*/
  • ชิตศรีตะวัน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : wichitdarabot@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2016-08-28
  • จำนวนเรื่อง : 9
  • จำนวนผู้ชม : 15634
  • จำนวนผู้โหวต : 0
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม 2563
Posted by ชิตศรีตะวัน , ผู้อ่าน : 170 , 12:20:30 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน Chaoying โหวตเรื่องนี้

สุวรรณภูมิที่หลายคนยังไม่รู้จัก

                                                                                                ชิต ศรีตะวัน

            สุวรรณภูมิยุคต้น ๆ ได้พบว่าวัฒนธรรมอินเดียมีอิทธิพลต่อศาสนา ศิลปกรรม วรรณกรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีของชนแถบนี้มาก ในหนังสือเรื่อง “ประวัติการค้าทางทะเล และกิจกรรมทางน้ำ” ซึ่งตีพิมพ์ใน คศ.1912  ได้กล่าวถึงพ่อค้าชาวอินเดียยุคโบราณได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาสร้างอาณานิคมที่สุวรรณภูมิ เพื่อขยายการค้าของเมืองแม่ (อินเดีย)  นักวิชาการชื่อดังของอินเดีย ผนินทร นาถ โบ๊ส ก็ยังอ้างว่าสุวรรณภูมิเป็นอาณานิคมของอินเดีย แรงกระตุ้นสำคัญที่นำไปสู่การเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างชาวอินเดียกับประขากรชาวสุวรรณภูมิ คือ วิกฤตทางการเมืองในบริเวณเมดิเตอร์เรเนียนและบริเวณเอเซียกลางในราวพุทธศตวรรษที่ 4 – 5  อินเดียถูกตัดขาดจากการคมนาคมไม่สามารถจะซื้อสินค้าทองคำได้ อินเดียมีความต้องการทองคำมากขึ้น อินเดียจึงหันไปซื้อทองคำจำนวนมากมากจากอาณาจักรโรมันทางการค้าทางทะเล ทำให้อาณาจักรโรมันกระเทือนจักรพรรคิ์โรมันจึงระงับไม่ให้ทองคำออกนอกอาณาจักร อินเดียต้องหาแหล่งใหม่จึงมุ่งมาทางสุวรรณภูมิ ทำให้การค้าทางเรือรุ่งเรืองคึกคักขึ้นและยังพัฒนาการเดินเรือต่อไปยังจีน ญี่ปุ่น หมู่เกาะเครื่องเทศ (อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์)

            การค้าขายของชาวอินเดียกับชาวสุวรรณภูมิปรากฏขึ้นในสมัยที่เรียกว่า “สมัยอินโด-โรมัน”เป็นช่วงที่อินเดียเหนือยู่ใต้การปกครองของกษัตริย์ราชวงศ์กุษาณะ (พุทธศตวรรษ 5 -9) ได้ปรากฏหลักฐานในบันทึกการเดินเรือ “The Periplus of Erythrean Sea”เมืองท่าโกลันเดียมีเรือสำเภาขนาดใหญ่ออกไปค้าขายกับดินแดนสุวรรณภูมิหรือสุวรรณทวีป (The Golden Khersonese) เป็นที่ยอมรับว่าสุวรรณภูมิคือแหลมมาลายู ดินแดนอ่าวไทยรวมทั้งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด และดินแดนตอนใต้ของพม่าในปัจจุบัน ได้พบหลักฐานสินค้าของอินเดีย เช่น ลูกปัดหินคาร์เนเลียน อาเกต  ภาชนะสำริด หวีงาช้าง ลูกเต๋า และสินค้าจากโรมันที่ค้าขายกับอินเดีย เช่น ลูกปัดแก้วมีแถบสี ตะเกียงโรมัน หัวแหวนสลักจากหินมีค่า ภาชนะดินเผาสีมันวาวพวกรูเลตและอารีไทน์ โดยพบในภาคกลางหนาแน่นมากที่พงตึก อู่ทอง จันเสน เนินมะกอก และพบตลอดแหลมมาลายู

            ร่องรอยที่เชื่อว่าดินแดนสุวรรณภูมิเป็นอาณานิคมของชาวอินเดียมีหลักฐานดังนี้ รัฐโบราณที่รู้จักกันดีคือ ฟูนัน ปฐมกษัตริย์ของฟูนัน คือ พราหมณ์โกณฑัญญะจากอินเดียมาสมรสกับชาวพื้นเมืองซึ่งเป็นธิดาพญานาคชื่อว่านางนาคโสมาและให้กำเนิดทายาทหลายองค์ เช่น ฟันมัน ฟันขุน ฟันชิมันเป็นผู้ปกครองฟูนันสืบต่อมา โดยเฉพาะพระเจ้าฟันชิมันได้ปราบปรามรัฐต่าง ๆ ถึง 10 รัฐที่สำคัญคือตุนชุน(สันนิษฐานว่าอยู่ในแหลมมาลายู) รัฐจินหลิน นักวิชาการสันนิษฐานว่าอยู่ที่อู่ทอง อาณาเขตของฟูนันจึงครอบคลุมลุ่มเจ้าพระยาและแหลมมาลายูนี่แสดงว่าเชื้อสายจากอินเดียได้ปกครองดินแดนแถบนี้และสืบ ๆต่อกันมา ในพงศาวดารโยนกกล่าวว่าเชื้อสายกษัตริย์แห่งสุวรรณโคมคำมาจากราชบุตรพระยาเมืองปาตลีบุตรเป็นเชื้อสายมหาสมันตราชได้มาสร้างเมืองไว้  สอดรับกับตำนานทางลังกา เช่นตำนานสุวรรณปุรวงศ์ ตำนานปรัมปราปุสตกะ ที่กล่าวว่าพระเจ้าแผ่นดินกรุงสุวรรณปุระสืบวงศ์มาจากพระเจ้าอโศกแห่งเมารยวงศ์ซึ่งราชวงศ์นี้จะมีความสัมพันธ์กับเชื้อสายกษัตริย์ศรีลังกา บางครั้งกษัตริย์จากลังกาก็ไปจากกรุงสุวรรณปุระพระเจ้ามหาเสนาอภัยได้ไปรับราชสมบัติกรุงลังกา ปี พศ.971  ความสัมพันธ์ระหว่างสุวรรณภูมิกับกรุงลังกามีความแนบแน่นมาก จึงได้เรียกดินแดนนี้ว่าประเทศลังกาทวีปหรือลังยะสิว บันทึกของภิกษุอี้จิง(พศ1200)บันทึกว่าภิกษุสามรูปชื่อ อี้ลัง ชี้งาน และอี้สวน ได้โดยสารเรือจากเมืองท่ากวางตุ้ง ผ่านประเทศฟูนันแล้วไปแวะประเทศลังยะสิว พระราชาประเทศลังยะสิวได้ถวายการต้อนรับอย่างดีพระภิกษุชี้งานป่วยและมรณภาพที่ประเทศลังยะสิว อีกสองรูปเดินทางต่อไปยังกรุงลังกา นอกจากนี้ยังมีพระภิกษุเต้าหลินเดินทางมาถึงประเทศลังยะสิวแล้วไปยังประเทศโฮลิง(ตามพรลิงค์=นครศรีธรรมราช) ลังยะสิวจึงน่าจะอยู่แถบอ่าวไทย  ประเทศลังกาทวีปจึงเป็นนครที่ใหญ่ในสมัยนี้มีแห่งเดียวคือเมืองนครไชยศรี(นครปฐม)ซึ่งอยู่ในช่วงสมัยเดียวกับบันทึกของอี้จิง   ในสมัยต่อมาพระยาพานเป็นผู้ครองเมืองนครปฐมและเป็นผู้สร้างพระปฐมเจดีย์ พระยาพานคือพระเจ้าพาลบุตรผู้ครองสุวรรณภูมิ(พศ.1378-1413)    เป็นผู้ร่ำรวยจากการควบคุมการค้าช่องแคบมะละกา การควบคุมให้เด็ดขาดได้จึงต้องมีกองทัพที่มีแสนยานุภาพ พระยาพานได้ตั้งศูนย์การค้าที่เมืองโบราณยะรัง ปัตตานี  ที่นี่จึงถูกเรียกว่าลังกาทวีปด้วยในราชสำนักจีนต่อ ๆมาจึงเรียกที่นี่เป็นลังยะสิวแทนที่นครปฐมในอ่าวไทยซึ่งคนทั้งหลายก็เรียกตามกันว่าเมืองลังกาสุกะ                                                                                                                                        ปฐมกษัตริย์ที่สร้างเมืองนครไชยศรีคือพระเจ้าสักรดำมหาราชในปี พศ.1133 มาจากเมืองตักศิลามหานครหรือทุ่งยั้งกล่าวว่าพระเจ้าสักรดำเป็นโอรสของพระเจ้าวีระวรมันกับพระนางอุษาเทวีพระราชธิดาของพระเจ้ากัสปะเจ้ากรุงศรีลังกา พระเจ้าสักรดำเป็นพระเชษฐาของพระเจ้าจิตรเสนหรือพระเจ้ามเหทรวรมัน มีโอรสของพระเจ้าสักรดำคือพระมหินทรเป็นผู้สร้างกรุงศรีโพธิ์ที่ไชยา(สุราษฏรธานี)และเป็นผู้นำไศเลนทรวงศ์เข้าครองอาณาจักรศรีวิชัยที่แหลมมาลายู ราชวงศ์นี้จึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกรุงศรีลังกาในตำนานทางลังกา ผู้อ่านคงมองเห็นแล้วว่าผู้ปกครองสุวรรณภูมิล้วนสืบเชื้อสายมาจากอินเดีย ศรีลังกา มาร่วมกับชนพื้นเมืองสุวรรณภูมิมาเป็นราชวงศ์สำคัญของสุวรรณภูมิรวมถึงดินแดนสุโขทัย(ทุ่งยั้ง)ด้วย

            ในราวปีพศ.1615 พระเจ้าจันสิตตา(ครรชิตมหาราช)ขณะนั้นยังเป็นขุนทัพของพระเจ้าอนุรุธกษัตริย์พุกาม(พม่า)ได้กระทำผิดต่อพระเจ้าอนุรุธได้ถูกเนรเทศไปยังอาณานิคมอินเดียอันไกลโพ้นในหนังสือประวัติศาสตร์พม่าฉบับทินอ่อง บอกว่าจันสิตตาถูกเนรเทศมาที่เมืองเชลียง พอถึงปีพศ 1625  รัชสมัยของพระเจ้าสอลูพระเชษฐาต่างมารดาของจันสิตตาขึ้นครองราชย์  ได้ตามตัวของจันสิตตาให้มาช่วยราชการงานเมือง พระเจ้าสอลูอายุสั้นสิ้นพระชนม์พศ1627 ขุนนางทั้งหลายได้อัญเชิญพระเจ้าจันสิตตาให้ขึ้นครองราชย์ (พศ 1627-1655)พระเจ้าจันสิตตาได้ทำนุบ้านเมืองเข้มแข็งเจริญรุ่งเรืองจึงได้ยกขึ้นเป็นพระเจ้าจันสิตตามหาราช ในระหว่างครองราชย์ มีพระราชกุมารจากเมืองเชลียง(เกิดจากพระธิดาเมืองเชลียงกับพระเจ้าจันสิตตา)พร้อมทหารติดตามสี่คนมาถวายตัว เจ้าราชกุมารนี้ได้สร้างจารึกมยะเซตีได้แกะสลักบนเสาสี่เหลี่ยมแต่ละด้านมีจารึกในภาษาปยู มอญ พม่า และบาลี เป็นที่รู้จักกันในนามจารึกราชกุมารในปีพศ1656 เจ้าราชกุมารถึงจะเป็นโอรสของพระเจ้าจันสิตตาแต่พระเจ้าจันสิตตากลับให้พระโอรสของพระเจ้าสอลูกษัตริย์องค์ก่อนได้ครองราชย์แทนเป็นพระเจ้านรปติสินธุ(พศ1656-1710) ในช่วงที่พระเจ้าจันสิตตาถูกเนรเทศมาเมืองเชลียงนั้นท่านคงได้ทำนุบำรุงศาสนามีหลักฐาน ที่พระบรมธาตุทุ่งยั้งในการขุดแต่งพบว่ารูปทรงพระบรมธาตุได้รับการบูรณะเป็นศิลปะพุกาม ทุ่งยั้งอยู่ไม่ห่างจากเมืองเชลียงจึงเป็นไปได้ที่พระเจ้าจันสิตตาจะมาเป็นผู้บูรณะ หลักฐานสำคัญอีกอันหนึ่งคือเจดีย์หลังมณฑปรอยพระพุทธบาทวัดพระยืนทุ่งยั้งเป็นศิลปะพุกามอย่างชัดเจน  ถ้าศึกษาศิลปสุโขทัยจะพบอิทธิพลของศิลปพุกามมาผสมปนเปอยู่ด้วยจำนวนมากกล่าวว่าวิหารวัดศรีชุมนั้นก็ได้รับอิทธิพลจากพุกาม  พระเจ้าจันสิตตาตามประวัติกล่าวว่าเป็นพระโอรสของพระเจ้าอนุรุธกับพระธิดาชาวอินเดียอันไกลโพ้นถ้าจะว่าไปสมัยพุกามนั้นถือว่าลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา สุโขทัยเป็นอาณานิคมของชาวอินเดีย พระมารดาของท่านจึงตรงกับพงสาวดารเหนือกล่าวว่าพระเจ้าอนุรุธมาได้พระนางแก้วฟ้าประพาฬพระพี่นางของพระมเหสีพระเจ้าจันทโชติแห่งเมืองละโว้เป็นพระมเหสี  พระนางแก้วฟ้าประพาฬได้ให้กำเนิดพระโอรสกับพระเจ้าอนุรุธชื่อว่าพระนเรศวรหงสา จึงสันนิษฐานว่าพระนเรศวรหงสาจะเป็นพระเจ้าจันสิตตา ดังนั้นการถูกเนรเทศมาที่เมืองเชลียงก็คือกลับมาบ้านเมืองเก่าของพระมารดา  ในระหว่างที่ถูกเนรเทศมาเชลียงก็ได้พระธิดาเจ้าเมืองเชลียงเกิดเจ้าราชกุมาร และเจ้าราชกุมารก็ได้ไปตามหาพระบิดาถึงเมืองพุกามได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีแต่ไม่ได้สืบราชสมบัติต่อจากพระบิดา หลังจากเปลี่ยนแปลงรัชกาลเจ้าราชกุมารก็ไม่ได้ถูกกล่าวในประวัติศาสตร์พุกามอีกเลย เจ้าราชกุมารคงอยู่ที่พุกามไม่ได้คงอพยพกลับมาแผ่นดินแม่ และได้ปรากฏชื่อในพงสาวดารเหนือว่าพระเจ้ากาแตเป็นเชื้อมาแต่พระนเรศวรหงสาได้เสวยราชสมบัติมาบูรณวัดโปรดสัตว์ วัดภูเขาทอง วัดใหญ่(อยู่ในอยุธยา) แล้วให้มอญน้อยเป็นเชื้อของพระองค์ไปสร้างวัดสนามชัย วัดพระปาเลไลยแขวงเมืองพันธุมบุรี ข้าราชการบูรณวัดแล้วก็ชวนกันบวชสิ้นสองพันคนจึงขนานนามเมืองใหม่ว่าเมืองสองพันบุรี เป็นเรื่องน่าคิดว่าเชื้อสายของพระเจ้าจันสิตตาที่โยงมาจากเมืองเชลียงลงมามีอำนาจที่อโยธยาอีก  ซึ่งมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าสุริยวรมันที่2 ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระโอรสของพระเจ้าจันทโชติกับพระนางเจ้าฟ้าสุดาดวงจันทร์แห่งเมืองละโว้ พระนางสุดาดวงจันทร์เป็นพระขนิฐาของพระนางแก้วประพาฬพระมารดาของพระเจ้าจันสิตตา เชื้อสายทั้งสองสายนี้สายใดสายหนึ่งต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับพระเจ้าอู่ทองที่สร้างเมืองอยุธยาอย่างแน่นอน

            ดินแดนสุวรรณภูมิรวมเขมร สุโขทัย ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ลุ่มแม่น้ำอิรวดีทางใต้ของพม่า และแหลมมาลายูน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมของชาวอินเดีย จึงเชื่อว่าผู้ปกครองส่วนหนึ่งเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากชาวอินเดีย จึงปรากฏจากบันทึกราชสำนักจีนว่าเป็นผู้ถือแซ่โคตรมะแซ่เดียวกับพระพุทธเจ้า แม้แต่ในพุทธศตวรรษ 16 พุกามยังถือว่าเมืองเชลียง(สุโขทัย)เป็นอาณานิคมของชาวอินเดียอยู่เลย ความใกล้ชิดของวัฒนธรรมสุวรรณภูมิกับอินเดียจึงมีความใกล้ชิดกันมากและอาจจะเป็นความใกล้ชิดกันทางสืบเชื้อสายพันธุกรรมด้วยก็เป็นได้

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน