*/
  • ชัยแสงทิพย์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ChaiSangthip@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-14
  • จำนวนเรื่อง : 188
  • จำนวนผู้ชม : 229388
  • จำนวนผู้โหวต : 395
  • ส่ง msg :
  • โหวต 395 คน
<< พฤษภาคม 2013 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


คนไทยกับรอยยิ้มบนใบหน้ามีมากน้อยแค่ไหน? เพราะอะไร?
พบเห็นโดยทั่วไป เพราะคนไทยใจดี ใจกว้าง มนุษย์สัมพันธ์ดี
23 คน
คนไทยรักอิสระ เปิดเผย จริงใจ คบง่าย เป็นกันเอง
8 คน
เห็นมากกว่าคนหน้างอ หน้าบูด ไม่รับแขกนะ
2 คน
คนไทยยิ้มสยาม สุจริต จริงใจเสมอ
2 คน
เห็นหน้ายิ้มแต่ระวังตัวไว้บ้างก็ดีนะ คนไม่ดีอาจแอบแฝงมากับรอยยิ้มนี้
1 คน
หลายคนยิ้มกว้าง เปิดเผย พูดไพเราะ แต่เจ้าเล่ห์ ยิ้มจึงวัดอะไรไม่ค่อยแน่นอนนัก
0 คน
ถ้าฝืนใจ อย่ายิ้มดีกว่า เฉยๆไว้ก็พอ
0 คน
คนหน้าตายิ้มระรื่นให้ระวังจงหนัก เพราะเขากำลังวางกับดักเรานะ
1 คน

  โหวต 37 คน
วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม 2556
Posted by ชัยแสงทิพย์ , ผู้อ่าน : 1195 , 19:10:28 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ชัยแสงทิพย์ โหวตเรื่องนี้

 

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
avatar พุทธญาณ

เมื่อวานนี้เป็นวันจักรี ธรรมญาณชวนผมไปวัดถ้ำพระโพธิสัตว์ที่สระบุรี เพื่อไปดำเนินการเผยแพร่ธรรมะ ประสานงานของพระโพธิสัตว์ที่ได้รับมอบหมายมา แล้วบอกผมว่ารู้ไหมว่าทำไมจึงชวนผมมาที่นี่ วันนี้ ผมก็บอกว่าวันนี้เป็นวันจักรี เป็นวันสำคัญของชาติไทยที่พระราชวงศ์จักรีได้จัดตั้งขึ้นมา วัดนี้ก็เป็นดินแดนพระโพธิสัตว์ทั้งหลายได้มาบำเพ็ญเพียรกันจำนวนมากในอดีตกาล มีวิญญาณเทพ พรหมจำนวนมากมายดูแลรักษาอยู่ โดยเฉพาะพวกนาค นาคา คนธรรพ์ ชาวลับแล บังบด ธรรมญาณเคยบอกว่าในอดีตชาติผมเคยเป็นทหารเอกของพระเจ้าตากสิน แต่วันนี้ธรรมญาณบอกว่าผมเกี่ยวข้องกับพระพุทธยอดฟ้าฯให้ไปหาพระรูปหล่อหรือพระฉายาลักษณ์พระองค์ท่านมาสักการะไว้ที่บ้านโดยเร็ว จะเป็นศิริมงคลกับตัวผมมาก.......ผมเองเคยอ่านประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระเจ้าตากสินมหาราชที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธยอดฟ้าฯผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงมาก มาอ่านหนังสือที่แม่ชีวรมัย กบิลสิงห์ซึ่งเป็นพระโพธิสัตต์เขียนเปิดเผยเรื่องราวความจริงจากพระวิญญาณของพระนเรศวรมหาราชและพระเจ้าตากสินมหาราชและพระราชวงศ์ของท่าน ปรากฏว่าเป็นเรื่องผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างฉกาจฉกรรจ์ ไม่เป็นธรรมแก่พระเจ้าตากสินมหาราชและพระพุทธยอดฟ้าฯเป็นอย่างยิ่ง ด้วยพระมหาราชทั้งสองพระองค์นี้เป็นพระโพธิสัตว์ด้วยกันทั้งคู่ ไม่มีวันที่จะดำเนินการเรื่องดังที่ปรากฏในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน  ผมจึงขอเสนอพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมาให้ทุกท่านได้ทราบ รวมทั้งผลงานของพระองค์ท่านด้วย โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและเกี่ยวกับวงวรรณกรรม พระองค์มีคุณูปการอย่างยิ่งชนิดที่ยาได้ยากมากในกระบวนพระมหากษัตริย์นักรบของชาติไทยในพระองค์เดียวกัน.......

ผู้ตั้งกระทู้ พุทธญาณ :: วันที่ลงประกาศ 2005-04-07 13:46:55 IP :

     [1]
ความเห็นที่ 1 (86361)
แจ้งลบความคิดเห็น
avatar Admin

***ชาติกำเนิด***........พระราชบิดาของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระนามว่า หลวงพินิจอักษร(ทองดี) พระราชมารดา ทรงมีพระนามว่า ดาวเรือง(หยก)

นายทองดี เป็นบุตรของจมื่นมหาสนิท ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระขึ้นครองราชย์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเลื่อนจมื่นมหาสนิทเป็นพระยาราชนิ***ล ปลัดทูลฉลองมหาดไทย.......เมื่อนายทองดีเจริญวัยขึ้นและผ่านการศึกษาเล่าเรียนแล้ว ก็ได้เข้ารับราชการเป็นเสมียนตราในกรมมหาดไทยและมีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงพินิจอักษร ในเวลาต่อมา ได้ทำการสมรสกับสุภาพสตรีสูงศักดิ์นางหนึ่ง มีนามว่า ดาวเรือง

**ศรัทธาปสาทะของครอบครัว**.......คุณหลวงกับภรรยา มีนิวาสถานอยู่ภายในกำแพงเมือง ตรงหลังป้อมเพชร ท่านได้สร้างวัดไว้ใกล้ๆบ้านของท่านชื่อว่า "วัดทอง" นี่ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมีศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

**พี่น้องร่วมอุทร**.......คุณหลวงพินิจอักษร กับคุณนายดาวเรือง มีบุตรธิดาร่วมกัน 5 คน เป็นชาย 3 คน เป็นหญิง 2 คน คนที่1 เป็นหญิงชื่อ "สา" ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็น พระเจ้าพี่นางเธอ กรมสมเด็จพระเทพสุดาวดี คนที่ 2 เป็นชาย ชื่อ "ขุนรามณรงค์" ได้ถึงแก่กรรมก่อนจะเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2005-04-07 14:11:10 IP :
ความเห็นที่ 2 (86372)
แจ้งลบความคิดเห็น
avatar โพธิปัญโญ

คนที่ 3 เป็นหญิง ชื่อ "แก้ว" ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็น พระเจ้าพี่นางเธอ กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์

คนที่ 4 เปนชาย ชื่อ "ทองด้วง" พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงส์

คนที่ 5 เป็นชาย ชื่อ "บุญมา" ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็น กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท สมเด็จพระอนุชาธิราช

**พระราชสมภพ**.......เมื่อคุณนายดาวเรืองตั้งครรภ์ที่ 4 และใกล้คลอด เจ้าฟ้าพระ(เจ้าฟ้านเนทร กรมขุนสุนทรพิทักษ์ ขณทรงผนวชอยู่) ได้ประทานน้ำมนต์สะเดาะ เพื่อให้ทารกในครรภ์คลอดง่าย และในเวลาอีกไม่นานนัก คุณนายดาวเรือง ได้คลอดทารกเป็นชาย วันนั้นตรงกับวันพุธที่ 20 มีนาคม เดิอนยี่ แรมห้าค่ำ ปีมะโรง อัฐศก จุลศักราช (พ.ศ.2278) ซึ่งการคลอดเป็นไปอย่างง่ายดาย

ผู้แสดงความคิดเห็น โพธิปัญโญ วันที่ตอบ 2005-04-07 14:25:37 IP :
ความเห็นที่ 3 (86386)
แจ้งลบความคิดเห็น
avatar จุลจักรพงษ์

           ทารกชาย คลอดได้ประมาณ 3 วัน คุณหลวงพินิจอักษร ได้นิมนตืเจ้าฟ้าพระที่ประทานน้ำมนต์ มาเสวยพระกระยาหารในเวลาเช้าที่บ้าน เพราะต้องการที่จะทำขวัญทารกที่เกิดใหม่ ในขณะที่เจ้าฟ้าพระจะเสด็จพระอาราม ได้ฉีกชายสบงชิ้นหนึ่งผูกคอทารกน้อย เพื่อความเป้นศิริมงคล เมื่อได้ฤกษ์ยามดีแล้ว คุณหลวงพินิจอักษรก็ได้ตั้งชื่อทารกน้อยคนนี้ว่า "ทองด้วง" และได้ทำการเลี้ยงดูทารกน้อยอย่างทะนุถนอมด้วยดีเรื่อยมา.........

          **วัยเยาว์**........-เหตุอัศจรรย์ในชีวิตของทองด้วง

           เมื่อทารกน้อยทองด้วง มีอายุได้ 5 ขวบ ก็ได้มีเหตุอัศจรรย์เกิดขึ้นในชีวิตของทองด้วง.........เช้าตรู่วันหนึ่งในฤดูหนาว ซึ่งมีอากาศหนาวจัดกว่าทุกปี บรรดาบุตรธิดาของคุณหลวง ต่างพากันมากระโดดโลดเต้นอยู่ที่ลานหญ้าหน้าบ้าน โดยมีพี่สาวคนโตกำลังก่อไฟให้น้องๆผิง เพื่อบรรเทาความหนาวอย่างกุลีกุจอ และเมื่อไฟลุกติดดีแล้ว จึงร้องเรียกน้องๆ ซึ่งต่างก็วิ่งฮือกันเข้ามาที่กองไฟ รวมทั้งเด็กชายทองด้วงด้วย

          เด็กชายทองด้วงวิ่งมาด้วยความเร็ว จึงถลำเข้าไปในกองไฟและได้ล้มคว่ำพังพาบอยู่ท่ามกลางความลุกโชนของเปลวไฟรอบๆตัวนั่นเอง พี่สาวและพี่ชาย ต่างก็ตกตะลึงพรึงเพริดกันไปหมด ต่อมาเมื่อได้สติ จึงถลันเข้าฉุดเอาร่างของทองด้วงออกมาจากกองไฟได้         ทว่ากล่าวไปแล้ว ให้เป็นที่ประหลาดใจยิ่งนัก ใครเลยจะคิดบ้างว่า เนื้อตัวของทองด้วงจะยังปกติอยู่ ไม่มีวี่แววว่าจะไหม้พองด้วยเปลวไฟนั้นเลย ทำให้พี่สาวและพี่ชาย รอดพ้นจากการถูกลงโทษจากบิดามารดาไปได้อย่างน่าอัศจรรย์.......

ผู้แสดงความคิดเห็น จุลจักรพงษ์ วันที่ตอบ 2005-04-07 14:43:21 IP :
ความเห็นที่ 4 (86771)
แจ้งลบความคิดเห็น
avatar พุทธญาณ

      ตามธรรมเนียมของเด็กไทยสมัยก่อน บิดามารดามักจะเกล้าผมเป็นจุกเอาไว้ และพอมีอายุได้ 11-13 ปี บิดามารดาจะทำพิธีโกนจุกเป็นที่เอิกเกริก.......เด็กชายทองด้วงก็เช่นกัน เมื่อมีอายุครบ 11 ปี คุณหลวงพินิจอักษรและภริยา ก็ได้นิมนต์พระสงฆ์มาเป็นประธานในพิธีสงฆ์ เพื่อจะทำการโกนจุกให้แก่เด็กชายทองด้วง และในการนี้ก็กราบทูลอัญเชิญเจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต ให้เสด็จมาตัดจุก เพื่อเสริมสิริมงคลแก่เด็กชายด้วย.....

**ศึกษาศิลปวิทยา**- การเล่าเรียนของเด็กไทยในสมัยก่อนนั้น ก็มักจะอาศัยพระตามวัด เป็นครูบาอาจารย์ คอยประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ การเรียนก็มีอักขระวิธี ทั้งเขียนทั้งอ่าน จากนั้นก็เรียนตำราพิชัยสงคราม การต่อสู้รบทัพจับศึก ไม่ว่าจะเป็นคาถาอาคมที่เรียกว่าคงกระพันชาตรี ก็ได้เล่าเรียนเช่นกัน......เมื่อเด็กชายทองด้วง เจริญวัยพอที่จะเข้ารับการศึกษาได้ คุณหลวงพินิจอักษรผู้เป็นบิดา ได้พาไปฝากเข้าเรียนวิชาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเขียน การอ่านและตำราพิชัยสงคราม กับพระอาจารย์ในสำนักวัดมหาทลาย จนได้สำเร็จการศึกษา

**วัยหนุ่ม**-ถวายตัวเป็นมหาดเล็ก......เมื่อเด็กชายทองด้วงเล่าเรียนศิลปวิทยาต่างๆ จนสำเร็จแล้ว ขณะนั้นมีอายุพอสมควร บิดาได้พาตัวไปถวายตัวให้เป็นมหาดเล็ก ในเจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต.....ในขณะที่ทองด้วงรับราชการเป็นมหาดเล็ก ในเจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิจอยู่นั้น ก็ได้รู้จักกับ "สิน"(พระเจ้าตากสินมหาราช-Webmaster) สิน มีอายุมากกว่าทองด้วง 2 ปี ทั้งคู่มีอัธยาศัยต้องกันมาก จึงสนิทสนมกันเป็นอย่างดี ทั้งคู่ต่างก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน และรับราชการเป็นมหาดเล็กร่วมกันด้วยดีตลอดมา.......

ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธญาณ วันที่ตอบ 2005-04-08 09:01:18 IP :
ความเห็นที่ 5 (86786)
แจ้งลบความคิดเห็น
avatar ฐีติญาโณ

**อุปสมบทเป็นพระภิกษุ**- รับราชการไปได้สักระยะหนึ่ง บิดามารดาจึงจัดการอุปสมบทให้กับทองด้วง ด้วยเห็นว่ามีอายุครบที่จะอุปสมบทแล้ว ทองด้วงจึงได้ลาออกจากราชการ เพื่อมาอุปสมบท ตามประเพณีของชายไทย โดยอุปสมบทพร้อมกันกับสิน ที่วัดมหาลาย......ขณะที่บวชอยู่นั้น พระภิกษุทั้งสองต่างก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย จนมีความรู้ความชำนาญด้านอักขระภาษาเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้กระทำกิจของสงฆ์อย่างเคร่งครัด มิได้ขาดตกบกพร่องแต่ประการใด รับใช้พระอาจารย์เสมอมิได้ขาด ทำให้พระภิกษุใหม่ทั้งสองเป็นที่รักใคร่ของพระอาจารย์ ตลอดจนพระภิกษุรูปอื่นๆที่อยู่ในวัดเป็นอย่างมาก.......

         อนึ่ง ในการอุปสมบทคราวนั้น ไม่ปรากฏนามพระอุปัชฌาย์และนามของพระกรรมวาจาจารย์ แต่ได้มีการบันทึกไว้ว่า......"กล่าวถึงทองด้วงและสิน รับราชการมานาน จนกระทั่งต่างคนต่างมีอายุครบอุปสมบท บิดามารดาของทั้งสองคน เห็นว่าทั้งคู่มีความสนิทสนมกันมาก จึงจัดการบวชให้พร้อมกัน ขณะนั้นทองด้วงมีอายุ 20 ปี สินอายุ 22 ปี ทั้งสองจึงลาออกจากราชการ เพื่อมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ.........

ผู้แสดงความคิดเห็น ฐีติญาโณ วันที่ตอบ 2005-04-08 09:19:24 IP :
ความเห็นที่ 6 (86796)
แจ้งลบความคิดเห็น
avatar โพธิญาณ

.......ทั้งสองได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดมหาลาย เมื่อปี พ.ศ.2300 หลังจากบวชแล้ว ได้ทำกิจของสงฆ์เป็นอย่างดี มิได้ขาดตกบกพร่องสิ่งใด รับใช้พระอาจาย์เสมอมิได้ขาด จนพระอาจารย์ที่วัดรักใคร่พระภิกษุสองรูปนี้เป็นอย่างมาก......บวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่นี้ ทั้งคู่ก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างดีสิ่ง

ใดสงสัย ไม่เข้าใจ ก็สอบถามพระอาจารย์ จนมีความรู้ความชำนาญด้านอักขระภาษาเป็นอย่างดี..."

***ชินแสทำนาย***- ในบันทึก ยังกล่าวต่อไปอีกว่า......."วันหนึ่ง ในตอนเช้า ขณะที่ภิกษุทั้งสองกำลังออกบิณฑบาตอยู่ตามท้องถนนนั้น ได้มีจีนแก่คนหนึ่ง ทราบตอนหลังว่าเป็นหมอดูมาจากเมืองจีน ได้เดินสวนทางมา ทำท่าทางชะงักเมื่อเห็นพระภิกษุสองรูปนั้น แล้วหัวเราะเดินจากไปสองสามก้าว แล้วหันกลับมามองดูอีก จึงทำให้พระภิกษุทั้งสองรูปเกิดความสงสัย ครั้นหันไปมองก็เห็นว่าจีนหมอดูกำลังเหลียวกลับมาพอดี ต่างก็กวักมือเรียกให้กลับมาก่อน เพื่อจะได้ไต่ถามข้อสงสัย เมื่อไต่ถามดูแล้ว ก็ได้รับคำตอบจากหมอดูว่า ต่อไปภายหน้าจะได้เสวยราชย์เป็นพระมหากษัตริย์......ภิกษุทั้งสองรูป มีความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จากนั้นภิกษุสองรูปจึงเดินบิณฑบาตต่อไปตามปกติ แต่ก็ยังมีความกังขาในเรื่องนี้อยู่ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร?......"......เมื่อบวชได้ครบพรรษาแล้ว พระภิกษุทองด้วงก็ได้ลาสิกขากลับมารับราชการ เป็นทหารรับใช้ประเทศชาติเหมือนก่อนบวชอีกครั้งหนึ่ง ในปี พ.ศ.2300 ด้วยเจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต อย่างเช่นกาลก่อน......

ผู้แสดงความคิดเห็น โพธิญาณ วันที่ตอบ 2005-04-08 09:37:28 IP :
ความเห็นที่ 7 (86818)
แจ้งลบความคิดเห็น
avatar เนิน นราธร

มาถึงตอนนี้เป็นตอนสำคัญ ให้สงสัยว่า"หมอดูซินแสจีน"คนนี้เป็นใคร? ในจิตส่วนลึกๆของผมเองบอกว่า จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก พระผู้อยู่เหนือโลกองค์เดียวเท่านั้นคือ หลวงปู่เทพโลกอุดร ท่านจะไปไหนมาไหนไร้ร่องรอย เหมือนนกโผบินไปในอากาศ จะมาในรูปลักษณ์อย่างไรก็ได้ตามใจปรารถนาทุกประการ ทองด้วงและสินพระภิกษุ2รูปนี้ต่อมาก็ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ชั้นมหาราชต่อเนื่องกันมาทั้ง2พระองค์ ซึ่ง2พระองค์รักกันมากๆเรียนมาด้วยกัน บวชมาด้วยกัน ทำราชการทหารมหาดเล็กมาด้วยกัน ต่อมาก็มาร่วมงานทำศึกกู้ชาติไทยด้วยกันอีกชนิดว่าเป็น"เพื่อนตาย"ทีเดียว ดังนั้นประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้ว่า พระเจ้าตากฯถูกปราบดาภิเษกถูกทุบด้วยท่อนจันทน์จนสิ้นพระชนม์นั้น ไม่มีทางเป็นไปได้1,000% ซึ่งในหนังสือ"ใครฆ่าพระเจ้าตาก?"ของพระโพธิสัตต์วรมัย กบิลสิงห์ฯได้เปิดเผยความจริงแท้จากดวงพระวิญญาณพระนเรศวรฯ พระเจ้าตากสินฯเอง ตลอดจนพระพี่นางของพระเจ้าตากฯหลายพระองค์ ก็ได้ความจริงว่า เรื่องนี้เป็นกุศโลบายทางการเมืองของพระเจ้าตากฯเอง(สนใจโปรดหาหนังสือดังกล่าวอ่าน มีขายในร้านหนังสือใหญ่ๆทั่วไป) ผู้ที่ตายแทนพระเจ้าตาก พระเอกตัวจริง คือ นายมั่น ญาติของพระเจ้าตากคนหนึ่ง ไม่มีลูกเมียพ่อแม่ รูปร่างเหมือนกับพระเจ้าตากฯ ไม่มีพันธะ ยอมเสียสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมือง ซึ่งควรได้รับการยกย่องเทิดทูนเกียรติประวัตินายมั่นผู้กล้าหาญและเสียสละอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ด้วย ส่วนพระเจ้าตากฯถูกจัดส่งลี้ภัยไปทางเรือกับพระราชวงศ์ คนสนิทจำนวนหนึ่ง ไปบวชที่เขาพนม จ.นครศรีธรรมราช สำเร็จธรรมขั้นสูงสุด และสิ้นพระชนม์ที่นั่น(กลับไปสู่แดนพุทธเกษตรเช่นเดิม) ในทัศนะความเห็นของผมรัฐบาลไทยควรถึงเวลาเสียทีที่ต้องชำระสะสางแก้ไขประวัติศาสตร์ชาติไทยในช่วงตอนนี้ เพื่อเทิดพระเกียรติของสุดยอดพระมหากษัตริย์2พระองค์ที่ทรงเป็นมหาราชและพระโพธิสัตว์สำคัญทั้ง2พระองค์ ว่าความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่จารึกไว้นั้น พระเจ้าตากฯมิได้ทรงวิกลจริตแน่นอน แต่ทรงพระปรีชาสามารถอย่างยิ่งและเสียสละสูงสุดแบบสุดชีวิตจิตใจ ไม่มีใครเทียบเทียมได้ต่างหาก ผู้ที่เป็นพระโพธิสัตว์จะวิกลจริตได้อย่างไร? เพราะทรงมีพระสติสัมปชัญญะเพียบพร้อมบริบูรณ์อยู่ทุกเวลาอยู่แล้ว พระพุทธยอดฟ้าฯก็ไม่ได้ทรงสั่งให้ใครประหารชีวิตพระเจ้าตากฯ หากแต่เป็นนายมั่นต่างหาก พระโพธิสัตว์จะทำกรรมหนักเช่นนั้นต่อผู้มีพระคุณต่อพระองค์ท่านได้อย่างไร? จะทำอธิกรรมต่อพระโพธิสัตว์ด้วยกันได้อย่างไร? ผมว่าถ้าแก้ไขประวัติศาสตร์ช่วงตอนนี้ได้ ประเทศไทยคงจะสดใสร่มเย็นกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน ทำไมประเทศอื่นๆเขาก็ยังแก้ไขประวัติศาสตร์กันได้ เช่น ญี่ปุ่น พม่า ฯ ทำไมไทยแก้ไขบ้างไม่ได้หรือ? ก็ขอฝากทางรัฐบาลไทยชุดทักษิณ 2 ไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ......ถ้าท่านนายกทักษิณทำได้ ท่านจะเป็นเอกรัฐบุรุษของชาติไทยทีเดียวครับ........

ผู้แสดงความคิดเห็น เนิน นราธร วันที่ตอบ 2005-04-08 10:13:24 IP :

  

จาก www.buddhapoem.com



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน