิยมอ้างถึง มากกว่าเรื่องการต่อสู้โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวไม่ได้ใช้ชีวิตในไอร์แลนด์ เมื่อ Wilde ประสบชะตากรรมอันเกิดจากความพึงใจในบุรุษเพศด้วยกันซึ่งผิดต่อทั้งศาสนาและกฎหมาย และปิดฉากชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันหลังจากพ้นครุโทษไม่นาน ความเคลื่อนไหวของงานแห่งสุนทรีภาพก็พลอยหยุดนิ่งลงด้วย

 

 

คนไอริชจึงจับ Wilde มาพักในมุมสบาย มองบ้านที่ตัวเองเคยอยู่ยามเยาว์ที่ Merrion Square

 

 

William Butler Yeats (พ.ศ. 2408 - 2482) 

กวี, Playwright ไอริชคนแรกที่ได้รับโนเบิลไพรซ์สาขาวรรณกรรม ในพ.ศ. 2466 ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศที่เพิ่งประกาศเอกราช เกิดเป็น Irish Free State

 

Yeats เห็นรางวัลเป็นเครื่องสะท้อนการยอมรับชาติไอร์แลนด์จากยุโรป และถือว่างานของตนเองเป็นเพียงตัวแทนวรรณกรรมไอริชทุกชิ้น

 

 Yeats มีชีวิตส่วนตัวที่น่าสนใจจากพื้นเพครอบครัว Protestant ผ่านช่วงเวลาที่แบ่งแยกจน Catholic มีอิทธิพลมากขึ้น มีผลกระทบถึงความรักต่อสตรีที่มีความเชื่อแตกต่าง

หลังได้รับรางวัลโนเบิล บทกวีของ Yeats ทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ งานที่นับเป็นกวีนิพนธ์ชั้นเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 20 คือ The Tower, The Winding Stair และ New Poems 

 

George Bernard Shaw (พ.ศ. 2399 - 2493)

เกิดรุ่นใกล้กับ Oscar Wilde สไตล์เขียนเหน็บแนมเจ็บแสบไม่ต่างกัน เป็นไอริชคนที่สองที่รับโนเบิลไพรซ์สาขาวรรณกรรม พ.ศ. 2468 อย่างไม่ยี่หระนัก และยังปฏิเสธเงินรางวัลโดยยกให้เป็นทุนเพื่อการแปลงานภาษาสวีดิชเป็นอังกฤษแทน

สิบกว่าปีต่อมา Bernard Shaw ได้รางวัล Oscar จากบทประพันธ์ Pygmalion ด้วย

 

ไอร์แลนด์ยังคงผลิตนักเขียนมารับโนเบิลไพรซ์อีกสองรางวัล

พ.ศ. 2512 จากงานของ Samuel Beckett (พ.ศ. 2449 – 2532) ผู้ใช้ชีวิตส่วนมากนอกประเทศ โดยส่วนใหญ่อยู่ฝรั่งเศส จึงมีงานจำนวนมากในภาษาฝรั่งเศส

พ.ศ. 2538 Seamus Heaney (พ.ศ. 2482 - ) เป็นรายล่าสุด

 

คนไอริชถือรางวัลเป็นเครื่องชูใจ รู้ดีว่างานประพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณคนในชาติ และยังมีผลงานอีกจำนวนมากรอการค้นพบ

 

 

อย่าง Brendan Behan (พ.ศ. 2466 – 2507) ออกจากโรงเรียนเมื่ออายุแค่ 13 ไปร่วมขบวนการ IRA (Irish Republican Army) เริ่มเขียนบทละครและเรื่องสั้นเมื่อต้องโทษจำคุก มีผลงานได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะBorstal Boy อัตชีวประวัติที่ถูกนำไปทำละครและภาพยนตร์

 

 

หรือ James Joyce (พ.ศ. 2425 - 2484) ผู้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในนักเขียนที่มีอิทธิพลต่อวรรณกรรมต้นศตวรรษที่ 20 อย่างยิ่ง มี 3 ผลงานตระหง่านในทำเนียบ 100 Best English Language Novels of the 20th Century คือ

อันดับหนึ่ง Ulysses

อันดับสาม A Portrait of the Artist as a Young Man

อันดับเจ็ดสิบเจ็ด Finnegans Wake

 

Joyce อพยพไปอยู่นอกไอร์แลนด์ตั้งแต่อายุยี่สิบเศษ แต่เรื่องราวและตัวละครของ Joyce ไม่ได้ออกพ้น Dublin เลย ทั้งด้วยความคำนึงถึงและกระทบกระเทียบ เห็นได้ชัดในเรื่อง Dubliners

 

 

หากจะเข้าถึงและเข้าใจบทประพันธ์ ก็ต้องรู้พื้นฐานการต่อต้าน Catholic Church ของ Joyce ซึ่งไม่แตกต่างจาก Samuel Beckett ผู้ซึ่งทั้งมีความรู้สึกร่วม และรับอิทธิพลจากผลงานของ Joyce เต็มที่

‘Wake’ เรื่องสุดท้ายในชีวิตของ Joyce ยังไม่ผ่านสายตาสาธารณชนส่วนใหญ่ ด้วยความลึกซึ้งของลำดับความคิดที่ผ่านเวลากลั่นกรองของผู้ประพันธ์ถึง 17 ปี

 

 

คนไอริชจึงยังเชื่อว่า ประวัติศาสตร์ในอดีตที่เกี่ยวร้อยอยู่กับงานประพันธ์ของนักเขียนสัญชาติไอริชทั้งหลาย มีทั้งบทเรียนแฝงไว้กั้นความผิดพลาดกลับมาย้อนรอย และบทใหม่ที่รอการค้นเจอและวิพากษ์

ความเป็น City of Literature เมืองแห่งวรรณกรรม จึงยิ่งแจ่มชัดพร้อมกับกาลเวลาที่ผ่านไป

ก็เมื่อ Dublin มีบทสนทนาที่ไม่เคยจบสิ้น ประเด็นแปลกใหม่ไม่เคยขาดแคลน การประลองคารมเป็นอาหารสมอง การเสวนาเป็นประสบการณ์และเหตุผลของการมีชีวิต

เมืองเล็กแห่งนี้ เปิดเผยไม่ซับซ้อน แต่ทิ้งหลืบมุมให้ค้นหาไม่จบสิ้น

ดั่งโค้งของ River Liffey ที่เป็นเส้นสายนำวัฒนธรรมแห่งไอริชไหลเอื่อยลงสู่ Irish sea เพื่อเชื่อมกับโลกกว้างภายนอก

 

 

* * * * * * * *

 

 

Finnegans Wake - The Irish Rovers

Uploaded by CArghlhoavp

 

Ireland บทก่อนหน้า

กรุ่นกลิ่นหนังสือเก่า ที่ The Long Room 

Claddagh Ring แหวนแห่งรักและภักดี 

The Queen's Ireland Visit

ดูรูปเพิ่มเติมที่ Gallery

 

Remarks & references: 

ในวงเล็บหลังชื่อ เป็นปีเกิด-เสียชีวิต ในพุทธศักราช ให้เทียบเหตุการณ์กับสมัยของประเทศไทย

เรื่องของ Oscar Wilde http://www.oknation.net/blog/SW19/2011/01/21/entry-1 

Finnegans Wake: อ่านยากแค่ไหน ไอริชก็เอามาแต่งเพลงปนเปื้อนกลิ่นวิสกี้ เกือบทุกวงไอริชร้อง กันสนุกสนาน

Writers Museum

Dublin City of Literature 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 61 (0)
ลาดพร้าวซอยสิบสอง วันที่ : 26/03/2012 เวลา : 13.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thairesearch2539

ชอบ Chateau Margaux 82 เหมือนคุณพ่อเลยค่ะ ปล. ขอบพระคุณคะ สำหรับคำอวยพรวันเกิดคุณแม่ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 60 (0)
musachiza วันที่ : 19/03/2012 เวลา : 19.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

แวะมาเยี่ยมครับ
และมาบอกว่าผมคอมเมนท์ เรื่องปาเลสไทน์
ไว้ที่ http://www.oknation.net/blog/SW19/2011/02/04/entry-1/comment#read
ของคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 59 (0)
tengpong วันที่ : 18/03/2012 เวลา : 22.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

นักเขียนเหล่านี้ผมรู้จักท่านๆน้อยมาก
แต่ตามอ่านเม้นท์ของเจ้าของบ้าน กับ ลุงหนอนแล้ว
สนุกและชอบมากครับ

ความคิดเห็นที่ 58 (0)
ซันญ่า วันที่ : 12/03/2012 เวลา : 02.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

ไล่ตามอ่านคอมเมนต์........และก็ยิ้ม ........
ในชีวิตประจำวัน มี......ผู้คนจากเกาะนี้ มา แวะเวียน อาศัย กับตัวเอง อย่างมากมาย หลายหน้า
เป็นมารยาท ที่ ได้คุยกัน พวกเขาฉลาด ในการ ใช้ ภาษา เป็นสื่อสาร แบบอัตโนมัติ ที่ สมบูรณ์ ........
พอเป็นเรื่องวรรณกรรม ต้อง อ่าน แล้ว อ่านอีก
ยัง เหมือนตัวเอง ไม่รู้จัก มาก ในเรื่องราววรรณกรรม
.
.

แต่วันนี้ ขณะนี้ นับว่า มีกำไร ล้นกระเป๋าเลย ......
ขอบคุณนะคะ
.
.
และ สบายดีนะคะ
.
.
ด้วยจิตคาราวะ
.
.

ความคิดเห็นที่ 57 (0)
ลาดพร้าวซอยสิบสอง วันที่ : 10/03/2012 เวลา : 15.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thairesearch2539

สวัสดีบ่ายแก่ๆวันเสาว์ที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝนค่ะ อันที่จริงก่อนหน้านี้ฝนตกจั้กๆไปครั้งนึง ตอนนี้ร้อนใหม่อีกค่ะ ขอตัดภาพจากบทสนทนาเชิงวิชาการระหว่างคุณ SW19 กะคุณ Driftworm มาตอบเรื่องอาหารแมนจูว่า ทานไม่หมดหรอกค่ะเหลือเยอะเลยค่ะ แต่ตอนนี้ชักอยากทานมันฝรั่งจากไอร์แลนด์ซะแล้วค่ะ ชอบทานมันฝรั่งอยู่ด้วยคะ

ความคิดเห็นที่ 56 (0)
driftworm วันที่ : 08/03/2012 เวลา : 10.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๕๔- , -๕๕-

เจอของจริงเข้าแล้วสิ ทำให้ผมเกิดอาการแบบที่สำนวน นสพ.สมัยนี้เรียกว่า "โชว์โง่"
เป็นการอวดโง่ท่ผมยินดีและมีความสุข เพราะได้รับความเอื้อเฟื้อให้ความรู้กลับมา ตรงไหนเคยไขว้เขวก็เอื้อเฟือชี้แจง
ก็จะสนทนาด้วยขอบคุณในที และพร้อมด้วยความมั่นใจว่าผมจะโง่ต่อไป ... ก็มันยังมีในหัวอีกเยอะนี่ครับ

หนังสือที่เขียนโดยทร็อตสกี้ ผมไม่แน่ใจความจำตัวเอง เหมือนมีแปลเป็นไทย แต่ไม่น่าเกิน ๑ เล่ม
มันมีหนังสือ "วิพากษ์" ทร็อตสกี้ ออกมาเป็นขนาดกระเป๋าสัก สองเล่มได้มั้ง ผมว่าผมเคยอ่าน แต่อ่านไม่เข้าใจนัก
ได้มาแค่สองคำ เมนเชวิก - เสียงข้างน้อย ฝ่ายทร็อตสกี้, บอลเชวิก - เสียงข้างมาก (ฝ่ายเลนิน)
ทร็อตสกี้นี่ใส่แว่นตากลม ๆ หรือเปล่าครับ ... ผมกำลังรื้อความจำภาพปกที่ใช้รูปของเขา

-๕๕-
ผมไม่เข้าใจชัดเจน ที่เอ่ยถึงทฤษฎี กับ หลักการ ที่เหมือนเป็นก้อนเดียวกัน
สนใจ อยากรู้ และรอฟังครับ
.

ความคิดเห็นที่ 55 (0)
SW19 วันที่ : 07/03/2012 เวลา : 22.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ driftworm (53)



ทฤษฎีน่ะมีแล้ว
Marx เป็นแค่หลักการ ... ราก...
ไม่จำเป็นต้องเอามาใช้แบบดุ้นๆ
ขุดเอา essence มา apply จะน่าสนกว่าไหม?



ความคิดเห็นที่ 54 (0)
SW19 วันที่ : 07/03/2012 เวลา : 22.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ driftworm (48)

.... เมื่อเลนินอ่านงานของม้าร์กซ์ แล้วอุทานสมใจว่านี่แหละคำอธิบายให้ขบวนการของเรา...


คงจะไม่ใช่เลยนะ เพราะ
Lenin and Trotsky were Marxists before they became revolutionary.

Lenin นั้นเป็น scholar คืออะไรล่ะ นักวิชาการมาตั้งแต่ต้น ศึกษางานของ Marx ตั้งแต่ต้น ดังนั้นกรอบของ Lenin ถูกพัฒนาขึ้นมาจากคำพูดของ Marx ทั้งหมด โดยตรงเลย ไม่ใช่บังเอิญเจอ แล้วเอามาตอบคำถามตัวเอง หรือเอามาใส่กรอบเป็นเหตุผลของตัวเอง

แต่เอา Marx มาเป็นรากฐานแล้วสร้างความคิดพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ต้นเลย โดยทำงานร่วมกับ Trotsky ซึ่งเป็น Strategist

Lenin เขียนเรื่อง Economics แยะ จากพื้นฐานของ Marx แต่ไม่ได้เห็นพื้นฐานเดียวกันร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะกาลเวลาและสถานการณ์ต่างกัน Lenin ใช้วิธี apply ให้เข้ากับปัจจัยของตัวเอง

Lenin มี concept ที่เขียนแล้วใช่เลย ปลายศตวรรษที่ 20 ชื่อ Imperialism, the highest stage of Capitalism (1917)

ความว่า
Imperialists คือพวกชาติที่สร้างอาณานิคม (อังกฤษ รัสเซีย เยอรมนี ฝรั่งเศส สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง) มันสร้างอาณานิคม เพื่อหาแหล่งวัตถุ เพราะตัวเองไปยุค Industrialisation เป็น industrial nations ไปแล้ว ก็ไปแสวงหาที่ถลุงจากที่อื่น หาแหล่งวัตถุดิบ ชิ้นส่วน หรือสร้างสินค้าในราคาที่มีต้นทุนที่ถูกลง ราคาถูกลง มันก็เกิดเป็น economic colonialism การเป็นเมืองขึ้นจึงไม่ใช่แค่การที่ประเทศหรือพื้นที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของผู้มีอำนาจกว่า

แต่กลายเป็นว่าประเทศด้อยพัฒนาอีกมาก ก็จะกลายเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจไป เช่น จีน ไทย เวียดนาม อินเดีย ฯลฯ ที่เป็นแหล่งวัตถุดิบราคาถูก แรงงานถูก

เดิมทีไปลงทุนให้ประเทศพวกนั้น สร้าง infrastructure สร้างการผลิต ส่งของให้ตัวเอง ซึ่งรับซื้อแต่ผู้เดียว (ไอ้ประเทศพวกนี้ก็ไม่สามารถลืมตาอ้าปากเถียง เพราะต้องทำการผลิต ตาม demand ทั้งปริมาณและรูปแบบของผู้สั่งซื้อ) ตลาดใหญ่ก็อยู่ที่ผู้ซื้อ และเป็นสภาพที่ผู้ผลิต (รับจ้างทำการผลิต) ไม่มีกำลังซื้อสิ่งที่ตัวเองผลิต เพราะถูกจ้างให้ผลิตด้วยเงินนิดเดียว ที่ไม่สมค่ากับราคาของที่ผลิต

(เข้ากรอบเดียวกับปัญหาและที่มาของ Marxism ที่ว่า proletariat ต้องลุกฮือขึ้นมาต่อสู้เพื่อเป็นเจ้าของประเทศ – Communism)

พอธรรมชาติของการผลิตเปลี่ยนไปมาก heavy industry มัน diversify ไป วิธีการผลิต เป็นมาตรฐานที่ไม่มีใครได้เปรียบใครแล้ว cost advantage ที่เคยเกิดจากเทคโนโลยี่มันก็หมดไป economic advantage จะเกิดขึ้นได้ก็จากวัตถุดิบที่ถูกกว่า ค่าแรงที่ถูกกว่า

ประเทศยุคแรกๆ ทีได้รับการลงทุนแบบนี้ คือ เกาหลีใต้ การลงทุนที่ว่า คือ ประเทศอุตสาหกรรมเอาเงินมายัดใส่ประเทศพวกนี้ ลงทุนสร้างโรงงาน เงินก็สะพัดในประเทศพวกนี้ มี entrepreneur เกิดขึ้น แล้วเลยมีเงินลงทุนด้วยตัวเอง ใช้ประโยชน์จากของที่มีในประเทศตัวเองด้วย (เกิดมาเฟีย และการคอร์รัปชั่นตามมาด้วย อย่างเช่น ที่รัสเซีย ที่เกิด Oligarch มากมาย และการค้าทรัพยากรธรรมชาติ)

เดิมทีตลาดที่รวย อุ้มผู้ผลิตที่จน แต่วันนี้ เมื่อไอ้ประเทศที่เคยผลิตส่ง มันมีเงิน บทบาทมันก็กลับกัน ผู้ผลิตที่รวยต้องกลับมาช่วยตลาดที่จน อย่างที่ยุโรปจะเจ๊ง ก็รอเงินจากจีนมาช่วยกู้ภัย

เพราะถ้าตลาดเจ๊ง ไอ้ที่ผลิตมา มันก็เป็นเศษซาก ไม่มีที่ขาย ก็ไม่กลายมาเป็นเงิน

Lenin น่ะเขียนขยายจาก Marx (Das Kapital, 1867)
ตัวอันตรายที่สุด คือ Trotsky ทั้งเคยเข้าขาจนแตกคอกับ Lenin และถูกไล่ออกนอกประเทศก็ยังไม่พอ ยังโดนตามล่าแบบต้องเอาให้ถึงตาย

Trotsky เป็นมันสมอง และเขียนอะไรไว้แยะมาก ไม่เคยรู้ว่ามีงานของเขาถึงเมืองไทยแค่ไหน ที่กวนคุณ NN1234 ให้หามาเล่าสู่กันฟังตั้งนานแล้ว ยังไม่เห็นเลย สงสัยต้องตาม

ขอพักไว้ก่อน ณ ตรงนี้ ให้คุณไปอ่านแล้วเหนื่อยบ้าง
คุณ driftworm มีอะไรก็มาปล่อยของไว้ได้เสมอ ยินดีต้อนรับ
คุยกันสนุกดี

ความคิดเห็นที่ 53 (0)
driftworm วันที่ : 07/03/2012 เวลา : 21.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ทำจำอวดแล้วก็อดเครียดต่อไม่ได้
(เอาเป็นว่าเขียนไว้กันลืม)
จะอย่างไรก็ตาม สภาพคนชนบทยากจนแร้นแค้น ได้รับโอกาสไม่เท่าคนเมือง ถูกเอาเปรียบอย่างถูกกฎหมาย
ในไทยมีมาช่านาน และยังมีอยู่ และมากขึ้น
ถ้าไม่เอาทฤษฎีม้าร์กซิสซึ่มมาอธิบาย และใช้เป็นแนวทางเปลี่ยนแปลง
แล้วจะเอาแนวคิดไหนมาอธิบาย

แค่กันลืมนะครับ เหน็บฝากไว้ เห็นคุณ SW19 ว่าจะเขียนเรื่องเลนินก่อน

ความคิดเห็นที่ 52 (0)
driftworm วันที่ : 07/03/2012 เวลา : 21.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

น่าเหนื่อยอยู่นะครับ

ขนาดนั่งสวดมนต์ยังเหงื่อตก
เจ้าคุณประยุทธ์เขียนว่ายิ่งคนทำสมาธิวิปัสสนา บางทีนั่งเหงื่อผุดพราว
ถ้าเอามือไปอังรอบศีรษะ คงจะรู้สึกถึงความร้อนที่ปลดปล่อยออกมา

งั้นเล่นจำอวดคั่นรายการ
ที่ผมเขียนในคห.๔๘ แล้วคุณ SW19 ตอบในคห.๕๑ นั้น
ผมมานั่งนึกเดินนึกได้ทีหลังว่าเขียน คห.๔๘ ไปนั้น ลืมใส่ไปอีกกลุ่มหนึ่ง เอ่อ ๒ กลุ่มสิ
คือเมื่อชนชั้นกลางอังกฤษอย่างได้อำนาจ จะได้คลายความอึดอัด (เพราะแรงอัดของพลังการผลิจ
แบบอุตสาหกรรมมันพองจวนระเบิดอยู่รอมร่อแล้ว) ก็จะล้มสถาบันเสีย แล้วเริ่มสรรค์สร้างอุดมการใหม่
(กระบวนการเหตุผลรองรับการกระทำ ถูกผลิตออกมาเป็นปรัชญา คำขวัญ)

กับ สอง เมื่อสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า คณะราษฎร์ ต้องการอำนาจ (ผมยังคิดไม่ออกว่า
เพราะอะไร ความจำเป็นหรือเงื่อนไขรูปธรรมของรูปแบบการผลิตสมัยใหม่ ก็ไม่มีอย่างที่เกิดในอังกฤษ)
หรือเป็นเรื่องของการเสพย์ความคิดอ่านของเขาแล้วติดใจ แต่อย่างคุณ SW19 ว่านั่นแหละ
จะเอาความคิดเขามาก็เอามาแบบทั้งดุ้น และทึกทักว่าลอกรูปแบบมาทั้งดุ้นผลต้องออกมาเหมือนต้นแบบทั้งดุ้น
ผมพูดอย่างแซว ๆ ก็ว่ารับประทานสลัดปลา สลัดเนื้อ แกล้มเหล้าองุ่นอย่างฝรั่งแล้วติดใจ
เลยเผลอนึกว่าทำสลัด ทำเหล้าองุ่นกินในไทย บ้านเมืองไทยก็จะกลายเป็นเหมือนฝรั่งได้เองเลย

ความคิดเห็นที่ 51 (0)
SW19 วันที่ : 07/03/2012 เวลา : 20.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ driftworm (48)

กระบวนการวิเคราะห์ อย่างที่คุณว่าไว้
“คนเราอยากเห็นในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ อยากฟังในสิ่งที่ตัวเองคิด แล้วก็น่าสังเกตว่าวิธีที่นักค้นคว้าประวัติศาสตร์ก็อยู่ในข้อสังเกตนี้ด้วย”

เป็นเช่นนั้นจริง เห็นด้วย แต่ไม่ทั้งหมด เพราะมีความเห็นต่างตรงส่วนที่ว่าประวัติศาสตร์อยู่ในข้อสังเกตนี้ด้วย

- ประวัติศาสตร์มีอะไรจริง...


ความท่อนนี้คงเหมาะแต่กับประเทศไทย ที่ผู้นำการเมืองใช้นโยบาย public disinformation มาตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง
และกระบวนการบันทึกประวัติศาสตร์หลังจากช่วงเวลานั้น
ประวัติศาสตร์ไทยเป็นการจดและมาสั่งสอน แต่ไม่ได้เป็นการวิเคราะห์และพูดคุยกัน มีประวัติศาสตร์กี่ฉบับที่เป็นบันทึกอย่างตรงไปตรงมา วิเคราะห์กันอย่างปราศจากอคติและความเกรงใจ ให้เกิดบทเรียนที่ constructive ต่อความก้าวหน้า และกีดกันปัญหาที่ตามมาภายหลัง

ย้อนกลับไปที่สมัยรัชกาลที่หก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

มีใครกล้าเถียงบ้างว่าพระปรีชาสามารถในการประพันธ์ของพระองค์ท่านเป็นขนาดไหน เอาแค่ทรงแปลเรื่อง Shakespeare ออกมาเป็นเวนิชวานิช หรืออื่นๆ นั่นไม่ใช่เรื่องธรรมดา His Majesty the King’s brain ซีกขวาแห่งความสร้างสรรค์ Creative นั้นเป็นระดับพิเศษมหัศจรรย์ ซึ่งแตกต่างจากด้านซ้ายที่บริหารกิจการบ้านเมือง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่เกิดแต่ราชวงศ์ทั่วไปในโลกนี้ที่เจ้าแต่ละองค์ก็มีความเฉียบคมต่างด้านกันไป
แล้วจะเอาอะไรกับพระองค์ท่าน

พอผ่านมาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ขึ้นครองราชย์ภายใต้สภาพการณ์ของประเทศที่ตกค้างมา และเหตุจากโลกอย่าง The Great Depression คณะราษฎรใยจึงมาตำหนิและหาเหตุกับพระองค์ท่าน และสร้างความสับสนให้ประชาชนว่าท่านบกพร่อง ประชาชนที่แม้จะเรียนหนังสือก็สับสน..
เพราะอะไร ก็เพราะประวัติศาสตร์บอกไม่ครบ

กระทั่งเรื่องทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ที่หาอ่านตอนเขียนเรื่องตอนเก่าในบ้าน Montparnasse นั้น หาได้ที่ไหนกัน
การเอาปืนจี้พระองค์ท่าน ประวัติศาสตร์บอกสาเหตุไหม
มีใครวิเคราะห์ไหมว่าทำไมต้องเป็นพระองค์ท่าน
ทุกอย่างหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ไทย

สังคมจึงจมปลักอยู่กับ เรื่องที่ ‘เขาว่ากันว่า...เขาเล่ามากัน ... นี่มาจากแหล่งข่าวในวังนะ’ และเรื่องที่เป็นแค่ ‘เกร็ดประวัติศาสตร์’

เรื่องที่นำมาชูกันคือ อภินิหาร ปาฏิหาริย์ ที่ยกท่านเป็นดั่งสมมติเทพ แซ่ซ้องชื่นชมพระองค์ท่านด้วยวาจา แต่ไม่ตีความและดำเนินตามคำสอน
จนวันหนึ่ง เรื่องเหล่านี้ถูกคนที่มีกรอบอยู่ในใจอยู่แล้ว ย้อนรอยนำมาจาบจ้วงโจมตีสถาบัน โดยที่สถาบันไม่สามารถปกป้อง defend ตัวเองได้

ย้อนคิดดูแล้ว ประวัติศาสตร์แบบไทยๆ และการบิดเบือนข้อมูลของรัฐบาลนี่แหละ ที่มีส่วนวางยาสังคมไทยในวันนี้

การบันทึกประวัติศาสตร์ และการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ในหลายประเทศแตกต่างจากเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะที่ประเทศอังกฤษ และเกรทบริเทน ประเด็นสำคัญ คือ การบันทึกอย่างเป็นระบบระเบียบย้อนไปได้อย่างน้อยก็สมัยทูว์เดอร์ (Tudor: 1485 – 1603)

ความแตกต่างอีกอย่าง คือ สิ่งที่ไม่มีจริงในประเทศไทย อันได้แก่ Free Speech ที่มีบทบาทและส่งผลไปถึงการบันทึกเรื่องราวที่ตรวจทานคะค้านกันได้

accurate history มาจาก freedom of speech
หากไม่มี freedom of speech แล้ว history ก็เป็นได้เพียง propaganda

เรื่องนี้ท่าจะยาว ขอพักไว้ตรงนี้ก่อน
แล้วจะกลับมาต่อเรื่องเลนินอีกนิด ...

ความคิดเห็นที่ 50 (0)
SW19 วันที่ : 07/03/2012 เวลา : 19.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ driftworm (47, 49)


Delacroix นั้นเป็นสมาชิกของ National Guard ตามแห่รู้สึกร่วมกับการเปลี่ยนแปลงในชาติ ก็วาดรูปนี้ไว้ โดยวาดตัวเองเอาไว้ด้วยในรูป (เห็นลางๆ ใส่ top hat) หมวกที่สตรีใส่อยู่ คือ Phrygian cap มาจาก Roman Empire พวกฝรั่งเศสมาฮิตใส่กันในช่วงก่อนเริ่ม French Revolution เป็นสัญลักษณ์ของ liberty เด็กผู้ชายที่ต้องมีในด้านขวาก็มีความหมาย แต่จำไม่ได้แล้ว

แต่เมื่อแวะไปถ่ายรูปก็เลยไปอ่านมาเล่าว่า แม้รูปจะชื่อ La Liberté guidant le peuple (Liberty leading the People) แต่ Liberty นั้น ไม่ใช่ผู้หญิง – Liberty is not a woman, she is an abstract force.

เป็น heroic เหมือนแม่ ... ใครจะเถียง ผู้ให้กำเนิด ผู้มีนมให้กิน

เจ้าตัวคนวาดซึ่งอยู่ในเหตุการณ์จริง วาดวันที่ 28 July 1830 เป็นการฉลองชัยชนะ ทุกอย่างเป็นสัญลักษณ์ตามสไตล์ classical painting เป็นเรื่องธรรมดาของหลักการและยุคสมัย

คนดูบอกแค่ว่า ภาพนี้เป็น political poster
คนวงศิลปะก็บอกว่า ภาพนี้เป็นงานสะท้อนการเมืองชิ้นแรกของยุคศิลปะสมัยใหม่
ข้างต้นนี้เป็นที่มาของผู้วาด และการจัดหมวดหมู่ตามประเภทงานของผู้ดู

แต่ก็คงจะมีคนเอากรอบอื่นในใจ ไปใส่ลงในภาพ เพื่อมาใช้ยืนยันความคิดของตนเองว่า ‘อา.. นี่ล่ะ ตัวอย่างที่มีมา และเราจะเอาบ้าง...’
ก็เป็นได้

ความคิดเห็นที่ 49 (0)
driftworm วันที่ : 07/03/2012 เวลา : 12.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ผมจำได้ว่าผมรู้จักชื่อ เดอลาครัวซ์ ก็จากหนังสือเล่มที่ว่าของทีปกรนี่เองแหละครับ ทีปกรได้
อธิบายความหมายรูปนี้ไว้ด้วย แต่อธิบายตามกรอบที่เขาตั้งไว้นั่นแหละ

ที่ผมพูดถึงการตั้งกรอบ เอากรอบนั้นไปแล่งหาของในทะเลประวัติศาสตร์ เลือกแต่ของที่ลงใน
กรอบได้นั้น บางคราวมันก็จะเกิดการข้ามสายพันธุ์ เมื่อไปพบว่ามีของที่เกิดขึ้นจากกรอบอื่นที่
เจ้าของเขาไม่ใช้แล้ว แต่เอามาใช้เสริมได้ในกรอบนี้ ก็เลยเก็บเอามา ทำนองเดียวกับวิธีการ
เลือกเสื้อผ้าแต่งตัวแบบประหยัดที่ในยุคนี้เรียกว่า Mix & Match ก็พอได้กระมัง

กรณีของเหลือใช้มาจากกรอบของวอลเต้อร์ เบ็นจามิน ที่เขาทิ้งแล้ว ก็คงถูกเก็บเอาใช้ใหม่
อย่างนี้แหละ

ความคิดเห็นที่ 48 (0)
driftworm วันที่ : 07/03/2012 เวลา : 11.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

คห.๓๘

ผมมองว่านั่นเป็นวิธีตั้งกรอบเพื่อศึกษาของจิตร ตรงนี้ผมนึกย้อนไปที่เคยพูดไว้อีกบล๊อกหนี่งว่า
“คนเราอยากเห็นในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ อยากฟังในสิ่งที่ตัวเองคิด แล้วก็น่าสังเกตว่าวิธีที่นักค้นคว้า
ประวัติศาสตร์ก็อยู่ในข้อสังเกตนี้ด้วย”
ในกรณีของนักค้นคว้าประวัติศาสตร์ทำเช่นนั้น ผมก็ว่ามันไม่ผิด แต่ผู้ทำกับผู้ติดตามผลงานต้อง
ตกลงกันให้ชัดเจนว่านี่คือกรอบ (เหมือนวิธีวิทยา methodology) เพื่อให้ได้ชุดข้อมูลความรู้ขึ้น
มา เอามาใช้วิเคราะห์กับเรื่องอื่น ๆ ได้
แล้วยังต้องทำความเข้าใจด้วยว่ากรอบที่ใช้ศึกษานั้นมีอาณาบริเวณที่ไปคร่อมเกย (overlap) ข้อมูล ข้อเท็จจริงที่อยู่ในกรอบอื่นอยู่ด้วยเช่นกัน แต่จะยังไม่นับเข้ามาไว้ในกรอบที่ใช้ศึกษาอยู่
แล้วยังต้องทำความเข้าใจ(ร่วมกัน)ต่อไปอีกว่าชุดข้อมูลความรู้ที่ได้ขึ้นมานั้น ต้องไม่ถือว่าเป็น
ชุดข้อมูลความรู้สายเอกสายเดียวเท่านั้นในขบวนสารัตถะของโลก ข้อมูลความรู้สายอื่น จาก
กรอบอื่นไม่เป็นจริงหรือเป็นจริงน้อยกว่า

อย่างนี้ก็จะจับสังเกตได้แล้วว่า รายละเอียดการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์เชิงวัตถุนิยม ตามที่ผมเล่า
ใน คห.๓๖ นั้น จริง ๆ แล้ว ไม่ต้องให้คาร์ล ม้าร์กซ์ มายุ่งเกี่ยวเลย มันก็มีข้อวิเคราะห์ตามนั้นขึ้น
มาได้อยู่แล้วด้วยวิธีมองของ เฮเก้ล
ที่คาร์ล ม้าร์กซ์ ทำก็แค่จับเอามาตั้ง เอาแนวความคิดเรื่องมูลค่าส่วนเกินจากแรงงานแฝงใน
การผลิตแบบอุตสาหกรรมไปสวมต่อออกมา แล้วใช้วิธีของเฮเก้ลนั้นอธิบายขยายต่อออกมา
ถึงบทตอนที่ตนเอาไปสวมต่อเสียด้วยเป็นเรื่องเดียวกัน
ในแง่นี้ ม้าร์กซ์ก็ไม่ได้ผิดอะไร เราถือว่านั่นคือ “กรอบ” ที่ม้าร์กซ์ทำขึ้นเพื่อจะศึกษาลงไปใน
ประวัติศาสตร์ ขุดหาแต่ข้อมูลสาระที่เข้ากับเงื่อนไขของกรอบนั้น เอามาประมวล

เมื่อเลนินอ่านงานของม้าร์กซ์ แล้วอุทานสมใจว่านี่แหละคำอธิบายให้ขบวนการของเรา นั่นก็
เพราะว่าเลนินก็มีกรอบอันหนึ่งของเขาอยู่ แล้วทฤษฎีม้าร์กซ์ก็เข้ากันได้กับกรอบของเขาที่เขา
จะทำการปฏิวัติแย่งชิงอำนาจ อาจพูดได้ว่าทฤษฎีม้าร์กซ์กลายไปเป็นกรอบย่อยอยู่ในกรอบ
ใหญ่ที่ว่าเลนนินจะทำปฏิวัติ ส่วนจุดประสงค์และปณิธานของเลนินที่จะก่อการ เราจะกันเอาไว้พิจารณาอีกส่วนหนึ่ง

หากเรามองว่า ที่พูดมาว่า กรอบ.. กรอบ.. อยู่นี้ แท้จริงก็คือการมีความประสงค์ที่จะทำการใด
ขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงเป็นกระบวนการแสวงหาข้อมูลมากรอกใส่ในกรอบคำอธิบายถึงเหตุผลที่
จะกระทำให้ได้มากที่สุด หนักแน่นน่าเชื่อถือมากที่สุด ยิ่งเต็มได้ยิ่งดี
มันเท่ากับว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรจริง เราอยากเห็นในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เราอยากฟังในสิ่งที่ตัวเอง
คิด ต่อให้เป็นกรอบของแนวคิดอันใหญ่โต ก็ไม่พ้นไปจากกรอบของ “ความอยาก” ที่ว่า

ความอยากนี้เมื่อเทียบลงได้กับ ตัณหา ในกระบวนปฏิจจสมุปบาท แล้วก็ได้ว่ากรอบทั้งหลาย
ดังกล่าวมาก็เหมือนเป็นสังขาร (ความปรุงแต่งในใจ –mental concoction) อันใหญ่โต แล้ว
ทำการแสวงหามาเพื่อความอยากหรือสังขารที่ปรุงแต่งนั้น

โลกนี้มีอะไรจริง .... ประวัติศาสตร์มีอะไรจริง

เช่นกัน องค์กรปกครองหนึ่ง ๆ ของชนเผ่า ของแว่นแคว้น ของประเทศ ของรัฐ-ชาติ ตั้งมั่นขึ้น
ได้ ตั้งมั่นอยู่ได้ (established) ก็ด้วยมีกรอบอันหนึ่งของสิ่งที่อยากเห็น สิ่งที่อยากฟัง และ
แน่นอนผู้คนในที่นั้นได้ยินยอมพร้อมใจกันเชื่อไปด้วยกันแล้ว ฟังไปด้วยกันแล้ว ... ซึ่งสังขาร
ปรุงแต่งอันใหญ่นั้น

ปัญหาของการต่อยตีรบราฆ่าฟันกัน ก็เป็นเรื่องความต้องการของกลุ่ม หรือหัวหน้ากลุ่ม ที่ต่าง
บอกว่า กูจะเอาอย่างนี้

ความคิดเห็นที่ 47 (0)
driftworm วันที่ : 07/03/2012 เวลา : 10.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๔๕-

ใช่รูปนี้แหละครับ
ในสมัยโน้น การพิมพ์บ้านเรายังไม่มีการให้เครดิต
แต่ถ้าจำไม่ผิด จิตรได้เอ่ยอธิบายไว้ในเนื้อเรื่องด้วย โดยเป็นการตีความ
เข้ากับการต่อสู้ของประชาชน - ข้อนี้ถ้าผิดพลาดต้องขออภัยอย่างยิ่ง

เรื่อง จิตร ภูมิศักดิ์ ในใจผม แตะต้องไม่ได้นั้น ล้อเล่นหรอกครับ
งานและความคิดของจิตรหรอกที่เราให้ความสำคัญ
แต่ไม่ใช่ความสำคัญขนาดแตะต้องไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้
.

ความคิดเห็นที่ 46 (0)
SW19 วันที่ : 07/03/2012 เวลา : 04.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ driftworm (40)

คุณเอ่ยถึงเรื่องนี้ เลยมีเรื่องอยากพูดต่อว่า นอกจากคนไทยจะชอบสรุป และยกมาทั้งดุ้น ไม่ว่าจะ Essay, Treatise โดยไม่สนใจประเด็นแล้ว ทำให้นึกถึงอีกข้อ คือการที่ชอบยกเอา mean มาเป็น end

นึกเอาเองว่า ถ้ายกเอาวิธีการ คือ mean มาแล้ว ก็คงจะได้ผลลัพธ์เป็น end ตามที่ต้องการโดยอัตโนมัติ ไม่ได้สนใจปัจจัยแวดล้อม
ก็ไม่ต่างจากไอ้พวกที่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาตั้งแต่สมัยคณะราษฎร ที่คิดว่าเอา mean ของ French Revolution มาแล้ว จะได้ทุกอย่างที่เป็นประชาธิปไตย โดยไม่ต้องมีการสร้างพื้นฐานใดๆ เลย ... น่าอนิจจา


คุณ driftworm (41)


...คนเรามีสัญชาตญาณ "เข้าสังกัด" "หากะลาคุ้มหัว" "รวมกลุ่ม" "นิยามตัวเอง"
มันมีความรู้สึกปลอดภัยเจืออยู่ในนั้น...


มันเป็นอุปนิสัยสันดาน ที่ทำให้ไม่มีใครลุกขึ้นมาแล้วต่อสู้เพื่อความถูกต้องหรือเปล่า
ก็รอให้ไอ้ที่คุ้มกระบาลนั่นแหละ ลุกขึ้นมานำแล้วค่อยขยับตาม

เปรียบอีกอย่าง เวลาตอบคำถามทีละทั้งแถว ไม่ต้องมีใครเป็นรายบุคคลรับผิดชอบและเสียหน้าเวลาตอบผิด
You can’t make a difference unless you take responsibility for your action.
อย่างที่เรียกกันว่า stand up and be counted ยืนให้เห็นหัวและนับตัวได้นั่นแหละ (ว่ากันไปชัดๆ เลยว่านี่คือกู และกูรับผิดชอบในตัวกูเอง)


แล้วคุยกันคุณ driftworm
เอาที่เวลาสะดวก คุณพักผ่อนบ้าง

(แต่ที่หารูปให้นี่เหนื่อยนะ น่าจะไม่ต้องมีเคืองกัน )



ความคิดเห็นที่ 45 (0)
SW19 วันที่ : 07/03/2012 เวลา : 04.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19


คุณ driftworm (39)

ไปเดินมาทั้งวัน อดนึกถึงการที่ไปแตะต้องคุณจิตรเอาโครมเบ้อเร่อ


เลยอุตส่าห์ไปถ่ายรูปนี้มาง้อ ไม่รู้เป็นรูปเดียวกันบนปกหนังสือของ ‘ทีปกร’หรือเปล่า

ถ้าเป็น ก็ไม่รู้ว่าคุณทีปกร เขาจะให้เครดิตภาพนี้ไหม...
Eugéne Delacroix: 28 July La Liberté guidant le peuple
(1830)

หรือ Art for life’s sake เลยเป็นศิลปะเพื่อชีวิต (ใคร?)
ล้อเล่นนะ..


และขอบคุณที่เข้าใจถูกต้อง SW ก็คือ Southwest นั่นแหละ


ความคิดเห็นที่ 44 (0)
SW19 วันที่ : 07/03/2012 เวลา : 04.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ bon09
ขอบคุณมากมายที่แวะมาเยี่ยมเช่นกัน



..........


คุณ driftworm (43)

ตามไปดูที่บ้านคุณแม่มดแล้ว (เลยได้ไปฝอยต่ออีก) ทั้งปริมาณและคุณภาพที่คุณไปทิ้งไว้บ้านนั้น ก็น่าจะเหนื่อยและง่วงแน่ล่ะ


ความคิดเห็นที่ 43 (0)
driftworm วันที่ : 07/03/2012 เวลา : 00.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

คห.๓๘
คิดสนทนาตอบเสร็จตั้งแต่บ่ายแล้ว แต่เรียงความคิดไม่เสร็จครับ
ตอนนี้ก็ง่วง ไปตอบคห.คุณแม่มดฯตามคำชวน เสร็จก็ง่วงเลย

ความคิดเห็นที่ 42 (0)
bon09 วันที่ : 06/03/2012 เวลา : 15.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krasean

ทำให้มีความรู้เกี่ยวกับ Dublin,Ireland มากขึ้นเยอะเลย ขอบคุณมากค่ะที่สรุปมาให้อ่าน

ความคิดเห็นที่ 41 (0)
driftworm วันที่ : 06/03/2012 เวลา : 10.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

มีมุมคิดอยู่มุมหนึ่งสืบมาจาก คห.ก่อน แต่ไม่เกี่ยวกับกระทู้นี้นัก
จาก คห. นั้นน่ะ
เรามักเห็นป้ายหน้ารถสิบล้อ รถตู้โดยสาร ทำนองเช่น "ศิาญ์หลวงพ่อดุ่ย", "ศิษย์เจ้าแม่เขาอีโต้" , "ศิษย์ จารย์หนู" .. ฯลฯ
นั่นแปลว่า หลวงพ่อดุ่ย เจ้าแม่เขาอีโต้ จารย์หนู ..... เป็นผู้กำหนดเกมหรือ ?
หรือว่าพวก ขาใหญ่ ประเภท หน้าห้องของสำนักอาจารย์นั้น ๆ คือผู้กำหนด ?

คำอธิบายแง่หนึ่ง (ไม่คลุมทั้งหมด) อาจเป็นดังนี้
จำได้ว่าสามสิบปีก่อน ลูกน้องในงานก่อสร้างกลุ่มหนึ่งโม้กันให้ฟัง "ฮ่า พี่ เห็นสิบล้อ อ.เจริญ (ป้ายหัวรถ) เมื่อไหร่
ขึ้นไปเลย คันไหนก็ได้ ถึงบ้านแน่นอน เวลาตกรถ ก็คอยรถท่าข้าวนี่แหละ รู้เวลาอยู่ พี่ ว่ามาเส้นนี้ ๆ กี่ทุ่ม เห็นแล้วมันอุ่นใจ"

คนเรามีสัญชาตญาณ "เข้าสังกัด" "หากะลาคุ้มหัว" "รวมกลุ่ม" "นิยามตัวเอง"
มันมีความรู้สึกปลอดภัยเจืออยู่ในนั้น
.

ความคิดเห็นที่ 40 (0)
driftworm วันที่ : 06/03/2012 เวลา : 10.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-ขอบคุณคำอธิบายเรื่อง essay กับ treatise ครับ คำหลัง ผมอ่านในใจเป็น ทรี้ทไท้ส์ มาทุกที
-เหมือน login name ของคุณ SW19 ผมมักจะนึกเรียกในใจ จะได้ลื่น เป็น เซ้าท์เว้สท์ ทุกที


.............. ไปอ่านต่อครับ .......

ความคิดเห็นที่ 39 (0)
driftworm วันที่ : 06/03/2012 เวลา : 10.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

โอ้โฮ มาแตะต้องจิตร ภูมิศักดิ์ เหรอ .. อย่านะ รูปเคารพในใจผม My Respective !
๕๕๕๕ ล้อเล่นครับ ผมแกล้งเสียดสีตัวเองน่ะ
กึ่ง ๆ ตีคราดกระทบวัวรึป่ะ ... เปล่าครับ
เท่าที่อ่าน ๆ มาเมื่อตอนนู้น คุณจิตรเป็นคนใจกว้างทั้งในการถกเถียง และในทางส่วนตัว

อ้อ ขอขัดจังหวะ ที่เขียนไว้ท้าย ๆ คห.๓๖ ว่าหากว่านักเขียนวงการเขียนของไทย พยายามจะนิยามตัวเอง
ด้วยการจำแนกจำพวกเป็นสกุลต่าง ๆ ของฝรั่ง นั่นก็เท่ากับยอมเดินตามตูดเขาเองตั้งแต่มุดหัวคลอดออกมา นั้น
สำนวนสมัยใหม่ เข้าใจง่ายกว่า ที่ทักษิณชอบพูดนั่นไง "ใครเป็นผู้กำหนดเกม"

อีกเรื่องหนึ่ง ภาพเขียนหญิงสาวถือธงคันยาวที่สื่อถึงอำนาจ การรวมเป็นเอกภาพในการปฏิวัติฝรั่งเศสนั้น
เป็นภาพปกของหนังสือ "ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน" เขียนโดย ทีปกร (นามปากกาหนึ่งในสิบ ๆ ของจิตร ภูมิศักดิ์)
พิมพ์ครั้งแรกเป็นปกแข็งโดย มิตรนราการพิมพ์ ปีไหนจำไม่ได้

เอาละครับ ไปไล่อ่านความคิดคุณ เซ้าธ์เว้สท์ ๑๙ ใน คห.๓๘ อย่างช้า ๆ ละครับ
.

ความคิดเห็นที่ 38 (0)
SW19 วันที่ : 06/03/2012 เวลา : 05.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ driftworm (36)


ขอบพระคุณมากในคำอธิบาย เป็นความเห็นที่ช่วยให้รู้สึกว่า comment ที่ constructive ยังมีอยู่ในสังคมไทย

เห็นภาพส่วนที่คุณมองแล้วเข้าใจ และเห็นด้วย แต่สิ่งที่คุณกรุณาลำดับความมาคุยกัน มันยั่วยวนให้แตกต่อได้อีกหลายประเด็น เลยขออนุญาตว่ากันเป็นเรื่องๆ ดูท่าแล้วเราคงยังมีเรื่องคบคุยกันอีกได้นาน ค่อยทยอยขบที่เปลาะก่อนแล้วกัน


เรื่องคุณจิตร
จะว่าไหม ถ้าจะบอกว่า ก็ยังขอยืนยันว่า (ยิ่งถ้าเป็นเช่นนี้) คุณจิตร คงจะ barking up the wrong tree.. จริงๆ
พูดสั้นๆ คือ หากเราตีกรอบการวิจารณ์เรื่องงานศิลปะเพื่อสวยงาม กับการเปรียบเทียบงานศิลปะกับชีวิต คุณจิตรก็เปรียบเทียบของข้ามสายพันธุ์ ลางสาดที่มาเป็นพวงกับทุเรียน จักรยานกับรถยนต์

เหมือนว่า ยุคนี้พูดเรื่องรถ Hybrid ประหยัดที่สุด เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่สุด แล้วไปเปรียบเทียบกับ Ferrari ที่พัฒนารถต้นแบบไปพร้อมกับการสร้างยานพาหนะที่ไม่ได้หวังประโยชน์ในการขนส่ง (จำนวนคนนั่ง สัมภาระท้ายรถ) แต่สร้างรถที่สวย ลู่ลม เปรียวและเร็ว สูดน้ำมันทีละแกลลอน เพราะ Ferrari ไม่ได้สนประโยชน์ใช้สอยที่ว่า ไม่สนสภาพแวดล้อม

ดีหรือไม่... อันนี้มองได้หลายมุม เพื่อพัฒนาการ (formula 1 ต้นแบบของรูปแบบและความเร็ว) เพื่อสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาการ ก็ว่ากันไป ถ้ามองว่าไม่ได้ช่วยรักษาสภาพแวดล้อม หรือประหยัดพลังงาน ไม่ได้ช่วยโลก คนที่ใช้รถยี่ห้อนี้ เสียภาษีสิ่งแวดล้อมตามซีซีอยู่แล้ว ก็คงต้องแล้วแต่จะมองมาจากมุมไหน ซึ่งไม่มีผิดหรือถูก เพราะมันไม่ใช่ปัจจัยของการมีชีวิตอยู่รอด มันเป็นส่วนเกินอันฟุ่มเฟือย ซึ่งอันนั้นเป็นประเด็นใหม่ ที่ไม่ขอเปิดในตอนนี้

การที่คุณจิตรเปรียบเทียบ เพื่อจะแสดงอะไรก็แล้วแต่ ดันเลือกยุคเปรียบเทียบผิด เหมือนกับเปรียบรถต่างประเภท (ไม่ใช่แค่ต่างซีซีด้วย) ... เท่านั้นเอง แต่สาระอื่นของคุณจิตร จะเป็นอย่างไร เข้าทาง สอดคล้อง กับเหตุการณ์ ยุคสมัยของสังคมไทย ขออนุญาตไม่พูดถึง เพราะไม่เคยอ่านงานเขา


เพราะว่า Aestheticism เป็นเรื่องราวช่วงกลาง ศตวรรษที่ 19 จนจบพร้อมการเสียชีวิตของ Oscar Wilde (1900) นับเป็นยุคหนึ่งของงานศิลปะทางยุโรป จะชอบ จะเรียกตามอย่างหรืออย่างไร กลุ่มนี้กำหนดนิยามแบบนั้น และศิลปะแบบนี้เป็น genre (สาขา) หนึ่งของอีกหลายรูปแบบ ซึ่งเกิดขึ้น มีอยู่ และสูญหายไปตามธรรมชาติของความนิยมของคน



เรื่อง Walter Benjamin
[ "เขาพอใจกับของใช้ที่แค่ทำหน้าที่ตอบสนองจุดประสงค์ใช้งานตรงหน้า ที่ผลิตออกมา
เยอะ ๆ (แบบ mass) ด้วยรูปลักษณ์เหมือน ๆ กัน -เป็นสามัญดาษ ๆ เหมือนกันหมด- สำเร็จประสงค์แล้ว
ก็ทิ้งไป (disposable) มากกว่าจะพอใจข้าวของที่เป็น genuine เป็นของหายาก ทำขึ้นเฉพาะ อายุทนนาน"]

คุณ Benjamin ผู้นี้ ก็มีบทบาทกับ aesthetic theory แต่ไม่รู้ว่าบทบาทประมาณไหน เพราะไม่ได้ตามเขา และชื่อเขาก็ไม่ได้อยู่ในกระบวนช่วงนั้น เกิดมาก็ใกล้จะถึงช่วง Wilde เสียชีวิตแล้ว

แต่หากสิ่งที่กล่าวข้างต้น มาจากหนังสือที่ชื่อ The Work of Art in the Age of Mechanical Reproduction (ซึ่งน่าจะมาจากตรงนั้น) เพราะเป็น Essay ที่สร้างชื่อให้เขา


[หมายเหตุ Essay คือบทความ 'นำเสนอการวิเคราะห์' เรื่องใด หรือทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง ขณะที่ บทความที่นิยมกันในสมัยนั้นมีอีกประเภท เรียกว่า Treatise (ทรีทีซ) เป็นการ 'นำเสนอทฤษฎีใหม่' เช่น หลายเรื่องของ Karl Marx ออกมาเป็นทรีทีซก่อน กว่าจะมาเป็นรวมหนังสือ

การพิจารณาทั้ง Essay และ Treatise ในสังคมตะวันตก มักมีการนำมาวิพากษ์วิจารณ์ ต่อยอด แต่งสนับสนุน หรือคัดค้าน การนำไปอ้างใช้ในสังคมไทย จึงต้องคำนึงว่า แต่ละชิ้นงานของ Essay และ Treatise ไม่ใช่งานที่เป็น absolute หรือได้รับการยอมรับว่าเป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง อีกทั้งงานถูกสร้างขึ้นมาต่างบรรยากาศ และยุคสมัย และไม่ได้เหมาะสมแม้กระทั่งในโลกตะวันตกทุกชิ้น

การอ่านงานประเภทนี้ จึงเหมาะที่จะมองหา Essence แล้วนำไปคิด และประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสภาพบ้านเมืองและปัจจัยแวดล้อม

บ่อยครั้งที่สังคมไทย หยิบของตะวันตกไปใช้ มักหยิบแบบเป็น absolute ทั้งก้อน เพราะคุ้นกับการจำไปใช้ มากกว่าเอาไปคิด คือเรื่องใดบ้าง ก็แล้วแต่จะนึกออกกันไป

เป็นหมายเหตุที่ตั้งใจแตะเรื่องการตามฝรั่ง เพราะว่าก็ต้องตามให้ถูกด้วย ฝรั่งไม่ได้ดีและถูกทุกเรื่องไป หากตามผิด แล้วจะโทษฝรั่งก็กระไรอยู่ หรือตามแบบโง่ๆ ไม่ได้ดูเหตุปัจจัยที่มา แล้วได้เป็นผลสมน้ำสมเนื้อกัน ก็พูดลำบากอีก]



ก็ต้องทำความเข้าใจว่า งานชิ้นนี้ เขียนขึ้นในช่วงที่ Hitler ครองอำนาจแล้ว ตามรูปแบบของชื่อเรื่อง ยุค Mechanical Reproduction หมายถึง Printing Reproduction ซึ่งให้ความหมายต่อไปถึงการสร้างงานให้เหมาะสมตามโจทย์ที่การเมืองกำหนด

ในมุมหนึ่ง ของการมอง เปรียบได้กับการที่เราดูภาพเขียน Painting แล้วชื่นชมสวยงาม อยากได้ ก็ซื้อ Prints ที่เป็นพิมพ์ออกมาอีกหลายสำเนา เป็นโปสเตอร์ เป็นโปสการ์ด ได้ดู ได้เสพเท่ากัน ไม่ต้อง genuine ไม่ต้องเป็นต้นแบบแพงมหาศาล ไม่ต้องมีการเป็นงานฝีมือ นี่คือ การผลิตในมุม mass

มองอีกมุมหนึ่ง ความหมายที่เข้ากับเหตุการณ์ คือ การพิมพ์ที่เป็นการผลิตจำนวนมาก ซ้ำแล้วซ้ำอีก แบบพวก propaganda ต่างๆ ใบปลิว ใบปิดประกาศ ปลุกใจก่อนเข้าสู่สงคราม

คำนำของเรื่องก็ระบุว่า theory of art ที่นำเสนอนี้ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับของเดิม ที่ไร้สาระ และไม่สนองตามวัตถุประสงค์ของ fascism

พอมานึกถึงวิธีคิดของ Hitler เช่นเรื่องการปลุกเศรษฐกิจของชาติ โดยนำเอาแนว Keynesian มาใช้อย่างสุดๆ (ไม่รู้ตีความ หรือคิดได้ยังไงนะ) ให้สร้างชาติ สร้างงานหลังสงครามและก่อนเข้าสู่สงครามใหม่ เกิดผลงานมาสองอย่าง คือการผลิตอาวุธกับรถโฟลค์เต่า ก็น่าผวาดีเหมือนกัน
และเลยไม่ค่อยแน่ใจประเด็นแฝงของ Benjamin

ขอแหมะไว้แค่นี้ก่อน เช้าอังคารมีเรื่องต้องออกแต่เช้าทั้งวัน กว่าจะมีแป้นไทยใช้ก็ค่ำแหละ

ขอบคุณความเห็นน่าสนใจของคุณ driftworm อีกครั้ง

ความคิดเห็นที่ 37 (0)
driftworm วันที่ : 06/03/2012 เวลา : 00.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

คห.๓๒
อ.สมบัติ เล่าในการให้สัมภาษณ์กับเนชั่นสุดสัปดาห์ เป็นคำพูดสรุปกว้าง ๆ ย่อ ๆ แล้วผู้สัมภาษณ์มาเรียบเรียง rewrite
ลงบัญชร รายงานพิเศษ หน้า ๑๖ ฉบับ ๑๐๓๑ ศุกร์ ๒ - ๘ มีนาคม ดังนี้ครับ
"ศ.ดร.สมบัติ อธิบายว่าพัฒนาการของวิธีคิดที่ 'ประชาธิปไตย' สร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองด้วยการ
ชี้ให้เห็นว่าในการต่อสู้กับระบอบกษัตริย์ที่อิงแอบอยู่กับคำสอนของคริสตศาสนา เพราะฉะนั้น นักคิดของประชาธิปไตยในยุคแรก ๆ
อ้างธรรมชาติเข้าแทนที่อำนาจของพระเจ้าหรือศาสนาพวกเขาสร้างหรือสมมติวามีสภาพของมนุษย์ก่อนที่จะมีสังคมการเมืองขึ้น
เรียกว่า 'สภาพธรรมชาติ' ที่มนุษย์ทุกคนเสมอภาคกันและมีสิทธิ มีเสรีภาพตามธรรมชาติ" ฯลฯ

ฮาฮาฮา ทีนี้จะอ้างคำจากบล๊อกตัวเองมาปิดท้ายละ
"คนทุกคนล้วนเห็นแก่ตัว รักชีวิตตน มีอะไรในโลกบ้างที่มันจริง ทุกคนอยากเห็นในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ อยากฟังในสิ่งที่ตัวเองคิด"
จาก อุโมงค์ผาเมือง ดัดแปลงจาก ราโชมอน
(ที่ http://www.oknation.net/blog/SecondaryReader/2012/02/29/entry-1)

และ "แก่นเรื่องนี้ยังน่าจะเป็นอุทาหรณ์ในเรื่องใด ๆ ก็ตามที่มีการอ้างอิงจากประวัติศาสตร์
มีการลงไปสืบค้นประวัติศาสตร์เพื่อหาข้อสรุปเป็นตำรา กระทั่งในการอ่านตำราเรียนประวัติศาสตร์ทั้งมวลด้วย"
(จากที่เดียวกัน)

ฮาฮาฮา อีกที ว่านักประวัติศาสตร์จำนวนมากก็ตกที่นั่ง "อยากพบในสิ่งที่ตัวเองเชื่ออยู่ก่อนแล้ว"
ยิ่งกว่านั้น วลาดิมีร์ อิลยิช เลนิน ที่คิดเถลิงอำนาจอยู่ในเวลานั้น เมื่ออ่าน Historical Dialectical Materialism จบ ถึงกับอุทานว่า
"อา นี่แหละคำอธิบายให้กับขบวนการของเรา"

ช่างเหมือนที่ อ.สมบัติพูดตามที่คัดลอกมาเล้ย
เลยอดคิดต่อไม่ได้ถึง สิ่งที่เรียกว่า คณะราษฎร์ ซึ่งอุดมไปด้วยขุนนางและแม่ทัพ
อดคิดมาถึงซ้ายไทยที่ผนวกกับทักสินไม่ได้
คิดว่าอย่างไรไม่บอก ใครอ่านแล้วก็ไปคิดต่อเอาเอง

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
driftworm วันที่ : 06/03/2012 เวลา : 00.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

จิตร ภูมิศักดิ์ มิได้โต้แย้งแนวคิด 'ศิลปเพื่อศิลป' อย่างแรงแบบไร้เหตุผลหรือแบบสุดลิ่มทิ่มประตู
ผมน่าจะเปลี่ยนเป็นว่า โต้แย้งอย่างแข็งขันมากกว่า โดยเขานำแนววิเคราะห์ของม้าร์กซิสซึ่มที่
เรียกว่าวัตถุนิยมวิภาษทางประวัติศาสตร์มาจับ .. ว่าความเชี่ยวชาญเชิงช่างก็ดุจเดียวกับการผลิต
โภคผลทางกสิกรรม ต้องลงแรง ใช้แรงกาย พากเพียรทำซ้ำอยู่นั่น มีการเก็บบทเรียนข้อผิดพลาด
อุปสรรค มาหาวิธีปรับปรุงแก้ไข แล้วใส่กลับลงไปในงานศิลป หรืองานผลิตกสิกรรมเลี้ยงชีพ
เช่นนี้รอบแล้วรอบเล่า มนุษย์ก็สั่งสมความเชี่ยวชาญ ความรู้ ทั้งในตนเอง และต่อโลก (ภาษา
ของเหมาเจ๋อต่งเรียกว่าสั่งสมความเจนจัด)

นั่นก็คือปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ตัวเรา (อัตตวิสัย subjective) กับ สิ่งแวดล้อม (ภวววิสัย objective)
ที่เรียกว่าความขัดแย้ง เพราะถือว่า ก่อนเราจะลงมือหว่านไถในที่รกเรื้อป่าครึ้ม เราต้องลงมือ
หักร้างถางพงก่อน ซึ่งก็คือ แรกเราขัดแย้งกับธรรมชาติ (thesis >< anti-thesis) มีการหาทาง
ปรับเข้าหากัน หรือไม่ก็ทำการดัดแปลงธรรมชาติ - ซึ่งก็คือการหักร้างถางพง แล้วปราบที่ให้ราบ
ทำการไถ แล้วพรวน นั่นแหลงจึงจะลงมือเพาะปลูกได้ นี่คือผลของความขัดแย้งออกมาเป็น
synthesis

ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง ก็มีสิ่งใหม่ ๆ เกิดเป็นความขัดแย้งอีก (ซึ่งไม่ใช่เงื่อนไขเดิม
เป็นเงื่อนไขใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตามมาจาก synthesis ในครั้งแรก) มนุษย์ก็หาทางแก้ไขอีก เกิดเป็น
synthesis รอบที่สองขึ้นมาอีก แล้วก็เป็นอย่างนี้ เป็นร้อยเป็นพัน สั่งสมมาจากยุคบรรพบุรุษ
เกิดเป็นวิถีการทำนาทำสวน ทำเครื่องมือเครื่องใช้ เรียนรู้ดินฟ้าอากาศ เรียนรู้ปรับปรุงพันธุ์พืช
พันธุ์สัตว์

ฟังดูคุ้นมาก ๆ เลย จากที่เราเรียนจากแบบเรียนตั้งแต่ประถม ๑ เด็กชายใหม่ รักหมู่ เด็กหญิงธิดา
พ่อแม่ทำนา ... ประเทศไทยปลูกข้าวเยอะแถบภาคกลางเพราะเป็นที่ราบลุ่ม .... ฯลฯ
มันพิเศษตรงที่ คราวนี้เอากรอบคิดเรื่อง ความขัดแย้ง (วิภาษวิธี) มาจับ สังเคราะห์เป็นสิ่งใหม่ ๆ
พอกพูนขึ้นมารอบแล้วรอบเล่าแบบวงก้นหอยสูงขึ้นมา สูงขึ้นมาเหมือนหอยชฎา สูงมาจนถึงปัจจุบันวันนี้
แล้วเอากรอบคิดนี้ ไปอธิบายสังคมมนุษย์ แบ่งช่วงยุค (period) เป็นยุคบรรพกาล ยุคศักดินา
ยุคทุนนิยม --> สังคมนิยม --> ค็อมมิวนิสซึ่ม

ผมพูดยาวเกินไป ถ้าพูดสั้น ๆ คือ งานศิลป มันต้องมีเนื้อหา งานชิ้นหนึ่ง ๆ ล้วนประกอบด้วย
เนื้อหา + รูปแบบ
ยุคศักดินา วิเคราะห์ว่า เจ้า ขัดแย้ง vs ไพร่ เลก ทาส สามัญชน
เนื้อหา กับ รูปแบบ ก็จะมี ๒ ทิศทางที่ขัดกัน ทิศทางของเจ้าศักดินา กับทิศทางของสามัญชน
ตรงนี้ละ ที่วัตถุนิยมวิภาษ บอกว่าเนื้อหางานศิลปแบบเจ้าศักดินา เลื่อนลอย จินตนาการ ไม่ติดดิน
อิงกับคติจิตนิยมเรื่องสวรรค์ นรก ไตรภูมิ ดูไปแล้วก็คือเครื่องมือครอบงำไพร่สามัญชนให้จำทน
ถูกเอารัดเอาเปรียบแรงงานและทรัพย์ เพราะถูกฝังหัวว่าเป็นกรรมเก่ามาจากชาติที่แล้ว แก้ไขไม่ได้
ขณะที่เนื้อหากับรูปแบบศิลปของสามัญชนจะตอบสนองการใช้งานในไร่นา ในกระท่อมห้องหับ
แนบชิดกับชีวิตที่ใช้แรงงานในไร่นา สอดคล้องกับข้อวิเคราะห์ว่าแนบชิดกับวัตถุ เรียนรู้กับธรรมชาติวัตถุ
จึงถือว่า "เป็นจริง" มากกว่า ไม่เลื่อนลอย เป็นไป "เพื่อชีวิต" (ที่ดีกว่า ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ) (for life's sake)
และเรียกว่าเป็นวิถีที่เป็นวิทยาศาสตร์
ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมาบ่อยคือ ศิลปวรรณคดีแบบเจ้าศักดินา ชื่อ กาพย์พระไชยสุริยา ท่อนที่ว่า
"ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา" (พูดภาษาบ้านๆ ขอโทษ - มันไม่ต้องทำงานใช้แรงไง เสพย์สุข
วัน ๆ ก็กินแล้วปี้ท่าเดียว ขณะที่ไพร่สามัญต้องหลังสูฟ้าหน้าสู้ดิน ผลิตผลส่งเป็นส่วยให้พวกนี้สบาย
และถูกสำทับอยู่ชั่วนาตาปีว่า เฮ้ย มันกรรมเก่าของเอ็ง)

----- ไม่เคยมีใครอ่านกาพย์นี้ ฉบับเต็ม ว่าก่อนหน้าวรรคนี้ เขาพูดด้วยบริบทอะไร และถัดจากวรรคนี้
เขาพูดด้วยบริบทอะไร คนที่ถูกบรรยายในวรรคนั้นอาจกำลังถูกด่าว่าขี้เกียจสันหลังยาวด้วยคำบริภาษ
แสบ ๆ ตามวรรคนั้นอยู่ก็ได้ ฯลฯ ----- ก็จะถูก "รวบความคิด" ตามตรรกนี้ไปเลยว่า พวกศักดินามันเป็น
แบบนี้กันทั้งก๊ก ทุกก๊กนั่นแล

แปลกมาก คำอธิบายด้วยกรอบนี้ ในย่อหน้าที่ ๒ ย้อนกลับไป มันพ้องกับคำพูดของอีตาวอลเต้อร์ เบ็นยามิน
นักคิดในสายหลังโครงสร้างนิยม (post structuralism ที่ต่อมาเปลี่ยนคำเรียกเป็น หลังสมัยใหม่นิยม post-
modernism) ที่ว่า "เขาพอใจกับของใช้ที่แค่ทำหน้าที่ตอบสนองจุดประสงค์ใช้งานตรงหน้า ที่ผลิตออกมา
เยอะ ๆ (แบบ mass) ด้วยรูปลักษณ์เหมือน ๆ กัน -เป็นสามัญดาษ ๆ เหมือนกันหมด- สำเร็จประสงค์แล้ว
ก็ทิ้งไป (disposable) มากกว่าจะพอใจข้าวของที่เป็น genuine เป็นของหายาก ทำขึ้นเฉพาะ อายุทนนาน"

วอลเต้อร์ เบ็นยามิน นี่สักร้อยปีก่อนได้มั้ง เออ ๆ ไม่แปลกที่จะพ้องกับแนวคิดเหมาเจ๋อต่ง มันเกือบร่วมสมัยกัน
แต่ไอ้ disposable นี่สิ มันทุนนิยมบริโภคนี่หว่า ก็ดูอย่างแปรงสีฟันนั่นไง รุ่นพ่อเราใช้จนบานแล้วบานอีก
จนขนแปรงเหี้ยน แต่เดี๋ยวนี้ ลืมไว้ที่ค่าย-ซื้อใหม่ ลืมที่บ้านเพื่อน-ซื้อใหม่ ขนแปรงงอนิด-ซื้อใหม่ สีที่โคนแปรง
ซีดลงเป็นรหัสบอกว่าหมดอายุ (ผู้ผลิตรุ่นหนึ่งเมื่อหลายปีแล้วทำออกมาแบบนี้) -ซื้อใหม่ ของออกใหม่สวย
มาก และออกแบบโค้งเข้าแถวฟันซี่ในสุด- ซื้อใหม่ ยาสีฟันมีสำหรับเด็กเล็กด้วยนะ ไม่เผ็ด -เออ ซื้อแยกรายคน
ไปเลย หลอดใครหลอดมัน

เหนืออื่นใด ผมว่าเราต้องมองเรื่องพวกนี้ แบบเห็นกว้าง เห็นทั่ว เห็นทั้งหมดให้มากที่สุด เหมือนขึ้นไปยืนบนที่สูง
มองลงมาจึงเห็นว่า อ้อ ไอ้ถนนสายนี้มันเริ่มเข้ามาตรงนั้น ๆ มันออกไปสุดเมืองที่ตรงนั้น ๆ พอเห็นทางเข้า ที่มา
เราอาจอุทานตาโตว่า "ฮ่วย เห็นแล้ว ถนนเส้นนี้มาเปลี่ยนรูปตอนจ่อเข้าเมือง ทฤษฎีกรอบคิดมึงก็มามีขึ้นตอน
ที่มึงจะรวมพวกตีบัลลังก์ จะชิงอำนาจส่วนยอด(การเมือง)แค่นั้นเอง เหมือนพวกพ่อค้าในอังกฤษมันพยายาม
คิดเหตุผลเพื่อล้มกษัตริย์ จนไปได้ไอ้หลักที่อิงกับธรรมชาตินั่นแหละว่า มนุษย์เกิดมาเป็นเสรี แล้วขยายต่อมา
เป็นเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ แล้วมันก็ล้มบัลลังก์ได้ . แต่นั่นมันต้นไม้ฝรั่ง เกิดและโตบนดินฝรั่งนี่นา
หรือว่า ... ฮ่าฮ่า ไอ้คำอธิบายแบบนี้ถูกเอามาใช้ ก็โดยคนไทยกลุ่มที่มันอยากได้อำนาจมั่งนั่นเอง เหมือนฝรั่งนั่นไง
เลยยืมคำอธิบายมาเลยเชียว แล้วก็ติดตังมาจนวันนี้ แปดสิบปีเข้าแล้วเนี่ย ฮ่วย"

ลืมบอก ความจริงแล้ว จิตร ภูมิศักดิ์ แค่เปรียบเทียบ และชี้ให้เห็นคติสองทางนี้ เพียงแต่ท่านสมาทานในแนวทาง
หนึ่งอย่างแข็งแรงเท่านั้น และจิตรก็ถือเอาสภาพมวลชนส่วนใหญ่เป็นหลักนั่นแหละ อันนี้ตำหนิไม่ได้
ผมเองก็ไม่ได้รักเจ้า สู้เพื่อเจ้า เพียงแต่เห็นคำประโคมสายนี้มันมีอะไรทะแม่ง ๆ เท่านั้น และคิดว่าถ้าเราไม่บ้าฝรั่ง
เราใช้ปัญญา ใช้แบบวิธี ของเขาบางส่วน (เอาเยี่ยง) มาได้ หาวิธีที่โตได้บนดินของเรา น่าจะเป็นไปได้ เนอะ
(เรื่องบ้าฝรั่งแบบฝังหัว เอาไว้ผมจะขยาย - แค่คุณคิดจัดจำพวกงานเขียนหนังสือบ้านเราว่าตรงกับสกุลไหน
ของที่ฝรั่งจัดจำแนกไว้ - นั่นคุณก็เริ่มเดินก้มหน้าดมตูดฝรั่งอย่างเซื่องๆ ไม่รู้ตัวแล้ว เขาก็ไม่ได้มาบังคับด้วย
ก็หลักง่าย ๆ ใครเป็นเข้าของหลักการ เจ้าของตำราจำแนก เขาก็เหนือกว่าอยู่วันยังค่ำ เหมาเจ๋อต่งเองยังคิด
-คิดอิ๊บอ๋ายเลย- ว่าจีนต้องมีคำเรียกของจีนเองแทนคำว่า electricity .... 55555555 พอคิดคำใช้เองได้ ถึงขนาด
คุยอวดริช้าร์ด นิกสัน โขมงโฉงเฉงเลย ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕)

ป.ล. ยาวไป แต่หมดพุงดี ไม่มีอั้น

ความคิดเห็นที่ 35 (0)
SW19 วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 23.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ขอบคุณคุณสยุมพร กับกำลังใจท่วมท้นที่มีให้บ้าน SW19 เสมอมา


แต่ต้องฝาก ส.ว. อันเป็นที่รัก ระวังตัวเวลาโยกย้าย ซ้ายขวา ห้ามล้มตึงเป็นอันขาดเชียวครับ /ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
SW19 วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 23.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ตามไปดูที่คุณหนอนมาแปะแล้ว
ขอบคุณมากๆ ดีจริงๆ

ขอบคุณ คุณอะหนึ่ง (31)
และขอบคุณ คุณอะหนึ่ง(33) ที่ช่วยสรุปได้อย่างดี และประเด็นสำคัญที่แอบเอามาแฝงไว้ในเรื่อง

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
อะหนึ่ง วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 23.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  

ตามไปชม โหมโรง
ตามที่ลุงหนอน คห. 30 driftworm
มาแปะป้ายแล้วครับ :-)

You may have subverted Monarchy,
but not recover'd freedom...
---
การพัฒนาไม่ใช่การละทิ้งรากเหง้าตัวเอง
โค่นไม้ใหญ่ที่รากหยั่งดีแล้ว เพียงเพื่อปักกิ่งตอนใหม่ซี่เล็ก ๆ
วันใดเจอพายุใหญ่ จะเอารากที่ไหนยึดไว้ได้


ความคิดเห็นที่ 32 (0)
SW19 วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 23.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ driftworm

(22)

- [ ... สำนวนเท่ ๆ นี้ ทำให้ผมนึกถึงคณะนักเขียนสุภาพบุรุษ กับ ม.จ.อากาศดำเกิง รพีพัฒน์ (ละครแห่งชีวิต) สำนวนนะ บ่ใช่ใจความ ... ]

นึกว่าจะชม

ไม่ได้ตั้งใจให้เท่ แต่ความคิดตอนเขียน เมื่อคำนึงถึงตอนเดินอยู่ใน Dublin คือ it’s a place of continual conversation which is part of the experience of L I V I N G.
มันเป็นเยี่ยงนั้นจริงๆ คุณ driftworm...



- เรื่องที่คุณว่า อาจารย์สมบัติ จันทรวงศ์แปล ที่ว่าของ Sir Thomas More นั้น ในประเด็นที่ว่า
[หลักการประชาธิปไตยที่ค่อย ๆ ก่อรูปที่ละน้อย เพื่อล้มสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษที่อิงแอบอยู่หลังความเชื่อของคริสต
ศาสนา]

ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่รู้ว่าวลีอมตะของ Burke มาจากต้นฉบับว่าอย่างไร รู้แต่ว่า ถ้ามีการกล่าวถึงการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษนั้น มีคราวเดียว ต่อ Charles I ซึ่งการล้มล้างนั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องศาสนา แต่เป็นการที่ Parliament ต้องการอำนาจมากขึ้น เพราะในตอนนั้น Parliament กับ King งัดข้อกันมานานแล้ว

การที่สภามีอำนาจมากขึ้น จนถึงขั้นมางัดข้อกับคิงนั้น เป็นผลพวงมาจากในสมัยก่อนหน้า จากการที่ Henry VIII ทำ Reformation เปลี่ยนศาสนา ตั้ง Church of England ด้วยการใช้กฎหมายที่ต้องผ่านสภาต้องเห็นชอบร่วมกับคิง

มันเลยกลายเป็นแบบอย่าง (precedent) ที่บอกว่าเรื่องสำคัญต่างๆ คิงจะต้องมาอิงกับสภา

สภาก็เลยมาได้ทีในช่วง Charles I

พอหมด Charles I ไปแล้ว ในภายหลังสภาก็มีการถามกันเอง ทั้งจาก House of Lord และ House of Common ว่าจะเอาอย่างไรกันต่อไปข้างหน้า จะเป็น Republic มั้ย ก็ปรากฏว่า ทุกคนต้องการให้กลับมามีคิงอย่างเดิม ต้องการหลักยึด ต้องการหน้าตา ที่ตัวเองมีปัญญานั่งอยู่ในสภาก็หามีสถานะนั้นได้

ก็ไปตามเอาลูกของ Charles I กลับมา เป็น Charles II คราวนี้แหละ ... เล่าย่อๆ (ในตอนที่สะใจ) Charles II ก็ ให้ไปขุดเอา Cromwell คนที่ฆ่าพ่อตัวเอง ที่ตายแล้วฝังแล้ว ขึ้นมาปักประจานที่ Westminster นั่นแหละ มีคำเก่าเรียกกันว่า Hang, Draw and Quarter คือเอามาแขวน(ตัว) ดึงออกมา (ลากไส้) และแบ่งสี่ (ผ่า) ยังมีคำนี้เอามาตั้งเป็นชื่อผับอยู่แถว Tower Hill เลย

ครูประวัติศาสตร์เล่าว่า ว่างๆ พายุมา Cromwell ที่ถูกขุดมาแขวนไว้นั้น หัวก็หลุดกระจายกลิ้งบนพื้น เป็นที่น่ารังเกียจ และไม่มีใครอยากไปแตะ


เดี๋ยวจะกลับมาเรื่อง Wake ละกัน ขอพักก่อน

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
อะหนึ่ง วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 23.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  

ชอบรูปปั้น Oscar Wilde บนโขดหิน
เพลงมันส์....เพราะ

ส่วนเนื้อหาดีๆ แต่ผมขออ่านผ่านๆครับ

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
driftworm วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 22.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

(ฝากแปะป้ายครับ)

ฉากหนึ่งจากละคร โหมโรง
การพัฒนาไม่ใช่การละทิ้งรากเหง้าตัวเอง
โค่นไม้ใหญ่ที่รากหยั่งดีแล้วเพียงเพื่อปักกิ่งตอนใหม่ซี่เล็ก ๆ
วันใดเจอพายุใหญ่ จะเอารากที่ไหนยึดไว้ได้
http://youtu.be/ponHjtA-BB4
.
บทเรียนทั้งในด้านวรรณกรรม (ซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดรากฐานมาก ๆ
กับทั้งแนวคิดทางการเมืองที่เรียกลัทธิประชาธิปไตย
.

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
SW19 วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 22.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ driftworm

(18) ชอบใจจังที่กรุณามาแวะเวียนคุยกันตามเทียบเชิญ
เรื่องของเจด็จไปอ่านมาแล้วตั้งแต่ตอนหนึ่ง แต่ไม่เคยสัมผัสหนังสือ เลยรีรอที่จะวิจารณ์
ฟ้าเดียวกัน – ไม่รู้จัก เลยไม่ทันสยองขวัญ
คุณเอามาเล่าซิ


(22)
- ตอนที่เอ่ยถึง ‘Open Book’นั่นก็เห็นประเทศไทย ลอยขึ้นมาบนหน้า และอดไม่ได้ที่จะไปเปิดปูมดูตัวเลข และยังจดเอาไว้ดูเล่นๆ เอาไว้จุดประกายที่จะเขียนคราวหน้าลงอีกบ้าน

พื้นที่ประเทศไทย 513,120 ตารางกิโลเมตร มีคน 66.7ล้าน เทียบกับ 70,273 ของไอร์แลนด์ ที่มีคน 4.5 ล้าน
ประเทศนี้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของบริเทน ขัดสนยากจน วันนี้ยังมีรายได้ต่อหัวดีกว่าคนไทย

ก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเป็นบทเรียนที่เราจะคว้าไว้ฉุดชาติไทยให้ดีขึ้นได้

ประเทศไทยไม่เคยตกเป็นของใคร คนไทยไม่เคยลำบาก ไม่อดอยาก ไม่เจอภัยธรรมชาติรุนแรง แบบ Portugal เจอซูนามี่ แล้วหยุดจอดนิ่งในสมัยโบราณ มีทุกอย่างที่จะอยู่ได้อย่างพอเพียงตามธรรมชาติของประเทศเกษตรกรรม



- [ ..และจิตร ภูมิศักดิ์เขียนโต้แย้งอย่างแรงว่าต้อง Art for life's sake....]
มีเงื่อนไขในการถกกันต่อว่า
๑) ไม่เคยอ่านหนังสือ จิตร ภูมิศักดิ์
๒) เคยเห็นคนยกย่องเรื่องราวของจิตร ภูมิศักดิ์ อยู่บ้าง ก็แสดงว่าเขาคงเป็นคนมีความรู้ ความคิด
๓) ไม่รู้ความก่อนหน้าและตามหลัง (context clue) ที่จิตร ภูมิศักดิ์ เกริ่นนำหรือต้องการชี้นำ จนกระทั่งสรุป ในการโต้แย้งอย่างแรงต่อคำว่า Art for art’s sake เพราะฉะนั้นอาจเป็นการไปวิจารณ์ผิดๆ ก็ขออภัยไว้ก่อน เพราะ...
จะแรงไปไหมหนอ ถ้าจะบอกว่า ฟังแล้ว คิดถึงสำนวน barking up the wrong tree

อันว่า Art for art’s sake นั้น Wilde หมายความว่า การจะอิ่มเอมกับเรื่องของงานศิลปะนั้น ให้ดูเรื่องความสวยงามอย่างเดียว ..พอแล้ว ไม่ต้องสนใจหาเหตุผลว่า ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ ทำไมต้องงอนเป็นจวัก หรือ ปลายนิ้วที่ชี้ไป ขึ้นฟ้าหาสวรรค์วิมาน หรือชี้บอกอะไร

ต้องย้อนดูพื้นฐานของงานศิลปะรุ่นก่อนหน้า ที่ทุกส่วนในภาพหรือการปั้น ต้องมีความหมายแฝง มีสัญลักษณ์แทนค่า อย่างภาพโด่งดังของช่วงปฏิวัติฝรั่งเศสที่มีสตรีถือธง (รูปนี้คุณ NN1234 มี ขอดูได้) ร่างกายท่อนบนเกือบเปลือย เผยหน้าอกหนึ่งข้าง นั่นคือความหมายของอำนาจ และความยิ่งใหญ่ เยี่ยงความเป็นเพศแม่ เป็นต้น

พอมารุ่นของ Aestheticism นั้น คือ การดูความสวยงามแบบไม่ต้องคิด สวยด้วยตาก็คือสวย ความเคลื่อนไหวของศิลปะประเภทนี้ มีเกิดขึ้นทั้งยุโรป แต่รับความสวยมาจากทุกที่ ที่มีของสวย งานสวยของจีน ญี่ปุ่นก็ถูกนำมาใช้ รูปลักษณ์ที่ปรากฏมากในศิลปะรุ่นนี้ คือ นกยูง ไม่ว่าจะทั้งตัว ทั้งแพนหาง ลายในหาง ... ก็มันสวย

สวยด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีความหมายอื่นแอบแฝง ไม่มีอะไรซ่อน ไม่ต้องมีประโยชน์ใช้สอยก็ได้ ไม่ต้องมีความหมายก็ได้พูดง่ายๆ สวยแบบซื่อๆ ไม่ต้องมามีอะไรแอบแฝง ไม่ต้องมีสมองก็ได้

พอมาได้ยินเอาวันนี้ว่าคุณจิตร ภูมิศักดิ์ รู้สึกโต้แย้งขนาดที่คิดว่า ต้อง Art for life's sake นั้น ... มาจากไหนเหรอ
เขาอาจจะมีอะไรอยากจะพูด แต่ทว่า

barking up the wrong tree ... เห่าผิดต้นหรือเปล่า สิ่งที่ Wilde พูดมาไม่น่าจะมีอะไรให้ต้องโต้แย้งขนาดนั้นกระมัง เอ หรือเราจะเห่าผิดต้นเอง



ความคิดเห็นที่ 28 (0)
สยุมพร วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 21.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ooddee

เปิดประตูบ้านนี้เข้ามา
เจอกับเพลงต้อนรับอย่างสดชื่นรื่นเริง
พาให้ ส.ว. ต้องขยับซ้าย ย้ายขวา
เดินหน้า ก้าวหลัง ป่าวเมาเหล้า นะคะ
แต่เมาร๊าก....ค่ะ รักเจ้าของบล๊อก..เอิ๊ก
เข้ามาอ่านทีหลังนี่ได้เปรียบ
ได้อ่านคอมเม๊นต์ของกูรู ทั้งหลาย
สาวก SW19 อย่างข้าพเจ้า
เลยได้โอกาสเพิ่มรอยหยัก
ในขดสมอง ได้หลายหยักนัก
ขอบคุณ สำหรับความสุข
ที่สรรหามาเล่าให้ฟัง มากมาย
โหวตค่ะ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
driftworm วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 19.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ฮา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
อัจฉริยะมันต้อมี "เอียง" กันมั่งแหละ

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
SW19 วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 18.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

กราบท่านพันธุ์ฯ

กะแล้วว่าท่านพันธุ์นี่แหละ ที่คงจะอ่านมาหมดแล้ว

งานของ Joyce อ่าน Dubliners หรือยังท่าน อยากรู้ว่าฉบับแปลไทยจะได้ความน่าสนุก น่าสนใจไหม เพราะทั้งเล่มก็กระทบพวก Catholic คนไอริชด้วยกันเองอย่างเนียนๆ ถ้าไม่รู้พื้นเพ ก็ไม่แน่ใจว่ามุขคืออะไร

ขณะในภาษาอังกฤษ มีคำแนะนำว่า อยากอ่านงานของ Joyce ให้เข้าใจ โดยเฉพาะ Wake ให้อ่านฉบับวิเคราะห์ของ Samuel Beckett เพราะ Beckett นี่แหละ ตัวช่วยเหลือในการค้นคว้าข้อมูล

ออสการ์ ไวลด์ ในเรื่อง The Picture of Dorian Gray มีหลายวลีที่ประทับใจบ้านนี้เหลือเกิน อย่างที่ว่า

‘I like the men who have a future, and women who have a past.’ (P177)

แปลแล้วเด็ด


ความเป็นไปของงานเขียน คงเป็นลักษณะประจำชาติและความอดอยากตั้งแต่ Great Famine มากกว่าสภาพอากาศน่ะท่าน ที่นั่นอากาศก็ไม่แย่อย่างนั้น อาจจะเป็นเพราะเราเองก็ชิน คนเกาะเหมือนกัน อากาศมันก็แปรปรวนไปตามเรื่อง ฝนก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อชีวิตเท่าไหร่ คนมาเที่ยวชอบถามว่า ฝนจะตกมั้ย กลัวไปเที่ยวไม่สนุก เลยได้แต่บอกว่าถ้ารอแห้ง จะไม่ได้ไปไหนแน่ แล้วฝนก็ไม่ใช่ไวรัส ไม่ทำให้เป็นหวัดเสียหน่อย



..........

คุณ driftworm เดี๋ยวมาใหม่
คันปากเรื่องจิตร ภูมิศักดิ์

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
driftworm วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 17.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ที่นั่นเพิ่งจะเที่ยง ที่นี่เขาชงเหล้ากันแล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
SW19 วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 17.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ driftworm รอแป๊ปนะ แหมเปิดประเด็นน่าถกกันเชียว

ขอชงชามากลั้วปากก่อน
และขอคุยกับท่านพันธุ์ด้วย


ความคิดเห็นที่ 23 (0)
SW19 วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 17.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณช้างเผือกในเมือง


ขอบคุณมากเช่นกัน


..........


คุณชาลี

แอบถ่ายรูปนกมาฝากคุณชาลีอยู่ที่ใน Gallery เพราะในเรื่องภาพแยะจนกลัวมีปัญหาตอน post
เลยรู้สึกว่าเอาไปแปะไว้ที่ Gallery สะดวกดีมาก ค่อยๆ เพิ่ม ไม่ต้องกลัวหาย
ขอบคุณในบริการแสนดี



..........


คุณ khunphai


ที่นี่เหมาะแก่การไปเดินเล่นสบายๆ ถ่ายรูปด้วย
ถ้าไม่ถือเรื่องความไม่แน่นอนของอากาศชาติเป็นเกาะอย่างพวกเรา



ความคิดเห็นที่ 22 (0)
driftworm วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 17.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

- "เกิดเป็น Open book เล่มโตให้โลกได้อิ่มเอมในอรรถรสของงานประพันธ์ทรงคุณค่า และศึกษาหาประโยชน์จากประสบการณ์ของผู้ผ่านวิกฤติในชาติมาแล้ว"
วาทะ ที่น่าเอามาเป็นเป้าหมายของไทย ยามนี้
- วิชารัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง มีเรียนความคิด เอ็ดมันด์ เบอร์ค และ เดวิด ฮูม แต่ไม่ลงลึก (หมายถึงวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์)
ให้ตายสิ ศึกษาความคิด แบบไม่วิพากษ์วิจารณ์
- อ็อสก้าร์ ไวลด์ คงเป็นที่มาของคติ Art for art's sake. และจิตร ภูมิศักดิ์เขียนโต้แย้งอย่างแรงว่าต้อง Art for life's sake.
- คุณ แม่มดเดือนMarch เคยเอ่ยถึง Pygmalion ที่บล๊อกผม อ้อ มาจากนายชอว์นี่เอง นักวิจารณ์ปากตะไกรที่ ส.ศิวรักษ์เคยเอ่ยถึง
ว่าถึงแนวคิด พิกเมเลี่ยน (ราชาผู้หลงใหลในรูปปั้นงาม จนมันถูกบันดาลให้มีชีวิต ก็ยิ่งหัวปักหัวปำ) ผมคิดถึงคนที่คิดอะไรขึ้นมา
แล้วพออกพอใจมันยังไม่พอ ยิ่งทียิ่งยึดติดมันเต็มเหนี่ยวว่าความคิดกูเลิศ ไร้ข้อบกพร่องเหมาะสมที่สุด ควรแก่การทำให้เป็นจริง
ด้วยการปฏิบัติ ..... เคยเจอบ้างไหมครับ
- เรื่องเฟ็นเนแกน เหวคส์ คุณอึ่งอ่างทะเล ที่บางกอกโพ้สท์เคยเอามาอวด แต่ผมจำไม่ได้ว่าเรื่องไหนที่จ๊อยซ์บรรยายชีวิตใน ๑ วัน
เป็นหนังสือเล่มหนา .......... ส่วนเรื่อง ยูลิสซิส ผมเห็นบนชั้นของคนพระจันทร์เสี้ยวมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ ไม่กล้าจับ ผมแพ้ภาษา อ.
- "ก็เมื่อ Dublin มีบทสนทนาที่ไม่เคยจบสิ้น ประเด็นแปลกใหม่ไม่เคยขาดแคลน การประลองคารมเป็นอาหารสมอง การเสวนา
เป็นประสบการณ์และเหตุผลของการมีชีวิต" ..
สำนวนเท่ ๆ นี้ ทำให้ผมนึกถึงคณะนักเขียนสุภาพบุรุษ กับ ม.จ.อากาศดำเกิง รพีพัฒน์ (ละครแห่งชีวิต) สำนวนนะ บ่ใช่ใจความ
.......................................

ปัญญาชนไทยรับความคิดของนักคิดพวกนี้มาไม่น้อย เมื่อครู่ ผมอ่านเนชั่นสุดสัปดาหฉบับล่าสุด มีบทสัมภาษณ์
อ.สมบัติ จันทรวงศ์ (ถ้าจำไม่ผิดเป็นคนแปล Utopia ของโทมัส มอร์ เป็นภาษาไทย เข้าใจว่า น.ศ.จัดพิมพ์เพื่อหาทุนทำกิจกรรม
วางแผงปี ๒๕๑๗ หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖) อ.สมบัติไล่เรียงความหมายเบื้องหลังการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง head of
state เช่น หลักการประชาธิปไตยที่ค่อย ๆ ก่อรูปที่ละน้อย เพื่อล้มสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษที่อิงแอบอยู่หลังความเชื่อของคริสต
ศาสนา มันเริ่มจากวลีอมตะของอีตาเอ็ดมันด์ เบอร์ค หรือเดวิด ฮูม อะไรนั่นแหละ ที่ว่า "มนุษย์ เกิดมาเป็นเสรี แต่ทุกหนทุกแห่ง
ล้วนแล้วไปด้วยพันธนาการ"
ปัญญาชนไทยเราเคยอ้างว่า ปัญญา นั้นเป็นสากล ส่งผ่านถึงกันข้ามเชื้อชาติ รัฐ-ชาติ ได้ รับรู้ ลึกซึ้งไปตามได้ (อย่างไม่ฉึกใจหรือ?)
ผมกำลังตงิด ๆ ในใจว่า หรือนี่ถึงเวลาที่เราควรมานั่ง "รื้อศัพท์" ว่า ประชาธิปไตย กันซะที กินเนยมาก กินมาแปดสิบปี ก็ไม่ช่วยให้
เราตัวโตอย่างฝรั่ง !!!!!!!!!!!!!!!!!!!
"

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
SW19 วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 17.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ thetwit

แอบเห็นไปชิม Iberico pork ด้วยสายตามาแล้วที่ Gallery ของ SW19

จานนั้นไม่ใช่ของเรา แต่ยืนยันได้ว่าอร่อยมาก


..........


คุณ rosawan (10, 11)

You’re so thoughtful!
ขอบคุณมากที่แวะมาเยี่ยม เดี๋ยวจะตามไปอ่านของท่านภานุมาศบ้าง
นอกจาก U2 แล้วก็ยังมีอีกหลายวงอย่างที่คุณพาจรดอทคอมรู้จักดีหมด
แต่..จะให้ดีต้องจิบ Guinness ไปด้วยน่ะซี้



..........


คุณ Ae^

แปลว่าอ่านแล้วถูกใจแล้วกัน!


..........


คุณอุ๋ม

อาหารไอริชก็อร่อยไม่แพ้เสน่ห์อย่างอื่นของชาติเลย โดยเฉพาะประเภทมันฝรั่ง เพราะเคยจนกินแต่หัวมัน ก็ต้องพัฒนาทำให้อร่อยเด็ด มีหลายพันธุ์ที่อร่อยจนอยากหอบกลับมา (แต่มันหนัก) เพราะในลอนดอนหาไม่ค่อยได้

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
SW19 วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 16.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณสายรุ้งสีน้ำ

ไม่ตั้งใจจะให้เป็นเรื่องหนักมากมาย
แต่ถ้าเดินเตร่อยู่ใน Dublin แล้ว ไม่หลงย้อนเวลาไปกับพวกไอริชนี่ต้องใจแข็งสุดๆ ก็ทุกมุมเมืองมีอดีตเรื่องราวแปะติดไว้

แต่แบบไอริช ย่อมไม่มีทางเครียด ทุก monument ที่เห็นกัน ยังมีชื่อเล่นแปลงเป็นความขบขันถ้วนหน้า



..........


คุณ hayyana

ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยม บางคนเราก็โมเมเก็บไว้ อย่าง Burke และ Bernard Shaw ที่มาอยู่อังกฤษนานเข้า เรายังถือ Noble Prize ของ Bernard Shaw ว่าเป็นผลงานบริทิชไปเสียงั้น

..........


คุณแม่มดเดือนMarch (6, 9)
หวังว่าจะหายเหนื่อย (คุย) กับ visitors แดนไกลบ้างแล้ว

เชื่อว่าโรงเรียนของลูกมดคงพาชมหลายที่เหล่านี้ ยกเว้น Writers Museum ซึ่งถ้ามีเวลาและโอกาสอำนวยขอแนะนำให้โฉบไปดู ลูกมดน่าจะชอบ

..........


คุณผจญ

แค่ชมและฟังก็กลมกลืนกับคนไอริชได้สนิทเลย เรื่องยากๆ ไอริชจับมาร้องเป็นเพลงหมด และไอริชทุกรุ่นก็ชอบที่จะเอาเพลงดังของชาติมาร้องสไตล์ตัวเอง อีกเพลงคือ Danny Boy ที่คนไทยชินแบบช้าๆ ซึ้งๆ มาเจอแบบ พี่ Shane, The Pogues รับรองจะติดใจ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
SW19 วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 16.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

วานนี้ SW19 มัวแต่เครียดเชียร์ไอร์แลนด์ไปแข่งรักบี้ Six Nations กับฝรั่งเศสจนทิ้งบ้านช่อง

ก็ไอริชทั้งหลายกลัวฝรั่งเศสเหลือเกิน หาว่าพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง เลยไม่เคยชนะที่บ้านเขามาเป็นสิบปี

ตอนนี้ค่อยมีสติกลับมาคุยกันแล้ว

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
driftworm วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 16.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

คห.๒
ผมลงเรื่องเล่าความเห็นเมื่ออ่านเรื่องสั้นซีไร้ท์ของเจด็จ ไว้เป็นกระทู้ที่ ๓ (แต่เป็นเรื่องสั้นเรื่องที่ ๒)
ทั้งเล่มมี ๑ เรื่อง ผมคิดจะไล่ไปให้หมด ๑๒ เรื่อง เพื่อสังเกตดูอารมณ์ในการอ่านของตัวเองแบบ แอ็นนะหล็อก ๕๕๕๕
http://www.oknation.net/blog/SecondaryReader/2012/03/04/entry-1
ว่าจะเอาเรื่องใน ฟ้าเดียวกัน มาคั่น แต่ยังไม่ได้อ่านเรื่องนั้น

(ใครสยองพองขนกับชื่อ ฟ้าเดียวกัน บ้าง ส่วนผมเห็นว่าเราก็คุยกันในฐานะ มนุษย์กับมนุษย์)

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
khunphai วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 15.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khunphai
<<<.ตัวคนเดียว สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องเที่ยวไป...ตามใจเรา>>>

เมืองต่างๆได้ยินเพียงชื่อ
แต่ได้อ่านบ้างก็เป็นความรู้ดีคะ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
BlueHill วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 14.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

You may have subverted Monarchy, but not recover'd freedom...

เป็นอมตะวาจาจริง ๆ ใช้ได้กับทุกยุคสมัย

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ช้างเผือกในเมือง วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 13.36 น.
 

ขอบคุณสำหรับเนื้อหาความรู้ดีๆ และภาพที่สวยๆคะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 12.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ถุกแล้วครับเกาะนี้มีนักเขียนอันลือลั่นระดับโลกหลายคนจริง ๆครับ

ที่รู้จักก็มี ออสการ์ ไว เจ้าของวลี สุดคมว่า
ไอ้คนอังกฤษมันก็ดีไปหมดทุกเรื่องนั่นแหละ
แต่ไม่ดีอยู่เรื่องเดียวตรงมายุ่งกับเรื่องที่ผมเป็นเกย์นี่แหละ (ฮา)
และ อีกประโยคคือ
"ถ้าคุณอยากให้ใครสักคนจำคุณไปจนตาย วิธีการง่าย ๆ คือยืมเงินไอ้หมอนั่นแล้วไม่คืน (ฮา)

แล้วก็มีงานที่รออ่านอยู่คือ ยุลิซิส ของ เจมส์จอย
อีกคนที่มีวาจาสุดคม คือ ยอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์

ส่วนโจนาทาน สวิฟ ผู้เขียนกัลลิเวอร์ผจญภัยนั้น งานระดับขึ้นหิ้งเลยครับชอบมาก

แล้วก้กวี คำงามอย่าง
วิลเลี่ยม บัตเตอร์ เย็ต
กับงานแอ็บ เสร์ด อย่างคอยดกโก ของ แซมวล แบ็กเก็ต
อืม อุดมไปด้วยนักเขียนวรรรณกรรมระดับโลกจริง ๆครับ
ว่ากันว่าเพราะความโหดร้ายของความเป็นอยู่ที่เกาะนั้น ที่ฝนตกชุกเกือบตลอดปี และอากาศหนาวอย่างร้ายกาจ
เลยทำให้ผุ้คนที่นั่นมีเรื่องราวชีวิตสุดคับแค้นให้มาบอกเล่า
และถ่ายทอดออกาเป็นวรรณกรรมชั้นเยี่ยมของโลก
จริงไม่จริงก็ไม่รู้ ฟังเขาเล่ามายังไม่เคยไปเลยสักครั้งในชีวิต แต่นับถือผลงานเขียนจริง ๆครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ลาดพร้าวซอยสิบสอง วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 11.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thairesearch2539

น่าทึ่งในความเป็นชาติที่อุดมไปด้วยนักเขียน นักคิด นักประพันธ์นะคะ เพลงประกอบชอบจังเลยค่ะ ให้ความรู้สึกครึกครื้นจังเลย

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
Ae^ วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 11.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chae-reu-mai


ความคิดเห็นที่ 11 (0)
rosawan วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 10.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rosawan
AT  THE  END  OF  THE  STORM  THERE'S  A  GOLDEN  SKY.

อีกเม้นต์ค่ะ
นำคำคมของเบิร์กที่คุณ SW19 ลงและแปลไว้ในนี้ไปลงในเม้นต์ท่านภาณุมาศด้วยค่ะ
ขออนุญาตนะคะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
rosawan วันที่ : 05/03/2012 เวลา : 10.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rosawan
AT  THE  END  OF  THE  STORM  THERE'S  A  GOLDEN  SKY.

ขอโทษอย่างมากค่ะ
อ่านเอนทรี่นี้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่ไม่มีทิงเม้นต์ขอบคุณไว้
วันนี้เข้าเอนทรี่หนึ่งและนึกถึงที่นี่ได้

อ่านเพลินและให้ความรู้เรื่องนักคิดนักเขียนวรรณกรรมมากมายจริงๆ
โหวตตตต!!!
ขอบคุณนะคะ


ก่อนโน้น-นานแล้ว-สนใจไอร์แลนด์ก็ตรงที่เป็นเมืองเกิดของวง U2 น่ะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 04/03/2012 เวลา : 18.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

กลับมาอีกรอบ ตามที่ตั้งใจไว้
ชอบ entry นี้มากค่ะ
รู้สึกเหมือนได้กลับไป say hello กับคนคุ้นเคยที่จำจากกันไปหลายปี

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
thetwit วันที่ : 04/03/2012 เวลา : 18.06 น.

อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาสาระเหมือนเคย ...นักเขียนบางท่านเคยได้ยินชื่อผ่านหูผ่านตามาบ้างแต่ไร้ความรู้ลึกซึ้งแบบนี้ ขอบคุณสำหรับเนื้อหาดีๆและรูปสวยๆ..
โหวตค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
พาจรดอทคอม วันที่ : 04/03/2012 เวลา : 07.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pajondotcom
Pajondotcom

City of Literature , City of Music ..ขอบคุณบทความดีๆ เครับคุณ SW19 เพิ่งรู้ว่าต้นแบบการต่อสู้ของท่านมหาตมะ คานธี มาจาก Daniel O'connell ...ผมชื่นชมท่านมหาตมะ คานธี และได่ไปเยี่ยมบ้านท่านที่เมืองอาเหม็ดดาบัด เมื่อทริปที่ผ่านมา.......ผมรู้จัก Doroles Doriolan , Sinead O'conner , Van Morison , Bono Corrs Family...ทั้งหนังและเพลงที่ไปจากไอร์แลนด์แล้วล้วนทรงคุณภาพทั้งสิ้น เมื่อปีที่แล้วเพื่อนผมชวนมาปั่นจักรยานที่ไอร์แลนด์ ผมไม่ได้มาด้วยเหตุผลแห่งเวลาและปัจจัย......เสียงร้องของ The Irish Rover ทำให้นึกถึง เพลง Come on Eileen ของวง Dixy Midnight Runner...ผมว่าวง Gypsy King อาจจะได้แรงบันดาลใจเล็กๆจาก The Irish Rover....กระมัง...ระหว่างการอ่าน ชม ฟัง ผมถนัด ๒ อย่างหลัง แต่กำลังปรับปรุงอย่างแรก มิเช่นนั้นจะเป็นคนตกยุค ไปเล่าเรื่องตามร้านกาแฟกับเพื่อนไม่ได้

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 04/03/2012 เวลา : 04.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ผ่านมาดูแค่หลังคาบ้าน แก้อาการคิดถึงก่อน
พรุ่งนี้มาอ่านเอาเรื่องนะคะ
วันนี้เหนื่อยและง่วงเต็มที

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
hayyana วันที่ : 04/03/2012 เวลา : 03.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

ชื่อดังๆทั้งนั้นเลย ถ้าไม่เจาะนี่ผมคงไม่รู้ว่าเป็นไอริชทั้งนั้น

ขอบคุณมากครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สายรุ้งสีน้ำ วันที่ : 03/03/2012 เวลา : 23.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rainbow13

หุ หุ หุ มาอย่างเพียบๆ(ไปด้วยสาระ)อีกแล้ว

หลายๆชื่อคุ้นเคยเพราะถูกจับให้อ่านตอนเรียนวรรณคดีอังกฤษ
ยาขมเชียวค่ะในตอนนั้น

แวะมาทักทายก่อนอ่านอย่างละเอียดอีกครั้งนะคะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
NN1234 วันที่ : 03/03/2012 เวลา : 23.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ความคิดเห็นที่ 2

รับรองว่า..จะได้เรื่องได้ราวตามที่ท่าน SW19 คาดคิดไว้อย่างแน่นอน..ก็จะเอาเรื่องที่เขียนอยู่นั้นมาสานต่อเรื่องราวในเอนทรี่นี้ให้เห็นแวดวงวรรณกรรมของอังกฤษในภาพกว้างมากขึ้น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
SW19 วันที่ : 03/03/2012 เวลา : 23.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19



ก็ว่าจะส่งเทียบ "แถก" เชิญ ผู้รักการอ่านอย่าง คุณ NN1234 คุณ driftworm หรือท่านพันธุ์ ที่อ่านมากเหลือเกิน (มากกว่าบ้านเราหลายเท่า)
รวมถึงท่านอื่นๆ ที่อยากขยายความแบ่งความรู้เรื่องงานประพันธ์ให้เล่าต่อ...

เดี๋ยวจะหาว่าส่งการบ้านวุ่นวาย
แล้วแต่ศรัทธาละกัน..

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
NN1234 วันที่ : 03/03/2012 เวลา : 23.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ทำไมเรื่องมันคล้ายๆ กันอย่างนี้ ยังกับนัดแนะกัน...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน