*/
  • driftworm
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-03-26
  • จำนวนเรื่อง : 71
  • จำนวนผู้ชม : 168505
  • จำนวนผู้โหวต : 40
  • ส่ง msg :
  • โหวต 40 คน
<< กุมภาพันธ์ 2012 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555
Posted by driftworm , ผู้อ่าน : 6905 , 20:59:37 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน BlueHill , Maira และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

.

๑. เรื่อง สิ่งชำรุดของพระเจ้า

--------------------------------------

 



มันชินเสียแล้วกับการอ่านเรื่องสั้นหรือนิยายแนวนี้ คืองง จับต้นชนปลายไม่ถูก ผ่านไปทีละฉาก ๆ พร้อมเกิดอาการทึบ หนักในกบาล แต่จะเป็นนักอ่านก็ต้องทำในใจไม่ให้เลิกกลางคัน มิเช่นนั้นจะไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรเขาได้อย่างน่ารับฟัง ชั้นแต่อ่านยังไม่ตลอดรอดฝั่ง

ครั้นอ่านจนจบแล้ว ก็ละมาทำกิจวัตรอย่างอื่นเป็นการคลายความรัดตึงในศีรษะที่ตอนนี้เหมือนกระทะทอดกล้วยแขกที่น้ำมันกำลังเดือดพล่านดังปุดปุ่ย ๆ ๆ ๆ

ถ้อยคำที่ผู้เขียนหว่านไว้เป็นระยะ ราวกับจะให้เป็นลายแทงไปสู่ความกระจ่างในบั้นปลายที่จุดรวบยอด …(climax –ไคลแหม็กซ์ นี่ใส่วงเล็บกำกับด้วยเจตนาจะเอาคำนี้ใช้แทนที่ชอบเรียกทับศัพท์จนมันมาเป็นภาษาเราไปแล้ว แล้วยังเหมือนมะเร็งทำลายภาษาเราอีกด้วย ก็มีที่ไหน เขียนว่าไคลแมกซ์ แต่อ่านไคลแหม็กซ์ .. อย่าลืมว่า ‘เมื่อถ้อยคำในภาษาเราถูกลบหายไปหนึ่งคำ นั่นคือดวงปัญญาชาติเราหายไปดวงเบ้อเริ่ม’) ....กลับไม่เป็นเช่นนั้น ก็มันยังเป็นน้ำมันเดือดในกระทะดังปุดปุ่ย ๆ อยู่นั่นเอง  ถ้อยคำที่ว่าคือ คนเราทุกคนเหมือนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจากโรงงานผลิตมนุษย์ของพระเป็นเจ้า ถึงกับมีรอยพิมพ์เป็นรหัสแท่ง (bar code) อยู่ที่ลูกตาขาวของบางมนุษย์ด้วย (อีกครั้งว่านี่คือความเคยชินในการเรียกทับศัพท์จนมันมาเป็นภาษาเรา ขนาดนักเขียนที่มีเจตนาสื่อปัญญายังไม่กล้าใช้ว่า รหัสแท่ง ด้วยเล็งแล้วว่า บาร์โค้ด นั้นผู้คนชินกับมันจนสื่อได้เร็วกว่า ให้ภาพของความรู้สึกได้ดีกว่า .. อย่างไรในที่นี้จะกองไว้เป็นประเด็นปลีกย่อยไปก่อน)

แต่ในเรื่อง ผู้เขียนก็ไม่ได้ทำภาพให้เห็นว่าตัวละครทุกตัวล้วนมีรหัสแท่งพิมพ์ไว้ที่ดวงดา เท่ากับว่าเป็นกรณีเฉพาะที่ ‘ผม’ ในเรื่องมีอาการแปลกแยกแบบจิตเภท (schizophrenia) แต่กับภรรยาของเขาเท่านั้นจนเขาสังเกตเห็นรหัสแท่งพิมพ์ไว้ที่ลูกตาขาวของเธอ  เมื่อทำภาพไว้เป็นแค่กรณีเฉพาะอย่างนี้ น้ำหนักโครงเรื่องจึงบอกว่าเป็นเพียงความเพี้ยนโดยเอกเทศของ ‘ผม’ มากกว่าจะเป็น ‘แนวคิดนำเสนอ’ อย่างให้เป็นพื้นฐานทั่วไปของมนุษย์ทุกผู้ว่าล้วนเป็นเพียงผลผลิตที่ออกมาจากสายพานโรงงานของพระเป็นเจ้า




ที่เดินเรื่องด้วยคำเรียกว่า ‘ผม’ กับตัวละครสองตัวคือ ‘ผม’ ที่เล่าเรื่อง กับ ‘ผม’ ที่เป็นหมอและ ‘ผม’ คนแรกสนทนาอยู่ด้วย  ทำให้สับสน จับต้นชนปลายไม่ถูกดังที่กล่าวข้างต้น ทั้งยังเพิ่มความซ้อนทับอีกชั้นหนึ่งด้วยรายละเอียดว่า ‘ผม’ ที่ซ้อนทับกันสองคนราวเป็นคน ๆ เดียวกันนี้ยังมีฝาแฝดผู้พี่อีกหนึ่งคน  โดย ‘ผม’ เล่าว่าเขาตายไปแล้วด้วยข้อจำกัดทางสรีระแบบแฝดสยาม ทำให้แพทย์ต้องตัดสินใจใช้อวัยวะส่วนที่ไม่บกพร่องของเขามาเติมเต็มให้แฝดผู้น้องที่ขาดเพียงอวัยวะนั้นเพียงชิ้นเดียวก็จะสมบูรณ์และดำรงชีวิตได้จนแก่ชราเช่นคนปกติ แต่ก็ยังเล่าจุดนี้สองคราไม่ตรงกันว่าตายทันทีเมื่อเกิด กับอีกแห่งพูดว่าตายหลังจากมีอายุมาได้เป็นปี .... อย่างไรก็ดี ความสับสนจุดนี้ก็ยกไว้ ถือเสียว่าไปเสริมภาพความเพี้ยน จินตนาการเอาเองของ ‘ผม’ เพื่อนำทางไปสู่จุดรวบยอดว่า ทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ล้วนเป็นเพียงจินตนาการที่เราคิดอยากให้มันเป็นอะไร เราก็คิดสร้างภาพว่ามันเป็นอย่างนั้น แล้วเราก็เชื่อและปฏิบัติต่อสิ่งนั้นตามภาพที่เราเชื่อ (คำในปรัชญาพุทธเรียกว่า อุปาทาน ยึดถือเอาว่านั่นว่านี่)

ใช่แล้ว นั่นเหมือนจะเป็นแก่นของเรื่องนี้ที่ผู้เขียนต้องการสื่อมายังผู้อ่าน และเลือกใช้รูปแบบเรื่องสั้น (ขนาดยาว) และฉากบทบาท บุคลิกภาพอย่างนี้มาเป็นเครื่องมือแบกขน สาร นั้นมายังผู้อ่าน  คือกำหนดให้เป็นบุคลิกเพี้ยน(จิตเภท)ซะ จะได้พร่ำพูดตามบทจากความคิดที่อัดแน่นของผู้เขียนได้โดยไม่ขัดกับความเป็นไปได้ในชีวิตจริง

ที่ผู้เขียนบรรยายผ่าน ‘ผม’ ในหน้าที่ ๒๖ ตอนต้นเรื่องว่าสระน้ำในบ้านที่พื้นสระทำเป็นภาพปลาทอง ว่า “...ให้ช่างจัดเรียงกระเบื้องสีแดงไปตามภาพร่าง พื้นที่นั้นเราใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกัน เลี้ยงครบรอบวันแต่งงาน ปาร์ตี้ฉลองการตั้งท้อง ลูกชายวัยสองขวบครึ่งของผมหัดขี่จักรยานและล้มลงตรงนั้น” นั่นมันแสดงว่าในสระไม่เคยมีน้ำ จึงจะทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ว่าได้  แต่ที่หน้า ๕๕ ‘ผม’ โยนร่างภรรยาลงมาจากหน้าต่าง จมลงในสระน้ำลึกสองเมตรครึ่ง .. หรือนี่จะเป็นการย้ำภาพเพี้ยนในสายตาและความนึกจินตนาการของ ‘ผม’ หรือว่าที่จริงแล้วเป็นความสับเพร่าของเราที่อ่าน ที่คั่นวรรคตอนคำบรรยายในหน้า ๒๖ ผิดที่ผิดทางไปเอง  อืม แค่อุบัติเหตุเล็ก ๆ น่ะ

สุดท้าย เมื่อผู้เขียนทำให้เราที่อ่าน ได้เข้าใจ จับจุด สาร ที่ต้องการสื่อได้ว่า ที่เรามีชีวิตอยู่ทำอะไรต่ออะไรมากมายกันอยู่นี้ เราคิดไปเองทั้งนั้น  ก็นับว่าผู้เขียนทำได้สำเร็จ ด้วยการจัดวาง ‘ลายแทง’ ให้ผู้อ่านกระเทาะปมปริศนาเรื่องตัว ‘ผม’ ได้อย่างถูกจังหวะที่เหมาะที่ควร  แม้จะเป็นการอ่านเที่ยวที่สองนั่นแหละ จึงจะพอแกะออก  และเป็นการอ่านอีกแบบหนึ่งด้วย (เรื่องที่ต้องอ่านสองเที่ยวเป็นอย่างน้อย หวังว่าผู้อ่านจะมีใจให้ทำเช่นนั้น) คือขณะที่ในหัวยังเป็นกระทะมีน้ำมันเดือดดังปุดปุ่ย ๆ นั้น ก็กลับมาอ่านอีกที เอาดินสองมาเขียนเลขกำกับ ฉากนี้ ๑ ที่ไหน ผู้เขียนหยอด ‘ลายแทง’ เป็นคำพูดว่าอะไร  ฉากที่ ๒, ฉากที่ ๓ .... รวม ๑๒ ฉาก บ้างเป็นฉากย่อยในฉากใหญ่ หรือเป็นฉากที่ตัดกลับมาที่เดิมก็นับเรียงลำดับไปทั้งหมด

นั่นแหละ จึงแก้ปมปริศนาลายแทง (๑) - เรื่อง ‘ผม’ ที่ซ้อนทับกันสามตัวได้, (๒) - ลายแทงว่าคนมองเมฆเป็นลูกแกะ แม้จะรู้ว่าไม่จริง เมฆก็ยังเป็นเมฆ แต่อยากจะถือเอาอย่างที่เห็นนั่นแหละ, (๓) - ลายแทงว่ามนุษย์ออกมาจากโรงงานของพระเจ้าด้วยส่วนประกอบที่ไม่สมบูรณ์ไปเสียทุกตัว และทุกส่วนประกอบล้วนมีวันหมดอายุ (แม้จะเป็นอุปมาอุปไมยที่แห้งแล้ง ทื่อ ขาดรส ... ตามที่หยอดในโครงเรื่องก็ตาม), (๔) - ภรรยาที่รักมาก แต่ก็ชวนให้เข้าใจว่า ‘ผม’ ตอนที่เป็นหมอได้แปลงโฉมลูกสาวบุญธรรมของตัวเองให้กลายจากอัปลักษณ์มาเป็นสวยเฉิดโฉม แล้วบังเอิญมาได้เสียกับตน (แล้วตามเรื่องก็ไม่รู้ว่ารักหรือเกลียดกันแน่ แต่ด้วยโครงเรื่องที่ใช้ตัวละครที่ ‘เพี้ยน’ เราก็ต้องยกประโยชน์ให้อีก), (๕) - เรื่อง ‘ผม’ เห็นรหัสแท่งในลูกตาขาวของภรรยา เป็นเพียงรายละเอียดเสริมย้ำการนำเสนอ

แต่ที่บรรยายขึ้นต้นย่อหน้าว่า (หน้า ๔๓)  “อายุย่างสิบเก้า ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สรีระหลุดพ้นจากวัยเด็กสู่วัยสาวสะพรั่ง ตากลมสวย ...”   นี่โตช้ามาก ๆ เลยนะเนี่ย

แก่นเรื่องนี้นับว่ายังเบาบาง คือความคิดนำเสนอว่ามนุษย์เป็นเพียงตุ๊กตุ่นตุ๊กตาจากโรงงานของพระเจ้า เป็นเพียงแค่การสะกิดให้หยุดคิดไว้ก่อนบ้างเท่านั้น เพราะว่าสถานะพระเจ้ายังไม่เคยมีใครพรรณนาชี้ชัดได้ ยังลอย ๆ สำหรับคนในบางความความเชื่อ  ผู้เขียนก็ยังไม่อาจหาญไปนำ ‘สถานะนั้น’ มาพรรณนาให้เราคนอ่านตั้งความใฝ่ฝันที่จะเข้าถึงหากเมื่อใดได้พ้นจากสภาพ ‘แค่ตุ๊กตาจากโรงงาน’

 

 

ไม่เหมือนกับที่ สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง ประกาศฟันธงเลยทีเดียวว่า “ไม่ใช่พระเจ้าหรอกที่สร้างโลกขึ้นมา”  ฮอว์กิ้งนั้นว่ากันว่าลึกซึ้งในทฤษฎีคว็อนตั้มฟิสิกส์จนสามารถนำมาใช้วิเคราะห์กำเนิดของจักรวาลและโลกเราใบนี้ได้ ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกสสารในจักรวาลอย่างมีเงื่อนไขพอเหมาะพอเจาะและเป็นลำดับขั้นจนมาถึงวันนี้  ดีแล้วที่ฮอว์กิ้งไม่ใช่คำว่า เรื่องบังเอิญ

ในพุทธศาสนาใช้คำว่า เกิดแต่เหตุและปัจจัย  เรียกว่าบังเอิญก็ไม่ได้ ไม่ตรง  ส่วนคำว่า มีลำดับขั้น เป็นลำดับขั้น อย่างเป็นระบบระเบียบ นั่นมีในหนังสือพระคัมภีร์เบื้องต้น ใช้ชื่อหนังสือว่าศีลธรรมสากล จัดทำโดยคณะคาทอลิคในประเทศไทยเมื่อทศวรรษ ๒๕๐๐ – ๒๕๑๐ สำทับด้วยตรรกว่าความมีระบบระเบียบ เป็นลำดับขั้น ทั้งที่ก็ซับซ้อนเช่นนี้ ไม่ใช่มนุษย์ที่ทำได้ แต่ต้องเหนือมนุษย์มาก ๆ ๆ ๆ ๆ ก็มีแต่พระเป็นเจ้าเท่านั้น

น่าสังเกตกับคำเรียก ‘สถานะ’ นั้นที่ต่างกันเพียงในเชิงของบุคคลาธิษฐานกับธรรมาธิษฐาน ... บุคคลาธิษฐานเป็นอัตตา  ธรรมาธิษฐานเป็นอนัตตา 

ที่เอาคำของฮอว์กิ้งมาแทรกไว้นี้ไม่ใช่เป็นการนอกเรื่อง  หากแต่การอธิบายความเป็นชีวิตและโลกของเราด้วยทฤษฎีวิทยาศาสตร์ก็เป็นระบบภาษาอีกภาษาหนึ่ง เช่นเดียวกับภาษาของดนตรี  ตำราทฤษฎีวิทยาศาสตร์ในหัวข้อหรือประเด็นหนึ่งใดก็เป็นเช่นวรรณคดีเล่มหนึ่ง  จากหนังสือชื่อโพ้สท์โมเดิ้ร์นนิสม์ เขียนโดยธีรยุทธ บุญมี ไขความไว้ว่านักคิดที่เชื่อและวางใจกับตัวเลขจากการคำนวณได้ คาดคะเนได้ เห็นว่าภาษาของวรรณคดีเดิมแบบเรื่องเล่าและจินตนาการนั้น เป็นภาษาที่หละหลวม ไม่ชี้ชัดเจาะจงมากพอ ไม่ละเอียดแม่นยำมากพอที่จะอธิบายโลกอันเต็มท้นไปด้วยสสารที่ท้าทายความเข้าใจ จึงคิดวิชาคณิตศาสตร์ขึ้น นั่นแหละที่ภาษาทางคณิตศาสตร์เกิดขึ้น ตรรกของภาษาคณิตศาสตร์ก็คือการคำนวณ ตรรกหรือความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งถูกแทนด้วยเครื่องหมายสัญลักษณ์ และได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวเลขที่นับได้ วัดได้แม่นยำ

 

~  ~  ~

                   

แต่ผมว่าคณิตศาสตร์นั่นแหละที่โคตรจะเป็นจินตนาการเลย (เคยได้ยินไหมที่ว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ถึงวันนี้มาจากจินตนาการมาก่อนทั้งสิ้น) คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ใช้ตรรกแบบฐานสิบ นั่นกำเนิดมาจากจินตนาการล้วน ๆ  แต่ถ้าอยากเข้าใจกำเนิดจักรวาลก็ต้องเข้าใจในความเป็นฐานสองของจักรวาลเสียก่อน  ดังนั้นที่เราเห็นว่าโลกเราก้าวหน้ามายาวไกลจนออกสู่อวกาศได้ (ส่วนการเดินทางรอนแรมในอวกาศยังอีกไกลนัก) นั่นหมายความว่าเรามีชีวิตอยู่ในจินตนาการมาโดยตลอด

- ชาวบ้านร้านถิ่น –

 

 

เมื่อเจด็จไม่เลือกใช้ภาษาคณิตศาสตร์มานำเสนอแนวคิดว่า มนุษย์ในโลกมีค่าเท่ากับ อะไรบวก ลบ คูณ หาร แปรผัน ด้วยอะไร ออกมาเป็นเท่าไร  แต่เลือกใช้ภาษาของวรรณคดีมาใช้สื่อสาร (มันแน่นอนอยู่แล้ว ภาษาทางคณิตศาสตร์ไม่ใช่ภาษาใน ‘วิถีชีวิต’  นี่ก็เป็นเพียงการตั้งโจทย์ตามทางแห่งการคิดของเรา) ก็ต้องยอมรับในความหละหลวม ความไม่แม่นยำ ความเผื่อเหลือเผื่อขาด ที่เป็นลักษณะประจำของระบบภาษานี้

ก็มีข้อน่าคิดว่าก็ระบบภาษาแบบวรรณคดีเรื่องเล่าที่มีความหละหลวม ไม่แม่นยำ มีความเผื่อเหลือเผื่อขาดนี้เองที่เปิดทางให้กับจินตนาการอิสระทั้งของตัวผู้เขียนเอง และกับทั้งตัวผู้อ่านทั้งหลายได้ท่องไปในจินตนาการส่วนตน สรรหาจุดพึงใจ จุดสะเทือนอารมณ์เป็นเฉพาะตน แล้วรวมตัวกันจากหลาย ๆ คนเป็นสิ่งที่เรียกว่าสุนทรียรส  เรื่องของความสะเทื้อนอารมณ์ให้โยนไหวเป็นกุญแจไขต่อไปยังความประจักษ์แจ้งภายในต่อสถานะหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลอย่างแนบชิดอยู่กับเรา

ปัญหาของการใช้ภาษาทางวรรณคดีก็มีให้ขบคิด ฝึกฝนใช้งานมันดุจค้อน สิ่วในมือใช้จำหลักรูปทรงปฏิมากรรม  นี่ทำให้เรานึกถึงเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งชื่อ ราโชมอน

แต่ใคร่ขอคั่นกล่าวถึงเหตุผลของการอ่านเรื่องสั้นหรือนิยายที่ใช้รูปแบบเรื่องเล่า มาเป็นเครื่องมือแบกขนส่งสารนำเสนอที่เป็น ‘กรอบใหญ่มาก’ ขนาดที่จะรื้อความหมายชีวิตมนุษย์ทั้งมวล เมื่ออ่านแล้วเข้าใจยากจนเกิดอาการน้ำมันเดือดปุดปุ่ยในหัว  แต่ก็มีบางคนที่อ่านเข้าใจในเที่ยวเดียว

สาเหตุมันมาจากเหตุผลง่าย ๆ พื้น ๆ แค่เรื่องของวิถีชีวิต

 

 

วิถีชีวิต คืออะไร ... วิถีชีวิตคือการทำให้ชีวิตของเรามีความเป็นระเบียบอยู่ในครรลองสายหนึ่งด้วยการจัดเข้าพวกบรรดากิจกรรมทั้งหลายในทุกมิติของชีวิต การกิน การอยู่ การพักผ่อนนอนหลับ การนุ่งห่ม การพูดคุยติดต่อสื่อสาร การยุ่งเกี่ยวกับเพศตรงข้าม ฯลฯ  โดยเลือกกรองเอาที่สอดคล้องกัน เข้าพวกกันได้มาไว้ในครรลองอันจะทำให้การดำเนินชีวิตร่วมกันเป็นสังคมมีความเป็นปกติ สม่ำเสมอ ทั้งนี้โดยมีการตกลงยอมรับร่วมกัน  กระบวนการคัดกรองนี้มีเครื่องมือคือ ตรรก และมีเวลาเป็นกรอบ

 

มีคำถาม – แล้วส่วนที่เหลือไปจากการคัดกรองล่ะ ?

 

(ตรรก เป็นสิ่งที่ติดพ่วงมาพร้อมกับระบบภาษา ถ้อยคำ ... ระบบภาษาและถ้อยคำมาจากการรับรู้ตัวเองและสิ่งรอบตัว แล้วคิดสร้างและกำหนดสัญญะของเสียงขึ้นแทนตัวสิ่ง ลักษณะ อาการ ปฏิสัมพันธ์ ของสิ่ง .. การรับรู้ ต้องอาศัยตัวกลางเชื่อมต่อหรืออายตนะซึ่งจำกัดด้วยความถี่หยาบของอายตนะที่ใช้รับรู้ >>> เพราะฉะนั้น ตรรก ไม่สามารถเป็นเครื่องมือเข้าถึงความจริงอื่นที่ดำรงอยู่โดยพ้นไปจากความสามารถรับรู้ของมนุษย์  กระทั่งในระดับของระบบภาษาของมนุษย์เอง มันก็ยังมีความบกพร่องแทรกอยู่ในทุกประโยคทุกคำพูด)

 

- ชาวบ้านร้านถิ่น -

 

๑. วิถีชีวิตปกติของเรามีเรื่องสำคัญคือการทำมาหากินใส่ปากใส่ท้อง การหาที่พักพิงอาศัย การรักษาอาการป่วยไข้บาดเจ็บ การทะเลาะเบาะแว้งเพื่อรักษาที่ยืนของตัวเอง การหาผัวหาเมีย – ไม่ว่าจะในนามของความรักหรือไม่ก็ตาม ฯลฯ เหล่านี้เป็นพื้น

เรื่องการแสงหาความหมายของชีวิต แม้จะมีมาเนิ่นนานมาแล้ว มีมาตลอดตั้งแต่กาลิทาส ดาบส สมณะโคดม ปราชญ์กรีกยุคหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ผ่านการกรองมาไว้ในครรลองวิถีชีวิตในสังคม แม้ทีมีเข้ามาก็ถูกกันไว้เป็นครรลองย่อย ไม่ใช่ครรลองหลัก ไม่ใช่ครรลองอันเป็นพื้น ๆ มาตรฐาน

เมื่อไม่ใช่ครรลองหลัก (หรือเป็นก็เป็นครรลองใหญ่อีกสายหนึ่งดังในสมัยพุทธกาล) ประเด็นหรือหัวข้อทางอภิปรัชญาอย่างนี้จึงไม่ใช่ความคุ้นเคยที่หยิบจับเคยมือ เจรจาเคยปาก

๒. รูปแบบที่ใช้นำเสนอ ก่อนหน้านี้เช่นในงานของอัลแบร์ต กามูส์ จะเป็นแบบเล่าไปเรื่อย ๆ ตามกระแสสำนึก จึงไม่มีความเป็นนาฏกรรมที่เราคุ้นเคยและรับสารได้โดยไม่มีอาการปวดหัวตึบ ในเรื่องสิ่งชำรุดของพระเจ้า ชิ้นนี้ แม้จะใช้รูปแบบกึ่งนาฏกรรม มีตัวละครที่เป็นผู้พูดแทนตัวผู้เขียน แต่ถ้าขาดความเป็นนาฏกรรมที่ตัวละครจะโลดเต้นไปตามชะตากรรมและรู้สึกกับมันอย่างมีชีวิตเลือดเนื้อไปทุกขั้นทุกตอนจนกลั่นเป็นคำสรุปในจุดรวบยอดแล้ว เรื่องนั้น ๆ ก็จะมีความแข็งทื่อ แห้งแล้ง เหมือนกอบเอาอิฐเอากรวดไปเทกองลงให้ผู้อ่าน ในทศวรรษ ๒๕๒๐ เรามีคำสำนวนเรียกว่า ยัดความคิดตัวเองใส่ปากตัวละคร

๓. กลวิธีนำเสนอ จะนำเสนอไปในทุกอิริยาบถลีลาชีวิตที่ตัวละครเคลื่อนไหว แล้วให้มันระเหยไอเป็นแง่คิดให้คนอ่านจับมันไปทีละเล็กละน้อยค่อยสะสมจนไปกระแทกโครมลงกลางใจที่จุดรวบยอด หรือจะรีบ ๆ ใส่ปากตัวละครไปจนกว่าความคิดที่มีจะหมดพุง นี่จะมีปัญหาในการจัดการกับความยาวของเรื่อง การวางโครงและวางลำดับสอดใส่ใจความ

ในทางเลือกแรกนั้นคือที่ได้เอ่ยถึงเรื่องราโชมอนไว้ก่อนหน้า

๔. เรื่องของแก่นที่นำเสนอ  กรอบแนวคิดใหญ่ / กรอบความคิดย่อย, การนำเสนอแนวคิดหยาบ ๆ / การตกผลึกสารัตถะชีวิต, การใช้ตะกร้าใบกะทัดรัดแต่จุ สารที่จะสื่อ ได้มาก / การใช้ตะกร้าหลายใบใส่ สารที่จะสื่อ อย่างเดียวกัน   นี่เป็นเรื่องของทักษะ ความชำนาญ  เมื่อเป็นเรื่องของความชำนาญ นั่นก็คือ เวลา ซึ่งจะเกี่ยวกับอายุด้วยหรือไม่ก็ได้ (ตัวผู้เขียนเรื่องนี้ทำได้ประมาณนี้ก็จัดว่ามีฝีมืออยู่ในทางแล้ว ... ในทาง...ทางของช่างไงละ ช่างวาด ช่างปั้น ช่างฟ้อน ช่างเขียน ช่างเชื่อม ช่างไม้)

 

 

ราโชมอน (Rashomon) เป็นชื่อหนังที่กำกับโดย อากิระ คุโรซาว่า เนื้อเรื่องนำมาจากเรื่องสั้นสองเรื่องของนักประพันธ์ยอดฝีมือชาวญี่ปุ่น ริวโนะสุเกะ อาคุตะงะวะ คือเรื่อง Rashomon (ประตูผี) และเรื่อง In a Grove (ในป่าละเมาะ)

 

ในไทย มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นำมาดัดแปลงเป็นบทละครเวทีในชื่อ ราโชมอน ตั้งแต่ราวทศวรรษ ๒๕๑๐ หรือก่อนหน้า พิมพ์เป็นเป็นหนังสือขนาดกระเป๋าเล่มเล็กและค่อนข้างบาง  และไม่นานมานี้ ผู้กำกับหนังชาวไทย ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล ได้นำมาดัดแปลงเป็นหนังชื่อเรื่อง อุโมงค์ผาเมือง

 

เนื้อเรื่องที่โดดเด่นของเรื่องสั้นนี้เปิดเผยก้นบึ้งสันดานดิบของมนุษย์ไปถึงจิตวิญญาณ เริ่มจากขุนศึกผู้หนึ่งเดินทางในป่ากับภรรยา ถูกโจรป่าจับมัดได้และข่มขืนภรรยาต่อหน้านั่นเอง หลังจากนั้นมีผู้พบศพของขุนศึกในป่า เจ้าเมืองให้หาตัวโจรป่า ภรรยาขุนศึก มาสอบสวน แล้วยังให้มีการเข้าทรงวิญญาณของขุนศึกเพื่อให้การข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น  แต่แปลกมากที่คำให้การจากทั้งสามคนเล่าเหตุการณ์ไม่ตรงกัน ทั้งยังต่างรับว่าตนเองเป็นผู้กระทำให้ตาย  ทว่า ยังมีชาวป่าคนตัดฟืนอีกผู้หนึ่งที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ทั้งยังมาเฝ้าดูการสอบสวนทั้งหมดด้วยโดยไม่แสดงตัว สิ่งที่ชาวป่าคนตัดฟืนผู้นี้พบเห็นก็ไม่ตรงกับคำให้การของใครเลย  มีรายละเอียดอื่นแทรกในการเดินเรื่องที่เป็นตัวช่วยบอกเล่าสันดานมนุษย์ จนทำให้หนังไปสู่บทสรุปว่า คนทุกคนล้วนเห็นแก่ตัว รักชีวิตตน มีอะไรในโลกบ้างที่มันจริง ทุกคนอยากเห็นในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ อยากฟังในสิ่งที่ตัวเองคิด ชีวิตคนเรามีกันคนละไม่มาก มีธุระอะไรที่ควรต้องทำให้ตัวเองก็เร่งทำเถิด ... บทสรุปผ่านคำพูดของสัปเหร่อคนหนึ่งนี้กระแทกเข้าไปแม้ในใจของพระธุดงค์รูปหนึ่งให้ได้คิด

 

ด้วยพื้นที่เพียงเรื่องสั้น (ขนาดยาวหน่อย) ผู้เขียนได้กลั่นประสบการณ์ ให้ตกผลึกอีกที แล้วนำมาเผยให้เห็นผ่านพฤติกรรมของตัวละครอย่างเป็นนาฏกรรม มีลีลาชีวิตมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ มิใช่เป็นเพียงทางผ่านให้ความคิดล้วน ๆ ของผู้เขียน  มันจึงมีความสะเทือนอารมณ์ที่กระแทกลงในใจของผู้รับสื่อให้ฉุกใจคิดตลบกลับอีกมุมหนึ่ง อย่างไม่ทำให้รู้สึกขัดเขินว่าเป็นการป้อนความคิดให้แบบทื่อ ๆ

 

          แก่นเรื่องนี้ยังน่าจะเป็นอุทาหรณ์ในเรื่องใด ๆ ก็ตามที่มีการอ้างอิงจากประวัติศาสตร์ การลงไปสืบค้นประวัติศาสตร์เพื่อหาข้อสรุปเป็นตำรา  กระทั่งในการอ่านตำราเรียนประวัติศาสตร์ทั้งมวลด้วย

 

          นี่แค่แง่คิดที่เรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง (แม้จะสองเรื่องต่อกันเป็นเรื่องเดียวก็เถอะ) สามารถให้ได้กับเรา

 

 

 

ก็อย่างที่บอก  มันเป็นเรื่องของประสบการณ์ การมีมุมมอง ทักษะการฝึกฝน การตกผลึก ซึ่งล้วนแล้วเป็นกระบวนการที่มี เวลา เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

ยังมีบทละครเก่าเรื่องหนึ่ง ที่มีแนวคิดเหมือนจะใกล้กับเรื่องสั้นสิ่งชำรุดของพระเจ้านี้ กับหนังยุคปัจจุบันอีกเรื่องหนึ่งที่ก็เอ่ยถึงว่าคนเราก็แค่อยากเห็นในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ  แต่เป็นแค่ผาดผิว ขอละไว้ไม่นำมากล่าว

 

ยังมี เรื่องอุปาทาน ความยึดถือในสิ่งที่อยากให้เป็นนั้น  เกือบเข้าไปแตะพุทธปรัชญานิด ๆ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม  หากว่าจะขยายความในที่นี้ก็จะได้สักหนึ่งย่อหน้ายาว ๆ  แต่เห็นว่าผู้เขียนคงไม่ได้วางแก่นเรื่องไว้ไกลขนาดนั้น  ก็ไม่นำมาใส่ไว้

 

อนึ่ง เราไม่ใช่อยู่ในฐานะที่จะมา แนะนำ แนวทาง กลวิธี ไปอย่างนั้นอย่างนี้  หรือออกปากคาดหมายอย่างผู้มาก่อนว่า อายุยังน้อย จงพากเพียรทำต่อไปในแนวนี้เถิด อย่าทิ้งนะ เราจะได้มีเพชรเม็ดงามไว้ประดับวงการ  แต่เราก็เพียงฐานะผู้เสพย์งาน เกิดปฏิกิริยาในใจเช่นไรก็ได้แต่เขียนบอกตัวเองไว้ กับพูดคุยแลกเปลี่ยนด้วยเพื่อนสนิทใกล้ชิดบางท่านเท่านั้น  การนำผลงานเขียนชิ้นหนึ่งชิ้นใดมาสนทนาวิจารณ์แลกเปลี่ยนทัศนะกันในที่สาธารณะ กลับมีส่วนที่เป็นการไปแตะต้อง ‘ความเป็นตัวตน’ อย่างเลี่ยงไม่ได้  ผู้ทำต้องนับเป็นการ ‘ยอมสละตน’ ขึ้นมาล่อเป้าที่ผู้คนส่วนมากมักเลี่ยงจะทำ

 

 

:: เรื่องสั้น สิ่งชำรุดของพระเจ้า ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือรวมเรื่องสั้น “แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ”  มีนาคม ๒๕๕๔

 

~ ~  ~

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
driftworm วันที่ : 08/03/2012 เวลา : 18.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ผมติดการ์ตูนของว้อลท์ ดิ๊สนี่ย์ กับของ ฮันนา บาบาร่า ครับ
เพลงซิมโฟนีหลายเพลงเป็นที่คุ้นหูก็จากการ์ตูนพวกนี้
ที่ห่างไปก็เพราะมีเรื่องอื่นต้องดู ต้องทำ (ทั้งดูและทำบ้าง ทั้งดูและทำมาก)
แต่สองสัปดาห์ก่อน เปิดโทรทัศน์สมาชิก เจอของฮันนา บาบาร่า ยังเผลอดูไปครึ่งชั่วโมง

ผมติดการ์ตูน - เรื่อง ของหนังสือขายหัวเราะด้วย
มาห่างไปเพราะเหตุผลเดียวกับข้างบน กับเพราะมุกมันชักจะซ้ำบ่อย

มีบางครั้งก็นึกถึงคำสนทนาตอบของเพื่อน และเพื่อนบล๊อกเก้อร์ ที่ว่า
ชีวิตมันก็แค่นี้ จะเอาอะไรนักหนา
แต่สันดานมันก็อดไม่ได้ที่จะค้นดูสาระ (ถ้าำไม่มีก็ไม่เป็นไร ก็ได้อัธยาศัย ได้เพื่อนไป)
เพราะมีข้อกังวลในใจเสมอว่า ต่อเราตกตายไป เราจักไปที่ไหนหนอ

เรื่องปาเลสไตน์ คุยได้ครับ
แต่นิดนึง ถ้าคุยที่อีกทู้หนึ่งถัดไป จะต่อเรื่องกันได้เลย
ที่นี่น่ะครับ http://www.oknation.net/blog/SecondaryReader/2012/03/04/entry-1
หรือว่าคุณ SW19 จะสนทนาเชื่อมกับเรื่องพระเจ้า ในหน้านี้ก็ได้ครับ
.

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
SW19 วันที่ : 08/03/2012 เวลา : 17.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

- คนที่กระหายใคร่รู้และแสวงหาไม่ใช่คนโง่
การไม่รู้ไม่ได้แปลว่าโง่
คนโง่คือคนที่ไม่รู้ แต่คิดว่าตัวเองรู้และนิ่งเฉยต่างหาก




- ตามอ่านมาจากตอนหนึ่งจนถึงสามแบบไม่ส่งเสียง เพราะไม่เคยจับหนังสือของคุณเจด็จ แต่อ่านส่วนประกอบในทั้งสามบทความแล้วเพลินกับความรู้ใหม่ๆ มากมาย – ขอบคุณมากๆ


- เรื่องปาเลสไทน์ คุยกันได้นะ เอาไหม?

ล้อเล่นนะ ทำตัวเป็นจำอวดเฉยๆ
คุยกับคุณ driftworm เล่นๆ ไม่ได้แน่ ต้องขุดรากลงลึก
คราวนี้ไอ้ที่จะเขียนต่อไม่ได้จบแน่

ขอบคุณมากมายอีกครั้งครับ/ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
driftworm วันที่ : 06/03/2012 เวลา : 19.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว


ความคิดเห็นที่ 25 (0)
musachiza วันที่ : 06/03/2012 เวลา : 16.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

มาอ่านมุมมองบางมุมมองเรื่องพระเจ้า
ในทัศนะของนักเขียนที่กำหนด
พระเจ้าในทัศนะของตัวเอง...

สำหรับผมนั้น คำกล่าวของฮอว์กิ้ง ที่กล่าวเรื่องจักรวาลนั้น
ไม่ต่างจาก คำกล่าวของคนในสมัยเมื่อราว
ห้าพันปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน
ที่อัลกุรอานยกมาเป็นตัวอย่าง
อุทาหรณ์ในการถกเถียงระหว่าง
คนที่เชื่อเรื่องพระเจ้ากับผู้ปฏิเสธ

แวะมาคุยครับ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
driftworm วันที่ : 03/03/2012 เวลา : 19.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๒๒- , -๒๓-

ไม่เอาละ ผมเปลี่ยนใจ ไม่รีบ ดีกว่า
เดี๋ยวอ่านใหม่อีกสักรอบ

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
driftworm วันที่ : 03/03/2012 เวลา : 18.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๒๒- ภูผาคราม

เหมือนผมเลยครับ ยังไงผมก็ชงกาแฟดื่มของผมทุกวี่วัน คราใดขี้เกียจบดเอง ไปซื้อบดสำเร็จจากห้างตุ๊ส ยังรู้สึกแปร่ง ๆ หน่อยนึงเลย
แดดไม่เกี่ยว ฝนไม่เกี่ยว แมวข้างบ้านกัดกันก็ไม่เกี่ยว

แต่ว่าแดดที่มันร้อนจนนั่งดวดกาแฟไม่ได้แล้ว ในเรื่องนั้น คนเขียนเขาเอาความหมายสำนวนไปพาดกับเวลาที่ระเบิดมันลงตูมตาม
เอ็งมีกะใจจะนั่งจิบกาแฟก็เกินไปละ

หนังเรื่องอวตาร ผมก็ดูเก็บแง่คิด ส่วนมุกเรื่องการอวตารที่คนทำหนังไปยืมมาจากแขกฮินดู
ในหนังก็สักแต่เป็นสีสันของละคร (ดราม่า) ช่วยให้เรื่องมันเดินไปได้
เพราะจะเล่าแค่ทื่อ ๆ ว่าชาติที่ว่าก้าวหน้าทางวิทยาการนั้น
เนื้อแท้แล้วเอาเปรียบมนุษย์ด้วยกันอย่างโหดเหี้ยม มองเผ่าพันธุ์อื่นเป็นมนุษย์น้อยกว่าพวกตัวเอง มันก็จบแค่สองบรรทัดเอง ๕๕๕๕๕

ส่วนเรื่องราโชมอนฉบับเรียบเรียงโดย มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผมอ่านตอนวัยรุ่น ประสบการณ์ยังน้อย
อ่านไม่ถึงครึ่งก็เบื่อ มีเหลือติดหัวมาคำเดียว "คนทำช้อง" (ผมปลอม, วิก) ๕๕๕๕
แต่ **** ฉบับแปลงเป็นหนังเรื่อง อุโมงค์ผาเมือง ถึงจะเดินเรื่องอืดอาด ในแต่ละฉากก็มีความอืดอาด
แต่ความที่เป็นภาพเคลื่อนไหว และสีสันเครื่องแต่งกายมันช่วย เลยดูไปเพลิน ๆ
จนถึงฉากใกล้จบ ในถ้ำอุโมงค์ตอนฝนใกล้หยุดนั่นแหละ คำพูดสรุปรวบยอดจากปากของสัปเหร่อ (พงศ์พัฒน์ วชิรบรรจง)
ทำให้ อิ่มเต็ม เป็นสุขเหมือนตักไอติมนมเย็น ๆ กินยามบ่ายที่แดดสวย
ลองหาซื้อแผ่น หายืม หาดาวน์โหลดมาดูสิครับ
นั่งดูพร้อมจิบกาแฟไปด้วย

.....................
ผมอ่านเรื่องสั้นเรื่องที่สองของเจด็จเพิ่งจบเมื่อตะกี้ คืนนี้จะโม่ แล้วทิ้งไว้สักวัน ค่อยแปะพรุ่งนี้
แต่ก็ไม่แน่ ถ้ารู้สึกว่าอิ่มพอ ก็แปะดึก ๆ นี้เลย
.

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
BlueHill วันที่ : 03/03/2012 เวลา : 18.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

“แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ”

แต่ผมกลับนั่งจิบกาแฟมันทุกเช้าเลยครับลุงหนอน
ไม่ว่าจะร้่อน หนาว ฝนตก หงุดหงิด โมโห ดีใจ ฯลฯ

ว่าแต่เรื่องราโชมอน อวตาร ยังไม่ได้ชมเลยครับ
ยังไม่รู้จะได้ดูหรือเปล่าครับ
มันอาจทำให้เสียเวลาไปบางส่วนในการจิบกาแฟก็ได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
driftworm วันที่ : 02/03/2012 เวลา : 12.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

(พิมพ์ตก แก้ตามนี้)

(ตัวอย่าง อาการของ คนที่อยู่ในกลุ่มนิติราษฎร์ ที่ให้สัมภาษณ์ว่า คนเราเกิดมาเป็นสามัญเท่ากันหมด
ขนาดที่ต้องลบความไม่เท่ากันที่เป็นอยู่
นั่นเป็นอาการป่วยความรู้ จากความติดล้าในความรู้ เหมือนคนเดินลุยเลนกลางแดด
เดินไป ๆ ๆ โคลนเลนก็พอกเท้าขึ้นมาทีละชั้น ๆ ๆ จนหนักอึ้ง)
.
V
V

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
driftworm วันที่ : 02/03/2012 เวลา : 12.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว


นั่นเอามาฝากมัยร่า
https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99/257446950939405

แม้การที่มัยร่าพากเพียร นำข่าวสารมาบอก เปิดเผย ให้คนไทยรู้เท่าทันจิตใจโสมมของทุนนิยมครอบโลก
นานเข้า ๆ จะเกิดการ เสพย์คุ้น เผลอติดตัง ติดล้า เอาได้เหมือนกัน
ต้อง delete ความเคยชิน ไปทำอย่างอื่นบ้าง หรือพัก ไปสนใจอย่างอื่นบ้างบางคราว ให้ใจเราไม่ลืมว่าโลก ยังมีอย่างอื่นอีก
(ตัวอย่าง อาการของ คนที่อยู่ในกลุ่มนิติราษฎร์ ที่ให้สัมภาษณ์ว่า คนเราเกิดมาเป็นสามัญเท่ากันหมด ขนาดที่ต้องลบความไม่เท่ากันที่เป็นอยู่
นั่นเป็นอาการป่วยความรู้ จากความติดล้าในความรู้ เหมือนคนเดินลุยเลนกลางแดด
เดินไป ๆ ๆ โคลนเลนก็พอเท้าขึ้นมาทีละชั้น ๆ ๆ จนหนักอึ้ง)


ความคิดเห็นที่ 19 (0)
driftworm วันที่ : 02/03/2012 เวลา : 11.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

การคาดเดาของนักคว็อนตั้มฟิสิกส์ ที่ว่าเป็นทางของตรรก ทางของ คิด อย่างนี้
ก็เหมือนตีฟองสบู่ จากฟองนี้ก็แตกเป็นฟองต่อไป ฟองต่อไป และฟองต่อไป
ซึ่งล้วนไม่มีอะไรข้างใน แค่ทฤษฎีนี้ ทฤษฎีเดียว ยังแตกไปหลายสำนักคิด

ก็แตกตื่น เอ๊ย ฮือฮากันไปพักหนึ่ง ว่าเฮ้ย ใหม่เว้ย เจอใหม่ ใกล้ความจริงแล้ว แต่ที่สุดก็บ๋อแบ๋ไปอีก เป็นวง วัวพันหลัก
เหมือนทางธุรกิจ รีเอ็นจิเนียริ่ง เฟ้ย รีค็อนสตรั๊คท์ เฟ้ย ... เดี๋ยวนี้มีใครพูดถึง
มีแต่พร่ำว่า My Precious ของรักของข้า ... เจ็ดหมื่นหกพันล้าน
ของรักของนาย ของรักของนายใหญ่
ซึ่งก็เช่นกัน ฟองสบู่ทั้งนั้น
.

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
driftworm วันที่ : 02/03/2012 เวลา : 11.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

มัยร่า

อ้อ คำว่า ฮิกส์ นี่เอง เวลานั่งดูสารคดีเกี่ยวกับเอกภพ พอผู้บรรยายเรียกคำนี้ มันก็ให้บังเอิญต้องมี
แมงกะไซค์วิ่งผ่านหน้าบ้านทู้กกกกที แล้วสัตว์เหล็กพวกนี้อายุแค่ปีเดียวก็เสียงแหบพร่าดังสนั่นทุกตัวไป

การที่นักควิดทะยาสาดพยายามทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ ฮิกส์ (เกี่ยวกับหลุมดำและกำเนิดจักรวาลคู่ขนาน)
ก็อาศัยตรรก การคาดเดาตามตรรก ตรรกไม่ได้มีเองในธรรมชาติ แต่ตรรกเกิดขึ้นพร้อมกับระบบภาษา
พูดแบบพระในพุทธศาสนา ก็ว่าตรรกเกิดเพราะ คิด
แล้วคิดก็เป็นเพียง อาการ ของเม็ดวุ้นสมองที่แสดงอาการแบบฐานสอง (คือมันมีเคมีไฟฟ้า แล้วมันกระพริบแบบสารกึ่งตัวนำไง
หลาย ๆ เม็ดวุ้น หลาย ๆ กระพริบมันก็เรียงต่อเป็นรหัสแทนค่าการรับรู้ชุดหนึ่ง ๆ ได้ไง)
อาการ ใกล้กับ นาม แล้วนามก็ใกล้กับ abstract
พุทธบอกว่า ทั้งรูปและนาม เป็นธรรมที่มีอยู่อย่างเป็นไปเอง แล้วทำปัจจยาการกันและกัน
เกิดเป็นจักรวาล ดาว แรง คน สัตว์ พืช จะกี่เซลล์ก็เหอะ
แล ล้วนไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงปัจจยาการ

แต่ ปัญญา (ปัญญา ไม่ใช่ ความฉลาดรู้ ฉลาดจำ แบบภาษาโลก) เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
.

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
Maira วันที่ : 02/03/2012 เวลา : 11.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Illusions

สวัสดีค่ะท่านกุรุ ..

วันนี้ขออ่านอย่างเดียวละกัน ..อ่านแค่ความคิดเห็นที่ตอบโต้กันของท่านผู้รู้ก็คุ้มแก่การเข้ามาอ่านแล้วค่ะ

มีหนังสือใหม่เกี่ยวกับ โลกในความฝัน ..หรือ .."Quantum" มาแนะนำค่ะ ..มีคนบอกว่าน่าอ่านมากแต่มัยรายังไม่ได้อ่าน

"Higgs Force: The Symmetry-Breaking Force that Makes the World an Interesting Place. By Nicholas Mee. Lutterworth Press"

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
driftworm วันที่ : 02/03/2012 เวลา : 10.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

คำกวี เป็นประกายแวบหนึ่งขณะเขียนต้นฉบับนี้ ตรงที่เมื่ออ่านพบการย้ำ 'ความเปรียบ' (เหมือนงานวิชาการเดี๋ยวนี้
จะเสกคำว่า อุปลักษณ์ ขึ้นมาใช้เรียก เพราะวงวิชาการฝรั่งเขาเสกคำว่า metaphor ขึ้นมาแล้ว คงกลัวจะสื่อไม่ตรงกัน
... แต่ว่าอันที่จริง การใช้ความเปรียบของไทยเราแต่เดิมมีมากมายหลายรูปแบบอยู่แล้ว คำพังเพยนั่นไง ยังคำสุภาษิต
คำสำนวน นั่นก็อีก .... อืม หรือเราไปกังวลกับคำฝรั่งที่พบในวงวิชาการมากไปเวลาไปคุยกับเขา อ่านงานของเขา ๕
๕ ๕ ๕ กังวลจนต้องมาสาละวนคิดคำเรียกใหม่ ๆ)

ที่ว่าเป็นประกายแวบหนึ่งนั้นคือเมื่ออ่านเรื่องสั้นนี้พบการย้ำความเปรียบบ่อย ๆ ก็ให้รำพึงในใจเบา ๆว่า รูปแบบ
ของ กวี สิ สามารถใช้กลวิธีของความเปรียบได้อย่างทรงประสิทธิภาพ สามารถ 'เอาอยู่' ได้ในบรรทัดเดียว
แต่ครั้นจะแซมเรื่อง "กวี คือที่สุดของจินตนาการ" ก็เกรงเนื้อเรื่องนี้จะบรรทุกน้ำหนักมากเกินไป - เก็บไว้ก่อน

ที่เอ่ยคำของครู มานั้น เออ เพิ่งระลึกได้ว่าเคยฟังจากปาก ใช่ดังนั้น

บทกวีเป็นตัวเลขหรือ มนุษย์ไม่สามารถใช้ภาษาตัวเลขได้เองโดยตรง แต่เอาไปใช้เป็นตัวกลาง โดยประดิษฐ์อุปกรณ์
แปลงสัญญาณเสียง ให้เป็นภาษาของรหัสฐานสอง (พึ่งพาแม่เหล็ก) แล้วทำอุปกรณ์แปลงกลับเป็นสัญญาณเสียง
สัญญาณฐานสองนั้นคือ 0..1..0..1..0..0..0..1..1..0 สุดแต่จะเรียง แล้วสัญญาณฐานสองนี้ "แปล" เป็นตัวเลข ๑ - ๑๐ ก็ทำได้
ส่วนที่จะสร้างภาษาตัวเลขแทนภาษามนุษย์ (เสียงเป็นคำ ๆ ) มนุษย์ก็กำลังขมักเขม้นทำหุ่นยนต์ให้จดจำเสียง
จดจำท่าทาง จดจำสายตา สีหน้า ของมุษย์และสิ่งรอบตัวอยู่ .. เคยเห็นข่าวว่ามันเริ่มยิ้มเองได้แล้ว

........หึ หึหึ คิดเล่นต่ออีกนิด เพลงประเภท ซิมโฟนี่ ออร์เค้สตร้า เพลงหนึ่ง ๆ ก็คือวรรณคดีเล่มหนึ่ง
ทีนี้เมื่อนำมาเทียบว่า ฟังเพลงอย่างนั้น อย่างมากก็ ๒ ชั่วโมง จบเล่มได้ แต่อ่านหนังสือวรรณคดีเล่มหนึ่งใช้เวลาเกินกว่านั้น
อันนี้ก็ชวนคิดว่า วรรณคดีในหนังสือก็คือนาฏกรรมผ่านการเล่าชุดหนึ่ง นาฏกรรมกินเวลาไม่นาน อย่างเวลาเราฝันนั่นไง ๕๕๕
.

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ภูสีคราม วันที่ : 02/03/2012 เวลา : 05.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bleuemontagne
เครื่องประดับคือภาษา

แก้คำผิดค่ะ ถักทอ ไม่ใช่ ทักทอ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ภูสีคราม วันที่ : 02/03/2012 เวลา : 05.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bleuemontagne
เครื่องประดับคือภาษา

อ่านไปครึ่งหนึ่ง ที่บอกว่า "เรามีชีวิตอยู่ในจินตนาการมาโดยตลอด" ก็นี่แหละค่ะที่กวีใช้คำว่า "ฉันฝันว่าฉันฝัน" 55
และ ศิลปะคือความงาม ความงามคือความกลมกลืนอันทำให้เห็นว่า งดงาม
เบื้องหลังความกลมกลืนนั้นก็คือคณิตศาสตร์
รพินทรนาถ คุรุเทพผู้เป็นเลิศทางภาษา(คณิตศาสตร์ด้วย) กล่าวไว้อย่างวิเศษว่า ....
"คณิตศาสตร์คือสิ่งอัศจรรย์ มันมีอยู่ในจังหวะการเต้นของหัวใจแห่งสรรพสิ่ง เคลื่อนไหวอยู่ในทุกอณู ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน
ทำให้เกิดทองคำกับตะกั่ว เกิดดอกกุหลาบกับหนาม เกิดดวงอาทิตย์และดวงดาว
"เหล่านี้คือการร่ายรำของตัวเลขในสังเวียนแห่งกาละเทศะ ซึ่งทักทอเป็นมายา ในรูปแบบการสำแดงที่แตกต่างกันไป คือสายกระแสการเปลี่ยนแปรอย่างไม่สิ้นสุด ที่ทั้งเลื่อนไหลและคงที่ตลอดกาล
"มันคือจังหวะที่ปั่นการเลื่อนไหลให้กลายเป็นสิ่งจริงเห็นได้ สร้าง
ภาพลักษณ์จากความเลื่อนลอย นี่คือมายา นี่คือการรังสรรค์ศิลปะ คือศิลปะแห่งวรรณกรรม คือจังหวะลีลาอัศจรรย์"
เหล่านี้ คัดลอกมาจากหนังสือเล่มงาม ชื่อ "ความงามข้ามกาลเวลา" มูลนิธิเด็กพิมพ์ค่ะ
ป.ล. น่าจะมีนักเขียน ทดลองเขียนบทกวี หรือ เรื่องสั้นขนาดสั้นด้วย ตัวเลข ให้เกิดเป็นท่วงทำนอง ความเข้าใจแก่ผู้อ่านขึ้นได้ วันหลังลองเขียนบทกวีแบบตัวเลขบ้างดีกว่า 55 น่าจะเพลิดๆเพลินๆอารมณ์ ^^

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
driftworm วันที่ : 01/03/2012 เวลา : 23.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

อ่าน คห.๑๒ แล้วครับ และย้อนไปอ่านกระทู้ http://www.oknation.net/blog/nn1234/2012/02/07/entry-1 อีกที
.

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
NN1234 วันที่ : 01/03/2012 เวลา : 21.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

เพิ่งเห็นว่าลงตอนต่อแล้ว..

วิธีคิดของจเด็จ...เมื่อเขานั่งอยู่ตรงหน้าผม ผมก็หยายามค้นหาสิ่งนั้นในตัวเขา เมื่อได้คิดได้คุยก็พอจะเข้าใจได้ แต่คงไม่ทั้งหมด ..ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า (นอกจากที่มีคนบอกว่า การเขียนหนังสือเป็นการบันทึกทาประวัติศาสตร์) ...จเด็จก็เป็นคนที่เลือกบันทึกเรื่องราวในวิถีชีวิตของเขา เส้นทางเดินที่เขาผ่านประสบ
มีหลายอย่างที่ผมทึ่งในตัวเขา ครั้นจะบอกออกมาทั้งหมดก็ดูจะเป็นการเยินยอเขามากเกินวิสัยของ"การวิจารณ์วรรณกรรม"
ผมเลยทิ้งประเด็น ชี้ทางแสงให้ผู้อ่านเห็นว่า เขาเดินผ่านเส้นทางไหนและ..เขาเลือกบันทึกอะไรไว้เป็นประวัติสาสตร์ในตัวตนของเขา

เขาจะเป็นเพชรเม็ดงามหรือไม่..(ตามที่ลุงหนอนว่าไว้) ผมก็คิดแยกต่างออกไปเล็กน้อย

ผมยังส่งเสริมเขาเขียนให้นำเสนอแนวนี้ เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการนำเสนอแบบสลับฉากเหมือนภาพยนตร์หรือ MV จนน่าเวียนหัว(หากไม่มีสมาธิยาวๆ ในการอ่านเรื่องของเขา)
(ประเด็นรูปแบบการนำเสนอเรื่องราวแบบนี้สะท้อนว่า จเด็จเป็นตัวเเทนของ"คนรุ่นใหม่"อย่างแท้จริง)

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
driftworm วันที่ : 01/03/2012 เวลา : 16.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ลองหยิบคำในความเห็นที่ ๙ ManInTheWind มาเล่นดู เอ่อ หมายถึงเอามายักเยื้องความหมายดูน่ะครับ
- เมื่อพูดคำว่า ธรรมชาติ เรามักเคยชินที่จะนึกถึงลม ภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำ ลำธาร คือนึกภาพทิวทัศน์
จะมีใครบ้างไหนที่นึกถึง "ความเป็นไปในส่วนละเอียด" เบื้องใต้ใบไม้ สายลม หิน ที่มีการงอก การชน การระเบิด
อยู่ในระดับเล็กกว่าอนุภาคอยู่ตลอดเวลา พวกนั้นน่ะคือการที่หินย่อยสลาย คือการที่ไม้ออกดอกออกผล คือการเกิดเป็นของคู่
มีเพศผู้เพศเมีย ฯลฯ ภาพในส่วนละเอียดจึงจะเชื่อมโยงถึงจักรวาล อวกาศ เป็นเนื้อเดียวกัน และเป็นอนันต์
- ธรรม คือสิ่งที่เป็นไปอยู่เอง ชาติ คือการเกิดขึ้น
ธรรมชาติ จึงเท่ากับสิ่งเกิดโดยความเป็นไปอยู่เอง หรืออีกนัยหนึ่งเกิดเองเป็นเอง จึงนับกันว่าสูงสุด (อันติมะ)
จึงสมมติคำเรียกเอาโดยอุปาทาน ยึดถือและเทียบเอากับอัตตาตัวเรา
.

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
driftworm วันที่ : 01/03/2012 เวลา : 14.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๙- ManInTheWind

อ่าาา เย้ เย้ เย้
นัานเลย

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ManInTheWind วันที่ : 01/03/2012 เวลา : 14.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nopsteve

เรื่องเขียน เรื่องเล่า เรื่องปรุง แต่งต่าง ๆ
โดยส่วนมากเป็นเหตุมาจาก ทัศนคติ อัตตา และทิฐิ....
.....พระเจ้าตัวจริงนั้นคือ ธรรมชาติ
Natural Truth.

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
driftworm วันที่ : 01/03/2012 เวลา : 12.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

เวลาที่เจด็จจัดระเบียบเรื่อง คงมองเป็นโครงร่าง มีตอม่อใหญ่ตรงนี้ แบกโครงสร้างทั้งหมดไว้
มีส่วนนี้เป็นเสา ๑, ๒, ๓, ๔ มีส่วนนี้เป็นคานเชื่อมเสาให้ตั้งอยู่ได้ ..... ฯลฯ
คล้ายการมองแบบจัดหมู่ แยกแยะ (แบบวิทยาศาสตร์) หรือมองความสัมพันธ์ของแต่ละส่วนกับส่วนอื่น ๆ (วิภัชชวาท)

นั่นคือมองผัง แล้วกำหนดจุดว่าตรงจุดไหนจะเปิดตัว 'ผม' ที่เป็นบุคคลิกไหนออกมา
ตรงจุดไหนที่จะเปิดตัว 'ผม' ในอีกโฉมหน้าหนึ่งออกมา
ตรงจุดไหนที่จะเผยว่าตัว 'ผม' ที่เป็นตอม่อหลัก นั้นก็ (คล้ายกับ) ไม่มีอยู่จริง
แต่ชื่อว่า โครงสร้าง มันคือความแข็ง เย็นชา ด้วยภาระรับน้ำหนักอยู่แต่ประการเดียว

ความเป็นชีวิตมีเลือดเนื้อและจิตใจอยู่ตรงที่ คานที่วางอยู่นั้นเอาแต่นั่งสบายบนเสา ทั้งขย่มน้ำหนักกลั่นแกล้งเสาหรือไม่ อย่างไร
ขณะที่มันก็แบกน้ำหนักพื้นและหลังคาอยู่ส่วนหนึ่ง มันคร่ำครวญ ร้องโอดโอย หรือไม่ อย่างไร
เป็นเรื่องของ วิถีชีวิต ที่ดำเนินไปตามเวลานาที มันต้องมีอะไรออกมาให้เล่าถึงมันซีนะ
ถ้าเล่าออกมาได้อย่างพอเหมาะกลมกลืนกับความเป็นบ้านหลังหนึ่งที่เห็นตั้งอยู่ ไม่มากไป ไม่น้อยไป
บ้านหลังนั้นก็มีชีวิตชีวาขึ้นมา

ความที่ดำเนินไปอย่างมีทุกข์ (แบกน้ำหนัก) มีสุข (ถ่ายน้ำหนักลงเสา) คละเคล้าไป
คล้ายอากาศที่ตลบอบอวลในบ้านหลังหนึ่งให้เกิดความน่าเข้าไปอยู่ หรือหดหู่ แห้งแล้ง จนอยากเบือนหน้าหนี
หรือเราเคยเรียกมวลอากาศที่ว่านั้นว่า วรรณศิลป์ นะ ..........
.

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
driftworm วันที่ : 01/03/2012 เวลา : 11.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

เช้านี้ ยังตึงหัวหน่อย ๆ
มานั่งอ่านทวนไปได้ ๑ ใน ๓ ทำการแก้ไขคำเล็กน้อย
จัดวรรคตอนเล็กน้อย เพิ่มคำขยายเล็กน้อย
.
.

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
driftworm วันที่ : 29/02/2012 เวลา : 23.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๓- ราศีเมษ

สาเหตุคือเขาวางโครงเรื่องซับซ้อนสามชั้น
เพื่อจะถ่ายทอด สาร ออกมาจากหัวเขา
ทั้งกรอบหัวข้อของ สาร ก็เป็นประเด็นใหญ่
เมื่อเริ่มอ่าน จะเจอด่านแรกคือมันแห้งแล้ง เหมือนซอมบี้คุยกัน
พอด่านที่สอง จับต้นชนปลายสับสน ความอยากอ่านก็เริ่มละลาย
ต้องมีคนช่วยลุ้น ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕

อย่างที่บอก ผมใช้วิธีอ่านรอบสอง โดยที่ยังพอจำเนื้อเรื่องได้
แต่อ่านแบบหมายตาเป็นฉาก ๆ เรียงลำดับ ว่าฉากนี้มีสาระอย่างนี้
แล้วไปฉากต่อไป ว่าอย่างงี้ ...... จนฉากสุดท้าย
มันก็เห็นโครงหัวจดท้าย เลยร้อง อ้อ

อย่างที่บอก เป็นทักษะของเขาด้วย รู้ว่าจะเปิดปมนี้ตรงจังหวะนี้ ร้อยกันไปจนถึงจุดรวบยอด

นึกถึงหนังสือเรื่อง คนนอก ของอัลแบร์ต กามูส์ ก็ใช้วิธีอย่างนี้
เอาประเด็นใหญ่ ๆ มายัดลงหนังสือเล่มบาง ๆ เรื่องลยแห้งแล้งเหมือนแกพูดเองเออเองไปตลอด
ผมอ่านไม่ถึงสิบหน้า จอด จอดมาจนบัดนี้สามสิบปีแล้ว หายอยากไปนานแล้ว
แต่ยังมีคนพูดถึง คนนอก ของกามูส์ อยู่เลย

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
driftworm วันที่ : 29/02/2012 เวลา : 23.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๒- แม่มดมีนา

อาบน้ำมา พอตั้งศีรษะ อ่านตัวหนังสือได้ แต่ตาแสบ ๆ ร่างกายคงอุทธรณ์
ผมก็เพิ่งได้ยินชื่อเขา แต่ทราบว่าเขาผ่านเวที "นิตยสารช่ิอการะเกด" (ฉบับ ๔๘) ของพี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี
ก็ประมาณในช่วงสิบปีมานี้ เป็นคนสุราษฎร์ฯ ตอนนี้อยู่นครฯครับ

จากบ้านนาน อินเตอร์เหน็ตก็ไม่ช่วยเท่าไหร่เนอะ มันเหมือนกองภูเขาไปหน่อย ควานหาบ้านเกิดไม่ค่อยเจอ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
driftworm วันที่ : 29/02/2012 เวลา : 23.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๑-

ไปตรวจสุขภาพทั้งตัวได้แล้ว สหาย

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ราศีเมษ วันที่ : 29/02/2012 เวลา : 21.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Steel-Roses
I have a dream.

อ่านไปบ้างบางส่วนค่ะ เป็นงงเช่นกัน น่าจะเป็นเพราะประสบการณ์ที่ยังไม่ตกผลึกพอ เดี๋ยวจะไปอ่านต่อให้จบ(เกรงใจเขาอุตสาห์ได้ซีไรท์มาทั้งที)

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 29/02/2012 เวลา : 21.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ไม่ได้อ่านหนังสือ ไม่รู้จักนักเขียนคนนี้
ผลจากการจากบ้านมานานเกินไป
แวะมาเยี่ยมพี่ลุงเท่านั้นค่ะ
ถ้าง่วงแล้ว ก็ Nite Nite นะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
driftworm วันที่ : 29/02/2012 เวลา : 21.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ว้า ง่วงนอนหัวทิ่มงี้ได้ไง
อ่านไม่ไหวแล้ว แก้ไข-เอาไว้ก่อน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน