*/
  • driftworm
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-03-26
  • จำนวนเรื่อง : 71
  • จำนวนผู้ชม : 184015
  • จำนวนผู้โหวต : 41
  • ส่ง msg :
  • โหวต 41 คน
<< มกราคม 2013 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 13 มกราคม 2556
Posted by driftworm , ผู้อ่าน : 6124 , 19:22:09 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ครูพัก_รักช่าง , BlueHill โหวตเรื่องนี้


เรื่องสั้น ‘เธอทำกับข้าว’ ของไพศาล เหล็มสัน ในกรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๕ ส่วนจุดประกายวรรณกรรม หน้า ๘


 

เราเป็นคนไม่สันทัดในการอ่านเรื่องสั้นแบบเล่าปากเปล่าไปเรื่อย ๆ  จะเรียกมันว่าเป็นเรื่องสั้นแบบกระแสสำนึกก็ไม่ได้ เพราะบางเรื่องมันไม่ใช่ มันก็เป็นเหมือนเรื่องสั้นนี่แหละ แต่เป็นการเล่าปากเปล่าในมุมของผู้เล่าเพียงโสดเดียว  การดำเนินเรื่องก็เดินไปแบบภววิสัยที่เรียงลำดับเหตุการณ์ ไม่ใช่การเดินเรื่องแบบอัตวิสัยที่ใส่รายละเอียดความคิดคำนึงของผู้เล่าลงไปได้ทุกเมื่อที่ความคิดผุดขึ้นแทรกทุกเหตุการณ์ต่าง ๆ ดังเช่นเรื่องเล่าสั้น ๆ เรื่อง ‘เธอทำกับข้าว’ ของไพศาล เหล็มสัน ในกรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๕ ส่วนจุดประกายวรรณกรรม หน้า ๘

หากถือเอาชื่อเรื่องว่า ‘เธอทำกับข้าว’ เป็นธงนำ หรือเป็นคบไต้ส่องทางระหว่างเดินไปตามคำบอกเล่าของผู้เล่าเรื่องว่าจะต้องพบกับรายละเอียดระหว่างทางที่จะค่อย ๆ ส่งนัยยะของ ‘เธอทำกับข้าว’ ออกมาเรื่อย ๆ ทีละน้อย ๆ จนเมื่อถึงจุดสูงสุดของเรื่องจึงจะพบความหมายที่ตรึงใจ กระแทกใจ หรือกระทบจิตสำนึกที่ใคร่ครวญอยู่ในคำว่า ‘เธอทำกับข้าว’ อย่างแรง ตามที่เราเคยชินอยู่กับขนบเดิมของการเล่าเรื่องแบบเรื่องสั้นมานาน – ก็จะผิดความคาดหมาย มันไม่ใช่

อ่านจบแล้ว คำที่เป็นชื่อเรื่องว่า ‘เธอทำกับข้าว’ มันไม่เห็นว่าจะทำหน้าที่ที่กล่าวในย่อหน้าก่อนหน้า หน้าที่ในการเกริ่นบอกนัยยะสาระหลักของเรื่อง ทั้งเป็นคำสรุปแก่นเรื่องทั้งเรื่องตามแบบที่เราเคยชิน  แต่มันกลับทำให้เรารู้สึกเหมือนกับเมื่อผู้เล่าหรือผู้เขียนเขียนเล่าเสร็จแล้วค่อยคิดว่าจะใส่ชื่อเรื่องว่าอะไรดี เรื่องทุกเรื่องต้องมีชื่อเรื่อง ... แต่มันเป็นของจำเป็นจริง ๆ ละหรือว่าเรื่องเล่าทุกเรื่อง เราต้องให้ชื่อเรื่องมันทุกครั้งไป ใส่ ๆ อะไรไปก็ได้น่า สักวลีหนึ่ง

 

เรื่องราวในชีวิตเราทุกคนแต่ละคนมีชื่อเรื่องหรือไม่

 

เมื่อคิดตามแนวนี้ก็ไม่เห็นว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้จะมีเจตนาเล่าเรื่องสาระสำคัญที่น่าคิดในชีวิตคนเราแต่ประการใด  แค่มีประเด็นข้อสังเกตกับชีวิตคนเมืองในสมัยปัจจุบันสักข้อหนึ่งที่อยากจะสื่อออกมา  แต่เพื่อให้เป็นเรื่องก็เห็นจะต้องเล่าให้เป็นเรื่องที่มีความยาวสักประมาณหนึ่ง  แล้วก็ .. “เดี๋ยวเถอะ มึง จะหักมุมตอนจบด้วยข้อสังเกตเล็ก ๆ ที่เก็บมา เอาให้คนอ่านหงายเงิบเลย”

... เพราะว่าเนื้อเรื่องได้เล่าชีวิตประจำวันของผัวเมียชนชั้นกลางในเมืองใหญ่คู่หนึ่ง ที่เมียเต็มใจหาเลี้ยงผัวรักซึ่งเริ่มมีอาการผิดปกติทางกายภาพที่แสนทรมาน อาการนี้สัมพันธ์กับสมองและความคิดด้วย  เพียงแต่ฝ่ายหญิงยังไม่ได้จับสังเกตอาการที่เริ่มผิดปกติของความคิดความจำของฝ่ายชายเท่านั้น  การดำเนินเรื่องส่วนที่บรรยายวิถีชีวิตของคนคู่นี้กินเนื้อที่ถึงร้อยละ ๙๙.๙ ของเรื่อง  เพื่อตลบหักมุมในย่อหน้าสุดท้ายสั้น ๆ ที่จบลงด้วยประโยคคำถามราวแปลกหน้ากับเมียรักว่า “มาหาใครครับ?”

สรุปแค่นี้ ผู้อ่านก็น่าจะปิดหน้าหนังสือลงได้อย่างสบายใจแล้วละ

แต่ความคันในหัวคิด สงสัยใคร่รู้ต่อไปว่าเขียนมาตั้งยาวเพื่อจะบอกเพียงแค่นี้ มันดูไม่สมกับผู้เขียนที่ผ่านงานเขียนทั้งเรื่องสั้นและถ้อยลำนำสมัยใหม่มามากพอสมควร (ประเภทหลังนี้เขาเรียกว่าอะไรนะ กวีเปล่า? หรือกลอนเปลือย? หรือคำร้อย?)  ซึ่งส่วนมากก็ได้ซ่อนความหมายแทรกแง่คิดของชีวิตเอาไว้เสมอ หนักหนาหรือแผ่วบางแล้วแต่ชิ้นงานไป  และหลายครั้งที่แทรกไว้อย่างแนบเนียน สละสลวย

ฉะนั้น เราต้องลองคิดใหม่ ค้นใหม่  ก็จับเอาประโยคสุดท้ายที่เป็นจุดสูงสุดของเรื่องนั่นแหละ มาเป็นจุดเริ่มต้นสาวย้อนกลับไปตามเรื่อง  เริ่มจากที่ผู้เล่าเรื่องจำเมียรักของตัวเองไม่ได้ .. เอ แต่ทำไมยังจำตัวเองได้อยู่ละ  หรือว่าเริ่มจำตัวเองไม่ได้เช่นกัน เพียงแต่ยังคลุมเครืออยู่ ไม่ชัดเจน

มันเป็นความจริง (อย่างน้อยที่สุดก็เป็นความจริงตามที่เราได้ใคร่ครวญมานานและพบเช่นนั้น) ที่ว่าคนเราไม่ได้จดจำตัวเองด้วยเนื้อหาข้างในตัวเอง  ไม่ได้อธิบายตัวเองด้วยเนื้อหาจากข้างในตัวเอง  ไม่ได้รู้จักตัวเองจากเนื้อหาข้างในตัวเอง  หากแต่คนเรารู้จักตัวเอง จดจำตัวเอง และอธิบายตัวเองด้วยข้อมูลของปฏิกิริยาตอบสนองที่มีต่อผู้อื่นรายรอบ ต่อสภาวะแวดล้อมรายรอบ และเป็นลักษณะของการเปรียบเทียบ  เช่นเมื่อเรารู้จักตัวเองจดจำตัวเองและอธิบายตัวเองว่าเป็นคนใจร้อน เราจะไม่สามารถพูดเช่นนี้ได้หากว่ามีเราอยู่คนเดียวในโลก  เมื่อเราอธิบายตัวเองว่าเป็นคนขี้ร้อนหรือขี้หนาว นั่นก็เพราะมีสภาวะแวดล้อมเป็นเงื่อนไขและมีการเปรียบเทียบกับผู้อื่นรายรอบที่รู้สึกร้อนน้อยกว่าหรือหนาวน้อยกว่า เป็นต้น

สรุปได้ว่า คนเรารู้จักตัวเอง จดจำตัวเอง และอธิบายตัวเองด้วยลักษณะของการใช้ชีวิตหรือวิถีชีวิต

ดังในเรื่องสั้นเรื่องนี้ได้ให้พื้นที่มากเป็นพิเศษถึงร้อยละ ๙๙.๙ ไปในการพรรณนาลักษณะการใช้ชีวิตของคนชั้นกลางในเมืองว่ามีลักษณะทำซ้ำ เป็นรูปแบบสำเร็จรูปตายตัว ที่จำเจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกปี และตลอดชีวิต

ความจำเจในรูปแบบที่สำเร็จรูปตายตัวอย่างนี้ เมื่อมากเข้า ๆ ก็ไม่ต่างไปจากความอยู่นิ่งกับที่เฉย ๆ ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับวิธีที่เรารู้จักตัวเอง วิธีที่เราจดจำตัวเอง และให้นิยามตัวเอง  พูดด้วยภาษาง่าย ๆ คือชีวิตแบบนี้มันช่างไร้แก่นสาร ไม่มีสาระให้จดจำ หมดคุณค่าลงไปทุกวัน  และพูดด้วยภาษาที่ง่ายกว่านั้นอีกได้ว่า ชีวิตมันจำเจซ้ำซาก น่าเบื่อ โคตรเซ็ง

วิถีชีวิตสำเร็จรูปที่ออกแบบไว้แล้วตามโมงยามของ ๒๔ ชั่วโมงที่มีในรอบวันและคืน สัปดาห์ เดือน ปี ของการทำงานในสำนักงานที่มีระยะทางต้องเดินทางจากบ้านพัก  หรือการทำงานในโรงงานที่เป็นอาคารคอนกรีต ภารกิจของมือและสายตาต่องานตรงหน้าก็ซ้ำซากเป็นรายวินาที บ้านและรถยนต์จึงดูจะเป็นเพียง ๒ สิ่งที่เหลือให้เป็นเป้าหมายสำหรับหลอกตัวเองว่ายังมีคุณค่าอยู่ เมื่อไปถึงเป้าหมายนั้นก็ใช้คำว่าประสบความสำเร็จในชีวิต  เราจึงพากันตั้งหน้าทำงานในกรอบที่จำเจซ้ำซากด้วยตั้งความหวัง ตั้งเป้าหมายใน ๒ สิ่งนั้น  อะไรอื่นที่นอกเหนือไปจากนั้นแล้วล้วนเป็นแค่สิ่งละอันพันละน้อย ที่ไม่สลักสำคัญมากพอที่จะเป็นแก่นในการใช้อธิบายชีวิตคน ๆ หนึ่งที่มีค่ควรจดจำ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบวิธีแต่งกาย จริตนิสัย รูปแบบสถานที่พักผ่อน วิธีการพักผ่อนหย่อนใจ ฯลฯ

 

จริงหรือไม่จริงก็ดูเอาก็แล้วกัน ขนาดรัฐบาลประเทศนี้ยังถึงกับชูนโยบายหลักเรื่องบ้านกับรถยนต์ขึ้นมาเป็นเป้าหมายหลัก  หลอกล่อผู้คนให้ติดตังอยู่กับชีวิตอนาคตในรูปแบบสำเร็จรูปตายตัวของทุนนิยมไว้ล่วงหน้าแล้วตั้งแต่วันนี้เลยทีเดียวเชียว

คิดต่อเอาเองก็แล้วกันว่าเขากำลังจะนำพาเราไปสู่จุดไหน ชีวิตแบบไหน  วันหน้าอีกไม่นาน เราคงจะจดจำเมียรัก ผัวรัก ลูกเต้าอันเป็นที่รัก พ่อแม่บุพการีผู้มีพระคุณไม่ได้อีกต่อไป ตามแนวที่เรื่องสั้นเรื่องนี้ชี้ไว้

สรุป เมื่อเราวิเคราะห์เรื่องสั้นเรื่องนี้ออกมาได้อย่างนี้ด้วยการ ‘คิด’ และคิดย้อนทางจากจุดสูงสุดสุดท้ายของเรื่องย้อนกลับขึ้นไป  แม้จะตีเรื่องแตก แต่ก็ทำให้เราสูญเสียไปเรื่องหนึ่ง คือความมีอารมณ์ร่วมไปกับนาฏกรรมของคนเมืองยุคใหม่ตามท้องเรื่อง  การสร้างความมีอารมณ์ร่วมที่ว่านี้เรียกว่า วรรณศิลป์

หรือว่านี่ตัวผู้เขียนเรื่องนี้เองก็กำลังถูกครอบงำอยู่ด้วยวิถีชีวิตสำเร็จรูปยุคใหม่อยู่ด้วยเช่นกัน ... !!!

 

ป.ล. ผู้เขียนมีจินตภาพการใช้ถ้อยคำบางคำที่หลุดไปจากถ้อยคำจำเจที่ใช้ ๆ กันมาอยู่สองสามแห่ง เป็นเรื่องน่านิยม แต่ไม่ได้ยกมาในที่นี้

 

~

 
 

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
SW19 วันที่ : 14/01/2013 เวลา : 17.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณหนอน -๑๓-

ตามสบายเลยท่าน เราเพิ่งได้อยู่บ้านดีๆ ก็เช้านี้ แต่จะแว้ปไปไปรษณีย์สักนิด แล้วค่อยคุยกัน

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
SW19 วันที่ : 14/01/2013 เวลา : 17.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณแม่มดฯ -๑๒- (ไม่ได้บ้านะคะ เพียงแต่ขำสำนวน อยากพูดเป็นแบบนี้บ้าง)

ต้องมาเจอตัว คุณแม่มดฯ จะคุ้นๆ ภาษาไทยที่อาจจะดีกว่าลูกมดนิดนึง

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
SW19 วันที่ : 14/01/2013 เวลา : 17.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

SW19 เคยมาคิดในภายหลังว่า น่าจะใช้ชื่อ Amoeba
มีสองเพศ และไม่มีรูปร่างชัดเจน แต่เผอิญเขาไม่ได้บอกว่าไอ้ตัวนี้ต้องปากร้ายด้วย เลยไม่เสียดายนัก

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
driftworm วันที่ : 14/01/2013 เวลา : 15.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

เอ่อ นั่นสิ
..
รู้จักแม่มด ฯ น้อยไปสะแล้ว


ความคิดเห็นที่ 14 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 14/01/2013 เวลา : 14.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

แม่มดไม่งง
SW19 มีสองส่วน ใครๆก็รู้
ทำไมคุณหนอนคิดว่า แม่มดไม่รู้ล่ะคะ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
driftworm วันที่ : 14/01/2013 เวลา : 13.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

- - - - - คุณ ๆ สามท่านที่มาคุยด้วย (แม่มดฯ อย่างง ..สามท่านจริง ๆ)

- หนอนไม่ได้อ่านผิดหรอก จริงไหม แม่มด ฯ ยังไงหนอนก็อ่าน ดีมันเชีย ไม่ได้อ่าน ไดมันเชีย

- เมื่อลงกระทู้นี้ หนอนเจตนาจะไม่เล่าเรื่องย่อ เพราะขี้เกียจเก็บความเรื่องเล่าแบบปากเปล่า เรื่องในทำนองนี้เอาเข้าจริงทบย่อไม่ได้เลย
วิธีเล่าเรื่องมันก็เกือบจะย่อ รวบรัดอยู่แล่้ว ... แต่อย่งไร หนอนคิดว่าจะเก็บความมาหยอดลงใน คห. เผื่อช่วยให้คุยออกรส
นี่ก็ว่าจะบอกผู้เขียนว่า หนอนลืมวิจารณ์ในส่วนของวรรณศิลป์ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลวิธีทำ tempo ยังไม่่แรงพอ

- อ่า คุณ SW19's หนอนเป็น stroke ซีกขวา จากอาการ AVM สิบเก้าปีแล้ว เพื่อน ๆ คิดว่าผมจะเอ๋อ แต่กลับขุดความจำขึ้นมาเป็นพะเรอ
เขา้เลยลงทุนซื้อค็อมพ์ให้ตั้งแต่ยุคหลัง DOS (8088) ไม่นาน ให้หนอนเขียนสารพันที่คิด ที่พบเจอเป็นจดหมายส่งให้เพื่อนในกลุ่ม ๒๘ คน
หมอศัลยกรรมประสาทที่สุพรรณฯนี่ก็บอก เออ ดี ใช้ต็อมพ์ จะได้กระตุ้นสมองส่วนที่นอนขี้เกียจอยู่ ร้อยละ ๗๒ ให้มันทำงาน
ปะเหมาะ เราสอนให้มันจำ ทดแทนสมองส่วนที่ถูกขูดทิ้งไปได้ ก็จะเคลื่อนได้ใกล้เคียงเดิม แต่แค่หวังนะ
เมื่อวานซืน ลุกมาตีสี่ ไปหารถไป รพ. ปวดท้อง กระเพาะอาหารเป็นแผล พยาบาลเวรดึกฉีดยาแก้ปวดให้ สองเข็ม ตัวยาสามตัว
บอกล่วงหน้าว่าจะคลื่นไส้ อยากอาเจียนนะ แต่หนอนไม่มีอาการที่ว่า เดาว่าเพราะกลไกส่วนนั้นในสมองมันถูกขูดทิ้งไปแล้ว
มันจะเหมือนกับเวลาหนอนมีไข้ จะไม่ปวดหัว จะไม่มีอาการตัวร้อน เป็นสัญญาณเตือน แต่ต้องไปสังเกตเอาที่
อาการเดินโคลงเคลง ไม่ตรงทาง เตะข้าวของที่พื้น

- เรื่อง consumerism กับ capitalism เข้าใจละ ต่อไปหนอนจะใช้ให้ถูกเรื่องถูกราว จะได้ต่อยไม่ผิดคน

ฯลฯ

ไปดูความเคลื่อนไหวอื่นสักแป๊บ แล้วจะไปซ่อมรถครับ ค่อยมาคุยยาว ๆ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 14/01/2013 เวลา : 03.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ไม่ได้สนใจเรื่องสั้นของคุณหนอนเลย
อ่านความเห็นของคุณ sw19 แล้วพยักหน้าไป หัวเราะไป (ไม่ได้บ้านะคะ เพียงแต่ขำสำนวน อยากพูดเป็นแบบนี้บ้าง)
แล้วก็มาสารภาพว่าพิมพ์ dementia ผิดจริงๆ พาให้คุณหนอนจำผิดไปด้วย อุตส่าห์เห็นว่าคำนี้โรแมนติก ขอโทษคร้าบบบบบบ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
SW19 วันที่ : 14/01/2013 เวลา : 02.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

[ หลอกล่อผู้คนให้ติดตังอยู่กับชีวิตอนาคตในรูปแบบสำเร็จรูปตายตัวของทุนนิยมไว้ล่วงหน้าแล้วตั้งแต่วันนี้เลยทีเดียวเชียว]

ขอค้านเต็มสี่แขน
รูปแบบสำเร็จตายตัวที่ว่า คือ Consumerism ไม่ใช่ Capitalism

Capitalism ยังก่อให้เกิด productivity
แต่ที่เกิดในเมืองไทยคือ Consumerism สถานเดียว แด๊กแล้วก็ย่อยกลายเป็นมูล เกิดขึ้นจากการสร้าง Consumer debt คือ กู้มาใช้ (ซื้อบ้าน ซื้อรถก็ว่าไป) คือ กู้มาแด๊ก ไม่ได้กู้มาลงทุน

Capitalism ก่อให้เกิด consumption จาก wealth ที่สร้างขึ้น จะฟูฟ่องอย่างไร ก็ยังมีส่วนเพิ่มเติม เพราะ wealth เกิดขึ้นจาก productivity
ขณะที่ consumerism ในกรณีของประเทศคือ การใช้จากการกู้เงินมา เพราะฉะนั้น สร้างได้อย่างเดียว คือ หนี้สิน

Capitalism ที่ด่าว่าเลว มันเลวเพราะตัวควบคุมหลวม ไม่ได้เลวเพราะตัวระบบของมันเอง
ตัวควบคุมที่หลวม คือ กฎหมาย และก็ดูจากธนาคาร นักการเงิน ที่เมืองไทยก็มีเยอะแยะ เป็นพวกไอ้แม้วก็มาก เพราะทำให้หาเงินง่ายดี

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
SW19 วันที่ : 14/01/2013 เวลา : 02.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ที่คุณหนอนว่า คนเราทำอะไรเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่หลอกตัวเองเอาไว้ ๒ เรื่อง คือ บ้านกับรถยนต์ จริงหรือเปล่าเราก็ไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยัน แต่ดูแล้วเราเห็นเป็นสองทาง

อย่างแรก คือ คนมันหมดฝัน มันซ้ำซากจำเจ หมดคุณค่าจน imagination มันแห้งเหือด ไม่มีคุณค่าทาง spirituality คุณค่าเดียวที่เหลืออยู่ก็คือวัตถุ

สมัยก่อนคำว่า ผู้ดี คือคนที่มีการศึกษาจนมีความรู้ มารยาทดี รู้จักกาละเทศะ

สมัยนี้ผู้ดี คืออะไรล่ะ วัดกันจากอะไรละ

อย่างที่สอง คือ ดูพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทยก็อดคล้อยตามว่ามันจริงไม่ได้ ค่านิยมเรื่องคุณงามความดีของความประพฤติมันหายไปหมดแล้ว สิ่งที่เป็นเป้าใหม่มันกลับเป็นวัตถุ ที่ว่าสองอย่างนั่น ที่จริงยังมีอีกอย่าง คือ ค่านิยมเรื่องปริญญาด้วย เราเหมือนสอนให้บูชาและหาสิ่งเหล่านั้นมาปะตูด เพื่อบอกว่า เราประสบความสำเร็จพร้อมมูล มีบ้าน มีรถ อย่างรถที่เชิดหน้าชูตา ก็ต้อง Mercedes คือเบ้น (อย่างที่คนไทยอ่านนั่นแหละ) รถมันดีจริง ทนทานจริง สมราคา ที่นี่ใช้กันตามคุณค่าของรถ ตามความจำเป็น เป็นแท็กซี่ก็มาก เป็นเรื่องปกติ แต่คนไทยใช้เป็นเครื่องบอกความสำเร็จ บอกหน้าตา

เรื่องปริญญานั้น ก็ขอให้มี ขอให้จบ ขอให้ได้เรียน แถมขอให้ได้มาตบตูดที่ต่างประเทศซักนิด ได้อะไรหรือเปล่า ก็ไม่รู้
เคยพบเด็กหนึ่งคนถามว่ามาเรียนอะไร ยังไง ฯลฯ เขาตอบว่า มาเรียนไปงั้นแหละ เอาแค่มาได้ซักปี ก็ขึ้นค่าตัวเวลาไปหางานได้แล้ว เวร... ก็ค่านิยมมันเป็นแบบนี้ แถมเด็กที่มาเรียน มันเห็นเป็นหน้าที่พ่อแม่ต้องส่งให้เรียน

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
SW19 วันที่ : 14/01/2013 เวลา : 02.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

SW19 เพิ่งกลับถึงบ้าน อ่านคุณหนอนคุยกับคุณแม่มดเดือนMarch เพลินจนลืมรายละเอียดของเรื่องสั้นที่ว่าเสียสิ้น ที่จริงแล้ว ที่คุณหนอนเขียนก็สำเร็จตามเป้าละ คือ จุดประกายให้คุยกัน จนเลยไปถึงไหนแล้ว

SW19 เป็นอย่างคุณแม่มดฯ คือ ไม่ได้อ่านเรื่องสั้นที่ว่า เลยออกปากอ่าวคุยเรื่องอื่นดีกว่า

Dementia (น่าจะ de มากกว่า di) เป็นเรื่องสำคัญมาก และที่สำคัญกว่าคือ carer หรือคนที่ต้องอยู่ดูแลผู้ที่เป็น เพราะอาการสำคัญคือสูญเสียความทรงจำ คนดูแลที่ต้องตอบเรื่องซ้ำอยู่ทุกห้านาทีคงเครียดตายก่อน

Dementia เกิดกับคนที่เป็น Stroke ได้เหมือนกัน คือเกิดตามมาจากการ Stroke สูญเสียความทรงจำ เลยนึกถึงข่าวเมื่อไม่กี่วันก่อน คนอังกฤษไม่ได้แก่มากเกิด Stroke ภายหลังเมื่อฟื้นกลับมารู้เรื่องพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย พูดภาษาเว้ลช (Welsh) อย่างเดียวทั้งที่ไม่เคยพูดเป็นมาก่อน ตอนนี้ต้องพก dictionary และหัดพูดภาษาอังกฤษอีกครั้ง หมอเพิ่งสืบค้นและให้คำอธิบายว่า ลุงคนนี้ตอนสิบขวบเคยอยู่ที่ Wales แต่ก็พูดเว้ลช์ไม่ได้ เมื่อเกิด Stroke มีการกระทบถึงสมองส่วนรับรู้เรื่องภาษา ที่มีการบันทึกข้อมูลของภาษานั้นไว้ แม้เจ้าตัวจะไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ พูดไม่ได้ พอสมองเกิดการกระทบกระเทือน สมองส่วนนั้นเลยกลับมา activate พูดปรื๋อ ก็เป็นเรื่องน่าทึ่งของสมองมนุษย์ ที่ว่ากันว่าเราสมองใช้เพียง 18-23% ของ capacity เท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 13/01/2013 เวลา : 21.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

แต่ทำไมเด็กอีกร้อยละ ๘๐, ๙๐ ถึงลงไปในทางต่ำละ ความมีเหตุผลไม่มีในตัวพวกเขาอย่างที่แนวคิดสมัยใหม่เชื่อมั่นหรอกหรือ

อันนี้ ต้องไปถามพ่อแม่ของเด็กพวกนั้นว่าเลี้ยงลูกมาอย่างไร จึงทำให้เขาคิดเป็นไม่ได้
ถ้าพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี ที่สำคัญ ถ้าพ่อแม่เองเป็นคนคิดเป็น แยกแยะผิดชอบชั่วดีได้และปฏิบัติดีด้วย ไม่ใช่พูดอย่างทำอย่าง โอกาสที่จะผิดพลาดในการเลี้ยงดูลูกมีน้อยมาก
ถ้าครอบครัวเข้มแข็ง กว่าเด็กจะโตออกไปสู่โลกภายนอก รูปการณ์จิตสำนึกของเด็กจะค่อนข้างมั่นคงชัดเจนแล้ว
แม่มดไม่เคยตีลูกและไม่อนุญาตให้ใครมาตีลูก พ่อของแม่มดจบป.๔ นะ ไม่เคยตีแม่มดสักแปะ

เอ้อ คุณหนอน เราคุยกันแบบไม่ได้ชักใบให้เรือเสียหรอกแต่ไม่รู้แล้วว่าเรืออยู่ที่ไหน หาเข็มทิศไม่เจอ หางเสือก็หักตกน้ำไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
ไปล่ะค่ะ คุณหนอนจะได้คุยกับคนอื่นแบบเข้าเรื่องเข้าราวบ้าง

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
driftworm วันที่ : 13/01/2013 เวลา : 21.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ผมเองยังเชื่อในการ ตี อยู่เลย
แต่ไม่ใช่การตีตะพึดไป หรือตีอย่างไม่บันยะบันยัง
ตีแบบมีเงื่อนไข ความเจ็บช่วยยับยั้งความอยาก "ลอง" อย่างไม่มีขอบเขต
โดยเฉพาะเมื่อมีคำยุยงจากหมู่เพื่อนฝูง ความเจ็บจำช่วยลดทอนความเห็นแก่เพื่อนได้
(แค่ตัวอย่าง ไม่ใช่เหตุผลนี้เหตุผลเดียว)
สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกโดยไม่ตีเลย นับเป็นโชคดี
แต่ทำไมเด็กอีกร้อยละ ๘๐, ๙๐ ถึงลงไปในทางต่ำละ ความมีเหตุผลไม่มีในตัวพวกเขาอย่างที่แนวคิดสมัยใหม่เชื่อมั่นหรอกหรือ
......... ฯลฯ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 13/01/2013 เวลา : 21.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

Dame Judy Dench เป็นคนโปรดของแม่มด แต่ผู้เฒ่าที่เล่นเป็นสามีได้ออสการ์ไป

แม่มดว่า โดยทั่วไปแล้ว สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมไม่มีเนื้อที่ในความรู้สึกนึกคิดของของผู้สร้างงานศิลปะ (ทั้งนี้ ไม่ได้แปลว่า เขาไม่มีศีลธรรม)
art เป็น universal
แต่ศีลธรรมนั้นเหมือนกฏหมาย เป็นเครื่องมือรักษาระเบียบของสังคมในยุคสมัยหนึ่ง ในภาวะหนึ่ง
สังคมเปลี่ยน กฏหมายและมาตรฐานศีลธรรมก็เปลี่ยน สิ่งที่ผิดกฎหมายหรือศีลธรรมในสังคมหนึ่ง ยุคสมัยหนึ่งจึงอาจกลายเป็นความถูกต้องในอีกสังคมหนึ่งก็ได้

ดูเรื่องการตีเด็กปะไรคะ ที่นี่ไม่ว่าพ่อแม่หรือครูก็ไม่มีสิทธิ์ตีเด็ก ถือเป็นเรื่องที่ผิดทั้งศีลธรรมและกฎหมาย แต่ผู้คนมากมายในบ้านเรายังยอมรับว่าเป็นวิถีปฏิบัติปกติ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
driftworm วันที่ : 13/01/2013 เวลา : 21.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ยังจำชื่อได้เลย Iris Murdoch

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
driftworm วันที่ : 13/01/2013 เวลา : 21.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ดูทางโทรทัศน์บอกรับสมาชิก ๒ เที่ยวครับ
จะว่าสองเที่ยวก็ไม่เชิง เพราะว่าครั้งแรกเปิดเจอกลางเรื่อง
ครั้งที่สองเปิดเจอเมื่อเริ่มเรื่องไปแล้วหน่อยหนึ่ง
คนแสดงเป็น ไอริส เก่งมาก
ที่ผมสงสัยคือ คนเป็นศิลปิน กวี บูชาความรักได้ขนาดนั้นเลยรึ
ทลายเส้นกรอบศีลธรรมหมดเลย
.

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 13/01/2013 เวลา : 20.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ขออนุญาตออกตัวอีกครั้งว่าไม่ได้แตะต้องงานเขียนชิ้นนี้เพราะไม่ได้อ่าน
เพียงแต่จะขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คนอายุ ๓๐ กว่าๆ เขาไม่เป็น dimentia กัน
โดยเฉลี่ยแล้ว อายุคนไข้โรคนี้จะเริ่มที่ ๖๕ ขึ้นไป
เคยดูภาพยนต์เรื่อง IRIS ที่สร้างจากหนังสือเรื่อง IRIS...The Uncomparable Love Story ไหมคะ
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่สามีเป็นคนเล่าถึงอาการของภรรยาซึ่งเคยเป็นนักเขียนหญิงที่ปราดเปรื่องมากๆ หนังอธิบายพัฒนาการของคนที่เป็นโรคนี้ได้อย่างแจ่มชัดจนน่าตระหนก

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
driftworm วันที่ : 13/01/2013 เวลา : 20.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๑- แม่มดฯ

ไม่เป็นการชักเรือให้ใบเสียหรอกครับ จขบ.เองก็ออกเลยปากอ่าวเป็นประจำ

เพิ่งรู้จักชื่ออาการผิดปกติ (disorder) นี้ ชื่อโรแมนติกจัง ดีมันเชีย ..ดีมันเชีย

ไพศาล คนเขียนเรื่องสั้นนี้ (อยู่ในโอเคเนชั่นนี่ด้วยนานแล้ว) คงไม่ได้ตั้งใจเขียนเกี่ยวกับอาการผิดปกตินั่นหนรอกครับ
แต่คงตั้งใจสะท้อนภาวะแปลกแยก (alienation) ของคนเมืองมากกว่า
คล้ายกับเรื่อง Waiting for Godot ของแซมมวล เบ๊คเค็ท
ผมว่าไพศาลไม่รู้จักอาการดีมันเชีย (เนอะ ไพศาล เนอะ)
ตัวละครผัวเมียนั่นก็น่าจะอายุในวัยสร้างเนื้อสร้างตัวคือ ๓๐+/- ตามเป้าหมายแผนโฆษณาสินค้ายุคใหม่เลย

ได้ความรู้เพิ่มมาอีกแล้ว บล๊อกนี้ เข้ามาแล้วขว้างพังงา หางเสือทิ้งได้ครับ ไม่ใช้แผนที่นำร่องด้วย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 13/01/2013 เวลา : 20.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ไม่ได้อ่านเรื่องสั้นที่คุณหนอนเขียนถึง ดังนั้นขอใช้สิทธิ์งดออกเสียงเกี่ยวกับงานชิ้นนี้นะคะ

แต่สนใจตรงเนื้อหาที่ว่าถึงสามีที่เป็น dimentia
ในประเทศเยอรมนี ผู้คนอายุยืนมากจนปัญหาเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ของสังคม
จิตแพทย์และแพทย์ผู้เชียวชาญทางระบบประสาทมีน้อย (แม้ว่าแพทย์ผู้ค้นพบโรค Alzheimer จะเป็นเยอรมัน) ใครมีความเครียด อยากคุยกับหมอ ต้องรอนัดนานจนคนไข้ลืมไปเลยว่าตัวเองเครียดเรื่องอะไร
อย่างแม่มดมีปัญหานิ้วก้อยและนิ้วนางซ้ายชาอยู่บ่อยๆ หมอประจำบ้านทำเรื่องส่งตัวไปให้หมอกระดูกและหมอประสาทพร้อมกัน คือต้องให้หมอประสาทตรวจที่กระดูกสันหลังก่อนแล้วส่งผลไปให้หมอกระดูกเป็นคนรักษา หมอประจำบ้านบ่นอุบว่า ส่งต่อคนไข้ไม่ได้ คิวเต็ม หมอประสาทงานล้นมือ มีแต่คนไข้โรค dimentia เต็มไปหมดเพราะคนแก่ไม่ยอมตาย (หมอเป็นคนน่ารักนะคะ ปากคอเราะร้ายไปอย่างนั้นเอง)
ในสังคมตะวันตกที่ผู้คนอายุยืน (เกินไป?) มีวรรณกรรม บทละคร และภาพยนต์มากมายเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคนี้ แม่มดไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมของบ้านเราเกี่ยวกับเรื่องนี้มานาน เลยออกจะแปลกใจที่ได้อ่านว่ามีงานเขียนที่จับเรื่องนี้โดยตรง
ท่าทางคอมเม็นต์นี้จะเป็นการชักใบให้เรือเสีย ไม่ต้องตอบก็ได้ค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน