*/
  • ชัยแสงทิพย์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ChaiPuttha@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-14
  • จำนวนเรื่อง : 189
  • จำนวนผู้ชม : 232407
  • จำนวนผู้โหวต : 403
  • ส่ง msg :
  • โหวต 403 คน
<< พฤษภาคม 2013 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


คนไทยกับรอยยิ้มบนใบหน้ามีมากน้อยแค่ไหน? เพราะอะไร?
พบเห็นโดยทั่วไป เพราะคนไทยใจดี ใจกว้าง มนุษย์สัมพันธ์ดี
23 คน
คนไทยรักอิสระ เปิดเผย จริงใจ คบง่าย เป็นกันเอง
8 คน
เห็นมากกว่าคนหน้างอ หน้าบูด ไม่รับแขกนะ
2 คน
คนไทยยิ้มสยาม สุจริต จริงใจเสมอ
2 คน
เห็นหน้ายิ้มแต่ระวังตัวไว้บ้างก็ดีนะ คนไม่ดีอาจแอบแฝงมากับรอยยิ้มนี้
1 คน
หลายคนยิ้มกว้าง เปิดเผย พูดไพเราะ แต่เจ้าเล่ห์ ยิ้มจึงวัดอะไรไม่ค่อยแน่นอนนัก
0 คน
ถ้าฝืนใจ อย่ายิ้มดีกว่า เฉยๆไว้ก็พอ
0 คน
คนหน้าตายิ้มระรื่นให้ระวังจงหนัก เพราะเขากำลังวางกับดักเรานะ
1 คน

  โหวต 37 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม 2556
Posted by ชัยแสงทิพย์ , ผู้อ่าน : 5784 , 14:28:33 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ชัยแสงทิพย์ โหวตเรื่องนี้

avatar พุทธญาณ

 

International Recognition of the day of VESAK(Visakhapuja) at United Nations

ตามที่องค์การหประชาชาติ ได้ประชุมตามที่ประชุม International Buddhist Conference ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ระหว่างวันที่ 9-14 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งมีผู้แทนจากประเทศที่นับถือศาสนาพุทธจำนวนมากเข้าร่วมประชุม อาทิ บังคลาเทศ จีน ลาว เกาหลีใต้ เวียตนาม ภูฐาน อินโดนีเซีย เนปาล กัมพูชา อินเดีย ปากีสถาน และประเทศไทย ได้ตกลงที่จะเสนอให้สมัชชาสหประชาชาติรับรองข้อมติที่จะประกาศให้ วันวิสาขบูชา เป็นวันหยุดของสหประชาชาติ

ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2542 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 54 ได้พิจารณาวันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ทรงตรัสรู้ เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้มวลมนุษย์มีเมตตาธรรม และขันติธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อให้เกิดสันติสุขในสังคม อันเป็นแนวทางของสหประชาชาติ ที่ประชุมจึงให้การรับรองโดยฉันทามติว่า

วันดังกล่าวเป็นวันที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ และที่ทำการสมัชชาจะจัดให้มีการรำลึกถึง(Observance)ตามความเหมาะสม

จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกันเพื่อแสดงความยินดีทุกฝ่าย

คณะกรรมการจัดงาน

สัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาเทศกาลวิสาขบูชา 2543.....

ผู้ตั้งกระทู้ พุทธญาณ (buddhayan-at-msn-dot-com) กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2012-06-06 11:20:29 IP : 115.87.221.84

     [1]
ความเห็นที่ 1 (3288650)
แจ้งลบความคิดเห็น
avatar ดร.ธรรมะประทานพร

มงคลสมัยวิสาขบูชาโลก

พุทธชยันตี 2600 แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

วันวิสาขบูชา และ หน้าที่ของชาวพุทธ

"วิสาขบูชา" เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากลของชาวพุทธทุกนิกายทั่วโลก เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันเกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุด ในพระพุทธศาสนา 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ วันคล้ายวันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้ง 3 เหตุการณ์ได้เกิดตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือในวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขมาศ(ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่า เป็นวันที่รวมเกิดเหตุอัศจรรย์ยิ่ง เรียกการบูชาในวันนี้ว่า"วิสาขบูชา" ย่อมาจาก"วิสาขปุรณมีบูชา" แปลว่า การบูชา ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนพฤษภาคม หรือ เดือนมิถุนายน

วันวิสาขบูชาในประเทศไทยนั้น เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในสมัยนั้น ได้รับสืบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทมาจากประเทศศรีลังกา ซึ่งถือเป็นเมืองที่มั่นคงทางพระพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช โดยชาวศรีลังกา จะมีการจัดพิธีเฉลิมฉลองในวันวิสาขบูชาอย่างยิ่งใหญ่ ตั้งแต่เริ่มรับพระพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า ชาวศรีลังกานั้น ให้ความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก แต่หลังจากที่อาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอำนาจลง จนถึงสมัยอยุธยา แม้จะมีการปฏิบัติวิสาขบูชาอยู่ แต่ก็ลดความสำคัญลงมาก จนไม่ปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดาร หรือจารึกใด จนกระทั่งในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พิธีวิสาขบูชาจึงได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระองค์ได้มีพระราชประสงค์ให้ทำการฟื้นฟูการประกอบพิธีวิสาขบูชาขึ้น พระองค์ได้ทรงปรึกษากับสมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช(มี) วัดราชบูรณะ(วัดเลียบ) ให้วางแนวปฏิบัติการพระราชพิธีวิสาขบูชา และพระราชพิธีวันวิสาขบูชาครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้จัดขึ้นเป็นการพระราชพิธีใหญ่ 3 วัน 3 คืน นับตั้งแต่วันศุกร์ขึ้น 14 ค่ำ ถึงวันแรม1 ค่ำ เดือน 6 ปีฉลู พศ.2360.....

ผู้แสดงความคิดเห็น ดร.ธรรมะประทานพร (dr-dot-dhammapratanporn-at-gmail-dot-com)ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-06-06 11:46:08 IP : 115.87.221.84
ความเห็นที่ 2 (3288652)
แจ้งลบความคิดเห็น
avatar ชัย นิพพาน

ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้ทรงให้มีการเทศน์ปฐมสมโพธิกถา(พระพุทธประวัติ) เพิ่มในวันวิสาขบูชาด้วย และในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ ตั้งโต๊ะเคื่องบูชารอบระเบียงพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว) เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจุดดอกไม้เพลิงถวายเป็นพุทธบูชา และให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการฝ่ายใน และหน่วยราชการต่างๆ มีการเดินเวียนเทียน จุดโคมประทีป และสวดมนต์ที่พระพุทธรัตนสถาน วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และมีการจัดพิธีวิสาขบูชาสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

จากความเป็นมาของการจัดพิธีวิสาขบูชาในประเทศไทย จากสมัยสุโขทัยมาจนถึงปัจจุบัน กล่าวได้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้พิธีวิสาขบูชาแพร่หลายในหมู่ประชาชน ซึ่งปัจจุบันการจัดพิธีวิสาขบูชาได้แพร่หลายในประเทศไทย และได้รับการปฏิบัติสืบต่อกันมา วันวิสาขบูชาจึงกลายเป็นวันหยุดราชการโดยพฤตินัย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และคณะสงฆ์ได้เป็นผู้มีส่วนร่วม ในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในวันวิสาขบูชา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาพร้อมๆกับชาวพุทธทั่วโลก เป็นการช่วยกันสนับสนุนให้การรักษา และเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปพร้อมๆกันอีกทางหนึ่ง

เหตุที่วันวิสาขบูชาถูกกำหนดให้เป็นวันสำคัญของโลกนั้น เริ่มจากผู้แทนของประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาพุทธ คือ บังคลาเทศ จีน ลาว เกาหลีใต้ เวียตนาม ภูฏาน อินโดนีเซีย เนปาล กัมพูชา อินเดีย ปากีสถาน และไทย ได้ร่างข้อมติร่วมกัน และขอเสียงสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ที่จะประกาศให้วันวิสาขบูชา เป็นวันหยุดของสหประชาชาติ ในการประชุม International Buddhist Conference ณ กรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของประเทศศรีลังกา ประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก แต่ต่อมาคณะผู้แทนจากศรีลังกา ได้เปลี่ยนเป็นการเสนอข้อมติให้ประกาศวันวิสาขบูชาเป็น"วันสำคัญสากล"แทน เนื่องจากวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้มวลมนุษย์มีเมตตาธรรม และขันติธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อให้เกิดความสันติสุขในสังคม อันเป็นแนวทางของสหประชาชาติ ในที่สุดองค์การสหประชาชาติ จึงได้กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็น"วันสำคัญสากลของโลก"(Vesak) โดยการเสนอของประเทศศรีลังกา ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2542......

ผู้แสดงความคิดเห็น ชัย นิพพาน (ChaiNippan-at-gmail-dot-com)ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-06-06 12:21:27 IP : 115.87.221.84
ความเห็นที่ 3 (3288653)
แจ้งลบความคิดเห็น
avatar พุทธจิตธรรมญาณ

พระครูปลัดมงคลวัฒน์(สุพล ขันติพโล) ผู้อำนวยการสถาบันจิตตานุภาพ วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร กรุงเทพมหานคร ได้อธิบายถึงข้อควรปฏิบัติในวันวิสาขบูชาว่า

"หลักของชาวพุทธ คือ ทำบุญให้ทาน ทำบุญตักบาตร ซึ่งการทำบุญตักบาตร ถือเป็นการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา นอกจากจะทำบุญตักบาตรแล้ว ยังต้องรักษาศีล การรักษาศีล คือ การรักษาวาจา การรักษากายของตนเองไม่ให้เบียดเบียนผู้อื่น แม้กระทั่งตัวของเราเอง ซึ่งการรักษาศีล นอกจากจะรักษาศีลอยู่ที่บ้านแล้ว ยังสามารถไปรักษาศีลที่วัด หรือตามสถานที่ปฏิบัติธรรมต่างๆ เพื่อให้จิตใจของเราเกิดความสงบมากขึ้น โดยอาจจะรักษาศีล 8 ข้อเพิ่มจากการรักษาศีล 5 ที่รักษาเป็นปกติอยู่แล้วก็ได้

เมื่อรักษาศีล 5แล้ว ก็ทำจิตใจให้สงบด้วยการทำสมาธิ ซึ่งการทำสมาธิ ก็คือ การสวดมนต์ เรียกว่า "สมาธิภาวนา" เมื่อเราสวดมนต์บ่อยๆ มันก็ทำให้จิตของเราสงบ แต่ถ้าเราอยากได้ความละเอียดอ่อนมากขึ้น หรือ ความลึกซึ้ง ก็ให้นั่งสมาธิ เพราะการนั่งสมาธิ จะทำให้จิตของเราสงบลึกซึ้งไปอีกระดับ อันนี้ถือเป็นการทำให้จิตผ่องแผ้ว จิตใส ที่เขาเรียกว่า "จิตใสเป็นบุญ จิตขุ่นเป็นบาป" ซึ่งเข้าหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า "สุจิตตปริโยทปนัง-คือ การทำจิตใจให้ใสสะอาด ผ่องแผ้ว"

สำหรับการเวียนเทียนนั้น ช่วงการเวียนเทียน ถือเป็นการสำรวมกาย สำรวมจิต เพราะว่าเราถือไฟอยู่ในมือ ถ้าหากไม่ระวัง อาจไปชนคนข้างหน้าได้ ขณะเดินเวียนเทียน เราควรสวดบทพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณไปด้วย โดยเวียนประทักษิณ คือ เวียนขวา 3 รอบ เพื่อแสดงความเคารพผู้ที่ทำความดี สมัยก่อนคนเคารพกันให้เวียนขวา เวียนรอบพระพุทธเจ้า รอบที่ 1 แล้วก็ไหว้ ว่าท่านนั้นเป็นผู้ที่น่าเคารพศรัทธา ข้าพเจ้านับถือท่าน รอบที่ 2 ก็เหมือนเดิม ข้าพเจ้าเคารพท่าน ศรัทธาท่านด้วยความจริงใจ รอบที่ 3 ก็เช่นกัน......

ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธจิตธรรมญาณ (buddhajitdhammayan-at-hotmail-dot-com)ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-06-06 12:46:15 IP : 115.87.221.84
ความเห็นที่ 4 (3288658)
แจ้งลบความคิดเห็น
avatar ชัย แสงทิพย์ 085-1637455

ปัจจุบัน ได้เปรียบเทียบการเวียนประทีปโคมไฟ ว่าบ่งบอกถึงการจุดประกายให้เกิดความรู้ ความเข้าใจว่า มืดอยู่ที่ไหน เมื่อมีแสงประทีปเข้าไปก็เกิดความสว่างไสวที่นั่น เราจะปฏิบัติตามรอยผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ก็เลยจุดประทีปเพื่อให้เกิดความสว่างในที่มืด เมื่อเกิดความสว่างไสวภายนอก ก็ให้ย้อนกลับมาดูตัวเรา แม้ประทีปจะดวงเล็กๆ มันยังสว่างไสวเท่านี้ ถ้ามีมากก็สว่างไสวมาก หมายถึงสติปัญญาของเรา ว่าทำไมเราไม่รู้ เพราะว่าประทีปในใจของเรามันปกคลุมด้วยกิเลสต่างๆ หรือว่าสิ่งสกปรก มันจึงสว่างไสวน้อย

ฉะนั้น เราต้องเร่งปฏิบัติว่า ทานเราให้มากหรือยัง? ศีลเรารักษามากหรือยัง? สมาธิเราทำมากหรือยัง ? สวดมนต์เราทำมากไหมในแต่ละวัน? ถ้าเราทำมาก ก็เหมือนประทีปโคมไฟที่จุดมากๆ มันก็สว่างไสว การปฏิบัติมากๆ มันก็ย่อมทำให้ใจของเราเกิดความสว่างไสวขึ้นมาได้ ดังนั้น การเวียนเทียนจึงให้สวดบทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ถ้าสวดไม่ได้ก็ให้ว่า พุทโธ ในรอบแรก รอบที่ 2 ก็ ธัมโม รอบที่ 3 ก็สังโฆ เพื่อให้มีสติรู้ว่าอยู่รอบไหน? หรือจะสวดอิติปิโสฯก็ได้ จึงอยากให้เราหมั่นสร้างบุญบารมี(บารมี 10)เอาไว้ คือ

1.ทานบารมี-คือ ให้รู้จักการแบ่งปันซึ่งกันและกัน

2.ศีลบารมี-คือ ให้รู้จักรักษาศีล ไม่ว่าจะเป็นศีล 5 หรือ ศีล 8 (ศีล 10-227-311...Admin)

3.อธิษฐานบารมี...(Admin)(ภาวนา)-คือ รู้จักสวดมนต์ นั่งสมาธิ อธิษฐานจิต ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านก็ปฏิบัติมาเช่นกัน

4.เนกขัมมบารมี-คือ การออกไปปฏิบัติธรรมตามสถานที่ต่างๆที่วัด หรือที่สถานที่ปฏิบัติธรรม(หรือที่บ้านเราเอง...Admin)ก็ได้ตามโอกาส

5.ปัญญาบารมี-คือ ให้ให้พิจารณาดูว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็มีทั้งคนหนุ่มคนสาว คนสูงอายุ แม้กระทั่งคนตาย ทุกอย่างล้วนมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไปเช่นเดียวกับปัญญา ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

6.วิริยบารมี-คือ ให้พิจารณาบ่อยๆว่า เราได้ทำบุญทำทานบ้างหรือยัง? สวดมนต์บ่อยๆหรือยัง?

7.ขันติบารมี-คือ ทำความดี หรือ ทำสมาธิ สวดมนต์ มันก็ต้องมีความอดทน เพราะร่างกายเราประกอบขึ้นมาด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ มีวิญญาณเป็นธาตุรู้ มันก็เจ็บก็ปวด เพราะฉะนั้น เราต้องรู้จักประมาณ มีความอดทนเท่าที่ทำได้

8.สัจจบารมี-คือ มีความจริงในการประพฤติปฏิบัติ ว่าวันนี้เราจะรักษาศีลข้อไหน? นั่งสมาธิกี่นาที? สวดมนต์กี่ครั้ง? กำหนดไว้แล้ว ทำให้ได้

9.เมตตาบารมี-คือ ปรารถนาดีต่อตนเองและผู้อื่น

10.อุเบกขาบารมี-คือ ย้อนมาทบทวนดูว่า ทานเราทำหรือยัง? ศีลเรารักษาหรือยัง?

ทั้ง 10 ข้อนี้ ถือเป็นการทบทวนดูว่า เรานั้นได้ทำบุญกุศลมากน้อยแค่ไหน? เพื่อที่จะให้มันบริบูรณ์ สิ่งไหนยังบกพร่องก็เพิ่มเติมสิ่งนั้นให้เต็ม แม้กระทั้งพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงทำอย่างนั้น เรียกว่า "บารมี 10 ข้อ" เมื่อทำบ่อยๆมันก็บริบูรณ์......

จากคมชัดลึก 3/6/2555

ผู้แสดงความคิดเห็น ชัย แสงทิพย์ 085-1637455 (chaisangthip-at-www-dot-com)ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-06-06 13:29:19 IP : 115.87.221.84

จาก www.buddhapoem.com /

ชัย กรุงศรี คนดีศรีอยุธยา



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน