*/
  • driftworm
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-03-26
  • จำนวนเรื่อง : 71
  • จำนวนผู้ชม : 184013
  • จำนวนผู้โหวต : 41
  • ส่ง msg :
  • โหวต 41 คน
<< ธันวาคม 2014 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม 2557
Posted by driftworm , ผู้อ่าน : 2386 , 11:45:31 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 8 คน ปวิภา , ณัฐรดา และอีก 6 คนโหวตเรื่องนี้

 

ก่อนเริ่มยุคแปลงสนามรบเป็นสนามการค้าในไทย (๒๕๓๑) เป็นสิบปี กระแสบ่าไหลของวัฒนธรรมอเมริกันผ่านทางหนังจากฮ็อลลีวู้ดดำเนินมาตลอด จากช่วงกึ่งพุทธกาลมาก็เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ ก็เริ่มมีสิ่อสิ่งพิมพ์หลายหัวชื่อ เช่น วารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ทำฉบับรายงานพิเศษเรื่องภัยขาว, จักรวรรดินิยม ฯลฯ

 

ในกระแสบ่าไหลส่งออกวัฒนธรรมที่เหมือนการทยอยจุดพลุเป็นระยะห่างกันห้าปีบ้างสิบปีบ้าง ทว่าอย่างต่อเนื่อง การทำตลาดหนังฮ็อลลีวู้ดด้วยการแปลหนังสือเรื่องเดอะก๊อดฟาเธ่อร์ปูพื้นมาก่อนหนังจะเข้าเป็นที่ฮือฮาในไทยมาก

แนวคิดการตลาดอันหนึ่งที่ได้ผลคือการสร้างสัญลักษณ์ที่จะประทับติดตรึงใจผู้รับสื่อต่อเนื่องไม่รู้ลืม (อิมแผ็คท์-impact) สัญลักษณ์เขียนเป็นลายเส้นรูปมือขวาที่ถือไม้กากะบาดคันชักหุ่น มันถูกใช้บนทุกสื่ออย่างต่อเนื่องเป็นเอกภาพทั้งบนหนังสือและสื่อโฆษณาหนังทั้งหมด

 

อูย เกริ่นนอกเรื่องไปไกล เราไม่ได้จะพูดเรื่องการตลาดของหนัง จึงขอพักไว้อย่างห้วน ๆ แค่นี้ และจะพูดในจุดที่ตั้งใจไว้เดิม นิดเดียว

 

มีคำพูดวรรคหนึ่งชุดหนึ่งของดอน คอร์เลโอเน่ ที่พูดกับลูกชายโดยอ้างถึงลูกบุญธรรมที่เขารับอุปการะส่งเสียมาแต่เด็กจนเรียนจบและทำอาชีพทนายความให้กับครอบครับและกิจการของคอร์เลโอเน่ เขาพูดว่า “เอ็งรู้มั้ย มันตะลอน ๆ ไปทั่วทำธุระให้ข้าน่ะ ไอ้สิ่งที่อยู่ในกระเป๋าเอกสารของมันน่ะทำเงินให้ข้ามากมหาศาลกว่าทุกกิจการที่ข้าเป็นเจ้าของซะอีก”

 

ในกระเป๋านั้นจะเป็นอื่นใดไปได้นอกจากเอกสารนิติกรรมทั้งนั้น อัดแน่นแต่ถ้อยคำภาษาทางนามธรรม ถ้อยคำที่ทำให้คนหนึ่งมีอำนาจเหนืออีกคนหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งหรือทั้งหมดนั่นแหละ ทำให้ใครคนหนึ่งมีอำนาจบังคับเรียกเอาเงินจากกระเป๋าใครอื่นออกมาเป็นก้อนโต ๆ ได้ กระทั่งสูบเอาหมดตัวก็ได้

 

ถ้อยคำก็คือนามธรรม และภาษาก็คือการทำให้ถ้อยคำมันผูกร้อยซับซ้อนทับกันขึ้นมานับพัน ๆ ทบจนแทบหาเค้าเดิมแรก ๆ ไม่เจอ
ภาษามันคืออำนาจ

ในไทยปัจจุบันก็มีตัวแบบแบบนั้นให้เห็นอยู่ ไม่ใช่เป็นลูกบุญธรรมอย่างในนิยายเรื่องนี้ก็ให้ดองเป็นเขยเป็นสะใภ้หรือสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างอื่นเท่าที่ทำได้

 

เนื้อแท้ของภาษามันบ่งแต่เรื่องของความต้องการ, ความต้องการอยู่เหนือ, อำนาจทั้งนั้น ความสัมพันธ์ของถ้อยคำต่าง ๆ ในระบบภาษาก็คือความสัมพันธ์ของอำนาจ ไม่ว่าจะเรียกให้สวยหรูว่าสิทธิ (ไม่ว่าระดับไหน) หน้าที่ สถานะ สภาวะหรือสภาพ
ผู้ยึดกุมภาษาอันซับซ้อนของสังคมหนึ่ง ๆ ได้จึงสามารถทำการสูบเอาโภคผลจากน้ำพักน้ำแรงคนทั้งหลายไปไว้ในกระเป๋าตัวเองได้โดยที่ไม่มีใครเอาผิดได้

- - - - - - - - - - - - -

 

ในสนามชีวิต คนที่รู้ความต้องการถ่องแท้ของตนเพียงไร แต่เมื่อไม่สามารถพูดออกมาเป็นถ้อยคำได้ เอาแต่อ้ำอึ้ง ภาษานิยายกำลังภายในว่าก็เป็นแต่ตัวอะไรตัวหนึ่ง .... แต่นั่นไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เขาถูกกระทำนั้นถูกต้องแล้ว

.

 

(หมายเหตุ. ขอบคุณคุณ SW19 เป็นอย่างยิ่งที่ช่วยสะกิดบอกคำที่ จขบ.พิมพ์ผิด)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 71 (0)
driftworm วันที่ : 20/12/2014 เวลา : 11.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๖๙-

เรื่องหาการหาคำเพื่อดูการสะกดจากพจนานุกรม ผมมีวิธีพลิกแพลงบ้างเวลาฉุกละหุก
ด้วยการเปิดพจนานุกรมออนลายน์ แปลไทย-อังกฤษ (มีบนเว็บ sanook.com ..เอาลิ้งค์มั้ยเอ่ย)
เพราะพอเราพิมพ์ป้อนคำไทยเข้าไป ถ้าเราสะกดผิด มันจะบอกหาไม่เจอในระบบ
เราก็ต้องแก้การสะกดของเราไปจนกว่าจะมันจะเทียบเคียงในคลังของมันได้ครบทุกอักษร

หรือไม่ก็ .. สำหรับคุณ SW19 ก็ไปที่พจนานุกรมแปลอังกฤษ-ไทย พิมพ์คำอังกฤษที่รู้อยู่แล้ว
เข้าไป ดูคำแปลของเขาว่าสะกดออกมาอย่างไร (วุ้ย สองบรรทัดนี้ผมเรียงประโยคแบบฝรั่งมั่ง)

พจนานุกรม ปทานุกรมที่เป็นมาตรฐานแล้ว ต้องตรวจทานมาเป็นอย่างดีทั้งสองทางภาษา
มีก็แต่ไอ้กู๋นั่นแหละ ที่ยังเป็นแบบประชานิยม คือพึ่งพา users ป้อน และแก้ไขตรวจทานเอาเอง

-๗๐-

คห.นี้เยี่ยมยอด อ่านแล้วทำให้รู้สึกมีรัศมีความเบิกบานผ่องใสแผ่ออกรอบกบาล
โดยยังไม่ทันต้องกินกาแฟ

อ้าว คำว่า guy ไม่ถึงกับหยาบเหรอ งั้นต้องโทษหน้าบัญชร (column) ประเภท
ฟุดฟิดฟอไฟตะบันไฟตะไลเพลิงบนหน้าหนังสือพิมพ์รายวันละ ผมจำมาจากตรงนั้น
แต่ก็ต้องเผื่อใจให้เขาว่าเขาเขียนถ่ายทอดโดยอิงวัฒนธรรมประเทศไหน ช่วงเวลาไหน
ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษมันมีหลายประเทศ

อื่ม เรื่องอาร์.เจ.ธ็อมมัส หาจุดเริ่มต้นก่อน คงต้องจุดธูป ยื่น address ถึงพระเจ้า
โปรดจัดปฏิทินให้ข้าพเจ้าเข้าพบสนทนาหน่อย
ยังไม่นับศัพท์ยาก ที่หนอนไม่เคยเป็นเต้ยทางนี้
ยิ่งไม่ต้องนับถึงเรื่องบริบทคำ อันนี้คงต้องฝากชีวิตไว้กับคุณ SW19
เอ่อ ... ทายาทของอาร์.เจ.อยู่ในไทยนะ เวลานี้
.

ความคิดเห็นที่ 70 (0)
SW19 วันที่ : 19/12/2014 เวลา : 23.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๖๘-
กลับมาส่วนที่เป็นสาระ

สิ่งที่คุณหนอนพูดมา รวมทั้งที่คุณประมูล ใช้วิธีการนั้น นั่นแหละ คือ The art of translation

ผู้แปลที่มีความสามารถจะจูงผู้อ่านเข้าไปในเรื่อง หันซ้ายมองขวาก็เห็นลายผ้าม่านชิ้นเดียวกัน ให้ได้อรรถรสของบรรยากาศในเรื่องราว จะต่างพื้นเพ ประเทศ ก็ต้องถ่ายทอดให้ได้ นั่นก็สำคัญ เหมือนถ้าเราพูดว่า

ชายที่ก้าวเข้ามายืนตรงหน้า สวมเสื้อม่อฮ่อมสีจืดจางบ่งการเวลาที่ถูกใช้งาน ---
(แค่นี้เรานึกถึงอะไรว่าชายผู้นี้เป็นใคร - - ชาวบ้าน? ชาวนา? เอ้าอ่านต่อ)

ขยับเป้บนไหล่ ควานหากล่องแว่นตา ก่อนจะพลิกเศษกระดาษชิ้นจ้อย บอกชื่อหนังสือที่ต้องการกับพนักงานที่รอฟัง ---

อ้าว ... ที่ Asia Books หรือเปล่า พวกไหนล่ะนี่

SW19 เล่าไม่เป็นหรอกนะคุณหนอน แค่อยากเปรียบเทียบว่า คนต่างพื้นเพอ่านไม่เข้าใจหรอกว่า ไอ้ยุคหนึ่ง การเอาเสื้อผ้าบางแบบมาใช้ ก็เป็นการแสดงจุดยืนทางความคิด ขัดแย้งกับข้อมูลของการใช้สอย หรือผู้ที่ควรใช้สอยสิ่งนั้นตามที่เห็นหรือเคยชิน
ดังนั้น การบรรยายที่ดี รายละเอียดเหล่านั้นจะจูงคนข้ามพรมแดนของวัฒนธรรมได้

คนแปลหนังสือ ต้องไม่ลืมว่าไม่มี word count ในการแปล ไม่มี lip sync ไม่มีการจบด้วยลักษณะรูปปาก เหมือนพากษ์หนัง หรือพูดให้ถูกตาม trade นั้น คือ ไม่ใช่ dialogue replacement ที่ต้องเชะ – เรื่องนี้ไม่รู้จะเอ่ยมาทำไม เพราะมันต่อได้อีกยาวววว (เดี๋ยว R.S.Thomas จะไม่ไปถึงไหน )

คนแปลหนังสือทางนี้ จำนวนมาก เป็นนักเขียนอยู่แล้ว ไม่ใช่นักแปลที่อ่านออกเขียนได้ ก็มาแปล งานประพันธ์ทางนี้ความซับซ้อนไม่น้อยไปกว่ากัน การรับรู้วัฒนธรรมไม่ได้เป็นมาตรฐานเดียวกัน หลายเล่มที่ยาก จะมีขึ้นต้น ประเภท preface ที่ให้ผู้รู้ (ประเภทศาสตราจารย์ทางด้านที่เกี่ยวข้อง) มาบอกภูมิหลังของเรื่อง บางเล่ม preface ยาวสักหนึ่งในสิบของหนังสือ บางเล่มเขาก็บอกว่าไม่ต้องอ่านก่อนก็ได้ ไปอ่านของจริงจนจบแล้วค่อยกลับมาอ่าน
บ่อยครั้ง ทำอย่างที่เขาท้า แล้วกลับมาอ่านที่เขาบอก ทำให้ต้องกลับไปอ่านเรื่องอีกรอบ เออ มันสนุกขึ้น

ป.ล. guy ไม่ใช่คำไม่สุภาพนะ คุณหนอน เป็นคำทักทายสำหรับคนที่ไม่รู้จักชื่อเสียงกัน เช่น เราเดินเข้าร้านขายของ มักมีคนเข้ามา Hi guy, how are you today? If you need help, please let me know. อะไรประมาณนี้ คือ ไม่เฝ้าเดินตาม แค่มาทักให้รู้ว่าฉันเป็นคนขาย

ความคิดเห็นที่ 69 (0)
SW19 วันที่ : 19/12/2014 เวลา : 23.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๖๘-
เดี๋ยวแก้ตัวก่อน เรื่องคำว่าสักกะหลาด เป็นความมั่วแท้ๆ คือ เมื่อเช้าอยากคุย แต่จะออกไปเดินละลายไขมันสักครู่ จะรอกลับมาตรวจเช็คเรียบร้อย ก็กลัวจะดึกไปสำหรับเวลาเมืองไทย รู้แต่ว่าจะมีคนไขความกระจ่างให้
รวมทั้งคำว่า ท้าวสะเอว หรือ เท้าสะเอว คุณหนอนก็ยังไม่เฉลย
ตกลงจะจำคำว่า สักหลาด เอาไว้ก่อน
กราบคารวะด้วยความขอบคุณเอาไว้ก่อน

ป.ล. พจนานุกรมไทย ที่มี น่าจะเล็กเกินไป ดูยาก แต่เห็นเขาว่าปรับปรุงแก้ไขตามราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ อีกเล่ม เป็นฉบับมติชน ศัพท์แยะ แต่ดูแปร่งมากจนไม่ค่อยแน่ใจ แต่ก็เปิดสองเบ่มเทียบเคียงกันไปมา แต่บ่อยครั้งก็หลุด
มาคุยกับคุณหนอนนี่ก็พัฒนาไปได้แยะ เสียแต่ปูนนี้จำอะไรไม่ได้นานนัก

ความคิดเห็นที่ 68 (0)
driftworm วันที่ : 19/12/2014 เวลา : 21.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๖๔-

[การบรรยายว่าคนคนหนึ่งใส่ ทวีดแจ๊กเก็ท คือ การบอกว่าคนที่สวมใส่ ยังเป็นคนแบบ traditional สะท้อนไปอีกชั้น คือ พวกอาจารย์ นักวิชาการ ที่ไม่ใช่คนแต่งปกติตามสมัยนิยม – ก็ตามอาชีพของพระเอกนั่นแหละ ใช้ทับศัพท์ก็ไม่หลุดความหมาย

พอดันไปแปลเป็นสักกะหลาด แล้ว ประเด็นมันเคลื่อนไปที่เนื้อผ้า หลุดผล็อยไปจากร่างกายและตัวตนว่ามีบุคลิกให้ติดตามต่ออย่างไร]

แปลแบบเถรตรงแล้วทำให้ประเด็นเคลื่อน
แต่ผมยังเห็นว่าถึงจะใช้ทับศัพท์ไปเลย ผู้อ่านคนไทยที่อ่านฉบับแปลไทยก็ยัง
ไม่อาจรับรู้ถึงความหมายแฝงที่ละลายอยู่ในคำต้นทางได้ คือความบ่งบอกช่วงเวลา >
นำไปถึง > สมัยนิยม > รสนิยม+ทัศนคติ > บ่งชี้ตัวตนความเป็นตัวละครตัวนั้น

(มันไม่เหมือนแปลคำสบถ damn-แม่ม คำไม่ค่อยสุภาพ guy-เฮ้ย หมอนั่นน่ะ ฯลฯ
ยังพอเลือกใช้คำที่บ่งบอกนัยยะในตัวได้มั่ง)

ยังงี้คงต้องใช้วิธีแบบคุณประมูล อุณหธูป ที่แปลเรื่อง Tortilla Flat โลกียชน ,
เรื่อง (จำชื่อเรื่องอังกฤษไม่ได้) จอมทระนง
คุณประมูลแกใช้เชิงอรรถอธิบายบริบทของคำครับ เช่น ตอร์ตีญ่าแฝล็ต ก็อธิบาย
ว่าเป็นราบยังไง ทำไมเอาชื่อแผ่น(เหมือนโรตี)ตอร์ตีญ่ามาใช้เรียก
ในเรื่องจอมทระนง แกก็ใส่เชิงอรรถอธิบายคำที่เด็กหญิงก๋ากั่นใช้สบถกับพี่ชาย
(หรือใครใช้กับใครผมจำไม่ได้) คือ hypocrite ฮิปปะขริต เอามาใช้พูดปรามาส
มันหมายความว่ายังไง
.. ทำให้หน้าหนังสือรุงรังไปนิด ก็จำเป็น แต่ผมว่าไม่รุงรังนะ

ป.ล. ผมชินกับการสะกด และเป็นภาพจำว่า สักหลาด แต่อ่น สัก-กะ-หลาด มาแต่เด็ก
ไปดูพจนานุกรมในเว็บ ก็ใช้สักหลาด แต่คุณ SW19 อาจค้นได้แบบนั้นจากแหล่งอื่น
หรือเปล่านะ

ป.ป.ล. วิธีที่คุณ SW19 อธิบายโดยใช้คำว่า ทำให้ประเด็นเคลื่อน โดนใจผมแฮะ
บางทีเรานึกสำนวนไม่ออกว่าจะอธิบายยังไงว่าอรรถรสมันเสียอย่างนี้ ๆ เพราะเหตุ
อย่างนี้ ๆ

ความคิดเห็นที่ 67 (0)
driftworm วันที่ : 19/12/2014 เวลา : 19.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

งี้ ต้องรีบปั่น อาร์.เจ.ธ็อมมัส สะแหล่ว


ขอเวลาติ๊ด ต้องจัดเวลาทำมาหากินสะหน่อย พักนี้ค้าขายเงียบเหงา ฮี่ฮี่

ความคิดเห็นที่ 66 (0)
driftworm วันที่ : 19/12/2014 เวลา : 19.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

อ๋อ รู้แล้นนนนนนน
เรียกทับศัพท์ไปเลยว่า เกร็ทบริเทน

ความคิดเห็นที่ 65 (0)
driftworm วันที่ : 19/12/2014 เวลา : 19.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

เสร็จหนอนอีก มีเรื่องไปแปะยัวคนอีกแระ
ฮ่าฮ่าฮ่า

แต่หนอนยอมรับว่า โดน ไปด้วย
ก็ Great Britain น่ะคนไทยควรเรียกว่าอะไรครับ
ใช้ อังกฤษ เฉย ๆ หรือใช้ บริเตน เฉย ๆ
แน่ะ สงสัยปล่อยไก่แหงอีกแล้ว หนอน

ก็เมื่อตอนเขียน คห.นั่น ยังนึกได้แต่คำ period แต่กลับหลุด
ว่าจะแปลงเป็นวิเศษณ์ว่ากระไร
ราวกับเมาเหล้ากลางวันซะงั้น

ความคิดเห็นที่ 64 driftworm ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 19/12/2014 เวลา : 18.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๖๓-
ชัดเจนเลย ขอคารวะผู้อาวุโส

แต่จะขออนุญาตโยงกลับเรื่องหนังสือแปลที่คุยกันมา เพราะตัวอย่างของคุณหนอน แปลกลับทางมาได้ถูกต้อง ไม่ผิดเพี้ยน แต่การส่งลูก รับ ล่อ เราไม่สามารถบอกได้ว่าดีกรีของการใช้ภาษา เป็นได้สมน้ำสมเนื้อตามต้นฉบับหรือไม่ .. .. อ๊ะๆๆ .. ตรงนี้ไม่มีถูกผิด อย่าเพิ่งเลิกคิ้ว เท้าสะเอว (เอ หรือ ท้าวหว่า ยังไม่ค้นนะ ให้ลุงแก้ให้)

ขอขยายความก่อน
คุณหนอนแปลกลับทางเองก็จะเห็นว่า จะให้ได้ ความหมายในอารมณ์เดียวกัน ไม่ได้แปลทุกคำ ไม่ได้ใช้คำเดียวกัน แต่ได้ความหมาย
นั่นคือ เวลาคนไทยแปล ทำไมไม่คิดแบบนี้ ไม่เอาหลักการนี้มาใช้
เดาเอาว่า ถูกสอนกันมาว่าให้แปลคำศัพท์ เปิดพจนานุกรม (เขียน ‘ดิก’ ก็ได้ แต่เดี๋ยวง่ายไป) จึงไม่ได้แสวงหาความหมายของรูปประโยค

ประโยคที่ว่า เราแปลกลับได้อีกหลายรูป ด้วยวิธีที่คนไทยไม่ค่อยใช้ในการนำกริยาวิเศษณ์ (adverb) มาขึ้นประโยค อย่าง

Periodically, the amount of fund raised from the public is disclosed.
Regularly / On a regular basis, …
At regular interval, the charity will report the amount of fund raised.

จะพยายามสื่อว่า ในความหมายเดียวกัน ภาษาอังกฤษมี active voice และ passive voice
ข่าวภาษาอังกฤษจำนวนมาก มักใช้ passive voice เช่น
It is said that…
The Guardian has learned that …
Or…
It was learned by the Guardian that…

เป็นเทคนิคการเลี่ยงสรรพนาม อย่างหนึ่ง บางครั้งเลี่ยงการดึงไปถึงแหล่งข่าว
อ่า ... ทีนี้เวลาคนไทยแปล ที่เคยเจอ (และไปปากเสียมา) ก็จะแปลว่า มันถูกกล่าวว่า...
‘มัน’ ไหนล่ะ พี่?

ทำให้สงสัยว่างานที่ผู้เขียน ใช้รูปแบบประโยคประเภทนี้ คนแปลมิต้องมี 'มัน' เต็มทั้งเรื่องเหรอ

หนังสือแปลบางครั้ง สักแต่แปล (แม่ง) ทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า รวมทั้ง proper noun ด้วย อันนี้บ่นมาหลายทีแล้ว อย่าง Great Britain ไม่ต้องมาแปลว่า บริเตนใหญ่ กรณีเดียวกันเราไม่เรียกชื่อ คุณเสรี ว่า Mr Freedom

ขออีกนิด เรื่องสำนวนต้นฉบับ มันมีทางของตัวเอง ทางใครทางเผือก เคยเถียงกันมากเรื่องหนังสือของ Dan Brown รุ่น Da Vinci Code ตอนที่มันดังถล่มทลายก็สนุกจริง มาอ่านตอนหลัง อ่านไม่สนุก รอดูหนังดีกว่า เพราะพี่ Brown แกเขียนออกมาเป็น script หนัง เหมือน screen play คือ กระโดดไปมา อ่านแล้ว ถ้าจินตนาการตามเป็นเฟรมหนังจะสนุกมาก อันนี้ก็สงสัยว่าเวลาแปลไทย มันจะเป็นยังไง

กลับเมืองไทยไปหาดู เปิดไปเจอหน้าหนึ่ง ตอนนั้นเพิ่งอ่านจบ ยังจำต้นทางได้ชัด เขาบรรยายการแต่งตัวของ พระเอกว่า ใส่เสื้อแจ๊คเก็ทสักกะหลาด เราก็ อ๋อ.... จะบ้าหรือ แจ๊คเกตส่วนมากก็สักกะหลาดทั้งนั้น นอกจากจะเป็นหนังไปเลย จำคำต้นทางได้ว่า tweed jacket

อันนี้แหละ ที่บอกว่า คนแปลหลงทาง
tweed เป็นการทอเฉพาะแบบ มีบุคลิกหน้าตาเฉพาะ เป็นที่นิยมมานานในสมัยก่อนๆ และเลิกป๊อปปู ไปตั้งแต่สมัย Beatles แล้ว การบรรยายว่าคนคนหนึ่งใส่ ทวีดแจ๊กเก็ท คือ การบอกว่าคนที่สวมใส่ ยังเป็นคนแบบ traditional สะท้อนไปอีกชั้น คือ พวกอาจารย์ นักวิชาการ ที่ไม่ใช่คนแต่งปกติตามสมัยนิยม – ก็ตามอาชีพของพระเอกนั่นแหละ ใช้ทับศัพท์ก็ไม่หลุดความหมาย

พอดันไปแปลเป็นสักกะหลาด แล้ว ประเด็นมันเคลื่อนไปที่เนื้อผ้า หลุดผล็อยไปจากร่างกายและตัวตนว่ามีบุคลิกให้ติดตามต่ออย่างไร
เลยเลิกอยากรู้ว่าตกลงเขาใช้แนวไหนแปล หมดละ จบกัน

ความคิดเห็นที่ 63 (0)
driftworm วันที่ : 19/12/2014 เวลา : 11.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๖๐- SW19

[เป็นระยะ เขาจะบอกว่าตอนนี้ได้เงินเท่าไหร่ เอาไปใช้ในการวิจัยเท่าไหร่ ]

เนี่ย รูปแบบเรียงประโยคหรือ expression แบบฝรั่งชัด ๆ เลย

From time to time, they will report their monthly balance sheet.
ฮ่าฮ่าฮ่า หนอนแปลกลับแบบมั่ว ๆ เอา
.... ก็คนจะพิสูจน์อักษร ต้องทดลองแปลกลับให้ได้บ้างน่ะ
ไม่ใช่ก็ให้ใกล้เคียง


ความคิดเห็นที่ 62 (0)
driftworm วันที่ : 19/12/2014 เวลา : 11.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๕๙- พรายพิลาส

[ผมนี่หมดเลยกับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้ก่อนหน้านี้ เพราะมันกลายเป็น การทำการกุศลเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ไม่ใช่การทำธุรกิจเพื่อผลประโยชน์ทางการกุศล
.... และ ....
จนถึงวันหนึ่งเมื่อผลประโยชน์จากที่เคยแบ่งปันระหว่างคนทำงานไม่กี่คนกับสัตว์ที่สงเคราะห์ เปลี่ยนมาเป็นคนจำนวนมากและหลายฝ่ายกับสัตว์ ความอยู่รอดขององค์กรก็จะมีน้ำหนักความสำคัญมากกว่าความอยู่อดของสัตว์ที่สงเคราะห์ทันที]

ใน คห.๔๒ ของผมนั่น ก็ว่าจะเขียนลงไปนะว่า “... อยู่ที่การให้น้ำหนัก ...”
แต่แล้วก็หลุดจนได้

-๖๑-

คำว่า ศรัทธา ของพุทธศาสนาเป็นเรื่องของการใช้เหตุผล
ตามที่ท่านเจ้าคุณประยุทธได้ทุ่มเทเวลาในการอธิบายเป็นอันมากในผลงานเขียนจำนวนมากของท่าน
ส่วนตัวผมเองก็เคยมีประสบการณ์กับตัวเองมาแล้วว่า “ตรองแล้วจึงเห็นตาม”
ครับ ศรัทธา คือการเห็นตาม และเป็นการเห็นตามหลังผ่านการใช้เหตุผลด้วย

แต่คำ ศรัทธา นี้เมื่อใช้กันผ่านกาลเวลายาวนาน ความหมายมันกร่อนลงไปทีละน้อย
จนในที่สุดก็ถูก “ชาวโลกย์” ถือเอาความหมายที่ถูกหักคอใช้กันว่า “เชื่อโดยไม่ต้องตรอง”
เป็นเรื่องของ ภาษาโลกย์ กับ ภาษา(พุทธ)ธรรม

พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ก่อนแล้วครับว่าถ้อยคำที่ตถาคตใช้สั่งสอนนี่ เมื่อผ่านกาลนานไป
ก็จะค่อย ๆ เลือนความหมายไปเป็นคำ(ที่ถูกใช้ในความหมาย)สามัญลงไปเรื่อย ๆ
(จากหนังสือพระไตรปิฎก ฉบับย่อความ โดยสุชีพ ปุญญานุภาพ)

ทีนี้ แถมเกร็ดนิดนึง การตรองด้วยเหตุผลจนเห็นตามได้ มีอุปสรรคอยู่ คือ
ระบบความเป็นไปของความจริงสูงสุด ที่พระพุทธเจ้าเห็นแล้ว อยู่ในความถี่อันละเอียด
ขณะที่เรา ๆ คนสามัญหรือชาวโลกย์ต่างใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่ในโลกของมิติความหยาบ
เมื่อจะพูดถึง อ้างถึง อธิบายถึงเหตุและผลหรือตรรกที่เป็นไปในอีกมิติความถี่
จึงต้อง “พลิก” ความเคยชิน และใช้ถ้อยคำที่ตรงต่อภาวะนั้น ซึ่งเราไม่เคยคุ้น
คุณพรายเลยถูกคุณแม่บ่นเอาอย่างนั้นละมั้ง ฮ่าฮ่าฮ่า

[ชอบรูปแบบการแจงรายละเอียดให้ผู้ร่วมบริจาคได้รับทราบ โดยไม่ต้องขอมากเลยครับพี่ แบบนี้ทำไมไม่มีใครคิดจะทำบ้างนะ]

พอดีเช้านี้ ผมคิดจะเอา คห.คุณพรายนั่นไปแปะใน ฟ.บ. วางระเบิดซะอีกลูก
พร้อมความเห็นที่จะเขียนต่อไปนี้
“ก็ตอนนี้เรากำลังทำกระบวนการปฏิรูปประเทศอยู่มิใช่หรือ
แต่ถามว่าใครจะเป็นคนเอาลูกกระพรวนไปผูกคอแมว คือใครหนอจะกล้าแตะ
เจ้าพ่อใหญ่ในอุตสาหกรรมศรัทธาเมืองไทย เหอ เหอ เหอ”

ความคิดเห็นที่ 61 (0)
พรายพิลาศ วันที่ : 19/12/2014 เวลา : 09.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

-๖๐-

วัฒนธรรมการทำบุญทำกุศลของคนไทย เราจะคุ้นกับคำว่า "ทำบุญแล้วอย่าไปคิด" ครับพี่ มองในแง่ดีการไม่คิดมากก็ทำให้ได้รับความสบายใจจากการทำบุญไปเต็มๆ ถ้าคุณรับไปแล้วไม่เอาไปทำประโยชน์ มันก็เป็นกรรมของคุณ (ส่วนฉันได้บุญไปแล้ว) แต่ผมมักจะมองในแง่ร้ายว่า ทำบุญไม่คิด ใช่ทำบุญอย่างไร้สติหรือเปล่า ซึ่งผมจะโดนคุณแม่ต่อว่าประจำว่า "ฉันไม่อยากไปทำบุญกับแก เพราะแกพูดมาก"

ชอบรูปแบบการแจงรายละเอียดให้ผู้ร่วมบริจาคได้รับทราบ โดยไม่ต้องขอมากเลยครับพี่ แบบนี้ทำไมไม่มีใครคิดจะทำบ้างนะ หรือมีแล้วผมไม่เคยเจอก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ

ความคิดเห็นที่ 60 พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 18/12/2014 เวลา : 23.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

แวะมาเสริมคุณพรายพิลาศนิดนึง
สองวันที่ผ่านไม่มีเวลาพอ มัวถูกผู้อาวุโสลองของ

องค์กรการกุศลที่นี่ ที่เราทำบุญด้วยประจำ เขาจะบอกเลย (ต้องระบุตามกฎหมาย) ทุกเงิน ๑ ปอนด์ที่บริจาค (เท่ากับ ๑๐๐ พี) ๘๐ พี จะเข้าสู่กิจการของการกุศลนั้น ส่วนอีก ๒๐ พี จะถูกใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการระดมทุน ทั้งค่า คน ค่าพิมพ์ใบปลิวฯลฯ และมีอัตราส่วนจากข้อมูลที่เก็บว่าส่งใบปลิวออกไปเท่าไหร่ได้ตอบกลับมาเท่าไหร่

เป็นระยะ เขาจะบอกว่าตอนนี้ได้เงินเท่าไหร่ เอาไปใช้ในการวิจัยเท่าไหร่
เขาบอกด้วยว่าส่งเช็คทำบุญกลับมาในซองที่ให้ ส่งฟรี
แต่ถ้าติดแสตมป์มาเอง เขาจะประหยัดได้อีก
คงเดาได้ว่า อ่านแล้วไอ้บ้านนี้ก็รีบไปคุ้ยหาแสตมป์มาแปะแถมให้เขา ไหนๆ จะทำบุญ ก็ทำบุญ

ความคิดเห็นที่ 59 (0)
พรายพิลาศ วันที่ : 18/12/2014 เวลา : 23.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

-๔๒-
สมการที่ลุงหนอนว่ามา เมื่อลองเอามาเทียบเคียงกับข้อมูลที่ผมมีอยู่ตอนที่เก็บข้อมูลเขียนบทความนั้น ผมว่าก็มีโอกาสเป็นไปได้มากอยู่พอสมควรเลยครับ หลักๆ เลยที่ตอนนั้นองค์กรสงเคราะห์สัตว์ (แห่งหนึ่ง) ทำผมเสียความรู้สึกมากเลยก็คือ เรื่องการออกใบอนุญาตเรี่ยไร (ซึ่งกฎหมายบังคับให้คนที่ไปเรี่ยรายเงินต้องมี และองค์กรการกุศลก็เป็นองค์กรหนึ่งที่ออกใบอนุญาตนี้ให้ได้) ตอนนั้นที่ไปพูดคุยกันเรื่องนี้ การออกใบอนุญาตวางอยู่บนเงื่อนไขเดียวคือ ทุกอย่างต้อง 50-50 (ผู้เรี่ยไร-องค์กร) ซึ่งหากก่อนที่จะเข้าถึงเงินไขนี้ มีการพูดถึงการตรวจสอบว่า ผู้มาขอทำจริงหรือไม่ ทำอย่างไร เป็นประโยชน์มากน้อยแค่ไหน แล้วถึงเข้ามาในส่วนของเงื่อนไขนี้ ผมเองก็คงยังรับได้ เพราะเข้าใจอย่างที่ลุงหนอนเข้าใจว่าทุกฝ่ายต้องอยู่ได้ แต่พอเรื่องกลายเป็นว่านี่เป็นเงื่อนไขแรก และเงื่อนไขเดียวเท่านั้นที่ต้องยอมรับ ถึงจะออกใบอนุญาตให้ ผมนี่หมดเลยกับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้ก่อนหน้านี้ เพราะมันกลายเป็น การทำการกุศลเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ไม่ใช่การทำธุรกิจเพื่อผลประโยชน์ทางการกุศล

ผมมองปัญหาที่องค์กรการกุศลบางแห่งเปลี่ยนตัวเองมาทำการกุศลเพื่อธุรกิจ หลัดเลยก็มาจากการที่ขยับตัวทำอะไรที่ใหญ่ขึ้น โดยหวังว่าจะสร้างประโยชน์ได้มากขึ้น ซึ่งความคิดแบบนี้ ผมว่ามันไม่ต่างกับ “กับดักความดี” เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ธุรกิจแทรกเข้ามาได้มากขึ้น ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ การแสวงหารายได้ก็ต้องมากขึ้นตาม จนถึงวันหนึ่งเมื่อผลประโยชน์จากที่เคยแบ่งปันระหว่างคนทำงานไม่กี่คนกับสัตว์ที่สงเคราะห์ เปลี่ยนมาเป็นคนจำนวนมากและหลายฝ่ายกับสัตว์ ความอยู่รอดขององค์กรก็จะมีน้ำหนักความสำคัญมากกว่าความอยู่อดของสัตว์ที่สงเคราะห์ทันที

ความคิดเห็นที่ 58 driftworm ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 18/12/2014 เวลา : 20.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณหนอน -๕๗- ได้ข้อสรุปแล้ว รวบมาเขียนขึ้นกระทู้หนึ่งให้อ่านกันทั่วๆ เถอะ

อย่าเงิบแบบใน -๕๔- นาน

R.S. Thomas ยังมีเรื่องให้ต้องแคะอีกมาก เราก็ไม่เคยอ่าน ถ้าคุณหนอนเอาจริง ขึ้นเรื่องมาแล้วช่วยกันแคะ

อันที่จริง ความคิดของ Thomas ยังเชื่อว่าน่าจะใกล้ทางที่คุณหนอนสงสัยอยู่บ้าง เพราะปู่แกเป็นทั้งพระ และกวี ในคนเดียว เดี๋ยวต้องลองไปดูว่างานเขียนมีอะไร เป็นแบบไหนบ้าง

ตอนนี้ขอพักครึ่งไปตามปูตินก่อน อยากรู้ว่ามันจะแถไปถึงไหน

ความคิดเห็นที่ 57 (0)
driftworm วันที่ : 18/12/2014 เวลา : 16.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว


ค้นเจอเนื้อหาเว็บบล็อกนี้มา
http://giveitaname-giveitaname.blogspot.com/2009/04/from-adagia-wallace-stevens.html

ตามในภาพ คำว่า priest เหมือนใช้เป็นสำนวน ... แต่ไม่แน่ใจ
มันแปลธรรมดาก็ได้

ความคิดเห็นที่ 56 (0)
driftworm วันที่ : 18/12/2014 เวลา : 13.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

อืมมม หนอนขุดเบิกทางได้นิดนึง
หากแปลงคำว่า priest เป็นว่า ผู้รับใช้พระเป็นเจ้า ผู้รับใช้บรมสัจจะ
จะช่วยแทรกตัวลงได้หน่อยหนึ่งทั้งในข้อความที่คุณ SW19 ยกมา
กับทั้งในประโยคตั้งเป็นกระทู้ปัญหานั้น
....
.....

ความคิดเห็นที่ 55 (0)
driftworm วันที่ : 18/12/2014 เวลา : 13.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

จินตภาพและถ้อยสื่อสารนี้ของ R.S.Thomas ทำให้นึกถึงคำพูดของเบโธเฟ่น
"เวลาที่ฉันคิดเขียนเพลง ฉันกำลังพูดคุยกับพระผู้เป็นเจ้า"
.

ความคิดเห็นที่ 54 (0)
driftworm วันที่ : 18/12/2014 เวลา : 13.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๕๓-

เงิบครับ เงิบบบบบบบบ หนอนเงิบหงายหลังลงร่องคูไปเลย

แต่ช้าก่อน ไม่รู้ว่าเป็นชอลิ้ว –เฮียง หรือ เชอร์ล็อค –โฮล์มส์ สะกิดเตือนว่า
เบาะแสร่องรอย (clues) กับสถานการณ์ตบตาเบนความสนใจ คือคู่ฝาแฝดที่ยากแยกแยะ
เอ หรืออาจไม่ใช่ทั้งสองคนข้างบนเป็นคนกล่าว แต่เป็นเชอร์ล็อค หนอน มโนเอาเอง
5555555
คือมันยังตงิดใจว่าหลักฐานข้อมูลนั่นยังไม่เป็นหลักฐานชี้ชัด แบบว่าเป็นตัวประโยคนั้นโดยตรง
แต่มันก็เป็น “ทางของการคิดพิจารณา” ที่มีความเป็นไปได้มาก

ประโยคนั้นก็คือตัวประโยคนั้น นั่นอันหนึ่ง
แนวความคิดของ R.S.Thomas ก็เป็นแนวคิดของ R.S.Thomas ที่ในชั้นนี้
ปรากฏความพ้องพาน ความสอดคล้องกัน อย่างน่าให้น้ำหนัก ก็เป็นอีกอันหนึ่ง

ผมเลยเปรียบให้เป็นคู่แฝดในเรื่องเดียวกัน คือเรื่องสมมุติเหตุการณ์อาชญากรรม
ในที่เกิดเหตุมีทั้งเบาะแสจริงกับเบาะแสตบตาปนกันในที่เดียวกัน

กรณีที่ยังหาข้อยุติไม่ได้นี้ก็พักเอาไว้ก่อน
แต่ผมหาประโยชน์จากข้อมูลในคห.๕๓ ที่คุณ SW19 ค้นมา เอาไปใช้ได้
เอาไปคิดต่อก่อนได้
ภาษาอังกฤษของหนอนก็ไม่แตก ต้องขอแกะอย่างงุ่มง่ามไปก่อน

เรื่องของ R.S. Thomas นี่พอจะเอามาคิดเมนูขึ้นเรื่องใหม่ไหวหรือเปล่าหนอ
.

ความคิดเห็นที่ 53 driftworm ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 18/12/2014 เวลา : 00.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๕๑-
ไม่ convinced น่ะคุณหนอน เพราะในยุค 80s สุงสิงกับพวกผิวดำในอเมริกาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะพวกทำดนตรีที่น่าจะมีการใช้ศัพท์แปลกๆ แต่คำว่า priest ไม่เคยโผล่มาให้เห็นเลย ถ้าจะมาโผล่สมัยใหม่นี้ก็ไม่ทราบได้

จะดูความหมายของประโยคคงต้องดูยุคสมัยที่ออกจากปาก
ถ้าคำประโยคที่ว่านี้ มาก่อนหน้านั้น น่าจะเป็นสำนวนเก่า

และเมื่อลองค้นให้ (แนะนำว่าอย่าใช้ไอ้กู๋ ) ทุกอย่างชี้มาที่ R.S. Thomas (1913 – 2000) ที่เป็นทั้ง Welsh poet and Anglican clergyman คือ ทั้งกวีทั้งพระของ Church of England
R.S.Thomas มีคำพูดที่อยู่ในทำเนียบคำ Quotes ดีๆ ภายใต้ หัวข้อว่า Priest and Poet เมื่อ เมษายน พ.ศ. 2515 มีความว่า

Any form of orthodoxy is just not part of a poet's province …
A poet must be able to claim … freedom to follow the vision of poetry, the imaginative vision of poetry … And in any case, poetry is religion, religion is poetry.
The message of the New Testament is poetry.
Christ was a poet, the New Testament is metaphor, the Resurrection is a metaphor; and I feel perfectly within my rights in approaching my whole vocation as priest and preacher as one who is to present poetry; and when I preach poetry I am preaching Christianity, and when one discusses Christianity one is discussing poetry in its imaginative aspects. …
My work as a poet has to deal with the presentation of imaginative truth.
R. S. Thomas : Priest and Poet" (BBC TV, 2 April 1972)

อ่านคร่าวๆ ตรงนี้ คือ poetry มาจากศาสนา
ก็น่าสนใจดี
น่าจะเป็นทางที่สอดคล้องกับที่ถูกลองของให้แปลมา

คือส่วนตัว ไอ้แม่ม... นั่นไม่ใช่แน่
ไม่ใช่ว่าคำแปลของเราจะต้องถูก แต่เราไม่สามารถเอา context ของสมัยใหม่ มาตีความของสมัยเก่า แล้วจะได้ความหมายที่สมัยเก่าต้องการพูดถึง

ความคิดเห็นที่ 52 (0)
SW19 วันที่ : 18/12/2014 เวลา : 00.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19


มายืนยันว่าไอ้กู๋ไทยมันเพี้ยน

ความคิดเห็นที่ 51 (0)
driftworm วันที่ : 18/12/2014 เวลา : 00.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๔๖-

อ่า เอ่อ .. เอิ่มมม
เรื่องนั้น มีคนใช้นามปากกาว่า พงษ์ สุพรรณภูมิ เขียนจดหมายไปเสนอคำตอบ
เขาออกตัวว่าก็ไม่แน่ใจว่าจะถูกไหม เขาอยู่อเมริกามั้ง
เขาบอกว่า priest ถูกใช้เป็นคำตลาด แบบคำสบถ
ทำนองเดียวกับคนไทยชอบลั่นคำว่า แม่ม แถมในประโยค
priest ถูกใช้สบถในทำนองว่าเป็นอะไรที่สุด ๆ
ในขวบปีนั้น ราว ๒๕๔๕ +/- ก็พอจะเทียบสำนวนไทยได้ว่า
“แม่ม โคตรจะ .... เลย”
ประโยคว่า The poets are priest of imagination จึงประมาณว่า
ไอ้พวกกวีนี่แม่มโคตรจะจินตนาการเล้ย

ตอนนั้นคุณสุชาติก็เพียงรับฟังว่ามีความเป็นไปได้มาก
แต่จะตัดสินเองคงไม่ได้ ไม่มีประสบการณ์จริง ทึกทักเองไม่ได้

มาถึงพ.ศ. ๒๕๕๗ นี่แล้ว คำตลาดในไทยมีคำว่า เมพขริง ๆ (เทพจริง ๆ ๕๕)
มีคำว่า มโน มโนแจ่ม
จึงพูดประโยคนั้นให้เข้ากับ พ.ศ. นี้ได้ว่า
ไอ้พวกกวีนี่แม่มโคตรจะมโนขั้นเทพเล้ย

พอรับฟังได้ไหม ฮี่ฮี่ คำตลาดแบบนี้ ไม่แน่ใจว่ามาจากพวก nigger รึเปล่า

ความคิดเห็นที่ 50 (0)
driftworm วันที่ : 17/12/2014 เวลา : 23.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๔๔-

เรื่อง secular state พอนึกออกว่าเคยคุยกันนะ

ความคิดเห็นที่ 49 (0)
driftworm วันที่ : 17/12/2014 เวลา : 23.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว


อีนี้ ภาษาอังกฤษ

ความคิดเห็นที่ 48 (0)
driftworm วันที่ : 17/12/2014 เวลา : 23.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว


อุ๊ย มี e ต่อท้ายจริงด้วยแฮะ แต่ที่ภาษาอังกฤษ
ส่วนภาษาฝรั่งเศส มะมี

ความคิดเห็นที่ 47 (0)
driftworm วันที่ : 17/12/2014 เวลา : 23.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๔๔- SW19

[แต่... ก่อนอื่น force majeure ของลุงน่ะห้ามตก e ตัวท้าย]

แต่ google translate มันไม่ท้วงแฮะ มันยอมสะกดแบบไม่มี e ตามท้าย
เดี๋ยวไปคุ้ยดูใหม่ จะเอารูปมาให้ดู
แต่ยังไง ผมเชื่อตาม SW19 มากกว่าไอ้กู๋ละ ฮ่าฮ่า

ความคิดเห็นที่ 46 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 17/12/2014 เวลา : 23.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๓๙-
[มีเรื่องอยากลองของคุณ SW19 นิดนึง]

อ่านถึงตรงนี้ ใจหายหมด ไม่รู้คุณหนอนจะลองของส่วนไหน

The poets are the priest of imagination.
แล้วตกลงคนถามเฉลยว่าไงล่ะคุณหนอน

ของที่ลองอันนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ในเรื่องการแปล เอาแต่ศัพท์ แต่ไม่เอาความหมายของคนไทย ขอแถไปข้างทางนิดนึงก่อน

คือ เหมือนเวลาคนไทยดู (วิเคราะห์ หรืออ่าน ) อะไรสักอย่าง ชอบดูแบนๆ เหมือนไอ้พวกที่เอาเรื่อง French Revolution มาถุย ก็จะเห็นแต่ ล้มเจ้า ล้างบัลลังค์ เห็นข้อบกพร่องของ Louise XVI … แต่ไม่ชอบดูเป็นมิติ ไม่หยิบพลิก หันซ้ายขวา ก้มหน้า มุดดู หรือดม

มันก็ได้แบบนั้น

การเรียนประวัติศาสตร์ของบ้านเรามันถึงแบนเป็นระนาบเดียว ไม่พิจารณา เศรษฐกิจ โครงสร้างสังคม การศึกสงคราม หนี้สินติดค้าง ฯลฯ มาประกอบการศึกษา วิจารณ์ หาตัวอย่าง lesson-learned

เอาละ หายคันเหงือกคันฟันละ ... ต่อ

ในโลกตะวันตก ยุโรปโดยเฉพาะ ในสมัยโบราณ สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการปกครอง ต่อการควบคุม ต่อการยึดถือ ให้การศึกษา เป็นผู้มีอำนาจ มีเงิน เป็นศูนย์รวมของชุมชน สังคม คือศาสนา
ทุกสิ่งในชีวิต ประจำวัน หมุนวนรอบศาสนา เป็นที่พึ่ง เป็นหลักให้ยึด
เวลามีการอ้างถึงผู้ทรงอิทธิพล จะเรียกกันว่า the Establishment บ้าง Church บ้าง

นอกเรื่องอีกหน่อย ขนาดสมัยนี้ นักเล่นรักบี้ตำแหน่งแถวหน้าหนึ่งคน ที่เป็นตัวฐานหลักเวลามุดหัวโก่งตูดเข้าสกรัมแย่งลูกกัน พ่อคนนั้น มีชื่อเล่นที่ในทีมเรียกว่า Church คนทางนี้ก็จะเข้าใจทันทีว่า หมอนี่เป็นเสาหิน เป็น column ของสกรัม

กลับมาต่อ

ในบันทึกจำนวนไม่น้อย ที่เกี่ยวพันกับอิทธิพลของศาสนา จะใช้คำถาม เช่นว่า แล้ว โรมว่าอย่างไร the Establishment จะทำอะไร หรือ Church จะ... อะไร ก็ว่าไป

หากประโยคที่ว่านั่น คนแปล แปลศัพท์ priest ก็คงได้พระมาตั้งแต่สามเณร จนนาค ยันสงฆ์ ไปถึงเจ้าอาวาส
เอามาหมดวัด ก็จะไม่ได้ความหมาย The poets are the priest of imagination.

สมควรย้อนกลับมาดูว่า priest อีกความหมาย (หรือมีหน้าที่) คือ ผู้ดูแล Temple

ในที่นี่จึงผันสู่ The temple of imagination
(temple is a structure reserved for religious or spiritual activities อันนี้ตามความหมายของศัพท์เลย)

ในสำนวนของภาษาอังกฤษ สถานที่เก็บสิ่งดีๆ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะเรียกว่า temple เช่น the temple of thoughts, the temple of knowledge แม้กระทั่ง the temple of imagination

เมื่อ temple เป็นแหล่งของ imagination
และเมื่อ poets เป็น Priests (ผู้ดูแล temple) of imagination ก็ไม่ต่างจาก กวีเป็นผู้รักษาสืบทอดจินตนาการของมวลมนุษย์ชาติ

อ๊าว ... แปลแถมมาเกินคำอีกวุ๊ย
สงสัยของที่โดนลองจะสอบตก

ความคิดเห็นที่ 45 driftworm ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 17/12/2014 เวลา : 22.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๓๗-

ถ้าคุณหนอนยังจำได้ในเรื่อง Dylan Thomas
เราเล่าจางๆ ว่า ดิลลั่นเป็นแรงบันดาลใจให้นักดนตรีเยอะมาก ขนาด Bob Dylan เอาไปใช้เป็นชื่อ trade name ของตัวเอง อีกกลุ่มที่โดนอิทธิพลไปโช๊ะ โช๊ะ คือ The Beatles โดนทั่วหน้าทุกคน
ดังนั้น แม่นแล้ว ว่า ไอ้ถนนยาวแล้วยังเลี้ยวลดคดเคี้ยว The Long And Winding Road นั่นก็ได้อิทธิพลจาก The long and lonely road
งานของดิลลั่นอธิบายยาก แต่ถ้าได้ลองอ่านสักนิด จะรู้ว่าเซียนจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 44 rattiya , driftworm ถูกใจสิ่งนี้ (2)
SW19 วันที่ : 17/12/2014 เวลา : 22.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๓๖-
เราน่ะต้องขอบคุณคุณหนอน ที่อดทน ใจเย็น กับเรา
เราแค่คิดว่า ประสบการณ์มันมาจากคนละทาง มีอะไรเล่าสู่กันฟังได้ ก็ทำ ใคร้ที่ไหนจะมาขว้างอาวุธหอกดาบใส่กัน

แต่... ก่อนอื่น force majeure ของลุงน่ะห้ามตก e ตัวท้าย

เดี๋ยวพอทำความเข้าใจกับที่มาของภาษาก็ไม่งง
คำนี้รากเป็นภาษาฝรั่งเศส ตัวศัพท์ la force เป็นตัวเมีย ตัวตามเลยต้องเป็นตัวเมียไปด้วย เป็นตัวเมียเลยต้องมี e ตาม (คือภาษานี้มีเพศแบ่งชัดเจน)

force ก็คือ power, might, strength, vigour คือ พวก แรง พลัง
majeure คือ major มันก็ให้ความหมายถึง ความใหญ่ ไปถึงความยิ่งใหญ่
ทีนี้ฝรั่งเศสเนี่ย มันเป็น secular state จะไม่มีการ อ้างอิงอะไรไปกับ church ซึ่งถือว่าเป็น establishment คือ สถาบัน

ในเชิง clause ของการยกเว้นที่ใช้คำนี้ ทางภาษาอังกฤษ อะไรที่หายนะ เหนือการควบคุม ที่เชื่อว่ามีแต่ God ที่ควบคุมได้ พอมาเป็นภาษาอังกฤษ ก็เลย พูดตรงไปตรงมา ว่า Act of God

Secular state ขยายความว่า รัฐที่มีการปกครองแยกขาดกับศาสนา
เรื่อง Church – establishment คุณหนอนอย่าเพิ่งลืม เดี๋ยวได้อ๋อ

อ้อ ธีซอรัส น่ะอ่านถูกแล้ว
ขอสารภาพว่าเวลาเขียนเรื่อง นึกคำไทยไม่ออก คำฝรั่งคำนั้นก็ไม่รู้จะแปลว่าอะไร ก็จะเปิด ธีซอรัส แล้วพอดู มันจะรู้เองว่า มีคำไหนให้ความหมาย เหมือน หรือ ใกล้เคียง แล้วค่อยไปหาคำไทยจากตรงนั้นอีกทอด
ถ้าเด็กไทยใช้ธีซอรัสกันมากขึ้นจะ พัฒนาความเข้าใจและการใช้ภาษาได้อีกโขเลยแหละ

ความคิดเห็นที่ 43 (0)
driftworm วันที่ : 17/12/2014 เวลา : 22.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๒๘- SW19

แปะแล้ว แปะแล้ว
แก้ไข ตัดทอน (edit) สองจุด
เพราะเป็นคำพูดที่พาดพิง และอ้างอิงข้อความจากคห.ในนี้
เดี๋ยวคนอ่านงง จับต้นชนปลายไม่ได้
.

ความคิดเห็นที่ 42 พรายพิลาศ , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
driftworm วันที่ : 17/12/2014 เวลา : 21.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๑๙- พรายพิลาส

เดือนที่แล้วมีหนุ่มสาวแต่งตัวแบบสมัยนิยม ไม่ใช่แบบเรียบง่าย
มาในนามมูลนิธิที่ช่วยเหลือสนัขไม่มีเจ้าของ ขออนุญาตกรรมการตลาดฯ
ตั้งโต๊ะขายของนำรายได้ไปเข้ามูลนิธิ
ผมเกร่เข้าไปดู ในใจมีตัวเลข ๑๐๐-๒๐๐ ที่จะสมทบทุน
แต่ดูของกับราคาแล้วปวดตับ เขาตั้งราคาตายตัวไว้ ไม่รับบริจาคแบบให้เปล่า
ผมสนใจกระป๋องสะเตนเหลสเก็บน้ำร้อนมากกว่าพวกปากกาบรรจุเป็นแผง
แม่เจ้า ราคาตั้ง ๕๐๐ เข้าไปซักถามเผื่อมีทางเลือกที่ยืดหยุ่น ปรากฏว่าเงื่อนไขตายตัว
ปวดตับว่ะ !
เข้าใจเอาเองว่าคงเป็นรูปแบบธุรกิจกลาย ๆ มั้ง คือเป็นวัตถุ (ไม่ใช่ให้เปล่า) มันเช็คยอดได้
เช็คยอดคือ ผลงาน และช่วยในการคำนวณค่าใช้จ่ายชดเชย ทำนอง transport allowance และอื่น ๆ

พอดีพรายมาพูดประเด็น "คนเลี้ยงหมา และหมาก็เลี้ยงคน"
เอาละ ผมเข้าใจได้และยอมรับได้กับรูปแบบ "การกุศลทีทุกฝ่ายอยู่ได้"
คือ ผู้บริจาค + สุนัข (ผู้รับการช่วยเหลือ) + ผู้ดำเนินการ (operator)

แต่ถ้าเราตีความ หรือใส่ความหมายเชิงธุรกิจ สมการเป็นอีกอย่าง
สินค้าในที่นี้ พรายว่าคืออะไร ?
นี่คือธุรกิจการกุศล เช่นเดียวกับที่มี "ผู้รับเหมา" จัดการให้กับวัดใดวัดหนึ่ง ให้เห็นทั่วราชอาณาจักร
สินค้าคือ บุญ กุศล ความสบายใจ คุณค่าทางใจที่หล่อเลี้ยงชีวิต (ในยุคสมัยของ "บุญอัดกระป๋อง")
สุนัขเป็นสื่อบุญหรือตัวนำเสนอ (presenter)
บุคลากรของมูลนิธิเช่นว่าคือผู้ดำเนินการ (operator)

ยิ่งกว่านั้น หากนี่เป็นการทำธุรกิจรูปแบบหนึ่ง ก็อาจเพิ่มตัวเล่นที่สูงกว่าผู้ดำเนินการขึ้นไป
คือผู้ออกทุน นายทุนนั่นแหละ
ทีนี้ ผู้ดำเนินและบุคลากรที่ลงพื้นที่ก็จะเป็นเพียงลูกจ้างกินเงินเดือน และพนักงานตลาด(ที่มีค็อมมิชชั่น)

อูยยยสส มันดีโว้ย น่าเอา คห.๑๙ ของพราย กับคห.นี้ของผมมายำให้เป็นอาหารจานหนึ่ง
(แข่งกับคุณ SW19 ที่ปั่นสูตรอาหารเนื้อปิ้งย่างอบออกมาสามเรื่องแล้ว ๕๕๕๕)
หรือเรื่องขึ้นกระดานเรื่องหนึ่ง ฮิ

ความคิดเห็นที่ 41 driftworm ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 17/12/2014 เวลา : 18.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๔๐- ก็บอกแล้ว ให้คุณหนอนรวบมาขึ้นเสียอีกหนึ่งเรื่อง

ขอสักครู่นะคุณหนอน ประเดี๋ยวจะกลับมา

ความคิดเห็นที่ 40 (0)
driftworm วันที่ : 17/12/2014 เวลา : 11.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

๔๐ ความคิดเห็นแล้ว ยาวไปไหมนะ
หรือว่าน่คิดหาประเด็นตั้งเป็นเรื่องใหม่
แบบว่าย้ายที่กินเหล้า เหมือน movable feast ของเฮ็มมิ่งเวย์


ความคิดเห็นที่ 39 (0)
driftworm วันที่ : 17/12/2014 เวลา : 11.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

เออ คุณ SW19 เองนี่ก็อยู่ผิดฝาผิดตัวป่าวนะ รู้เรื่องรากศัพท์ รากความคิดปัญญาฝรั่ง
อย่างกว้าง ลึก หยิบใช้คล่องแคล่วด้วย ไม่รู้ทำมาหากินกับหนังสือรึเปล่า - - อันนี้ชมอ่า

แต่ว่าไปแล้วการถามแบบนั้นส่อถึงทัศนคติที่คับแคบ ฮิ ก็เพราะไม่ว่าทำอาชีพอะไร
เราต้องสื่อสารไหมละ และเมื่อสื่อสารจะสื่อสารด้วยอะไร ก็ด้วยภาษานั่นแหละ
หมายความว่าจะอาชีพอะไรก็ต้องใส่ใจเรื่องการสื่อสารให้มีคุณภาพ การงานอาชีพ
จะได้มีคุณภาพตามไปด้วย ... เอ๊ะ หนอนพูดได้สวยนี่หว่า

มีเรื่องอยากลองของคุณ SW19 นิดนึง
ยี่สิบปีก่อน คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี ในนามปากกาว่าสิงห์สนามหลวง ที่มีหน้าบัญชร
สนทนาเรื่องวรณกรรมใน นสพ.ผู้จัดการรายวัน วันพฤหัสฯ เวลานั้น ได้ยกเอา
ประโยคหนึ่งมาถามไถ่ผู้อ่าน (หรือจะยกมาจากจดหมายของผู้อ่านก็ไม่แน่ใจ)
เพื่อให้ช่วยกันออกความเห็นว่ามันแปลว่าอะไร
น่าสนใจมาก น่านำมาเล่าซ้ำในที่นี้
ประโยคนั้นคือ
The poets are the priest of imagination.

มีความเห็นกันมากมาย ทำนองว่าเป็นการยกย่องว่าเหมือนพระ นักบวช อนาคาริก
อันเป็นสถานะที่ยกย่อง แสดงว่ายกย่องในเชิงการใช้จินตนาการ จึงแปลได้เช่น
กวีก็เหมือนนักบวชแห่งจินตนาการ บรรพชิตของจินตนาการ ฯลฯ โอ๊ย เยอะ

คุณ SW19 แปลให้ควังหน่อยสิ ฮี่ ๆ ๆ ๆ ๆ
.

ความคิดเห็นที่ 38 (0)
driftworm วันที่ : 17/12/2014 เวลา : 10.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ยังไม่ได้คุยกับพราย (-๑๙-) เลยนะ
หมาเลี้ยงคน ๕๕๕๕๕ ผมมีพบเจอคล้าย ๆ นี่ (แต่ในความคิด)
ที่สามชุกนี่ด้วย

ความคิดเห็นที่ 37 (0)
driftworm วันที่ : 17/12/2014 เวลา : 10.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

นี่ครับ เดอะบี้ตเติ้ลส์ เขียนเพลงนี้ ใช้ชื่อเพลงและเนื้อเพลงบรรทัดหนึ่ง
เลียนจากงานชิ้นที่ว่าของดิลลั่น ธ็อมมัส หรือเปล่านะ

ฟังเพลงสะกิดอารมณ์อันเก่าแก่ของมนุษย์ เลยอารมณ์ดี
The Long And Winding Road

อะ คราง..ครวญ .. ครึ้ม ๆ ซะหน่อย
(Please) Don't leave me standing here
Lead me to your door

https://www.youtube.com/watch?v=Xqu9qhBHWNs

เพลงนี้ใช้ประกอบหนังเรื่อง The Cousins ที่เอาโครงเรื่องของฝรั่งเศสมาทำซ้ำใหม่ด้วย
เนื้อเรื่องของโชคชะตาเหมือนถนนอันวกวนนำพาให้สลับคู่กัน ถึงเจอคู่แท้

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
driftworm วันที่ : 17/12/2014 เวลา : 10.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๓๓-

โห... เว้ยยยย... ยิ่งคุยเหมือนหนอนยิ่งขยายขี้เท่อ
คุณ SW19 ชี้แจงแถลงไขกลับมากี่ดอก ๆ โดนหนอนหมดเลย
เริ่มตั้งแต่ไอ้ ธีซอรัส นั่นเทียว (ถ้าอ่านผิดคงโดนอีกดอก ก๊ากกกก)
เหมือนผมซื้อมาสอง edition (แน่ะ คำนี้อีกแล้ว) แต่จมหายไปในกล่อง
ไม่เคยมีใครบอกหน้าที่ใช้สอยและประโยชน์ของมันแบบที่คุณSW19 บอกเนี่ยเลย
แม้แต่พี่ชายผมก็บอกแค่ว่า ... อธิบายไม่ถูก มันใช้หาที่มาของคำ มีเล่าเรื่องสนุกดี
(คงเป็นในจุดที่เขายกตัวอย่างในวงเล็บ) แกซื้อมาใช้เพราะแกชอบเล่นอักษรไขว้
ใน นสพ.บางกอกโพ้สต์, บางกอกเวิร์ลดฺ, สติวเด้นท์วี้คลี่ น่ะ

คำที่หนอนพูดเองว่า Force Majeur ก็โดนอีกดอก แต่ไม่บอกใครให้ได้ยินนะ เอ้อ
ขนาดใน แอ๊พ google translate ยังแปลแค่ว่า เหตุสุดวิสัย เลย
ผมรู้จักครั้งแรกก็เจ้านายฝรั่งคนนั้นแหละ อ่านร่างในเสนอราคาที่ผมร่างเตรียมไว้
ก็เอานิ้วชี้จิ้มหน้าผากผม ถามเสียงดังว่า กำหนดส่งมอบ ๖๐ วัน แล้วถ้าเกิดว่า
เรือเดินสมุทรที่บรรทุกของของเราเจอพายุอัปปางละ จะเอาอะไรมาส่ง แล้วจะทำไง
.. เออ .. แล้วจะทำไง .. จะทำไง ... จะทำไง .. คิดไม่ออกโว้ย ขยายเป็น ๑๒๐ วันมั้ย
เจ้านายบอกว่า silly ยูรู้จักมั้ย force majeur น่ะ (คุยถึงตรงนี้ เข้าทางคุณยามอีกแล้ว)
แล้วก็อธิบายว่าอย่างไฟไหม้ พายุ น้ำท่วมน่ะ ผมร้องอ๋อ ก็ภัยธรรมชาติสิ
แกย้อนทันควันว่าไม่ใช่ตรงจุดนั้น ภัยธรรมชาติก็ถูก ประเด็นอยู่ตรงที่เราควบคุมไม่ได้
ผมร้อง อ๋อ อีก ตอบว่าเหตุสุดวิสัยนะสิ แกส่ายหน้าอีก แต่นุ่มนวลขึ้น ก้มหน้าเอาปากกา
เขียนไปบนร่างของผมแบบ edit ว่าใส่เงื่อนไขเพิ่มอีกข้อตรงนี้ ๆ ว่า subject to …..

เพิ่งรู้จากคุณ SW19 นี่เองว่า ว่าจากคำแบบ conceptual ตามดวงความคิดแบบฝรั่งที่
นับถือคริสต์ศาสนา ว่า Act of God

เรื่องการที่ดิลลั่นเอาเสียงธรรมชาติมาเล่น หนอนก็โดนอีกดอก
เอาวะ ถือว่าอายุมากแล้ว อุทิศเวลาที่เหลือให้เป็นประโยชน์ต่ออนุชนรุ่นหลัง
ด้วยการเป็นหน่วยกล้าตายแบบกามิกาเซ่ พุ่งหัวผ่านพายุข้อมูลที่ทำให้หน้าแตกทุกที

มีอยู่เรื่องหนึ่งในกลอนบทนั้นของดิลลั่นที่ทำให้หนอนอารมณ์ดี เดี๋ยวเฉลยใน คห.ถัดไป


ความคิดเห็นที่ 35 (0)
ปวิภา วันที่ : 17/12/2014 เวลา : 08.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pavipa
ปวิภา วัฒนวราสิน...@ บูชาคนดี...ไว้เชิดชู...แผ่นดินไทย @ 


ความคิดเห็นที่ 34 (0)
SW19 วันที่ : 16/12/2014 เวลา : 23.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

Force Majeure..
Act of God

เยี่ยมมาก

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
SW19 วันที่ : 16/12/2014 เวลา : 23.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๓๑-

คุณหนอน เดี๋ยวไว้มาคุยอีกทียาวๆ เข้ามาเพราะไอ้ nostalgia นี่เชียว

การแปล ที่มาจากการเรียนการสอนของโรงเรียนไทย บางครั้งมันทำให้ภาษาบิดไขว้ไปโดยไม่จำเป็น ถ้ามัวมายึด คำแปลของคำหนึ่งคำ ที่ทำหน้าที่ได้หลายบทบาท รวมทั้งการตัด article a, an , the นั่นก็อย่าง

การแปลโดยไม่นึกถึงราก หรือรูปคำ ก็อีกอย่าง
คนไทยไม่ชอบดูความหมาย ดูแต่คำแปล อธิบายชัดๆ ก็ด้วยว่าคนไทยเปิดพจนานุกรม dictionary แต่ไม่เปิด thesaurus ที่เป็นพจนานุกรมคำเหมือน

Nostalgia ถ้าดูความหมายของคำ คือ รูปคำบ่งอารมณ์ ความรู้สึก น่าจะใกล้กับที่กับที่คุณหนอนว่า ‘โหยหาวันชื่นคืนสุขในครั้งอดีต’ แต่นั่นคือต้องใช้ทั้งวลีมาอธิบาย ซึ่งไม่ใช่ความหมายที่ตรงของคำ
คำนี้ถ้าให้เราแปล เราจะเทียบเคียง กับ reminiscence มากกว่าคำว่า ย้อนยุค เพราะถ้าเห็นคำว่าย้อนยุค คิดกลับเป็นภาษาอังกฤษ เราจะคิดถึง yesteryear หรือ period จะไม่ได้ความหมายกลับไปที่ nostalgia

คำว่า nostalgia แปลความหมายคือ longing for (something, period or feeling) คือการคิดถึง something โหยหา something ยังไงก็ไม่เท่ากับคำว่าย้อนยุค
Nostalgia ถ้าจะให้แปลว่า ย้อนยุค มันน่าจะต้องเปลี่ยนรูป เป็น nostalgic feeling

คำภาษาอังกฤษ แปลดุ้นๆ จากประโยคยาก ถ้าไม่เข้าใจรูปของประโยค ที่คนไทยผิดพลาดมาก เพราะไม่เข้าใจรูปคำในการใช้ ณ ที่ตรงนั้น

การใช้ภาษาแบบไม่ให้อดตายก็อย่าง ใช้ภาษาเพื่อการแปล เพื่อการเขียนให้มีพลังก็อีกอย่าง ดูจากตัวอย่างวลีนี้ เป็นของ Dylan Thomas ที่โชคดี ที่ไม่มีคนไทยแปลไม่งั้นฉิบหาย

The long and lonely road

วลีนี้เป็น transferred epithet คือการเอาคำ descriptive word (คำบรรยาย) มาต่อกันแบบที่ไม่เกี่ยวกัน
ถ้าคนไทยแปล (เอาแบบที่ SW19 คิดเร็วๆ)ก็คงจะได้ว่า ‘ถนนยาวแสนเปลี่ยวเหงา’
ซึ่งผิด

เพราะในภาษาอังกฤษ ถนนยาวได้ เพราะเป็นลักษณะของถนน แต่ถนนรู้สึก lonely ไม่ได้ ถนนไม่สามารถมีความรู้สึก
ดังนั้นประโยคนี้ จึงต้องเป็นประมาณว่า ‘ถนนยาว ที่คนเดินทางรู้สึกเปลี่ยวเหงา’
จะเห็นว่า คำว่าคนเดินทางไม่มีในวลีภาษาอังกฤษนั้นเลย
ยังมีคำอีกประเภท ที่ Dylan ถนัดมาก เรียกว่า Onomatopoeia อ่านว่า โอโนมะโทเพีย คือการนำเสียงธรรมชาติ มาใช้เป็นคำ เช่น boo (บู - เสียงโห่), hiss (ฮิซซ - เสียงงู) , squelch (ส-เคว้ช เสียงแบบจ่อมเท้าเหยียบโคลน) แล้วคนแปลจะแปลให้ตรงได้ไหมล่ะ เช่น ในท่อนนี้ของ Dylan

There’s the clip clop of horses on the
sunhoneyed cobbles of the humming
streets, hammering of horse-shoes,
gobble quack and cackle, tomtit twitter
from the bird-ounced boughs, braying on
Donkey town

แค่นี้ gobble, quack, cackle ก็ไม่ต้องแปลแล้ว เป็นเสียงทั้งนั้น

คำว่า edit คุณหนอนมีเหตุผลใน context เนื้อความที่เล่ามา
แต่ถ้าเราโยกโย้กับคุณหนอนถามว่า ทำไมเราจะต้องแปลคำว่า edit อย่างตายตัว เพราะการตัดหนัง (films) ก็ใช้ editing การทำ post production (คำนี้ก็น่าสนใจ เพราะใช้จนเป็นคำนามเฉพาะไปแล้วว่าเป็นขั้นตอนหลังการถ่ายหนัง) แล้ว Mix อีกล่ะ คนไทยชอบแปลว่า การผสมเสียง แต่มันไม่ได้ผสมกัน มันยังคงรูปเดิม ไม่เหมือนเอาสีสองสีมาผสมกันได้สีใหม่ การทำงานจริง คือการนำมารวมกัน แต่ไม่ได้ผสมกัน เพราะมันอยู่กันคนละ layer ทำกันคนละอย่าง ดูจะคล้ายกับการคลุกสลัดมากกว่า เพราะทุกอย่างยังอยู่ในสภาพเดิม เห็นเป็นใบ

อ้อ conspiracy theory อีก แปลกันผิดว่าสมคมคิดกันทั้งชาติเลย ใครสมคบคิดกับใครหว่า

วู้ย ท่าจะยาว หยอดเป็นน้ำจิ้มไว้ก่อน

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
driftworm วันที่ : 16/12/2014 เวลา : 22.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๒๖- ยามครับ

เอาความรู้แน่น ๆ ากประสบการณ์จริงมาให้อีกแล้ว
อ่านหมดและเข้าใจทั้งหมดละ ยังให้หวนนึกถึงตอนที่ทำงานในกรุงมีเจ้านายเป็น German Swiss ด้วย
แกมักจี้ไชให้อ่่านเอกสารซื้อขาย ใบเสนอราคาให้ละเอียด อย่าตกหล่น
เพราะเงื่อนไขการส่งของ หรือพวกที่คนขายระบุไว้เพื่อปกป้องตัวเขาเอง
มักไปอยู่ในจุดที่หลงหูหลงตาง่าย ทั้งยังพิมพ์ตัวเล็กแบบที่คุณ SW19 เรียกว่า small print นั่นแหละ
อีกจุดหนึ่ง หน้าหลังของแผ่นกระดานบางทีมันถมด้วยตัวหนังสือเป็นพืดที่ไม่สลักสำคัญ
แต่ดันเอา endorsement ไปเจาะช่องฝังไว้ในตัวหนังสือพืด ๆ นั่น

อีกเรื่องที่เห็นมากคือเงื่อนไขของ Force Majeur

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
driftworm วันที่ : 16/12/2014 เวลา : 22.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๒๘-
{ …(ยิ่งถ้าแปลไม่ดี แบบสำนวนไทย เขาผู้หญิง she เขาผู้ชาย he พวกเขา they พวกเรา we และ มัน it – ไม่รู้จะมี ‘พวก’ ไปทำไม)… }

อ้อ ที่รุ่นครูเขาสั่งสอนโดยใช้คำว่า ภาษาคน / ภาษาหนังสือ ละกระมัง
อย่างตัวอย่างที่คุณ SW19 ทำบรรณการ (edit) แก้ไขภาษาในประโยคของผมออกมาเป็น
Verbalised thought of a grumpy old man นั่น หากผมถอดเป็นภาษาไทย
แบบเล่นสำนวนนิดเป็นว่า ละอองถ้อยความคิดจาก(คนอ่าน)ตาแก่ขี้หงุดหงิด
expression ในภาษาไทยแบบที่เป็นภาษาคนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ว่า “ตาแก่ขี้หงุดหงิดคนหนึ่ง”
ในภาษาไทยเราละไปโดยเป็นที่เข้าใจอยู่แล้ว แค่ภาษาอังกฤษเขามีกฎของไวยากรณ์ว่า
ต้องมี article เราไม่จำเป็นต้องเอามาทั้งแท่ง..เอ่อ..ทั้งดุ้นอย่างเถรตรง

-๒๒-

พอพูดนำมาว่า “..ชีวิตในท้องนา” แล้วต่อด้วย “แบบ ‘pre modernist’ ” ผมก็ปิ๊งเลย
มันใช่นะ ดูเหมือนภาษาไทยจะมีคำหรือวลีประเภท “ภาพพจน์” ในความหมายนี้อยู่ด้วย
แต่หนอนนึกไม่ออก เหมือนพวกภาพบนบัตรส่งความสุข-สคส. กระท่อมมุงจาก ลอมฟาง
เป็ดน้อยว่ายในคูน้ำ
ช่วงไม่นานมานี้มีคำอังกฤษที่เราในไทยใช้กันบ่อยอยู่คำหนึ่ง คือ nostalgia
และเป็นช่วงเวลาในห้วงทศวรรษที่บ้านเราเกิดกระแสนิยม ‘ตลาดย้อนยุค’
ไม่ได้บอกว่า nostalgia กับ ‘ย้อนยุค’ มีความหมายตรงกันหรือแทนกันได้
แต่ในไทยนี่เวลานี้เหมือนมันจะใช้เรียกขานในเชิงอ้างอิงความหมายกันได้
คือเวลาพูดกับพวกที่ทำอาชีพทางด้าน creative พูดไปเลยว่า nostalgia
แต่เวลาคุยกับคนมาเที่ยวที่ไม่ได้ทำอาชีพทางด้านครีเอถีฟหรือผลิตสื่อ ปชส.
ก็ใช้คำว่า ‘ย้อนยุค’ ก็โชะเลย เข้าใจกัน
นานเข้าอีกหน่อย สองคำนี้จะกลืนความหมายแทนกันได้ เมื่อนั้นมันจะเป็น
ตัวอย่างในการแปลหรือปริวรรตภาษาว่าคำ nostalgia หรือ ‘โหยหาวันชื่นคืนสุขในครั้งอดีต’
กับคำ ‘ย้อนยุค’ หรือ ‘จำลองภาพของอดีต’ อาจใช้แทนกันได้แบบเป็น ‘ภาษาคน’
ไม่จำเป็นต้องแกะออกมาตรงเด๊ะแบบเป็น ‘ภาษาหนังสือ’ ก็ได้

(หมายเหตุ คำว่า บรรณการ ข้างบน ผมอยากหาคำไทยแทนคำว่า edit เคยมีคนใช้ว่า
ทำบรรณาธิกรณ์
นี่เป็นอีกตัวอย่างใน คห.ที่อธิบายกับ แม่หมี ในเรื่องของที่มาของคำที่เกิดจากความคิด
แบบฝรั่ง ของฝรั่ง ที่กำเนิดหนังสือเล่มมันจึงแตกคำต่อไปได้ง่ายเป็น editor, editing
แต่ไทยเราไม่มีหนังสือเล่มมาแต่แรกเริ่มจึงไม่มี “ความคิด” เกี่ยวกับกิจกรรมของ
บรรณาธิการมาก่อน จะมีก็แต่งานของ อาลักษณ์ ในวังที่เป็นการ “ตรวจแก้คำ”
แต่ครั้นจะใช้ตรวจแก้คำ นั่นกับตรงกับกิจกรรมของคนทำหน้าที่ proof reader มากกว่า
แล้วไอ้คำว่า proof reader เราก็กลับสร้างคำแทนว่า พิสูจน์อักษร เอาซีเอ้า ฮ่าฮ่า
พิสูจน์ว่าคำในเรื่องนั้น ๆ มันคำแท้หรือคำเทียมละมั้ง)

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
SW19 วันที่ : 16/12/2014 เวลา : 20.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๒๙-
[ต่อมาเคยอ่านที่มีคนอ้งถึงนิทเช่ว่าแนวคิดของเขาคือ อภิมนุษย์ และลางทีอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ฮิตเล่อร์
เอ เกี่ยวกันหรือ]

จริง จริง จริง พอคุณหนอนพูดเลยนึกออก Nietzsche เขาไม่ได้ตั้งใจสนับสนุน Nazi เขามาก่อนนาน แล้วมีคนดันเอาคำ อภิมนุษย์ อะไรของคุณหนอนนี่ไปใช้จริง

ตอนที่อายุ ๔๐ กว่า แตกคอกับ Wagner (Richard Wagner – composer) เลยตกกระป๋องมาจากออสเตรีย หนังสือดังมากที่เขียนมาเกิดเอาช่วงนั้น พอมามีเรื่องนาซี เขากลายคนเลวในสายตาคนอื่นว่าเข้าข้างนาซีไปนาน เลยเสียศูนย์ มี nervous breakdown อย่างใหญ่หลวง ตัวเขาเลยไม่เคยรู้ว่าผลงานที่เขียนมีชื่อเสียงมาก ชื่อเสียงที่กู้กลับมาก็โดยคนอื่น

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
driftworm วันที่ : 16/12/2014 เวลา : 19.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

มาแนม "เนื้อ" (ช่วงกลาง ๆ) คห.๒๒ ก่อน
ส่วนเนื้อคห. ๑๕ ก็รอแหงนเถ่อไปก่อน

ปี ๒๕๑๖ เคยเห็นหนังสือของนิทเช่ (ภาษาอังกฤษ ขวบปีนั้นยังไม่มีแปลไทยสักเล่ม)
ที่ชั้นข้างฝาบ้านพี่ชายเพื่อน (และ Ulyssys ของเจมส์ จ๊อยซ์)
พลิก ๆ ดู ศัพท์ยากแฮะ
ถึงจะศัพท์ธรรมดา ผมก็อ่อนอังกฤษอยู่ดี
ปี ๒๕๑๗ พี่ชายเพื่อนคนนี้ออกวารสารชื่อ สัญญาณ มีจุดเล็ก ๆ ของหน้าหนึ่งในนั้น
เขาเอาคำพูดของนิทเช่ไปลงว่า God is in a gob of spittle!
เหมือนจะมีใบปิดกำแพง (poster) ที่ฝาบ้านด้วยว่า God is dead!
ต่อมาเคยอ่านที่มีคนอ้งถึงนิทเช่ว่าแนวคิดของเขาคือ อภิมนุษย์ และลางทีอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ฮิตเล่อร์
เอ เกี่ยวกันหรือ

รู้เรื่องเกี่ยวกับนิทเช่แค่นี้เองครับ

ความคิดเห็นที่ 28 driftworm ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 16/12/2014 เวลา : 19.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ในความเห็นที่ ๑๕ นั้น สะกดคำผิดหนึ่งจุดอย่างน่าอาย คือ Gundera ต้องเป็น Kundera

-๑๘-
The Tin Drum รู้จักเรื่อง ไม่เคยคิดจะอ่านเลยคุณหนอนไม่รู้ทำไม ทั้งที่อ่านวิจารณ์เขาบอกว่า เข้าข่ายหนังสือโป๊เลยนะนั่น

แต่เข้าใจทันทีว่าคุณหนอนอ่านไม่เข้าใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าในลักษณะบันทึกของผู้เล่า ซึ่งบ้าบ้างไม่บ้าบ้าง (ตามเนื้อเรื่อง) ใช้สรรพนามเป็นทั้งบุรุษที่หนึ่งและบุรุษที่สาม บางครั้งประโยคเดียวกัน ใช้มันทั้งสองแบบ คนอ่านงงตาย๕
(ยิ่งถ้าแปลไม่ดี แบบสำนวนไทย เขาผู้หญิง she เขาผู้ชาย he พวกเขา they พวกเรา we และ มัน it – ไม่รู้จะมี ‘พวก’ ไปทำไม)

นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่มีคนแปลเป็นภาษาอังกฤษมากกว่าหนึ่งคน คราวนี้ก็อยู่ที่ว่าผู้แปลเป็นไทยใช้ต้นฉบับจากภาษาใด คงรูปแบบความบ้าเชิงโครงสร้างประโยคของผู้เล่าได้อย่างเที่ยงตรงหรือไม่ ฯลฯ

-๒๓- ที่คุณแม่หมีพาดพิง SW19 ถือเอาว่าชม เลยมาขอบคุณ


-๒๔-
หยุดเสียวชั่วครู่ แล้วเชิญท่านเอาข้อความไปแปะได้ตามสะดวก และรับความเสี่ยงจากก้อนหินตัวใครตัวเผือกเลย
ขอเปลี่ยนชื่อ เป็น Verbalised thought of a grumpy old man เหมือนว่า อะไรที่ควรจะเก็บไว้เป็นเพียงความคิดในสมองของไอ้แก่ขี้บ่น ดันปากรั่วหลุดออกมา – จะเข้าทางกับ ความงุ่มง่ามที่จำทนของชีวิต (หนอนน้อย น้อย) กว่าไหม
เผื่อคนจะสมเพทแล้วเลยขว้างก้อนหินน้อยลง

SW19 ขอ bugger off ไปทำการบ้านต่อจริงๆ แล้ว เดี๋ยวคิดไม่ออกจากทางนู้นจะมาป่วนใหม่

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
driftworm วันที่ : 16/12/2014 เวลา : 14.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๒๖- คุณยามครับ ... ขอแปะไว้ก่อน

เอาคลิปสนทนาวิเคราะห์สถานกรณ์ระหว่างประเทศ -ที่น่าสนใจ- มาแบ่งปัน

และบังเอิญ ที่นาทีที่ ๑๕.๔๖ รศ.ชัยชนะ จากคณะรัฐศาสตร์ มร.
พูดถึง Soft Power ในทางรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศคือภาษและวัฒนธรรม

โชะ อีกแล้ว อิอิ

ตามลิ้งค์นี้ครับ
https://www.youtube.com/watch?v=Qj1efwBkoFE&feature=em-uploademail

ความคิดเห็นที่ 26 rattiya , driftworm ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ยามครับ วันที่ : 16/12/2014 เวลา : 11.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

ปากเป็นเอกเหมือนเสกมนต์ให้คนเชื่อ
ฉลาดเหลือวาจาปรีชาฉาน
จะกล่าวถ้อยร้อยคำไม่รำคาญ
เป็นรากฐานเทิดตนพ้นลำเค็ญ

เลขเป็นโทโบราญท่านสั่งสอน
เร่งสังวรเวี่ยไว้ใช่ว่าเล่น
การคำนวณควรชำนาญคูณหารเป็น
ช่วยให้เด่นดีหนักหนารู้ท่าคน

หนังสือเป็นตรีวิชาปัญญาเลิศ
เรียนไปเถิดรู้ไว้ไม่ไร้ผล
ยามยากแสนแค้นคับไม่อับจน
ได้เลี้ยงตนด้วยวิชาหาทรัพย์ทวี

ชั่วดีเป็นตราประทับไว้กับโลก
ยามวิโยคชีพยับลับร่างหนี
ที่ศูนย์แท้ก็แต่ตัวส่วนชั่วดี
คงเป็นที่ลือทั่วชั่วฟ้าดิน

(ผู้แต่ง: ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา)

ขอบคุณคุณหนอน ที่ทำให้ผมได้ซาบซึ้งกับบทประพันธ์ด้านบน --ในระดับความลุ่มลึกที่ไม่เคยเป็นมาก่อน -- ขอสารภาพครับ

จากประเด็นของ ลูกบุญธรรมของเดอะก๊อดฟาเธอร์ ซึ่งเป็นทนายความ และภาษาคืออำนาจ ส่วนการคิดคือ นามธรรมของคุณหนอน ทำให้ข้าพเจ้าขอลุกขึ้นอภิปรายต่อ --- ขอบคุณคุณรัตติยาที่ชม จริงๆแล้ว "ยามครับ" ก็เป็นเหมือน "ยาม" นั่นแหละครับ คุณรัตน์ พยายามคิดให้ถึง คนที่มีโอกาสได้ "ยืนฟังเงียบๆ - นั่งฟั่งเงียบๆ" ในเหตุการณ์ที่น่าบันทึกว่าเป็นประสบการณ์ส่วนตัวค่อนข้างหลายครั้ง

"ยาม" อย่างข้าพเจ้า จึงขอเล่าเพิ่มเติม และขอให้อ่านเพื่อความบันเทิงนะครับ

ขอคารวะ บรรทัดนี้ของคุณหนอนก่อน จะอภิปราย
----
อุดมการณ์หนา หนัก แน่น ขนาดไหน ก็แค่ recurrence ยามมีชีวิต
ชีวิตเป็นกล่องเปล่า เติมอะไรลงไปก็เป็นอย่างนั้นและพกพาไปในโลกหน้า
----

สมัยโบราณ ถ้าหากเขาบอกว่า ได้ " ยื่นหนังสือ" หรือทำหนังสือกันไว้ ก็แสดงว่า ได้ทำข้อตกลงกันแล้ว คนไทยสมัยโบราณกลัวคดีความครับ

ถ้าในระดับประเทศ ก่อนจะทำหนังสือกันไว้ (สนธิสัญญา ถ้ามองใหญ่ขนาดนั้น)หรือ ระดับบรรษัทข้ามชาติ หรือ มหาชน โดยส่วนใหญ่ จะพบว่า ก่อนหน้านั้น ต้องส่งคนมาเจรจา คนมาเจรจา ยื่นข้อเสนอ ต่อรอง เงื่อนไขกันไว้ เหมือน ส่งเถ้าแก่มาทาบทาม ลูกสาว

คนที่มาเจรจา (มีความคิด อันเป็นนามธรรม) ตรงนี้คือ คนที่จะต้องเก็บสาระ และมีอำนาจในการต่อรอง ดำเนินการแทน อยู่พร้อมแล้ว เพราะการขอมาเจรจา โดยบอกที่ประชุมว่า จะกลับไปถามผู้มีอำนาจก่อน หรือไปประชุมภายในก่อน ในทางเทคนิคแล้ว ยอมรับไม่ได้ คนที่ส่งมาต้องพูดแทน ตัดสินใจแทนได้ ดังนั้น เทคนิคส่วนใหญ่ แค่ buy a time เพราะ จริงๆ แล้ว นักเจรจา มักมี ข้อตกลงในใจ อยู่แล้ว การเจรจา เป็นเทคนิคในการสร้างเงื่อนไข กดดัน รอเวลาให้อีกฝ่าย อ่อนแรง หรือยอมจำนน

ข้าพเจ้าถึงบอกว่า ไม่สามารถ ประเมินสติปัญญา ของทนายความ ที่ยก ตัวอย่าง ทนายความ ใน คห ที่ 7

ใครมาเจรจา หรือ ส่งใครมาเจรจา จึงสำคัญ เพราะ การเจรจาเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์

การบรรลุข้อตกลง การร่างหนังสือ ก็เป็นอีกระดับของการใช้ปัญญา โดยมี ภาษา ในฐานะ เครื่องมือ และแปลงสภาพจาก นามธรรม เป็น รูปธรรม ที่ชัดเจน ในรูปแบบของ "หนังสือ" ที่ถือไว้คนละฉบับ และมีข้อความตรงกันทุกประการ

นี่จึงไปสอดคล้องกับคุณหนอน ที่่ว่า คิดนามธรรม ภาษาคือ อำนาจ

จะร่างแล้วเจรจา เจรจาแล้วร่าง มิใช่ปัญหาของคนเก่ง เพราะพวกเขาเก็บรายละเอียดได้หมด ครบถ้วน ทุกประเด็น การพลาดประเด็นสำคัญ จนเป็นเหตุให้ต้องเริ่มต้นเจรจา หรือประชุุมใหม่ ถือเป็นความผิดมหันต์ และเป็นข้อห้าม แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว จะต้องร่างมาก่อน เพราะการแก้ไขจะเป็นไปโดยง่ายดายและมีหลักฐานชัดเจน

ภาษากฎหมาย ภาษาทนายอ่านยากมาก ในกระบวนการทำงานจริง ก็เริ่มจาก ความต้องการปกติ อยากได้อะไร จะได้เอามากำหนดวัตถุประสงค์ เช่น อยากได้ เมล็ดกาแฟ มาเพื่อชงกาแฟ Go Ahead ,make my day เอ้ย make my coffee เมล็ดกาแฟ มีคุณสมบัติอย่างไร คั่วแบบไหน พันธุ์อะไร จะต้องประชุม ระดมสมองกัน เขียนความต้องการ แล้วค่อยมาเขียน

อาทิเช่น

5. ผู้ขายจะต้องส่งมอบ เมล็ดกาแฟขี้ชะมด ดอยช้าง สายพันธุ์อาราบิก้า ที่เป็นผลผลิตจากการกินและถ่ายมูลโดยชะมดป่า ทั้งนี้เมล็ดกาแฟดังกล่าวจะต้องผ่านการปลูกจากพื้นที่ทำการเพาะปลูกที่ได้รับการรับรองถิ่นการเพราะปลูกจากดอยช้าง ได้รับมาตรฐาน GAPและได้รับใบรับรองว่าไม่ผ่านการตัดแต่งทางพันธุกรรม โดยผู้ขายจะต้องเตรียมเอกสารใบรับรองที่สอดคล้อง มานำแสดงด้วย

(จริงๆแล้ว ก็รู้กันอยู่ว่า กิโลกรัมละ 3 หมื่นกว่าบาท แต่ ต้องการของแท้ คุณภาพสูง และมีบาริสต้ามือฉมัง ตรวจสอบคุณภาพ แต่ความต้องการอำนาจต่อรอง ได้ของถูก-ส่งมอบตรงเวลา ทำให้เกิดการร่างข้อตกลง เพื่อจะได้ของถูกกว่า และไม่ต้องมี Operation cost สูง ไปหาเองทำไม-แต่ จะต่อรองได้ มันต้องมี Volume ในการซื้อ พอสมควร
ข้าพเจ้าขอใช้ภาษาอังกฤษในบางตอน เพราะภาษาไทย ไม่กระชับเท่า

ศาสตร์ก็คือ รู้ว่า เกณฑ์การวัดคุณภาพคืออะไร ศิลป์ก็คือ รู้ว่า เกณฑ์ขนาดนี้มี ใครผลิตออกมาขายหรือไม่

ภาษาจึงเป็นรูปธรรมที่จะขยายให้เห็นแนวคิดและสติปัญญาของคนๆนั้นอย่างชัดเจน รวมถึงการบ่งชี้ถึงความต้องการของเขาอย่างชาญฉลาด (พูดง่ายๆ ทำเนียนๆ อย่าให้คนอื่นเขารู้ทันมากนัก ว่าเรา นี้ มีโลภ อยากได้ใจจะขาด 555 เกลียดนัก คนรู้ทัน)

ภาษาการสื่อสารที่ดี ต้อง ตรงเป้าหมาย กระชับ ชัดเจน เข้าเป้า ผู้รับสารเข้าใจ 100% จึงจะมีอำนาจ
การนำเสนอนำเสนอ บอกขอบเขตความรับผิดชอบ แสดงข้อตกลง จะรวมไปถึง การคิดอย่างเป็นระบบ systematic thinking ของนักเจรจาต่อรอง นี่เป็น "นามธรรม" แต่ รูปธรรม ก็คือ "ภาษา" หรือ "หนังสือ" นั่นแหละ

เมื่อการเจรจาเสร็จ ร่างข้อตกลง ข้าพเจ้าเคยเห็นเลขาขยายเป็นกระดาษ A3 ทุกหน้า แปะบนบอร์ด แล้วระโยงระยางเข้ากับ "ความต้องการที่แท้จริง -- ซึ่งเป็นข้อมูลลับเฉพาะภายใน ห้ามแพร่งพราย" เพื่อการทำงานให้ละเอียดอีกหลายรอบ-หลายชั่วโมง-พาราเซตามอล และเครื่องดื่มบำรุงกำลังอีกหลายเม็ด เพื่อให้มั่นใจว่า ตรงตามวัตถุประสงค์ทุกประการ และมาเพิ่ม "สร้อย" เล็กๆน้อยๆ ให้สวยงาม

คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไปอ่านทวนกลับ มันเหมือนการ Reverse-Engineering เลย ยากจะรู้ว่ามันซ่อนอะไรไว้บ้าง ก็เหมือนข้อตกลงการใช้บัตรเครดิต หรือการเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินนั่นแหละ!

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
driftworm วันที่ : 16/12/2014 เวลา : 11.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

เคยนั่งเฝ้าดูแลเว็บบอร์ดในห้องย่อยของเว็บหนึ่งตามคำขอร้อง (แกมตื๊อ) ของน้อง
สามคน – คนหนึ่งเสียชีวิตไปแล้ว
ก้อนอิฐเยอะเป็นพายุ และผมถือหลักว่าถ้าเป็นข้อความถกเถียงสืบเนื่องกัน จะด่าหยาบ
คายกันแค่ไหน คนเม้นท์จะมาขอร้องให้ลบภายหลัง ผมไม่ตามใจ ไม่ลบเด็ดขาด
ให้มันอยู่ให้คนอื่นเห็นความสืบเนื่องที่มาที่ไปอยู่อย่างนั้น
บางคนใช้เป็นลูกเล่นไง สาดเขาไปแล้ว แพล็บ ๆ จะให้ลบ แต่ผลมันเกิดไปแล้วไง
ก่อนจะด่าก็ควรใช้วิจารณญาณยับยั้งชั่งใจเองให้ดี
ตอนนี้น้อง ๆ ที่เคยเล่นเว็บบอร์ดนั้นหลายคนกำลังเป็นแอ๊ตตี้วิสท์บนเฟ้ซบุ๊ค
ประเภทไม่เอาทหาร พอชื่อว่าทหาร-ผิดหมด
เดี๋ยวก็จะเป็นแบบ- ความเบาวิ้ววววว ว่างโหวง ของชีวิต แบบที่คุยกันนี้
จนต้องรันทดยามชรากันซะหร็อก คิคิ

อุดมการณ์หนา หนัก แน่น ขนาดไหน ก็แค่ recurrence ยามมีชีวิต
ชีวิตเป็นกล่องเปล่า เติมอะไรลงไปก็เป็นอย่างนั้นและพกพาไปในโลกหน้า

ความคิดเห็นที่ 24 rattiya , แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (2)
driftworm วันที่ : 16/12/2014 เวลา : 11.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

โอ๊ย เสียวว้อย เสียวเสียวว่าไอ้ที่หนอนอ่านวรรณกรรมแปลมาตลอดจนครึ่งคน
เข้าไปแล้วเนี่ย (หนอนกะอยู่ถึงร้อย ฮี่ฮี่) อ่านเอาเรื่องที่เป็นแต่เนื้อหาสารัตถะ
ที่บิดเบี้ยวเพี้ยนจากรูปเดิมต้นฉบับ (distorted) มาตลอดเลยรึเปล่านะ
บิดเบี้ยว ผิดเพี้ยนเพราะเหตุจากการแปลแบบทึกทักเอาเอง (assume) ว่ามัน
ต้องหมายถึงไอ้นี่แน่ ๆ ตามประสบการณ์ของกูผู้แปลเอง ทำให้เกิดปรากฏการณ์
ที่คุณ SW19 เอาคำมาตรฐานของวงการวรรณกรรมมาใช้นั่นแหละว่า
. . . (สิ่งที่ ...) lost in translation
ชีวิตหนอนจึงเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทางมาตลอด แม่ม ตอนเล็ก ๆ ไม่น่าติดหนังสือเล้ยย
สู้เพื่อน ๆ ที่ไม่สนใจหนังสือเลยก็ไม่ได้ ... เฮ้อ บาน ๆ เหน็บแนมไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว

คห.๒๒ นี่แสบสันต์มันเด็ดสะระตี่ จนว่าจะลอกไปขึ้นกระดานหน้าเว็บเฟ้ซบุ๊ค
ที่หนอนเปิดไว้ใส่เรื่องหนังสือหนังหา นี่มาบอกก่อนเป็นเชิงขออนุญาตไปในตัว
หนอนจะใช้หัวข้อว่ากระไรดีนะ งี้ดีมั้ย “คำให้การของคนอ่านคุณภาพคนหนึ่ง”
When a comprehensive reader gives public hearing
ก๊ากกกกกกกกกก
ตั้งใจไปวางกับระเบิดลูกใหญ่ไว้เป็นระยะน่ะ ครับเว็บเผจนั่นตั้งใจให้เป็นดงกับระเบิด

ที่มาของการใช้คำว่า lightness ที่คุณ SW19 อธิบายมาอย่างชัดเจนนั่นทำให้ผม
นึกถึงคำว่า absurd (ที่ก็เป็นแนวการเขียนบทละครของแซมมวล แบ๊คเก็ตต์)
ไม่รู้ว่าความหมายเป็นทางเดียวกันมั้ย (ก็ต้องสังวรไง ถ้อยคำในสังคมหนึ่ง ๆ มัน
มีที่มา เป็นที่รวมตกผลึกความคิดสั่งสมจากพฤติกรรมใช้ชีวิตของสังคมนั้น ๆ เอง
ดังเรื่องพฤติกรรมการกิน เช่นที่คุณ SW19 ยกเรื่อง taretar steak มานำเสนอ
ที่มาคือสะเต๊กเนื้อดิบ คนบริทิชที่เอาอย่างมาก็รักษา “ทาง” หรือกรรมวิธีของมันไว้
แต่ก็ยังมีคนเผลอจะแปลงมันเป็นสะเต๊กย่างหรือ grilled ไปจนได้ แฮ่แฮ่)

เลยยังไม่ได้ขุดเนื้อ ๆ ท่อนกลางคห.๑๕ มาคุยต่อเลย

แม่หมีครับ เปิดเวทีคุยแบบนี้ มันสนั่นจอเลย ต้องยอมรับและคารวะว่าคุณ SW19
ช่วยเปิดโลกทัศน์ เปิดกบาลแล้วเติมเต็มสาระที่ไม่เพี้ยนได้อย่างยอดเยี่ยม
มันเด็ดจนมันเขี้ยวว่าน่าจะคุยไปเขียนหนังสือไปด้วยสักเล่ม (บาง ๆ เท่าขายหัวเราะ)
ตั้งชื่อว่า ความงุ่มง่ามที่จำทนของชีวิต (หนอนน้อย) ๕๕๕๕๕๕

ความคิดเห็นที่ 23 rattiya , driftworm ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่หมี วันที่ : 16/12/2014 เวลา : 09.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ชอบเอ็นทรี่ของลุงหนอนทุกเอ้นทรี่ เปิดประเด็นเรื่องใดก้มีแฟนคลับมาเขียนกันแล้วอภิปรายอย่างกว้างขวางได้เรื่องได้ราวมากกว่าที่ประชุมบางที่
ลองนึกภาพว่า ลุงหนอนนั่งหัวโต๊ะ บรรดาเหล่าบล้อกเกอร์นั่งรอบต่างชูมือเพื่อขออภิปราย โดยเฉพาะคุณ SW19 คนนี้มาทีไรมีความคิดเห็นต่างบ้างเห็นด้วยบ้าง ทำให้คนอ่านคอมเม้นท์สนุกสนานและได้รับความรู้ ได้แง่มุมต่างๆกันแล้วเวลาลุงหนอนตอบกลับนี่ก็ให้ประโยชน์ เพราะลุงหนอนเต็มใจอธิบาย
ชอบบรรยากาศแบบนี้จังค่ะ นี่ล่ะค่ะที่ทำให้อ่านแล้วต้องกลับมาอ่านซ้ำเพราะรู้ว่าเขาจะเปิดอภิปรายในบล็อกลุงหนอน

ความคิดเห็นที่ 22 rattiya , แม่หมี และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
SW19 วันที่ : 16/12/2014 เวลา : 02.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๑๘-
ช่วงท้ายไม่รู้คุณหนอนนับตั้งแต่ตอนไหน ชื่อเพลง หรือ ความเบาหวิว

ถ้า ‘ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต’ น่ะ ยังเขียนแสบไม่สุดขั้ว เพราะต้องรีบออกไปนัดสุดท้ายสำหรับปีนี้กับ chiropractor

เอาล่ะ เมื่อคุณหนอนบอกว่า ใจเขายังอยากแปลเป็น ‘ความว่างเปล่าเหลือทนของชีวิต’ ก็ขอมาฉบับเต็ม พูดตรง จริงใจ กวักมือเรียกก้อนหิน

ที่ SW19 บังอาจวิจารณ์ผู้แปลเช่นนั้น ทั้งที่ไม่ได้อ่านงานแปลชิ้นนั้น เพราะแปลออกมาจนจบได้อย่างไร โดยไม่เข้าใจที่มาของเรื่อง จนตั้งชื่อออกมาอย่างนั้น
กระทั่งจะแก้จากเบาหวิว เป็นความว่างเปล่าก็ยังไม่ใช่

หนังสือเล่มนี้อ่านตอนออกมาใหม่ๆ ในฉบับภาษาอังกฤษ ราวช่วง 80s จำปีแน่ไม่ได้ แต่จำแกนหลักของเรื่องได้

The Unbearable Lightness of Being เดินเรื่องจากความติดกามของหมอหนึ่งคน ที่มีเมียแล้ว แต่มีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นไปทั่ว มีหญิงหนึ่งเป็นขาประจำอยู่ในเรื่องมาตลอด หญิงนี้ก็เป็นเมียน้อยอยู่ร่ำไปกับชายอื่นด้วย การติดกามของหมอ มีเหตุเพื่อแสวงหาความแปลกเพี้ยนของแต่ละหญิง เชื่อเอาว่าจะมีให้เห็นระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เป็นข้อแก้ตัวกับพิรุธในใจให้หมอดำเนินชีวิตแบบนี้เรื่อยมา เพราหมอมีความคิดว่า sex ไม่เกี่ยวกับ love และ love ไม่เกี่ยวกับ sex ช่วงท้ายหมอคิดใหม่ และมีชีวิตอย่างสงบกับเมีย

ความคิดของ Kundera เล่นกับแนวคิด eternal recurrence ของ Friedrich Nietzsche ที่เป็นนักคิดที่ดัง
ในเวลาที่เราเริ่มติดการอ่านหนังสือ งานเขาก็เป็นที่รู้จักและพูดถึงกันแล้ว

แนวคิด eternal recurrence บอกว่า จักรวาลนี้มีหลายสิ่งเกิดมาแล้วและจะเกิดต่อไปอีกเป็นวัฏจักรวนเวียน ซ้ำซาก – ความซ้ำซากนั้น เกิดบ่อยเข้า จะกลายเป็นความหนักหน่วง คือ heaviness ที่จะเป็นเหตุแห่งทุกข์ จะเป็นภาระ หรือจะเป็นสุขก็ได้ ขึ้นอยู่กับการตริตรองและตอบสนองของแต่ละปัจเจกบุคคล

จึงเป็นเหตุแห่ง LIGHTNESS ที่ Kundera นำมาเล่น
เป็นการโยนความคิดไปมากับความคิดของผู้นำเสนอคนอื่น นำมาผูกเข้ากับเนื้อเรื่องที่หมอนั้นโช๊ะแล้วโช๊ะอีก ซ้ำซาก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ความซ้ำซากนี้ จะคล้ายกับ eternal recurrence แต่เมื่อเป็นเรื่อง love & sex ความซ้ำซากนี้กลายเป็นเรื่องไม่หนักหนา หรือ พูดอีกอย่าง – ไร้สาระ ในกรณีของหมอคนนี้ มันข้ามขีดไปเป็นความอุบาทว์

ความอุบาทว์ในที่นี่ ไม่ได้พูดเกินจริง คำว่า Lightness ถูกนำมาใช้ในความหมาย negative เป็นการนำมาท้าทายความคิดของพวก post modernists และ existentialists เช่น Jean Paul Sartre

European literature ยุคนั้น เป็นยุคเฟื่องในเรื่องวิธีคิด การสร้างปรัชญาความคิด และการถกแถลง – ยอมรับ เหน็บแนม คัดค้าน

การแปลหนังสือแต่ละเล่ม ไม่สามารถ หยิบเล่มใดขึ้นมาโดดๆ โดยไม่มองวิธีคิดของผู้เขียน ถ้าผู้เขียนไม่ได้ stick to one simple idea ต้องทำการบ้าน ต้องรู้ว่า เรื่องนำเสนอตรงๆ หรือแอบรับประทาน แดกดัน หากไม่คำนึงถึงจุดนี้ ขอพูดซ้ำคำเดิมว่า การแปลไม่ใช่ส่งผลแค่ lost in translation แต่ทำให้ essence ความหมายสาระสำคัญของงานชิ้นนั้น หายไปอย่างเบาหวิว หรือว่างเปล่า

เอ หรือ การแปลเป็นเรื่องของพวก existentialist ที่เห็นตัวตน คือ ตัวตน
อย่างอื่นมีความหมายน้อยกว่า ตัวตน หรืออย่างอื่นไม่มีความหมายเอาเสียเลย
แปลความอีกที ก็กูจะแปลอย่างนี้

หมายเหตุ
หมอพระเอกของเรื่อง ทำตัวเป็น existentialist และ post-modernist มาตลอดเรื่อง เมื่อคิดได้ เกี่ยวกับความรักกับเมีย ก็เลยกลับไปใช้ชีวิตในท้องนาแบบ ‘pre modernist’
หมายเหตุที่ ๒
modernism เกิดขึ้นกับ industrial revolution SW19 เลยตั้งยุคทำนาให้เป็น pre modernism เอง เดี๋ยวเผื่อคุณหนอนไปหาอ้างอิงที่อื่นจะไม่เจอ

เอ หรือ SW19 จะเป็น post modernist ที่คิดเอาเอง เชื่อตัวกูเอง ว่าอะไรที่มาก่อน modernism ต้องเป็น pre-modernism

ไปละ ไปทำการบ้าน หยุดป่วนผู้อาวุโสไว้ก่อน แค่นี้ใครมาอ่านด้วย ก็ปวดหัวตายแล้ว

ความคิดเห็นที่ 21 rattiya , พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
SW19 วันที่ : 16/12/2014 เวลา : 02.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๑๗-
คุณหนอนนอนน่ะดีแล้ว เราจะได้ย่องมาทิ้งเรื่องให้ตื่นมาคิด
ตอบเสียก่อนจะได้ไปทำการบ้านต่อ

-๑๙-

...แสดงความเห็นมาซะยาว ตรงประเด็นกับที่ลุงหนอนเขียนถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผิดพลาดประการใดอยากขอให้ลุงหนอนอดใจเอาไว้ อย่าได้คันเหงือกคันฟันกับผมเลยนะครับ...

พ่อพรายนะพ่อพราย อ่านมาถึงคำนี้ทำเอาถูกใจคนแก่จริง จริ๊ง

ความคิดเห็นที่ 20 rattiya , พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
SW19 วันที่ : 16/12/2014 เวลา : 02.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๑๖-
ขอจุ้นเสียหน่อย ในฐานะที่คุณหนอน อะแฮ่ม หลุดเอ่ยชื่อเรามาคำเดียวก็เหมือนกวักมือเรียกแล้ว
ความรู้น่ะ ผู้นำประเทศเขาไม่ให้ประชาชนหรอก รู้มาก แล้วเรื่องมาก ผู้นำการเมืองในประเทศไทยเขาก็ทำมาให้เห็นแล้ว
รู้มาก ตั้งคำถามมาก จับข้อหาคอมมิวนิสทให้ซะ เพราะเป็นคอมมิวนิสท กฎหมายบอกว่าผิด ตั้งข้อหานี้ก็จับขังได้ทันที รัฐบาลหอยยังเป็นอยู่เลย

ความคิดเห็นที่ 19 driftworm , ลุงตุ่ย และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
พรายพิลาศ วันที่ : 16/12/2014 เวลา : 02.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับลุงหนอน

ในมุมองการใช้ภาษาจากข้อกฏหมาย หรือนิติกรรม มันก็ชัดเจนจริงๆ อย่างที่ลุงหนอนบอกว่า “ภาษาคืออำนาจ” เพราะภาษาที่ใช้ถูกออกแบบมาเพื่อ “ควบคุม” ควบคุมการกระทำ ควมคุมประโยชน์ตอบแทน ควบคุมความเสี่ยง ควบคุมความเสียหาย ฯลฯ ซึ่งตรงนี้ผมว่ามันเป็น “อำนาจทางตรง” ของภาษาที่เกิดขึ้นมาเพราะหน้าที่ มนุษย์ออกแบบมันออกมาให้ทำหน้าที่ตามที่ตัวเองต้องการ ซึ่งถ้าเป็นปฏิสัมพันธ์ของบุคคลสองฝ่าย อำนาจของภาษาจะก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกับใคร ก็อยู่ที่ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเข้าใจหน้าที่ของภาษาที่อีกฝ่ายออกแบบมาได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

หรือจะในมุมมองที่เกี่ยวกับการออกแบบภาษาเพื่อใช้ในชีวิตปกติทั่วไป แม้จะไม่รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงอำนาจของภาษา แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่มี เพียงแต่อำนาจของภาษาถูกเปลี่ยนจากการ “ควบคุม” (อย่างภาษาในกฏหมาย) มาเป็น “ชักจูง” ชักจูงให้เชื่อ ชักจูงให้เห็นด้วย ชักจูงให้คล้อยตาม ซึ่งในมุมมองนี้ผมว่าอำนาจของภาษาเป็น “อำนาจทางอ้อม” เพราะภาษาจะถูกออกแบบมาเพื่อเติมภาพฝัน สีสัน ทำให้ตัวหมาย (ที่ใช้ภาษาเข้ามาแทน) ที่เป็นนนามธรรมดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในความคิดได้ ซึ่งอำนาจของภาษาแบบนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่ตรงที่ ความรู้ ทัศนคติ กระบวนทัศน์ ของแต่ละคน ที่จะเป็นตัวแปรซึ่งแสดงผลลัพธ์ออกมาว่า ภาษาที่ถูกออกแบบมานั้นมีอำนาจหรือไม่

เห็นทั้งคุณยามครับ ทั้งพี่ SW19 ยกตัวอย่างมาในความเห็นกันทั้งคู่ ผมเลยขอยกบ้างนะครับเพื่อความกลมกลืน

ก่อนที่จะมาเขียนบล็อกใน OK ผมเคยเขียนบล็อกอยู่อีกที่หนึ่ง ผมเขียนบทความหนึ่งเกี่ยวกับผู้หญิงที่ขอบริจาคเงินเอาไปหาซื้ออาหารเลี้ยงสุนัขจรจัด และในการอบรมการเขียนสารคดีที่ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมอบรม ผมเอาบทความนี้ไปส่งเป็นการบ้านที่ให้ผู้อบรมเขียนสารคดีสั้นๆ มาส่ง มีประเด็นหนึ่งในบทความนี้ที่เกี่ยวกับเรื่องของการนำเงินที่ได้รับบริจาคมาใช้ในชีวิตส่วนตัวด้วย ที่ผมเขียนไว้เกี่ยวกับประเด็นนี้คือ

“คนเลี้ยงหมา หมาก็เลี้ยงคนเหมือนกันนั่นแหล่ะ”
ผมคงไม่อาจปฏิเสธว่ามันเป็นอย่างคำพูดนั้นจริงๆ .. ก็แล้วจะเป็นอะไรไปล่ะ ???
มูลนิธิสงเคราะห์สัตว์ต่างๆ องค์กรการกุศล ไม่ได้นำเงินบริจาคมาใช้ในองค์กรหรือ ???
การให้ ต้องหมายถึง ห้ามรับสิ่งใดๆ ตอบแทนกลับมาเลยหรือ ???
หรือเพราะความไม่คุ้นเคยกับการ “ให้” ที่จำกัดนิยามคำๆ นี้ให้คับแคบลงได้ขนาดนั้น

โดยส่วนตัวผมมอง “การให้” กับ “การรับ” ว่าเป็นของคู่กันเสมอ จะมีผิดแผกแตกต่างออกไปบ้างก็เพียง สิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นอะไร แต่ทั้งหมดนั้นหาได้สำคัญไปกว่า “ความปรารถนาดี” ที่ใครคนหนึ่งตั้งใจมอบมันออกไป เป็นความปรารถนาดีที่อาจมีแต่ผู้รับเท่านั้นที่จะเข้าใจลึกซึ่งถึงคุณค่าของมัน

ปรากฎว่าภาษาของผมไม่ได้มีอำนาจกับวิทยากรที่มาอบรมให้เลย เพาะท่านได้ให้คำแนะนำกับผมว่า ไม่ควรนำประเด็นนี้มาเขียนถึง เพราะจะทำให้บทความนี้ลดความน่าสนใจลงไป แต่ในทางกลับกันบทความนี้ที่เผยแพร่ลงในบล็อก กลับทำให้มีคนจำนวนมากช่วยบริจาคเงินให้กับพี่คนนั้นได้ทำในสิ่งนี้ต่อไป

แสดงความเห็นมาซะยาว ตรงประเด็นกับที่ลุงหนอนเขียนถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผิดพลาดประการใดอยากขอให้ลุงหนอนอดใจเอาไว้ อย่าได้คันเหงือกคันฟันกับผมเลยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 18 พรายพิลาศ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
driftworm วันที่ : 16/12/2014 เวลา : 00.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๑๕-

ช่วงท้ายแดกดันได้แสบสันต์มาก ชนิดใครเถียงไม่ได้ด้วย
ไอ้เล่ม ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต มีคนเคยเสนอในบัญชรถกเถียงเรื่องวรรณกรรมว่า
ใจเขาอยากแปลว่า ความว่างเปล่าเหลือทนของชีวิต มากกว่า
แต่ทั้งสองคำที่เลือกใช้(แปล)แล้วและที่อยากเลือกใช้(แปล) ผมว่ามันมี connotion ของชนชาติเจ้าของภาษาแหง ๆ
จึงจะแปลดุ่ย ๆ ไม่เข้าที ต้องไปศึกษาหาข้อมูลวิถีชีวิตของชาติของผู้เขียนที่รวมตกผลึกลงในคำ ๆ นั้น

ผมเปิด กลองสังกะสี แปลจาก Tin Drum ของกึนเธ่อร์ กร๊าสส์ แปลโดยนฤมล ง้าวสุวรรณ กับ ผุสดี ศรีเขียว
อ่านไปสิบหน้า ออกจะไม่เข้าใจวิธีบรรยายที่ยืดยาดเยิ่นเย้อของคนเขียน
ประกอบกับไม่มีสมาธิอ่านจริง ๆ จัง ๆ เลยวาง ยังไม่ได้อ่านต่อเลยเนี่ย
(เลยยังไม่มีอะไรจะกระทบกระเทียบคนแปล ๕๕๕๕)
แต่เพื่อนหญิงผมอ่านไปสิบกว่าหน้านั่น แล้วบอกว่าสนุกแฮะ เออ

ผมเคยดูเป็นหนัง ๑๖ มิลล์ เอาฟิล์มมาจากสถาบันวัฒนธรรมฝรั่งเศส มาฉายที่บ้านเพื่อนคนที่เขียน
รีวิวเพลงคล่้าสสิคให้บางกอกโพ้สต์
ปัจจุบัน สถาบัน -อาลียอง ฟร้องเซส์ เผาทิ้งฟิล์มในคลังของเขาหมดแล้ว เพราะไม่มีงบดูแลรักษา

.... ที่เหลือของคห.๑๕ พรุ่งนี้มาว่าต่อ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
driftworm วันที่ : 15/12/2014 เวลา : 23.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๑๔-

[ป.ล. หมายเหตุนั่น หาว่าจับผิดหรือเปล่านะ]

ไม่มี้ ไม่มีหร็อก หนอนเป็นสัตว์น้อยแสนซื่อและจริงใจ
มันเป็นผลดีกะผมออกอย่างงี้ ไม่ถือว่าเป็นกรจับผิดดอก



ป.ล. พิมพ์ตอบแม่หมี พิมพ์ไป คิดไป ยาวเลย
พอกดส่ง ..แน่นอน ต้องไม่ลืม copy save ไว้กันเหนียว
แล้วก็ตามคาด ล็อกอินหลุด
พอแปะได้ โห คุณ SW19 มาคุยยาว ๆ ไว้แล้ว
นี่จะเที่ยงคืนอีกแล้ว เดี๋ยวอ่านคห.๑๕ เสร็จต้องขอยกไปคุยตอบพรุ่งนี้ละ

ความคิดเห็นที่ 16 แม่หมี , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
driftworm วันที่ : 15/12/2014 เวลา : 23.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๖- แม่หมี

[สิ่งเดียวที่จะต่อกรกับอำนาจได้ คือความรู้ใช่มั๊ยคะท่าน
หรือปัจจุบันนี้มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว]

แหม แม่หมีถามสั้นแต่กินความเยอะมาก
ที่อยู่ระหว่างบรรทัดบนกับบรรทัดล่างนั้นคือพัฒนาการเคลื่อนไหวเป็นร้อยปี
. . . ที่เขาเรียกว่า ความ(ที่ซ่อน)ระหว่างบรรทัด ไง
ในที่นี้ มันคือพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคม สภาพแวดล้อม สภาพการทำมาหากิน วิทยาการ
ดังเช่นที่คุณยามเล่าประสบการณ์มา
และคุณ SW19 ก็เล่าประสบการณ์ เรื่องรูปแบบของสื่อที่เป็นทรัพย์สิน อาณาเขตของกรรมสิทธิ์ (ไปถึงอวกาศ
และกรรมวิธีการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินนั้น เช่นอินเตอร์เหน็ตที่ไปได้ในอากาศที่ว่างเปล่า)

จนมาถึงบรรทัดล่างที่ผมอยากตอบว่า ถูกต้องแล้วที่ต้องให้ความรู้ ให้โอกาสเข้าถึงและรับรู้ข่าวสารแก่สาธารณชน
ซึ่งเป็นคนที่มีสัดส่วนมากกว่า เพื่อบรรลุเจตนารมย์ของมนุษยชาติที่จะต้องเท่าเทียม
แต่ก็ไม่มีวันที่สาธารณชนคนส่วนข้างมากจะมีความรู้เติบโตทันกับ"บรรดาผู้กุมอำนาจใจการใช้ภาษาและครอบครองภาษามาใช้
แสวงหาประโยชน์จากสาธารณชนคนระดับล่างลงมา อันนี้มันมีปัจจัยอย่างอื่นเข้ามาประกอบด้วย
คือเป็นธรรมดาอยู่เองผู้กุมอำนาจทางการเมืองก็ย่อมหวงในหนทางเข้าถึงความรู้ ข่าวสาร
ที่เป็นแหล่งตักตวงประโยชน์ น้ำพักน้ำแรง (ศัพท์ฝรั่งเรียกว่า cash cow) ให้พวกเขารีดเอาไปกินตราบนานเท่านาน
ลองนึกถึงผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเตอร์เหน็ตในเมืองไทยดูเป็นตัวแบบ (model) ก็ได้
ตรงนี้มันจะฟังดูขัดแย้งในตัวเอง คืออินเตอร์เหน็ตและโทรศัพท์เคลื่อนที่น่าที่จะช่วยขยายความรู้มากกว่า
ซึ่งก็จริง แต่ผู้ประกอบการ ผู้กุมอำนาจในอุตสาหกรรมนี้ก็ย่อมมีวิธีที่จะขยักการเข้าถึงความรู้ไว้เป็นสิทธิ์ของตนอยู่ดี

ไอ้ตรงที่ว่า ให้ประชาชนมีความรู้เยอะ ๆ แล้วจะขจัดการผูกขาดอำนาจ หรือให้น้อยลงได้
นี่ก็เป็นเรื่องที่ขัดแย้งในตัวเอง(ศัพท์ฝรั่งเรียกว่า irony ส่วนศัพท์ไทยยังบัญญัติไม่ลงตัว
เพราะเป็นคำที่มีรากและพื้นเพจากความคิดฝรั่งมาแต่เดิม)อีกอย่างหนึ่งตรงจุดที่บอกไปข้างต้น
ว่ายังไงความรู้ของสาธารณชนก็ตามไม่ทันด้วยเงื่อนไขสารพัด

ก็โลกนี้กำเนิดมาก็มีความย้อนแย้งในตัวเองมาตั้งแต่บิ๊กแบ็งโน่นเลย

เมื่อกี้พูดไป ใส่วงเล็บคำฝรั่งที่เป็นที่มาของคำไปด้วย อันแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างด้วยว่า
ฝรั่งเป็นเจ้าของภาษา เจ้าของคำว่า irony, disc, diskett, digital
พวกเขาจึงมักเรียกร้องให้ทำสัญญาข้อตกลงเป็นภาษาอังกฤษ อย่างนี้คนไทยที่ทำสัญญาด้วย
ก็ต้องขอให้นิยามคำเหล่านี้ให้ดี มิเช่นนั้น มีปัญหาโต้แย้งเมื่อไร มันอ้างได้ทันที
เช่น คำว่า disk โนโลกของอเมริกามัน"กินความหมาย"ไปถึงสิ่งนี้ ๆ ๆ ด้วย ยูอย่าเล่นแง่กะไอเลย ไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวพั่ดเตะป้าบ

.......... บอกแล้วว่าแม่หมีถามมาสองบรรทัด แต่เรื่องมันยาววววววววววววววว มาก

ความคิดเห็นที่ 15 พรายพิลาศ , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
SW19 วันที่ : 15/12/2014 เวลา : 22.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

เอาล่ะ เข้าเรื่องด้วยเวลาน้อยนิด

ภาษามีมิติของตัวเอง หากบทความนี้เป็น treatise คำเดียวกับที่ใช้เรียกงานของ Karl Marx ที่หมายถึง statement of idea – SW19 อ่านแล้วขอมี interpretation คือ ตีความ แตกความหมายตามความเข้าใจของตัวเอง – คือจะบอกว่า ฉันอ่านแล้วคิดอย่างนี้ โดยไม่ได้มีเจตนาจะ offend – รุกล้ำ ล่วงเกินความคิดท่านอื่น

เพราะความเห็นที่จะตามมาอาจจะตรงไปตรงมาเกินไป เกิดนักแปลมาอ่านจะหาว่า ข้อความ offensive

SW19 ให้ความหมายของภาษาอย่างเดียวว่า สื่อความต้องการ :
imply บอกใบ้ความต้องการ, induce ไปสู่ความต้องการ, lure ยั่วยวนให้ได้ตามต้องการ จนที่สุด force ให้ได้ตามต้องการ

อำนาจ เป็นเพียงผลลัพธ์ที่คาดหวังเพียงหนึ่งอย่าง
ผลลัพธ์ของการใช้ภาษามีได้อีกหลายอย่าง ตามแต่ความต้องการของมนุษย์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด
การได้มาของผลลัพธ์ ไม่ทำให้ภาษามีอำนาจ แต่อำนาจที่ทำให้ได้อย่างที่ต้องการ อยู่ที่ ‘ผู้ใช้ภาษา’

สิ่งที่ทำให้ผู้ใช้ภาษาเป็น สร้างอำนาจได้ คือ มิติของภาษา ทั้งพูด เขียน (อ่านก็ได้ –ได้กับตัวเอง)
..
..
ภาษาพูด หาฟังตัวอย่างจากผู้นำที่เก่งๆ ในภาษาอังกฤษการเว้นวรรค จังหวะแปลก ก็ให้ความรู้สึกใหม่ได้ ภาษาเขียนก็เหมือนกัน ที่เปรยกับคุณหนอนไว้เรื่องไม่ชอบเรื่องแปล เพราะเรื่องแปลเลือกหาอ่านยาก อยู่ทางนี้ เรื่องต้นทางที่เป็นภาษาอังกฤษก็มีแยะแล้ว เรื่องจากนานาชาติที่เป็นงานดีๆ ยังมีอีกมาก แปลเป็นภาษาอังกฤษอีกหลายฉบับ – นั่นแหละ ตัวเลือกยาก
มันกลับทางกับไทย ตรงที่มีต้นฉบับดีๆ สักเล่ม ใครจะแปลออกมาก่อน
แล้วเคยสงสัยอยู่ว่า ในงานแต่ละเล่ม มีคนแปลคนอื่นออกมา challenge แปลด้วยบ้างไหม ฉบับของใครจะดีกว่ากัน

งานแปลมาเป็นไทยที่ดี มีอะไรเป็นเกณฑ์กำหนด: สำนวนไทยของนักแปลท่านนั้น หรือสำนวนถูกต้องตามรูปแบบที่นักเขียนต้นฉบับต้องการใช้ หรือ ชื่อเสียงของผู้แปล
Lost in translation เป็นประเด็นในการอ่านเรื่องแปลหรือไม่

อยากลองยกตัวอย่างงานของ Milan Kundera คุณหนอนคงผ่านตา The Unbearable Lightness of Being เป็นหนังก็มี เปิดมาดูได้ที่ไหนกัน หนังไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้เลย

ส่วนดีที่สุดของงานชิ้นนี้อยู่ที่หนังสือ Kundera ควรได้รับคำนิยมอย่างที่สุดในเรื่องความสามารถทางการเขียน แต่ภายหลังเมื่อ Kundera ย้ายมาอยู่ฝรั่งเศส และมีหนังสืออกมาเป็นภาษาฝรั่งเศส คราวนี้สิ ครูสอนภาษาฝรั่งเศส เล่าให้ฟัง (เมื่อปีสองปีที่ผ่านมานี้เอง) ว่า งานของ Kundera ห่วยแตก
ประเด็นที่ยกขึ้นมา คือ ความสามารถในการเขียน กับความสามารถในการใช้ภาษา เป็นคนละเรื่องกัน โดยเฉพาะในคนละภาษา
ตรงนี้ขอ หมายเหตุไว้นิดว่า งานเขียนในภาษาฝรั่งเศสของ Gundera ที่ครูหมายถึง ไม่รู้ว่าเป็นงานที่เขียนเอง หรืองานแปล ถ้าเป็นงานแปลก็เป็นตัวอย่างที่ดีว่า แปลออกมาแล้วเปลี่ยนรูป หรือ ตกหล่น สูญหาย จากของจริง

เมื่อจะเอ่ยถึงเรื่องนี้ เลยเปิดหาว่าเมืองไทยมีเรื่องแปลนี้หรือไม่ ค้นเจอว่ามีผู้แปลเป็นไทย ในชื่อเรื่องว่า

.. ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต...
เอ่อ... The Unbearable Lightness of Being เนี่ยนะ...
ไม่เข้าใจ วิธีคิด และ mentality ของคนแปล และนี่คือตัวอย่างที่ดีของการทำลายผลงานดี ด้วยการ ‘สักแต่ว่า (กูแปลได้ก็จะ)แปล’

ทำให้คิดว่า ถ้าเพลง My Sweet Lord ของ George Harrison ต้องแปลว่า พระเจ้าที่แสนหวานของฉัน

หรือ เพลง Touch Me In The Morning – ก็ อืม .. แตะฉันในตอนเช้า

ไหมล่ะลุง

ความคิดเห็นที่ 14 driftworm ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 15/12/2014 เวลา : 22.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

-๑๒-
เวลาคนทำการบ้าน มีเรื่องอะไรมาแว้ปผ่านหน้า จิตใจก็พร้อมไขว้เขว
รสชาติตรงหน้าดูน่าโอชะ ชุ่มลิ้น ชุ่มคอ คุณหนอนก็น่าจะรู้
ป.ล. หมายเหตุนั่น หาว่าจับผิดหรือเปล่านะ

ความคิดเห็นที่ 13 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
driftworm วันที่ : 15/12/2014 เวลา : 19.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๑๑- RATTIYA

ตอบอย่างไม่ใช่รักษาน้ำใจและไม่ใช่โดยมารยาทว่า
อ่านความเห็นคุณรัตน์แล้ว ใจเรียบ ๆ รับทราบ
ไม่มีอาการ "หูร้อนชา" แต่อย่างใด

เห็นด้วย เพราะตอนผมอ่าน คห.คุณยาม ก็ชื่นชมว่าเป็นประสบการณ์จริง เป็นรูปธรรมตรงเข้าเป้าประเด็น
ผิดกับในระดับที่ผมเขียนในเรื่อง คือตั้งใจให้คลุมลงไปที่กำเนิดของถ้อยคำและภาษา (ในเชิงปรัชญาและปรัชญาการเมือง)
แต่ผมยกตัวอย่างที่ทำให้คนอ่านเพ่งไปที่ด้านของภาษากฎหมาย
เลยไป "โชะ" กับประสบการณ์ตรงของคุณยาม

และยัง "โชะ" กับประสบการณ์ในเชิงธุรกิจการทำมหากินของคุณ SW19
ที่คุณ SW19 คงได้โฉบผ่านบางมุมมาบ้างเข้าให้อย่างจัง

คนในอาชีพอื่นอีกหลายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษา และจินตนาการ คงช่วยขยายแง่มุมอื่นได้อีก

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
driftworm วันที่ : 15/12/2014 เวลา : 19.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

คห.๙ กับย่อหน้าเกริ่นนของำคห.๑๐ สำนวนร้ายกาจเหมือนเหล็กไนแมงป่อง
นึกถึงสำนวนคุณชาลีในบางกระดานในเฟ้ซบุ๊ค และบาง คห.ในโอเคนี่เลย
ทำเลือดซิบได้เหมือนโดนฟันเลื่อยบนขากุ้งครูดเอา

คห.๑๐ แบ่งปันประสบการณ์เยอะได้มากเทียว

แต่ขอตัวไปทำเรื่องอื่นสักหน่อยก่อนค่อยมาสานต่อเรื่องที่ชวนสนทนาครับ

ความคิดเห็นที่ 11 driftworm ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 15/12/2014 เวลา : 19.00 น.

คุณหนอนจะโกรธไหม..ถ้ารัตติยาเขียนว่า มาอ่านพอเข้าใจก็ตรงอ่านคห.ของคุณยาม

ความคิดเห็นที่ 10 พรายพิลาศ , driftworm และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
SW19 วันที่ : 15/12/2014 เวลา : 18.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

จับเรื่องราวถอดเสื้อผ้าทีละชิ้น การตลาดของหนังเป็นถุงเท้า ไม่เอาดีกว่า
เห็นเรื่องสัญญา ภาษากฎหมายถัดมา คลี่กระดุมจะขว้างออก .. เอามาห่อถุงเท้าไว้ก่อน
เห็นเรื่องแปล โอ อันนี้น่าสน เป็นคนไม่ชอบเรื่องแปล เดี๋ยวค่อยย้อนมาคุย
แก้ออกหมด ล่อนจ้อนก็เห็นจะเป็นเรื่องของภาษา

กฎหมาย ในความเห็นส่วนตัว คือ ไม่ใช่เรื่องการตัดสิน หรือให้ความยุติธรรม แต่เป็นการควบคุมประโยชน์ และ ผลประโยชน์ ภาษากฎหมายจึงต้องซับซ้อนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย

ในชั้นพื้นฐานทั่วไป น่าจะเป็นการปูความว่าอะไรเป็นของใคร
ในขั้นสูงขึ้น คือการรักษาผลประโยชน์
แต่ในขั้นสูงสุด น่าจะเป็นวิธีใช้ภาษาให้ไม่เสียผลประโยชน์ พูดอีกอย่าง คือ damage control ตีกรอบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

คิดได้อย่างนี้ ก็ต้องไปคว้าเสื้อห่อถุงเท้ากลับมา
ครั้งหนึ่งในชีวิตเป็นเรื่องแปลก ที่สองคนมีโอกาสข้องเกี่ยวกับสัญญาในวัตถุก้อนเดียวกัน แต่จากคนละฉบับ/ชั้น (layer) เลยได้เห็นวิธีเขียนเพื่อจะกำกับฝ่ายไหน ให้ได้อะไรอย่างที่ต้องการอย่างไรบ้าง น่าจะเอามาคุยกันได้ เพราะหลังเย็นไปนานแล้ว สัญญานั้นฝ่ายหนึ่งคือ Lucas Films ออกสัญญาบอกความเป็นเจ้าของผลงาน คู่สัญญาเป็นผู้เกี่ยวข้องมาทำงานให้ ว่าได้ขายตัว(การแสดง) ขายเสียง (พากษ์ เสียงประกอบ เพลงประกอบ) แล้ว หมดสิทธิ์เรียกร้องกลับคืนตรงไหน อย่างไรบ้าง

คู่สัญญายังเป็นผู้รับงานไปขายต่อ ว่าสามารถนำไปขายได้แค่ไหน
สุดท้าย บอกขอบเขตความคุ้มครอง ที่ขำกันตอนนั้น คือ ขอบเขตของลิขสิทธิ์ ที่ใช้คำกำหนดอาณาบริเวณว่า universe ใช้คำว่า space มีความพยายามกำหนดการไม่เสียผลประโยชน์ให้ครอบคลุมวิทยาการที่อาจคิดค้นขึ้นมาใหม่ได้ในยุคหน้า มาถึงตอนนี้เมื่อ Sir Richard Branson มี mission จะไปต่างดาว ก็ต้องยอมรับการคิดที่กว้างไกลเกินยุค

ช่วงนั้นเป็นช่วงแรกที่คำว่า universe เข้ามาปรากฏในสัญญา เพราะสัญญายุคก่อนหน้า ใช้คำว่า the world เท่านั้น มันเกิดขึ้นจากการที่หนังใน digital version เริ่มส่งผ่านดาวเทียมได้แล้ว ที่เห็นประโยชน์ชัดในเวลานั้น คือ การส่งหนังไปทำ local post production ที่รัสเซีย ซึ่งสามารถส่งตรงไปห้องอัดเสียงได้โดยไม่ต้องผ่านระบบศุลกากรและเซ็นเซอร์ ซึ่งใช้เวลานานไม่ทันกิน

แต่ทั้งนี้ สัญญาทางกฎหมายไม่ได้เลว หรือหาประโยชน์ หรือแสวงอำนาจเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสัญญาอะไร ระหว่างใคร ในสาระใด สัญญาซื้อขายก็อย่าง (จบที่ความรับผิดชอบหากสินค้าสูญหาย เสียหาย บกพร่อง) ซื้ออาวุธก็อย่าง (ที่การซ่อมบำรุง อะหลั่ย ที่ต้องรัดกุม ไม่ใช่ขายปืนถูก แล้วส่งกระสุนแพง ค่าใช้จ่ายมันอยู่ที่ maintenance)
สัญญาของหนัง ด้านภาพ และเสียง ก็คนละเรื่องกันเลย
สัญญาว่าจ้างงานในองค์กรใหญ่ตั้งแต่สมัยนั้นมาแล้ว ผลประโยชน์ตอบแทน เงินเดือน เงินรางวัลรายปี ไม่ใช่เรื่องที่เจรจากัน สิ่งที่เจรจากันคือ ผลประโยชน์เมื่อออกจากงาน – กรณีออกเอง กรณีถูกบังคับออก กรณีไล่ออก

มีคำภาษาอังกฤษ ที่ใช้กันแพร่หลายว่า small prints แปลตรงตัวว่าตัวหนังสือขนาดจิ๋ว แปลตามความหมาย คือ เงื่อนไข clause ข้อยกเว้น ที่มียาวเป็นพรืดในสัญญาต่างๆ ที่คนมักไม่อ่าน แล้วพอมามีปัญหา คู่กรณีก็จะบอกว่า ฉันบอกเธอแล้ว อยู่ใน small prints นั่นไง

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
SW19 วันที่ : 15/12/2014 เวลา : 17.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

เห็นเทียบเชิญทางสายตา
แต่จมูกดันได้กลิ่นโอชะ เหมือนหมาหิว
โอ้โฮแฮะ มีอะไรให้แคะขย้ำตั้งหลายอย่าง
ค่อยบรรจงจัดเรียงลงจานแล้วเปิบอย่างช้า ช้า

ความคิดเห็นที่ 8 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
driftworm วันที่ : 15/12/2014 เวลา : 16.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๗- ยามครับ

เยี่ยมไปเลย ความคิดเห็นจากประสบการณ์แน่นมาก
เดี๋ยวผมค่อยดูว่ามีประเด็นสนทนาหาประโยชน์ทางปัญญาแก่กันเพิ่มเติมอย่างไงได้บ้าง
แต่ตัว คห.นั้น สมบูรณ์มาก

ความคิดเห็นที่ 7 แม่หมี , พรายพิลาศ และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ยามครับ วันที่ : 15/12/2014 เวลา : 15.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

เรื่องที่คุณหนอนชวนคุย ทำให้ข้าพเจ้าถึงกับละเว้นการปฏิบัติงานเสียชั่วคราว เพื่อหันมาคุยด้วย (5555555 ข้าพเจ้ามักไร้สาระเช่นนี้)

เมื่อหลายปีก่อน ข้าพเจ้ามีโอกาสเข้าไปยังห้องเก็บเอกสาร ห้องทำงานของทนายความท่านหนึ่ง ท่านผู้นี้เป็นชาวต่างชาติ ว่ากันว่า ประวัติการเรียนของท่าน เ ป็น 1 ใน 20 ของนักเรียนที่ดีที่สุดในชั้นปี ของสำนักเรียนกฎหมาย-บัญชีแนวหน้าของประเทศนั้นทีเดียว ท่านมาทำงานเมืองไทยคนเดียว โดยมีเลขานุการ 1 คน

ห้องเก็บเอกสารของท่าน มีตู้เก็บเอกสาร ประมาณ 5 ตู้ แต่ละตู้ยาวประมาณ 4.5 เมตร แบบสั่งทำ เป็นเอกสารว่าด้วยสัญญา และข้อตกลงทั้งหมด (อ๊ากกกกกกก ข้าพเจ้าไม่กล้าประเมินสติปัญญาของท่าน)

ข้าพเจ้าเคยเห็นวิธีการทำงานของฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับ ข้อตกลง หรือกฎหมายหลายครั้ง ครั้งหนึ่ง มีข้อถกเถียงกันว่า ฝ่ายกฎหมายนี้ควรจะเรียกชื่อว่าอย่างไร legal department, compliance department หรือ law office เพราะหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ กฎหมาย ไม่ใช่ข้อบังคับที่ชอบธรรม มันคือ ข้อตกลง

วิธีการทำงานของฝ่ายนี้ กรณีที่เป็นการทำข้อตกลง (agreement) นั้นน่าทึ่งมาก โดยเฉพาะเมื่อเป็นการ ตกลงระหว่างคู่ค้า 2 ฝ่าย แต่ละฝายจะร่างข้อตกลง (สิ่งที่ตัวเองต้องการจากอีกฝ่าย) หลังจากนั้นก็จะมาต่อรอง (negotiate) กัน ช่วงของการต่อรองนี้เป็นการ "วัดกึ๊น" ของแต่ละฝ่ายได้เป็นอย่างดี ล่ะคุณหนอนเอ้ย บางครั้งถึงลูกถึงคน แต่ไม่ถึงกับเลือดตกยางออกหรอก

มันก็แปลกดีนะคุณหนอน คนเรา (นิติบุคคล-กลุ่มบุคคล-ในนามของบุคคล) มักจะเรียกร้องอีกฝาย ทำอะไรหลายอย่าง บางทีไม่น่าเชื่อว่า อีกฝ่ายจะยอม ข้อต่อรองบางข้อเกินจะทนจริงๆ แต่อีกฝ่ายก็กลับต้องยอม--- สำนวนจีน อาจจะมีคำว่า "กลืนเลือด" คงประมาณนั้น

อมตะวาจาของดอน คอเล-ออเน่ " ข้าจะยื่นข้อเสนอ ที่มันจะปฏิเสธไม่ได้ "

จึงเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าลุ้นระทึกกับสำนวนแปลของ ธนิต ธรรมสุคติ

หลายๆครั้งของการมีส่วนร่วมรู้เห็น (ในฐานะพยาน) ข้าพเจ้ามักอ่านย่อหน้าสุดท้าย ด้วยความหวั่นไหวยิ่งนัก ประมาณว่า โล่งใจก็ไม่ใช่ เสียใจก็ไม่เชิง แต่รู้สึก ประหวั่นพรั่งพรึง ว่า คงไม่มีใคร เสียเปรียบมากเกินไปดอกนะ

สัญญานี้ทำขึ้นสองฉบับมีข้อความถูกต้องตรงกัน ทั้งสองฝ่ายได้อ่านและเข้าใจสัญญานี้โดยละเอียดตลอดแล้ว เห็นว่าตรงตามเจตนารมณ์ที่ได้ให้ไว้ต่อกันทุกประการ จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน และแต่ละฝ่ายต่างได้ยึดถือไว้ฝ่ายละฉบับ

จากประสบการณ์ของข้าพเจ้า ใครที่เก่งภาษา เก่งกฎหมาย และยึดถือเอาฉบับของตัวเอง เป็นทั้ง "ต้นฉบับ" และ "คู่ฉบับ" ได้ คนนั้นเป็นฝ่ายได้เปรียบ

คนที่ลงนามบางคน นอกจากไม่สำเนียกในทุกๆบรรทัด หรือ between the line รวมทั้งไม่จัดเจนในกระบวนการต่อรอง วัตถุประสงค์ มองเห็นแค่ประโยชน์จากความร่วมมือ ทางการค้า โดยมาก มักลงเอยด้วยความเสียเปรียบ

จึงสรุปว่า ข้าพเจ้า เห็นด้วยกับคุณหนอน ในข้อที่ว่า

เนื้อแท้ของภาษามันบ่งแต่เรื่องของความต้องการ, ความต้องการอยู่เหนือ, อำนาจทั้งนั้น ความสัมพันธ์ของถ้อยคำต่าง ๆ ในระบบภาษาก็คือความสัมพันธ์ของอำนาจ ไม่ว่าจะเรียกให้สวยหรูว่าสิทธิ (ไม่ว่าระดับไหน) หน้าที่ สถานะ สภาวะหรือสภาพ

ผู้ยึดกุมภาษาอันซับซ้อนของสังคมหนึ่ง ๆ ได้จึงสามารถทำการสูบเอาโภคผลจากน้ำพักน้ำแรงคนทั้งหลายไปไว้ในกระเป๋าตัวเองได้โดยที่ไม่มีใครเอาผิดได้

ปล การจะฉีกสัญญานั้น มักมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก หรือไม่ ก็ต้องมั่นใจว่า "เอาอยู่"

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
แม่หมี วันที่ : 15/12/2014 เวลา : 14.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

สิ่งเดียวที่จะต่อกรกับอำนาจได้ คือความรู้ใช่มั๊ยคะท่าน

หรือปัจจุบันนี้มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
driftworm วันที่ : 15/12/2014 เวลา : 12.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๓-

Nay! That's .....
Listen, my bullet is speaking!

ความคิดเห็นที่ 4 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
driftworm วันที่ : 15/12/2014 เวลา : 12.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

แต่จะว่าไป หนอนก็พอจะแถได้ เรื่องระบบภาษาของคนชั้นสูง
ก็แบบที่น้องตั๊นพูดภาษาอังกฤษสำเนียงชั้นสูง (ฟังได้บนเวที กปปส.เมื่อต้นปีไง)
เช่น ordinary น้องตั๊นออกเสียงว่า อูร์ดิแนรี่
สังคมไหนในโลกก็มีเรื่องแบบนี้เป็นธรรมดา

(เรื่องสำเนียงของน้องตั๊น คุณ SW19 เป็นคนอธิบายให้ฟังในบล๊อกของเขาน่ะ)

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
BlueHill วันที่ : 15/12/2014 เวลา : 12.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก


ภาพนี้เข้าข่าย ภาษาคืออำนาจหรือเปล่าครับ 5555

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
driftworm วันที่ : 15/12/2014 เวลา : 12.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ยึ้ยยยย คิดได้ไงเนี่ย
ผมไม่รู้เหมือนกันว่าใช่ไหม อาจคิดแตกคิดโยงไปด้วยได้ก็ได้ครับ

ตอนเขียนผมคิดแค่ว่ามันเป็นเครื่องทางอำนาจชนิดหนึ่ง
(จุ๊ย์ ๆ เพิ่งมานึกออก เดี๋ยวพวกนักคิดรุ่นใหม่แบบพวก นิติรั่ว มากดไล้ค์กันเป็นแถวแหงเลย
เพราะเขาโยงไปถึง "ระบบภาษาของคนชั้นสูงได้
จะงดเสีย ไม่เขียน ก็แหม เราก็อยากให้สังคมเรามันอุดมปัญญา
เอาความคิดทั้งข้อดีข้อเสียมาแบคุยกันบนโต๊ะ ไม่อ้ำอึ้งหลบซ่อนน่ะ)

ความคิดเห็นที่ 1 driftworm ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 15/12/2014 เวลา : 11.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

คนในยุทธจักร ไม่เป็นตัวของตัวเอง
ใช่ไหมครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน