*/
  • driftworm
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-03-26
  • จำนวนเรื่อง : 71
  • จำนวนผู้ชม : 184013
  • จำนวนผู้โหวต : 41
  • ส่ง msg :
  • โหวต 41 คน
<< กุมภาพันธ์ 2013 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556
Posted by driftworm , ผู้อ่าน : 14197 , 16:08:25 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน รวงข้าวล้อลม , BlueHill โหวตเรื่องนี้

 


เรื่องสั้น เธอทำกับข้าว  ของ ไพศาล เหล็มสัน  ในนสพ.กรุงเทพธุรกิจ ส่วนจุดประกายวรรณกรรม วันอาทิตย์ที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๕ หน้า ๘


 

 

ปูม, อนุทินรายวัน, บันทึกประวัติการรักษา, บันทึกประวัติคดีอาชญากรรม เป็นเครื่องมือที่อาจใช้ศึกษาหาความเป็นมาของเหตุที่สืบเนื่องมาเป็นผลในปัจจุบัน  มันก็เหมือนบันทึกประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง  แต่การบันทึกในรูปแบบที่กล่าวมารวมถึงประวัติศาสตร์ด้วยก็มีข้อบกพร่อง ข้อจำกัดที่ไม่ได้เก็บรายละเอียดตลอดสายชนิดเป็นเส้นลำดับเวลา แต่จะข้ามกระโดดเป็นช่วง ๆ ไปที่ตรงตำแหน่งที่เลือกมองหมายไว้ก่อน (เป็นแบบพิกัดเอกเทศ หรือ digital)  มิได้ถือเอารายละเอียดสืบเนื่องเป็นสายลำดับเหตุการณ์ (ลำดับเหตุกรณ์ผันแปรสืบเนื่อง หรือ analog) มาไว้ในความคำนึง  เพราะความจริงในแบบประการหลังนั้น เหตุการณ์เพียงหนึ่งเดียวมันให้ความหมายที่แตกกระจายเป็นแฉกแยกย่อยออกไปหลากหลายพอ ๆ กับความคิดของมนุษย์ มันส่งความหมายได้ไม่จำกัดตราบเท่าที่มนุษย์ยัง‘คิด’  ผู้มีกิจกรรมเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ก็อยู่ในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่ง ย่อมเลือกที่จะหมายมองเอาแต่แฉกที่ตนต้องการใช้

 

เรื่องสั้น‘เธอทำกับข้าว’ นี้ เมื่ออ่านแล้วก็ยังมีความรู้สึกถึงการเล่าเรื่องอย่างมีจังหวะกระโดดอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก ผู้เขียนใช้วิธีการบรรยายชีวิตประจำวันในช่วง ๒-๓ วัน จนเห็นภาพชีวิตประจำวันของคนคู่หนึ่ง โดยการเล่ากิจวัตรประจำวันของฝ่ายชายเป็นหลัก ส่วนกิจวัตรของฝ่ายหญิงเป็นส่วนเสริม ปรับเนื้อเรื่องให้สมดุลด้วยกิจวัตรร่วมกันที่บ้านในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ที่ร้อยวันพันปีแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นพิเศษ ก็ให้ภาพที่ชัดเจน สื่อสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะบอกออกมาได้อยู่ในขั้นดี

 

กล่าวคือผู้เขียนบอกเล่าถึงชีวิตยุคใหม่ที่ดำเนินไปตาม ‘คู่มือการใช้ชีวิต’ (ค่านิยมในสังคม) ที่รวบรวมกรอบแบบแผนจำนวนหนึ่งเอาไว้เป็นชุดสำเร็จรูป ตั้งแต่กรอบเรื่องกิจวัตรที่เป็นไปตามเวลาที่แบ่งออกเป็น ๒๔ ชั่วโมงต่อ ๑ รอบ, กรอบเรื่องการทำมาหากิน (หน้าที่การงาน) ข้างนอกที่แยกออกเด็ดขาดจากที่อยู่อาศัย –ก็บ้านนั่นแหละ, กรอบเรื่องวิธีการกินอยู่ (อาหารปรุงกึ่งสำเร็จรูป, ไมโครเว้ฟ), กรอบเรื่องข้าวของที่จะเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์ (อุปกรณ์อำนวยความสะดวก, อุปกรณ์ไฟฟ้า, อุปกรณ์ปรุงอาหาร, ตู้เย็น, บ้าน, รถยนต์, เครื่องเสียง), กรอบเรื่องสิ่งของและกิจกรรมยกระดับคุณภาพชีวิต (ต้นไม้ที่ปลูกสะสมในบริเวณบ้านซึ่งเป็นอาณาเขตส่วนตัวเหมือนเป็นเอกเทศไม่เชื่อมต่อกับชุมชนรอบตัว, กลิ่นหอมของกาแฟ ชาในอาณาบริเวณส่วนตัว คือความรื่นรมย์ คือของขวัญที่มอบให้ตัวเองทุกวัน, เครื่องเสียงที่เหมือนยกวงออร์เค้สตร้าทั้งวงหรือวงค็อมโบ้มาตั้งในห้องรับแขกของบ้าน, ออกเที่ยวทัศนาจรในที่กรุ่นกลิ่นแมกไม้สายน้ำหรือกลิ่นเก่าของชุมชนโบราณ เป็นการตกรางวัลให้ตัวเอง)

 

ชีวิตที่ดำเนินไปตามกรอบสูตรสำเร็จอย่างนี้แทบเป็นพิมพ์เดียวกันไปหมดทั้งสังคม ย่อมเป็นที่แน่นอนว่านานไปก็จะเกิดความจำเจ ซึ่งมันขัดกับธรรมชาติของมนุษย์  เมื่อการใช้ชีวิตอย่างขัดแย้งกับความเป็นมนุษย์อย่างนี้ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ถึงที่สุดตัวมนุษย์ก็จะเกิดภาวะความไม่แน่ใจในความมีอยู่ของตัวเอง ภาวะของการตั้งข้อสงสัยในคุณค่าความหมายของการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง กระทั่งถึงภาวะที่รู้สึกว่าตัวเองปราศจากความหมายและคุณค่า (absurd) ไปเลย

 

มันต้องเป็นไปเช่นนั้นอย่างแน่นอนเพราะชีวิตที่ดำเนินไปตามกรอบสำเร็จรูปของค่านิยม (ความหมายที่รองรับกิจกรรม กิจวัตร .. พอจะเรียกแบบสมัยนี้ว่าสัญนิยมได้หรือไม่) ที่เหมือนมียักษ์ตนหนึ่งแอบอยู่เบื้องหลังเกราะกำบังเป็นผู้กำหนดให้พวกเราทำอย่างนั้นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย  ชีวิตในสังคมยุคใหม่ที่เปลี่ยนให้บ้านเป็นเพียงช่องกลวงหนึ่งช่องในตึกใหญ่ราวรวงผึ้ง แต่ละช่องมีพิกัดเอกเทศ (digital) เหมือนเซลล์หนึ่งของหน้าโปรแกรมค็อมพิ้วเต้อร์ มีรถยนต์เป็นดังเส้นโยงเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ ในที่อื่น ๆ  ในแต่ละช่องติดตรึงอุปกรณ์ปรับอุณหภูมิ อุปกรณ์การครัว อุปกรณ์สันทนาการ อุปกรณ์สื่อสารออกไปภายนอก อุปกรณ์ดึงข้อมูลข่าวสารมาในห้อง จนแทบไม่ต้องออกไปจากห้องหรือช่องอาศัยเลย ครั้นจะเดินทางโดยรถยนต์ก็จะเป็นไปอย่างรีบเร่ง ใส่ใจเพียงจุดหมายที่จะไป (ตั้งพิกัดเอกเทศ-digital ไว้) ไม่ใส่ใจเรื่องราวรายละเอียดระหว่างทางที่สืบต่อเนื่องอยู่บนเส้นทาง (analog) เรากำลังทำอะไรหล่นหายไปจากชีวิตรึเปล่า ..... นี่มันจะต่างอะไรกับไก่ที่เติบโตมีชีวิตช่วงหนึ่งเพียงสั้น ๆ ภายในช่องว่างรูปกล่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ขนาดพอดีตัว ติดตั้งอุปกรณ์บอกให้ตื่น บอกให้หลับ บอกให้กินอาหารที่ถูกออกแบบมาเสร็จแล้ว บอกให้กินยา บอกให้กินวิตามิน ฮอร์โมน อุณหภูมิเย็นไปหรือร้อนไป ระบบมันจะบอกเองและจะจัดการให้ตามที่มันถูกตั้งค่าไว้ .. ทั้งหมดนี้ก็คือ ‘กรอบการมีชีวิต’ ในอาคารโรงเรือนขุนเลี้ยงสมัยใหม่ที่ทำให้ชีวิตไม่เป็นชีวิต แต่ลดทอนความหมายลงเป็นเพียงระบบชีวภาพที่สังเคราะห์โปรตีนให้เป็นอาหารให้สัตว์ใหญ่กว่า มันแค่ยังหายใจได้อยู่  มันเป็นชีวิตที่ไม่ได้ถูก ‘ฟูมฟัก’ ก่อนลืมตาดูโลก  แต่เป็นแค่สิ่งที่ถูกทำให้ออกมาจากฟองไข่แล้วพองโตขึ้นเป็นเวลาไม่เกิน ๔๐ วันก็ถูกกำหนดล่วงหน้าให้ ‘ลาโลก’

 

ผู้เขียนฉลาดเลือกกำหนดเงื่อนไขให้ตัวละครฝ่ายชายผู้เล่าเรื่องกำลังเผชิญพยาธิสภาพที่กำลังลุกลาม จึงต้องอยู่แต่ใน ‘บ้าน’ มากกว่านั้นก็ไม่เกิน ‘รั้วบ้าน’ ทำให้ดูไม่ขัดเขินที่จะเล่ากิจวัตรในวันหนึ่ง ๆ ซึ่งเป็นวังวนของความจำเจของค่านิยมหรือสัญนิยมของการใช้ชีวิต (ในแง่นี้ กระทั่งงานเขียนของฮะรุกิ มูราคามิ ที่เป็นที่นิยมเสพกัน และตัวละครชายในเรื่องก็เสพอยู่ ก็อาจนับเนื่องได้ว่าเป็นสัญนิยมที่จำเจอีกเรื่องหนึ่งในบรรดาความจำเจตามกรอบสำเร็จรูปชุดใหญ่นี้)  อาจพูดได้ว่าเป็นค่านิยมหรือสัญนิยมของชนชั้นกลางใหม่ที่กำลังทยอยเพิ่มจำนวนเข้ามาอยู่ใน ‘พิมพ์เดียวกัน’ มากขึ้น ๆ  ในชีวิตจริงของคนไทยเราก็สามารถเห็นสรรพชนที่กำลังถูกสร้างให้เป็นชนชั้นกลางใหม่ด้วยการเติมใส่วัตถุเข้าไปในวิถีชีวิต วัตถุที่ผนวกติดมาด้วยเงื่อนไข เริ่มตั้งแต่โทรศัพท์พกพา, รถยนต์กระบะ, เครื่องรับโทรทัศน์เล่นแผ่นบันทึกหนัง ดนตรี ตลก, เครื่องซักผ้า, ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป .. และสุดท้ายก็ หนี้ จะเป็นชนชั้นกลางไปได้อย่างไรถ้าไม่มีหนี้

ผู้เขียนแทรกอารมณ์โหยหาสิ่งที่จะพ้นไปจากความซ้ำซากจำเจไว้ ๓ จังหวะคือ ตัวละครชายผู้เล่าเรื่องหลับฝันถึงการได้เสพกามกับหญิงสาวในชุดเสื้อคลุมยาวสีแดงถึง ๒ ครั้ง ฝันอะไรมันถึงได้ต่อเนื่องเป็นเรืองเดียวกันไม่ขาดตอนซะขนาดนั้น แล้วในหนที่สามเป็นความเคลิ้มครึ่งหลับครึ่งตื่นว่าหญิงสาวคนนั้นยังได้ประกอบกิจต่อมาประดุจสิงอยู่ในร่างเมียรักผู้กำลังดำเนินกิจกรรมแสวงหารสรักจากร่างกายเขาเองอยู่อีกด้วย  ส่วนจังหวะที่สองคือเมื่อทั้งตัวละครชายและตัวละครหญิงให้ความสนใจกับครอบครัวนกเขาเล็ก ๔ ตัวที่มาทำรังในพุ่มไม้ประดับที่เฉลียงชั้นบนของบ้าน  และจังหวะที่สาม ตัวละครชายเข้านอน แหงนมองภาพหมู่ดาวพราวพรายเต็มแผ่นฟ้ายามราตรี ทั้งหมดเป็นเพียงแผ่นภาพปิดเต็มผืนเพดานห้อง

 

ยังมีข้อสังเกตว่าการที่ตัวละครหญิงเป็นผู้สังเกตเห็นก่อนและติดตามใส่ใจครอบครัวนกเขาเล็กในรัง อาจสื่อได้ว่า คนคู่หนึ่งที่แม้อยู่ร่วมกัน แต่เอาเข้าจริงแล้วต่างก็มี ‘โลกปัจเจก’ ของใครของมันซ้อนเข้าไปอีกชั้นหนึ่งขึ้นมาจากโลกแบบไก่ในช่องขุนเลี้ยงสมัยใหม่ที่ก็ว่าเป็นปัจเจกอยู่มากแล้ว  แม้หญิงสาวจะกระซิบบอกรักวันละสามสี่เวลาคือก่อนออกรถจากบ้าน ‘ไปทำงาน’, ทุกครั้งที่โทรศัพท์เข้ามาถามไถ่ติดตามอาการของฝ่ายชายอย่างใส่ใจ, และก่อนนอน .. แต่นั่นก็คงเหมือนเป็น ‘โปรแกรม’ ตัวหนึ่ง

 

ตัวละครชายที่ผู้เขียนกำหนดให้มีพยาธิสภาพทางกายนี้ยังทำหน้าที่สื่อต่อเนื่องไปถึงภาวะที่เมื่อความจำเจดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง คนเราจะไม่จดจำคุณค่าความหมายของความเป็นคน แต่จะเห็นเป็นแค่ชีวิต ๆ หนึ่ง (เหมือนที่เห็นไก่เลี้ยงยุคใหม่เป็นเพียงโปรตีนมีชีวิต หรือก้อนเนื้อก้อนหนึ่ง) ที่ตนก็รับรู้ เห็นมาอย่างจำเจ .. ด้วยการที่ผู้เขียนเขียนให้ตัวละครชาย ‘จำเมียรักของตัวเองไม่ได้’ ในตอนสุดยอดของเรื่อง ด้วยประโยคปิดเรื่องว่า “ขอโทษ มาหาใครครับ” .. จุดนี้แม้อ่านทีแรกจะรู้สึกกระโดดนิดหนึ่ง แต่แล้วก็รู้สึกว่าเรื่องมันร้อยกันมาอย่าง ‘ไร้รอยต่อ’  ไม่ขาดความสมเหตุสมผล  เหตุเพราะผู้เขียนได้หยอดไว้ก่อนหน้านี้สองแห่งว่าพยาธิสภาพของฝ่ายชายนั้นมีผลทำให้ “ลืม” และมันหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ จนมาถึงจุดที่ ‘ลืมขาด’  แต่การหยอดไว้เพียงสองแห่งอาจไม่สร้างอารมณ์สืบเนื่อง (analog) ได้เพียงพอ จึงมีอาการกระตุกนิด ๆ

 

การหยอดปูพื้นความรับรู้ไว้ ๒ จุดที่ห่างกัน มองภาพแล้วก็เหมือนการเล่าประวัติศาสตร์ที่กระโดดไปตามจุดที่หมายตาไว้เป็นช่วง หรือแบบพิกัดเอกเทศ (digital) ที่เกริ่นนำบทวิจารณ์นี้ไว้  แล้วการหยอดครั้งที่สองก็เป็นการบอกที่ดำเนินต่อเนื่องไปถึงฉากจบ (climax) เสียทีเดียวเลย  ก็เหมือนหยอดปูพื้นไว้ ๑ ครั้ง แล้วครั้งที่สองก็เร่งความเร็วเข้าเส้นชัยไปเลย  ทำให้ความรู้สึกจากการอ่านว่า ‘ไอ้ที่ตัวละครตัวนี้มีอาการแพล็ม ๆ อยู่ เดี๋ยวคอยดูเถอะ มันจะเกิดเรื่องไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง’ มันไม่มี ...การสื่ออารมณ์ออกมาเป็นระยะ ๆ ต่อเนื่องกันนี้ ในการละครเรียกว่า tempo ... อย่างไรก็ดี ในเรื่องสั้นเรื่องนี้ถึงจะไม่มี tempo มาประคับประคองอารมณ์ของคนอ่าน ก็ไม่ได้ทำให้สารที่จะสื่อนั้นบกพร่องไป  คิดอีกที เหมือนว่าผู้เขียนมีเจตนาจะหักมุมเรื่องอยู่เหมือนกัน  ซึ่งถ้าจริง ก็ยิ่งต้องมีไอ้ที่เรียกว่า tempo นั้นมาสร้างสัมฤทธิผล

 

นอกจากนั้น ที่น่าคำนึงอีกจุดหนึ่งคือเรื่องนี้ทำหน้าที่สื่อได้ดีก็จริง แต่มันยังเหมือนการได้อ่านปูมบันทึกที่เสมียนหรืออาลักษณ์บันทึกไว้อย่างเป็นทางการ หรือเปรียบเหมือนอาหารที่ปรุงสุก ให้ประโยชน์ (แง่คิด) ครบถ้วน แต่ก็ไม่ได้แต่งรสเติมกลิ่นอย่างที่ ‘ชีวิต’ ควรจะมี  นี่อาจจะเป็นเพราะว่าผู้เขียน คิด‘ เกี่ยวกับมัน แต่ไม่ได้ ‘รู้สึก’ กับมัน  เรื่องราวใด ๆ ไม่ว่าจะเต็มไปด้วยชีวิตชีวา สนุกสนาน หรือจะมีแต่ความแห้งแล้ง หดหู่ มันก็มีรสชาติประจำของมันที่ดึงให้ผู้อ่าน ‘จมดิ่ง’ ลงไปรู้สึกร่วมกับมันอย่างเต็มตื้นได้

 

และนี่ ‘อาจจะ’ ให้ข้อสังเกตในภาพกว้างขึ้นมาอีกระดับหนึ่งก็ได้กระมังว่า ทุกวันนี้เราขาดความมีชีวิตชีวาเพราะว่าเราออกห่างมาจากธรรมชาติมากขึ้นทุกที ๆ ธรรมชาติที่ไม่ขาดปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย มีความอลุ้มอล่วยกัน ไม่แยกตัวออกมาต่างหากจากคนอื่นจนเป็นเอกเทศ

 

มีถ้อยคำสำนวนในเรื่องที่อยากนำมาตั้งข้อสังเกต ดังนี้

๑. (เมื่อบรรยายพรรณไม้นานาในบริเวณบ้าน) .. อีกลำลูกกล้วยหลากจำนวน ..

คำว่า หลาก น่าจะแสดงความแผกแตกต่างมากกว่าจะใช้เป็นคำขยายในเชิงจำนวนที่มาก  ผู้เขียนคงตั้งใจเลี่ยงคำที่ใช้บ่อย เช่น มาก หลาย

๒. (บรรยายถึงนกเขาเล็กคู่หนึ่ง) .. เสียงพรึ่บพรั่บมาจากพุ่มหูกระจง ..

เท่าที่เคยผ่านตา เคยเห็นแต่ พึ่บพั่บ แต่การใช้คำแทนเสียงปีกเล็ก ๆ ระรัวของนกด้วยการเติม ร เรือ ก็อาจเป็นเรื่องของเสียงที่ได้ยินแบบหูใครหูมัน ไม่มีข้อกำหนดเคร่งครัดเรื่องคำแทนแต่อย่างใด

๓. (บรรยายการเสพกามกับหญิงสาวในชุดเสื้อคลุมยาวสีแดง) .. เธอจับไอ้นั่นของเขาป้อนเข้าไปในร่างกายของเธอ ..

คำว่าป้อน กับกิจกรรมนี้ ผู้เขียนคงจะใช้เป็นคนแรก มันให้ความรู้สึกไม่หยาบโลน ไม่รุนแรงแบบหื่น  แต่ผู้อ่านอื่น ๆ จะว่าอย่างไร เราไม่รู้ อาจมีคนเคยใช้คำนี้มาก่อนแล้วก็ได้

 

เพิ่มเติม (๘ ก.พ. ๒๕๕๖)

มีอยู่อีกจุดที่ควรนำมากล่าวถึง และจะยกย่อหน้าสุดท้ายของเนื้อเรื่องมาประกอบเสียด้วยในที่นี้

ย่อหน้าสุดท้ายมีว่าดังนี้ (ตัวสะกดและวรรคตอนตามที่ตีพิมพ์)


          ใกล้เวลาละคร ผมนึกถึงเรื่องที่เคยดู ครั้นแล้วกลับไม่แน่ใจ ถามตัวเองว่าวันนี้วันอะไร แต่คำตอบที่ได้ทำให้สับสน พยายามทบทวนจนรู้สึกมึนตื้อในหัว ผมหลับตานอนนิ่ง ๆ ปล่อยวางความนึกคิดทุกอย่างจนโปร่งโล่งเบาบาง มาสะดุ้งอีกทีตอนที่มีคนกดกริ่งประตู ผมลืมตาขึ้นมอง เหลือบดูนาฬิกา สามทุ่มห้านาที สะลึมสะลือลุกออกไปนอกบ้าน รถเก๋งสีบรอนซ์เงินคันหนึ่งจอดอยู่หน้าประตูรั้ว ไฟหน้ารถส่องเลยไปตามถนน แรกที่เห็นผมคิดว่าเป็นพี่เจ้าของบ้านฝั่งตรงข้ามจอดตั้งลำรอคนเปิดประตู แต่ผู้หญิงที่ยืนเกาะลูกกรงเหล็ก และกำลังหันหน้ามากลับทำให้ผมลังเล เธอสวมกระโปรงสั้นในชุดติดกันสีอมเทา สูงราว 165 เซนติเมตร ผมตรงยาวเลยบ่า สวมแว่นตากรอบเหลี่ยมสีน้ำตาลดำ มีอักษร C กลับด้านเกี่ยวคล้องกับตัวปกติอีกตัว ติดอยู่ตรงขา ผมทันสังเกตเห็นตอนเธอหันกลับไปที่รถ เมื่อเดินเข้าไปใกล้ แม้จะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาขึ้นมาตงิด ๆ แต่ผมก็หลุดปากถามออกไป

          “มาหาใคร ครับ?”


เป็นจังหวะที่สองที่ผู้เขียนหยอดเรื่องอาการ “ลืม” ของตัวละครชายว่า “วันนี้วันอะไร” แล้วเดินเรื่องเร่งความเร็วไปให้ถึงเส้นชัยด้วยการบรรยายความคิดของตัวละครชายที่สะท้อนตอบสนองสิ่งที่รับรู้ตรงหน้า (คือเมียรัก) ในลักษณะของความคิดแปลกแยก 

(alienation .... อาการของความคิดแปลกแยกเมื่อกำเริบหนักขึ้นจะนำไปสู่อาการจิตเภทหรือ schizophrenia) ขณะเดียวกันผู้เขียนก็สะท้อนให้เห็นว่าสาเหตุของความคิดแปลกแยกนั้นไม่เพียงมาจากความจำเจเป็นสูตรสำเร็จอยู่ทุกวี่ทุกวันเท่านั้น ในความจำเจนั้นมันฝึกมันสอนให้ตนเราจดจำกันและกันด้วยคุณลักษณะของสิ่งภายนอกที่มาแปะติดกับคน ๆ นั้น ไม่ใช่ที่ตัวคน ๆ นั้นเช่น จิตใจ พื้นอารมณ์ พื้นนิสัย ความคิดอ่าน ของคน ๆ นั้น . . . . . ในฉากนี้ สิ่งที่ตัวละครชายพอจะระลึกทบทวนความเป็น “ใคร” คนหนึ่ง ก็คือ ชุดกระโปรงสั้นติดกันสีอมเทา..รถเก๋งสีบรอนซ์เงิน..ขาแว่นมีตราสัญลักษณ์ของชาแนล สามสิ่งที่เข้ามาในคลองสายตาที่พอจะทำให้นึกได้อย่างลาง ๆ ทว่ายังไม่พอเพียง

เราจะเห็นได้ว่า “ข้อมูลจดจำ” ความเป็นใครคนหนึ่งด้วยสิ่งภายนอกที่ไปแปะติดกับคน ๆ นั้น มีลักษณะเป็นข้อมูลแยกส่วน มีความเป็นเอกเทศตามพิกัดตำแหน่งที่อยู่ของมัน ก็คือความเป็นพิกัดเอกเทศหรือ digital นั่นเอง

 

หมายเหตุ

- นานปีมาแล้ว เคยอ่านพบเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งในนิตยสารฉบับหนึ่ง เรื่องสั้นเรื่องนี้คลับคล้ายคลับคลาว่าจะมีชื่อว่า ไก่ซีพี เขียนโดยชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ เป็นเรื่องของไก่กบฏ แหกกรงเลี้ยงแบบอุตสาหกรรม แล้วพบว่าปีของมันหมดสมรรถภาพที่จะบินแล้ว

- กับชื่อเรื่องว่า “เธอทำกับข้าว” ผู้วิจารณ์ยังคิดไม่ออกว่ามันทำหน้าที่อะไรกับเรื่องนี้

- ผู้วิจารณ์ไม่เคยอ่านงานของฮะรุกิ มูราคามิมาก่อนเลย ข้อมูลที่ผู้เขียนระบุถึงเล่มที่นำมาอ้างอิงในเนื้อเรื่องจะมีส่วนเป็นปัจจัยของเรื่องหรือไม่จึงไม่อาจคิดไปถึงได้

 

~

  

 
 

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
driftworm วันที่ : 17/02/2013 เวลา : 03.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

สั้น ๆ ก่อน (มา กทม. ค้างค็อนโดเพื่อน ใช้ค็อมพ์เขา แต่ให้ตายสิ
ทำไมผมขี้เกียจแม้แต่จะล็อกเอ๊าท์ของเพื่อนที่ค้างอยู่ นี่ดีเป็นเว็บโอเคเนชั่น เดี๋ยวมันก็ลบล็อกอิน
กรุงเทพฯ โคตรรก รกป้ายสารพัด แม้แต่ป้าย เขตก่อสร้าง ห้ามเข้า
เสารถไฟฟ้าระหว่างขุด ลงราก เทปูน โคตรรก
ไม่แค่นั้น ยังรกเสียง นี่เครื่องเจาะกระแทก -แย็ค - ยังดังแต๊กๆๆๆๆๆๆๆๆสนั่นอยู่เลย
เอ๊ะ แล้วจะบอกว่าสั้น ๆ แล้วใส่วงเล็บนี้ทำไมเนี่ย)

L'Etranger แปลไทยว่า คนนอก
ผมว่าผมไม่เคยอ่านนะ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
SW19 วันที่ : 16/02/2013 เวลา : 23.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

(ภาษาถิ่นไหนนะ เรียกความเต็มใจแบบนี้ว่าไม่ขี้เหนียวตัว)
คุณหนอนแล้วเหนียวตัวเฉยๆ ได้เปล่า เป็นบ่อย


ทั้ง Samuel Beckett และ Albert Camus ก็พรรคพวกก๊วนเดียวกันทำละครภายใต้ theme ของ Theatre of the Absurd เรื่องเด็ดของ Camus ที่เอา theme มาใช้ เขียนเป็น essay ชื่อ The Myth of Sisyphus

เรื่องตรรกะที่เราพูดกัน ดูเหมือนไม่ห่างไปจากการกลับไปอิงที่ศาสนา ไม่ว่าจะของซีกโลกไหน เราเลี่ยงไม่ได้ที่ความคิดจากจากศาสนามีผลต่อการดำเนินชีวิต และมีผลมาสู่วิธีคิด ทั้งคล้อยตาม ท้าทาย และต่อต้าน ศาสนาพุทธมีเรื่องให้ท้าทายน้อยหน่อยมั้ง เพราะศาสนาพุทธเป็นปรัชญา เป็นแนวคิด มากกว่าเป็นกฎกติกา เมื่อเป็นหลักคิดก็ปรับต่อไปตามสภาพต่างๆ ได้ (ตั้งใช้จะใช้คำว่า apply เข้ากับชีวิตในยุคสมัยแตกต่างได้)

เห็นคน post หลายวันก่อน (แต่ไม่ได้อ่าน) เรื่องหาว่ามุสลิมในฝรั่งเศสอยู่ลำบาก ก็อยากบอกว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะพิษสงจากกฎกติกาและเงื่อนไขที่ฝรั่งเศสมีประสบการณ์มา ทำให้ช่วงหลังจาก French Revolution ฝรั่งเศสระบุชัดเจนกำหนดสถานะประเทศเป็น Secular State
คำนี้สำคัญมาก แต่คนมักไม่พูดถึง หรือมองข้าม หรือง่ายๆ ก็อาจไม่รู้
มีความหมายว่าฝรั่งเศสเป็น รัฐ / ประเทศ ที่การปกครองมีอำนาจเหนือศาสนา เมื่อมีปัญหาอะไรแล้วหากรัฐสั่งการ ศาสนาต้องทำตาม เมื่อเขาเป็นของเขาอยู่แล้ว เข้าไปอยู่ประเทศเขาก็ต้องทำตาม

เรื่องของ Jean-Paul Sartre หรือ Camus ใครอ่านยากง่ายกว่ากัน อันนี้ยังถกต่อได้ไม่เลิก เพราะเราเองก็ไม่เคยอ่านฉบับแปลไทย เป็นเรื่องเคยตัวเสียมาก ที่มีโอกาสเลือกอ่านสิ่งที่อ่านออกได้พอสมควร ความรู้สึกสูญหายระหว่างทางที่เกิดจากการแปลก็ไม่มากนัก ในช่วงเด็กเป็นคนจู้จี้เลือกคนแปล ยังรู้สึกว่าห่างเหินกับงานรัสเซียเหมือนกัน สมัยนั้นที่แปลมาเป็นภาษาสวยน่าอ่าน มีให้เลือกน้อย งานของ Hermann Hesse ยังมีเพื่อนชี้หน้าสั่งว่าให้ตะกายพยายามอ่านฉบับภาษาเยอรมันให้ได้ แต่จนบัดนี้ก็มิสามารถ คงจะต้องกวนคุณแม่มดในหุบเขา

Camus ที่อ่านแล้วประทับใจมาก คือ L'Étranger (The Outsider) แต่อย่าถามนะว่าเรื่องเป็นอย่างไร จำไม่ได้แล้ว รุ่นไล่ตามพวกแย้มฝาโลงเหมือนกัน


ความคิดเห็นที่ 12 (0)
driftworm วันที่ : 16/02/2013 เวลา : 11.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

(-๙-)
[แต่ท่าทางคุณหนอนคงลึกซึ้งกว่าเรา]
ไม่รู้ลึกซึ้งอะไรหรอกครับ แค่ระดับห่วยแตกเท่านั้น สาบานได้
รู้น้อย แต่กล้าพูด กล้าเริ่มวงสนทนาเท่านั้น (มันแปลว่า หน้าหนา ด้วยหรือเปล่าไมรู้สิ )
ดีที่มีเพื่อนร่วมวงโอเคเนชั่นอย่างคุณเอ๊สดับลิวสิบเก้า ที่รู้ลึก รู้ดี แล้วมีเวลา+ยินดีถ่ายทอดความรู้
(ภาษาถิ่นไหนนะ เรียกความเต็มใจแบบนี้ว่าไม่ขี้เหนียวตัว)

ที่คุณเอ๊สดับลิวสิบเก้าสาธยายมาใน คห.๑๐ ช่วยเปิดกบาลผมได้แจ่มมาก
เพราะเท่าที่ผมรู้มา(บ้าง) และนึกถึงเวลาเอ่ยคำว่า absurd ก็คือแค่ในละครเรื่อง คอยโกโดต์ ของแซมมูเอล เบ๊คเค็ท
ผมนึกไปไม่ถึงเลยว่า กามูส์ กับความคิดแนว existentialism ก็อยู่ในแนวนี้ด้วย
พอคุณมาบรรยาย มันเหมือนห้องที่ผมนั่งอยู่ที่สลัวมานานมันสว่างโพลงเลยละ

เพื่อนคนหนึ่งเคยเอ่ยว่า อ่าน "มนุษย์สองหน้า" ของกามูส์ (ฉบับแปลเป็นไทย) แล้วชอบมาก
(ผมน่ะ อ่านแค่เรื่อง "อ้วก" ส่วนเรื่อง คนนอก กับ มนุษย์สองหน้า ที่พูดถึงกันมาก ผมไม่ได้อ่าน)
เพื่อนสนิทอีกคนก็กำลังอ่าน มนุษย์สองหน้า อยู่เลย เขาว่าดีมาก ๆ ประทับใจมาก ๆ เปิดเผยแก่นจิตใจมนุษย์ได้ดี

ว่ากันมาก ว่างานของกามูส์ มีวรรณศิลป์ดีกว่าของซ้าร์ตส์มากมาย อ่านได้ลื่นกว่า

ความคิดในเรื่อง ตรรกะ (ที่มีอยู่คู่มนุษย์และสัตว์) ของกามูส์ ตามที่คุณเล่ามานั้น ทำให้เห็นเลยว่า กามูส์อัดอั้นมาก
แม้กามูส์พยายามปฏิเสธตรรกะ แต่ก็ใช้กระบวนของตรรกะนั่นแหละมาอ้าง มาพูด มาให้เหตุผล
มันช่างขัดในตัวเอง (irony) ซะเหลือเกิน
อย่างนี้ต้องใช้ปรัชญาพุทธมาทำความเข้าใจ
คำว่า ตรรก จากรูปคำที่สะกดด้วย รร เดาว่ามาจากภาษาสันสกฤต ตรงกับบาลีว่า ตักกะ (ตกฺก)
แปลว่าอะไรไม่รู้ ... รู้แต่ วิตก (วิตะกะ) แปลว่า คิด
บางที ตรรก หรือ ตักกะ อาจหมายถึงความโยงกันเป็นเหตุกับผลก็เป็นได้
นั่นเท่ากับคนเอเซียเข้าใจมานานแล้วว่า ความเป็นตรรก ความเชื่อมกันของเหตุกับผล และความคิด เป็นสิ่งเดียวกัน
ทั้งยังมีลักษณะขัดกันในตัวได้ด้วย เพราะธรรมชาติของ "คิด" เป็นของเกิดจาก ปัจจัย
เกิดจากกระบวนการแทนความหมาย (นามธรรม) ลงไปในวัตถุ (วัตถุธรรม)
นามธรรม, ความหมาย คือสภาพที่มี ที่เป็น ของสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติที่เป็นไปอยู่ จะมีมนุษย์ สัตว์บังเกิดขึ้นหรือไม่ มันก็เป็นของมันอย่างนั้น
วัตถุธรรม ในที่นี้ ผมกมายถึงเม็ดวุ้นสมองขนาดโคตรจิ๋ว จะเรียกภาษาหรั่งก็ได้ว่า เซลล์สมอง
ทำไมเป็นเซลล์สมอง ... มันก็เหมือนที่เราสมัยนี้ทำการฝังความหมายลงในเม็ดอนุภาคกึ่งตัวนำที่มีคุณสมบัติเป็นสองไง
เป็นสองเพราะเดี๋ยวมันก็เป็นสื่ออ่อน ๆ เดี๋ยวมันก็เป็นฉนวน กลับไปกลับมา
ส่วนการแทนค่าความหมาย ไม่ใช่ว่าเอาเรื่อง ๆ หนึ่งไปฝังลงที่เซลล์สมองเม็ดหนึ่งโดด ๆ หรืออนุภาคสารกึ่งตัวนำเม็ดเดียวโดด ๆ
เราจัดให้มันเป็นชุด ๘ ตัว, ๑๖ ตัว, ๓๒ ตัว, ๖๔ ตัว, ๑๒๘ ตัว
สมองคนเรามีเซลล์ที่เป็นสอง นับล้านล้านเม็ด เรายังใช้พวกมันไปไม่ถึงครึ่งเลย จนเราตายก็เหอะ
สมมุติแค่แถวละ ๘ ตัว ให้มันสลับตำแหน่งการเป็นสื่อ / ฉนวน หรือ I / O ครบทุกตัว ก็เท่กับแตกเป็นรหัสได้นับหมื่นนับแสนชุดแล้ว
ชุดหนึ่ง เก็บคำไว้หนึ่งคำ เก็บควมหมยไว้หนึ่งควมหมย เก็บข้อมูลไว้หนึ่งชุด ........ มหาศาล
เวลาเรา คิด ก็คือการที่ ชุดของวัตถุธรรม (วุ้นเม็ดเซลล์สมองในกบาลเรา) ถูกสั่งให้แสดงตัว ขึ้นมาเปรียบเทียบ ประมวลผล

......... ตราบใดที่กามูส์ยังพึ่งการคิด ก็ไปไม่รอดหรอก กลยเป็นว่า "คิดที่จะไม่คิด"

โอย ความคิดชักวุ่นวายแฮะ เด็กเล็กข้างบ้านสองคนมาเจี๊ยวจ๊าวอยู่ด้วย
เดี๋ยวจะรีบเดินทางไปธุระสองสามแห่งใน กทม. แล้วไปสุดที่งานรุ่นแย้มฝาโลงละครับ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
SW19 วันที่ : 16/02/2013 เวลา : 04.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

เขียนตก

บทละครของพวก absurd ไม่ "ใส่" ใจเรื่องแก้ปัญหา จะยกเรื่องอะไรมาก็ตามไม่ต้องมีคำตอบ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
SW19 วันที่ : 16/02/2013 เวลา : 04.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

[ผมพยายามจะหาคำไทยมาแทน เลยว่า "รู้สึกตัวเองปราศจากความหมายและคุณค่า" ... โคตรยาวเลย ]

กินอิ่มแล้วก็ยังโง่อยู่ ไม่รู้ว่า ที่คุยกันมา absurd เดียวกันหรือเปล่า

ในเชิงของภาษา ผนวกกับ The Theatre of the Absurd ที่ถามไป มันมีสองทางของความคิดเรื่อง Absurd

คือ ถ้าจะแปลแบบกำปั้นทุบดิน เชิงภาษา มันก็ให้ความหมายคล้าย ridiculous ที่ไปได้ถึง “โง่” “ประหลาดพิศดาร”

แต่ถ้าดูแบบพวกหลัง เขาจะอ้างกลับไปว่าเป็นเรื่องของ สิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล ไร้ logic ตรรกะ ไร้ความหมาย สาระของใจความ คือ ปฏิกิริยาตอบโต้กับการล่มสลายของศีลธรรม จริยธรรม การเมือง โครงสร้างสังคม พวกงานที่สร้างขึ้นมาอิงไปถึงนู่น งานของ Albert Camus (ตัวตั้งตัวตีเรื่อง Existential philosophy)

Camus ตั้งคำถามว่ามันควรจะมี logic ไหม อยู่ข้างหลัง existentialism น่ะ

ตั้งคำถามว่าเราควรจะมีตรรกะในชีวิตนี้ไหม ต้องเข้าใจอะไรหรือเปล่า หรือเราสามารถมีความสุขได้โดยไม่ต้องเข้าใจอะไรเลยในโลกนี้
ในทางกลับกันถ้าเราเข้าใจสิ่งทุกอย่างแล้วเรายัง unhappy เราก็มีสิทธิ์ที่จะ commit suicide เพื่อให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง – นั่น คือการใช้ logic มาตอบประเด็นแบบเห้ๆ ว่า ถ้ามีชีวิตแล้วไม่มีความสุขก็มีสิทธิ์ฆ่าตัวตายให้มีความสุข เพราะฉะนั้น การฆ่าตัวตายนั้นไม่ผิด ซึ่งเป็นการ challenge ศาสนา / Roman Catholic Church ไปนู่น

บทละครของพวก absurd ไม่ใจเรื่องแก้ปัญหา จะยกเรื่องอะไรมาก็ตามไม่ต้องมีคำตอบ

“เธอทำกับข้าว” อาจจะแอบไปเอาแนวนี้มาสร้างเรื่องก็ได้นะ ไม่รู้ตอนจบจำเมียไม่ได้แล้วจะทิ้งท้ายไปฆ่าตัวตายหรือเปล่า
เอ .. หรือเมียฆ่าตัวตายแทน เพราะอยู่ไปก็ไม่มีความสุข ฆ่าตัวตายก็ไม่ผิด ผัวก็จำไม่ได้ ไม่มีความโศกเศร้า

เอาน่ะ เอาซะหน่อย สรุปแล้วทุกคนมีความสุขหมด


(เห็นมั้ย ออกปากอ่าวตากันแล้วกลับมาทำกับข้าวที่เกาะพระจนได้ )

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
SW19 วันที่ : 16/02/2013 เวลา : 02.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ก่อนไป ขอแหย่ก่อน

absurd ในภาษาใช้ มักจะติดพูดเป็นลักษณะวิจารณ์เหตุการณ์หรือสิ่งของ ประมาณว่า How absurd? มู้ดนี้ เราแทนความรู้สึกว่า "มันทุเรศสุด สุด" "แย่นะ น่าเสียดายนะ"

แต่ท่าทางคุณหนอนคงลึกซึ้งกว่าเรา จะไปทาง Absurd movement หรือเปล่านะ

ไอ้ที่ว่าแบบนั้นมันมาจากพวก absurdist fiction ที่ Playwrights เขาทำกันเป็นบทละครที่ฝรั่งเศส (แบบ Théâtre de l'Absurde) หรือเปล่า พวกนั้นน่ะรู้แต่ว่าเป็นรุ่น Rive Gauche พวกฝั่งซ้ายของแม่น้ำ (Left Bank เวลามองออกปากอ่าว) ที่เราหลงใหล เคยเอามาเขียนเรื่อง Montparnasse (คุณหนอนตามไปดูรูปก็ได้นะ ไม่ต้องอ่านหรอก เสียเวลา (http://www.oknation.net/blog/SW19/2011/06/16/entry-1)

ป่วนแค่นี้ก่อน ไปกินจริงๆ ละ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
SW19 วันที่ : 16/02/2013 เวลา : 02.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

กลับมาละ
ของหวาน กาแฟ คุกคิ เก็บไว้ให้คุณหนอนรับแขก
ขอไปทำมาหาของกินก่อนทุ่มกว่าแล้ว
เดี๋ยวไว้จะกลับมาชวนลากออกปากอ่าวไปนู่น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
driftworm วันที่ : 16/02/2013 เวลา : 00.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ทำตัวตามสบายเลยครับ
กาแฟกับคุกคิ หยิบทานเองเลยครับ
ผลไม้ยังไม่ได้หาเข้ามาครับ
คุยอะไรมั่งก็ได้ครับ ไม่ถือ ...
เพียงแต่ .. ผิดหู..หนอน(เผลอ)กัด ก็ต้องขออภัย

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 15/02/2013 เวลา : 20.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

เข้ามากระทู้นี้ ขอเป็นผู้ฟังเงียบๆนะคะ ทั้งเนื้อกระทู้ ทั้งคอมเมนท์ อ่านแล้วคุ้ม คุ้มค่ะ คงต้องหาเวลามาอ่านอีก

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
driftworm วันที่ : 15/02/2013 เวลา : 20.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ไอ้คำว่าจิตเภทเนี่ย
ลองถอดศัพท์นะ จิต ก็จิตนันแหละ ส่วน เภท หรือเภทะ ก็คือแยก แตกออกจากกัน
จะแปลดุ่ย ๆ ว่าจิตแตก หรือการแตกของจิต ก็ประหลาด ๆ พิกล
แต่ลักษณะของมันเข้ากับศัพท์บัญญัติในพุทธปรัชญา คือคำว่า สัญญาวิปลาส
สัญญา คือ ความสำคัญหมายสิ่งหนึ่ง ๆ
วิปลาส มาจากวิปัลลาส คือความคลาดเคลื่อน
สัญญาวิปลาสก็คือ อาการสำคัญหมายผิดไปจากที่คนปกติถือกัน เช่นสำคัญว่าขี้ก็คือข้าว ๕๕๕๕
ทำไมไม่ใช้คำที่คุ้นปากฟระ หรือกลัวว่าเดี๋ยวชาวบ้านจะก่นว่าไปเรียนเมืองนอกเาสียข้าวสุก อิอิอิ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
driftworm วันที่ : 15/02/2013 เวลา : 20.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

คุุณ SW19
ก็คุยกันแบบที่คนหนึ่งอ่านต้นเรื่อง อีกคนไม่ได้อ่านนี่แหละ สนุกดี
จะไปเคร่งครัดกับระเบียบวิธี discuss ทำไมละ เอ่อ ๕๕๕๕

ผมว่าคนเขียนไม่รู้จัก dementia เหมือนที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก
ผมก็เพิ่งเคยได้ยินจากที่คุณแม่มดกับคุณ SW19 พูดถึงมันเนี่ยละ
ขนาดโรค (หรือแค่อาการผิดปกติ) ที่เรียกว่า อะนอเล็กเชีย, ดิ๊สเล็กเชีย
ก็มีแค่บางบทความพูดถึงในสิ่งพิมพ์ที่ไม่ได้แพร่หลายมากนัก แต่มีคนไข้คนไทยสามสี่คนที่มีอาการนี้
แม้แต่อาการแปลกแยก (alienation) ก็มีพูดกันในวงคนขีดเขียนแค่ช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐
อาการ schizophrenia ก็มีพูดกันในวงขีดเขียนราวทศวรรษ ๒๕๒๐ โดยไม่เกี่ยวกับสกุลงานเขียน
เพิ่งมาราวทศวรรษ ๒๕๓๐, ๒๕๔๐ มีจิตแพทย์ นักจิตวิทยา เป็นกระแสสังคมอยู่ตามหน้า นสพ. นิตยสาร และรายการโทรทัศน์
ถึงได้ให้ข้อมูลว่าวงการจิต ๆ เขาบัญญัติศัพท์ว่า จิตเภท ให้กับคำว่า schizophrenia

ส่วนคำว่า absurd มีพูดกันมากตั้งแต่ช่วงก่อนเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ ปัญญชน นักศึกษา สนใจทิศทางวรรณกรรมจากโลกตะวันตกกัน
คงจะเป็นช่องทางระบายความอีดอัดทางการเมือง (คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี เรียกว่าเป็นยุค'ความเงียบ') นั่นแหละ
และคำว่า absurd ก็ผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ในวงขีดเขียนมาแต่นั้นจนวันนี้ ไม่หายไปซะทีเดียว
ผมพยายามจะหาคำไทยมาแทน เลยว่า "รู้สึกตัวเองปราศจากความหมายและคุณค่า" ... โคตรยาวเลย

จริง ๆ ผมก็ไม่รู้ว่าคนเขียนมีเจตนาแฝงข้อคิดอะไรไว้ มันใช่อย่างที่ผมแกะ แคะไค้ออกมาเองตามที่เขียนนั่นหรือเปล่า
เขาไม่บอก !
หรือผมคิดเกินเลยไปเอง ....
แต่มันก็สนุกดีไง

การเลือกใช้โครงเรื่องอย่างไม่สมเหตุสมผล ไม่เป็น realistic
เป็นเรื่องที่คนอยากเขียนหนังสือต้องฝึกทำไปเรื่อย ๆ (ผมหลับตานึกภาพตัวเองเป็นคนฝึกหัดนั่น)
ให้สามารถหลอกคนอ่านได้ เอ๊ย เขียนแล้วคนอ่านคล้อยตามเรื่องไปได้ไม่ติดขัด ไม่สะดุด
เหมือนคนเขียนคุยแล้วคนอ่านรู้เรื่องนั่นแหละ

... เอ๊ะ ผมพูดว่า "หลอกคนอ่าน" !
อืม หรือโลกเราเป็นอย่างนั้น คือ คนอ่านก็อยากถูกหลอกถ้าคนเขียนเขียนหลอกได้สมจริง แนบเนียน
คนเขียนก็อยากฝึกกลวิธีหลอกล่อคนอ่านถ้ามันได้ตังค์ หรือมีคนคลิก Like เยอะ ๆ
โลกของนวนิยาย โลกของหนัง ก็เป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือ
เช่น (พระเอก) คนบ้าอะไรวะ ออกลีลาต่อสู้ตีลังกากลับหลังโดยเอาเท้ากระแทกหน้าศัตรูคนหนึ่ง
แล้วลอยหมุนไปด้านหลัง ปลายเท้าก็เฉาะพอดีกลางกบาลผู้ร้ายอีกคน (มึงมีตาหลังรึวะ)
แต่มันลงตัวด้านภาพรับรู้ ดูแล้วมันสสสส์ ไงละ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
SW19 วันที่ : 15/02/2013 เวลา : 06.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณหนอนมาสำรวจ ตรวจดมละ
แต่เวียนหัวกับคนเขียน โดยเฉพาะกับกรอบของคุณค่าที่คนเขียนวางไว้ รวมทั้งการเลือกอาการ dementia มาเป็นข้ออ้าง (excuse) เพื่อการสร้างความสมเหตุสมผลให้ตัวละครชาย

ส่วนของกรอบคุณค่า มาจากมุมของคนเขียนกระมัง โดยเฉพาะเรื่องของ Murakami ที่กำหนดให้ตัวละครชายอ่าน ทำไมต้อง HM เพราะมันดูเก๋ ส่งบุคลิกให้ดู in trend ว่าทันสมัยต้องอ่าน ทำไมไม่ James Joyce ทำไมกรอบแว่นต้องมี C Chanel เพียงเพื่อระบุความคลับคล้ายคลับคลาเท่านั้นหรือ หรือนี่คือสภาพกรอบในสังคมไทย เออ อันนี้ไม่รู้ไง

ที่ถูกก็ไม่ควรวิจารณ์ เพราะยังไม่ได้อ่าน

แต่กับเรื่องการเอาอาการ dementia มาใช้เป็น approach กับเหตุและผลของพฤติกรรมนั้น (ถ้าผู้เขียนตั้งใจใช้อาการนี้จริง ถ้าไม่ใช่อาการนี้ก็ต้องขอโทษ) ขืนเขียนออกมาที่นี่คงถูก dementia society ด่าเละ อาการที่นำมาใช้มันเพี้ยนไปจากสภาพที่อ่านดูมาก และถ้าเข้าขั้นจำเมียตัวเองไม่ได้ เดินลงมาหน้าบ้านไม่ได้หรอก คนที่ทุกข์ทรมาณกับ dementia ต้องการผู้ดูแลขนาดอาบน้ำแต่งตัวให้ ต้องมีคนอยู่ด้วย เมียรักขับรถเก๋งไปไหนไม่ได้หรอก ที่สำคัญลักษณะหนึ่งของอาการคือ อยากออกไปไหนๆ นอกบ้าน แบบหนีเที่ยวก็มี ไม่อยู่ติดบ้าน

มันก็เลยไม่ค่อยโน้มน้าวให้คล้อยตามกับเรื่องราวน่ะคุณหนอน คือ ถ้าไม่รู้เรื่องอาการนี้เสียเลย อ่านเอาเพลินๆ ก็คงได้ เอ หรือที่ใช้อาการนี้เพราะดูเข้ากับสมัยดี

ที่สำคัญ เราไม่ควรวิจารณ์อยู่ดีล่ะ ขออภัย ถือว่าแวะมาคุยกับคุณหนอนแล้วกัน

หมายเหตุ HM ไม่เคยอ่านเหมือนกัน ผ่านตาจนว่าจะ ว่าจะ หลายทีแล้ว แต่ที่นี่มันมีอะไรออกมาให้เลือกอ่านจนอ่านทุกอย่างที่เห็นไม่หมด

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
driftworm วันที่ : 08/02/2013 เวลา : 10.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

มีแก้ไข เพิ่มเติม ท้ายเรื่อง ตามนี้

เพิ่มเติม (๘ ก.พ. ๒๕๕๖)
มีอยู่อีกจุดที่ควรนำมากล่าวถึง และจะยกย่อหน้าสุดท้ายของเนื้อเรื่องมาประกอบเสียด้วยในที่นี้
ย่อหน้าสุดท้ายมีว่าดังนี้ (ตัวสะกดและวรรคตอนตามที่ตีพิมพ์)
-------------------------------------------------------------
ใกล้เวลาละคร ผมนึกถึงเรื่องที่เคยดู ครั้นแล้วกลับไม่แน่ใจ ถามตัวเองว่าวันนี้วันอะไร แต่คำตอบที่ได้ทำให้สับสน พยายามทบทวนจนรู้สึกมึนตื้อในหัว ผมหลับตานอนนิ่ง ๆ ปล่อยวางความนึกคิดทุกอย่างจนโปร่งโล่งเบาบาง มาสะดุ้งอีกทีตอนที่มีคนกดกริ่งประตู ผมลืมตาขึ้นมอง เหลือบดูนาฬิกา สามทุ่มห้านาที สะลึมสะลือลุกออกไปนอกบ้าน รถเก๋งสีบรอนซ์เงินคันหนึ่งจอดอยู่หน้าประตูรั้ว ไฟหน้ารถส่องเลยไปตามถนน แรกที่เห็นผมคิดว่าเป็นพี่เจ้าของบ้านฝั่งตรงข้ามจอดตั้งลำรอคนเปิดประตู แต่ผู้หญิงที่ยืนเกาะลูกกรงเหล็ก และกำลังหันหน้ามากลับทำให้ผมลังเล เธอสวมกระโปรงสั้นในชุดติดกันสีอมเทา สูงราว 165 เซนติเมตร ผมตรงยาวเลยบ่า สวมแว่นตากรอบเหลี่ยมสีน้ำตาลดำ มีอักษร C กลับด้านเกี่ยวคล้องกับตัวปกติอีกตัว ติดอยู่ตรงขา ผมทันสังเกตเห็นตอนเธอหันกลับไปที่รถ เมื่อเดินเข้าไปใกล้ แม้จะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาขึ้นมาตงิด ๆ แต่ผมก็หลุดปากถามออกไป
“มาหาใคร ครับ?”
-------------------------------------------------------------
เป็นจังหวะที่สองที่ผู้เขียนหยอดเรื่องอาการ “ลืม” ของตัวละครชายว่า “วันนี้วันอะไร” แล้วเดินเรื่องเร่งความเร็วไปให้ถึงเส้นชัยด้วยการบรรยายความคิดของตัวละครชายที่สะท้อนตอบสนองสิ่งที่รับรู้ตรงหน้า (คือเมียรัก) ในลักษณะของความคิดแปลกแยก
(alienation .... อาการของความคิดแปลกแยกเมื่อกำเริบหนักขึ้นจะนำไปสู่อาการจิตเภทหรือ schizophrenia) ขณะเดียวกันผู้เขียนก็สะท้อนให้เห็นว่าสาเหตุของความคิดแปลกแยกนั้นไม่เพียงมาจากความจำเจเป็นสูตรสำเร็จอยู่ทุกวี่ทุกวันเท่านั้น ในความจำเจนั้นมันฝึกมันสอนให้ตนเราจดจำกันและกันด้วยคุณลักษณะของสิ่งภายนอกที่มาแปะติดกับคน ๆ นั้น ไม่ใช่ที่ตัวคน ๆ นั้นเช่น จิตใจ พื้นอารมณ์ พื้นนิสัย ความคิดอ่าน ของคน ๆ นั้น . . . . . ในฉากนี้ สิ่งที่ตัวละครชายพอจะระลึกทบทวนความเป็น “ใคร” คนหนึ่ง ก็คือ ชุดกระโปรงสั้นติดกันสีอมเทา..รถเก๋งสีบรอนซ์เงิน..ขาแว่นมีตราสัญลักษณ์ของชาแนล สามสิ่งที่เข้ามาในคลองสายตาที่พอจะทำให้นึกได้อย่างลาง ๆ ทว่ายังไม่พอเพียง
เราจะเห็นได้ว่า “ข้อมูลจดจำ” ความเป็นใครคนหนึ่งด้วยสิ่งภายนอกที่ไปแปะติดกับคน ๆ นั้น มีลักษณะเป็นข้อมูลแยกส่วน มีความเป็นเอกเทศตามพิกัดตำแหน่งที่อยู่ของมัน ก็คือความเป็นพิกัดเอกเทศหรือ digital นั่นเอง

หมายเหตุ
- นานปีมาแล้ว เคยอ่านพบเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งในนิตยสารฉบับหนึ่ง เรื่องสั้นเรื่องนี้คลับคล้ายคลับคลาว่าจะมีชื่อว่า ไก่ซีพี เขียนโดยชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ เป็นเรื่องของไก่กบฏ แหกกรงเลี้ยงแบบอุตสาหกรรม แล้วพบว่าปีของมันหมดสมรรถภาพที่จะบินแล้ว
- กับชื่อเรื่องว่า “เธอทำกับข้าว” ผู้วิจารณ์ยังคิดไม่ออกว่ามันทำหน้าที่อะไรกับเรื่องนี้
- ผู้วิจารณ์ไม่เคยอ่านงานของฮะรุกิ มูราคามิมาก่อนเลย ข้อมูลที่ผู้เขียนระบุถึงเล่มที่นำมาอ้างอิงในเนื้อเรื่องจะมีส่วนเป็นปัจจัยของเรื่องหรือไม่จึงไม่อาจคิดไปถึงได้
.

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
driftworm วันที่ : 07/02/2013 เวลา : 11.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ที่แท้แล้ว ชีวิตสมัยใหม่แบบดิ๊จีต้อล (digital)
มันหยาบซะยิ่งกว่า แอ็นน่ะหล็อก (analog)
และทำใหชีวิตเราเข้าใกล้ความเป็น ไก่ในกรงเลี้ยงของซีพี เข้าไปทุกที

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน